LOGINแม้ว่าจะไม่เคยแน่ใจในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่แต่ฉันก็ได้ตัดสินใจไปแล้ว ฉันลองทำตามวิธีการใช้ความเงียบเป็นคำตอบตามที่รุ่นพี่สาวอย่างคุณร่มเกล้าแนะนำมา เลิกติดต่อไป เลิกพยายามส่งข้อความไปหาคนที่หายหน้าหายตาไป ใช้ชีวิตของตัวเองให้ดีตามปกติ
นี่อาจจะเหมือนการเรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียวก่อนการเลิกราจะมาถึงก็เป็นได้ หากฉันสามารถทำความคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตโดยไม่มีเขาได้ บางทีมันอาจไม่ได้แย่ขนาดนั้นหากต้องเดินจากเขามา แน่นอนว่ามันต้องมีความรู้สึกเสียใจอยู่บ้างแต่คงจะไม่แย่ขนาดนั้น ฉันยังมีเวลาเตรียมพร้อมในการจากลาต่างจากคุณร่มเกล้าที่ผ่านทุกอย่างมาโดยไม่มีเวลาให้ทำใจเลยด้วยซ้ำ เมื่อเทียบกับเธอแล้วฉันยังโชคดีกว่ามาก
ติ๊ง!
Jay_Jayden: เลิกงานกี่โมง
Jay_Jayden: เดี๋ยวพี่ไปรับ
ฉันเบนความสนใจไปยังหน้าจอมือถือของตัวเองที่มีการแจ้งเตือนใหม่เข้ามา พบว่ามันเป็นข้อความจากคนหายหน้าหายตาไปเป็นสัปดาห์อย่างเจเดนนั่นเอง ถึงอย่างนั้นฉันก็เลือกจะไม่ตอบอะไรกลับไป ไม่อยากเอาความคาดหวังอะไรไปใส่ไว้ในความสัมพันธ์นี้ให้รู้สึกผิดหวังเล่นอีกแล้ว
เป็นเพราะได้รับคำปรึกษาและกำลังใจดีๆ จากกลุ่มสาวรุ่นพี่ทำให้ฉันรู้ว่าตัวเองไม่ได้เป็นเพียงคนเดียวในโลกที่โชคร้ายในเรื่องของความรัก มีหญิงสาวมากมายเลือกที่จะจบความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่เพื่อกลับมารักตัวเอง ฉันเองก็อาจกลายเป็นหนึ่งในนั้น...เร็วๆ นี้
“ไม่อ่านข้อความหน่อยเหรอ คนส่งจะกระวนกระวายเอานะ” เสียงทุ้มหนาของชายหนุ่มผู้มีตำแหน่งเป็นเจ้านายของฉันรวมไปถึงเพื่อนสนิทของแฟนเอ่ยแซวฉันด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“มิขอโฟกัสกับงานก่อนนะคะ” ฉันพยายามตอบเลี่ยงๆ ไม่อยากพูดอะไรมากมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ย่ำแย่ของตัวเอง เดาว่าชายตรงหน้าคนนี้คงพอจะรับรู้สถานการณ์มาบ้างแล้วจากเพื่อนของเขา
“คิดจะเล่นเกมกับมันหรือไง ไปฟังคำแนะนำจากร่มเกล้ากับเพื่อนมาล่ะสิ” ใบหน้าหล่อแสยะยิ้มขึ้นมาเมื่อพูดถึงอดีตคนรักของตัวเองราวกับว่ากำลังเล่นสนุกอยู่
“พวกเธอแค่ให้กำลังใจมิเท่านั้นค่ะ” ฉันปฏิเสธความจริงที่เขารู้อยู่แล้วเพื่อป้องกันการลากเอาคนที่หวังดีกับตัวเองเข้ามาเอี่ยวในเรื่องนี้ด้วย
“ไอ้เจย์มันไม่ได้อารมณ์ดีแบบพี่หรอกนะมิลาน” เหมราชพูดเตือนสติของฉัน ใบหน้าหล่อเหลาของเขายังคงประดับด้วยรอยยิ้มแปลกๆ อยู่ไม่จางหาย
“...” ฉันเลือกจะเงียบไม่ตอบโต้เพื่อรอฟังในสิ่งที่อีกคนจะพูดต่อ
“พี่ยอมปล่อยร่มเกล้าไปแล้วครั้งหนึ่ง ถึงไปตามลากเธอกลับมา แต่กับไอ้เจย์มันคงไม่ทำแบบนั้น...” เขาพูดถึงเรื่องของตัวเองแต่ก็ไม่วายเอาไปเปรียบเทียบกับเพื่อนสนิทของเขาอย่างเจเดน
“เขาจะทำอะไรก็ช่างเถอะค่ะ มิไม่อยากรับรู้เรื่องของเขาในตอนนี้” ฉันส่ายหน้าไปมาช้าๆ เป็นเชิงบอกให้คนตัวโตตรงหน้าหยุดพูด
“ไอ้เจย์มันไม่ใจดีแบบพี่หรอกนะครับที่จะปล่อยให้ผู้หญิงของตัวเองได้ไปใช้ชีวิตอิสระตามต้องการได้นานสองนาน พนันเลยว่ามันไม่ยอมให้เรื่องเป็นไปอย่างที่เธอคิดแน่นอน” เขาพูดทิ้งท้ายก่อนจะเดินเข้าไปในห้องพักผู้บริหารของตัวเอง
“...”
“อ้อ! บอกร่มเกล้ามาพบพี่ที่ห้องทำงานหน่อย ผัวคิดถึง :) ” เข้าชะงักฝีเท้าลงแล้วหันมาส่งงานกับฉัน พูดจบคนตัวสูงผู้เป็นเจ้านายของฉันก็เดินตัวปลิวหายเข้าไปในห้องของตัวเอง คุณเกล้าเองก็คงต้องเหนื่อยที่ต้องมารับมือกับผู้ชายน่าหงุดหงิดแบบนี้สินะ
ติ๊ง!
Jay_Jayden: เห็นไอ้เหมบอกว่าวันนี้เลิกงานตามปกติ
Jay_Jayden: เดี๋ยวพี่พาไปดินเนอร์
ฉันถอนหายใจออกมายาวๆ ก่อนจะกดปุ่มปิดการแจ้งเตือนจากข้อมูลติดต่อของคนที่ตัวเองไม่อยากพูดถึง ไม่ได้จงใจหลบหน้าหรืออะไรหรอก แค่ยังไม่พร้อมจะพูดคุยหรือรับฟังอะไรจากเขาตอนนี้ แค่เรื่องผู้หญิงที่เขาแอบซ่อนเอาไว้มันก็เจ็บปวดมากพอแล้ว ขืนเจอกันตอนนี้คงไม่พ้นต้องทะเลาะกันใหญ่โตแน่
ถ้าต้องเลิกกันก็อยากจะจบกันด้วยดี...
นี่คือสิ่งที่ฉันพร่ำบอกกับตัวเอง ในหัวเอาแต่คิดวนเวียนถึงเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมาไม่นาน เจเดนมีผู้หญิงคนอื่นจริงๆ ไม่ผิดแน่ และฉันก็คงรับไม่ได้หากต้องแบ่งปันแฟนของตัวเองให้ผู้หญิงคนอื่น แต่ถ้าถามว่าจะเลิกกันตอนนี้เลยฉันทำใจได้ไหม ก็ต้องบอกว่ายังทำไม่ได้
ฉันรู้ว่าวิธีที่ฉันเลือกมันขี้ขลาดที่พยายามดึงทุกอย่างให้ยืดเยื้อไม่ยอมเผชิญหน้าเสียที แต่มันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้เพื่อให้ฉันได้ใช้เวลาทำใจหากเรื่องราวมันเดินไปถึงจุดที่ต้องตัดจบกันจริงๆ
อย่างน้อยก็ไม่อยากรู้สึกทรมานขนาดนั้นตอนไม่มีเขาอยู่ข้างๆ
คุณร่มเกล้ารู้ดีอยู่แล้วว่าฉันไม่ได้เด็ดขาดเช่นเดียวกันเพื่อนสาวคนสนิททั้งสองของเธอ จึงได้เสนอวิธีนี้ให้ฉันได้มีโอกาสคิดทบทวนรวมถึงทำใจเผื่อเอาไว้ เมื่อเวลาแห่งการเผชิญหน้ามาถึงจะได้มีสติกับมัน
แต่เหมือนว่าเธอจะลืมปัจจัยสำคัญไปอย่างหนึ่งในการเสนอวิธีนี้ซึ่งก็คือคนรักที่กำลังจะกลายเป็นคู่กรณีของฉันอย่างเจเดน รู้ดีว่าฉันหลบหน้าเขาไปตลอดไม่ได้อยู่แล้วเพราะเขามีร้อยหนทางที่จะมาเจอฉัน อยู่ที่ว่าเขาจะโผล่มาตอนไหนก็เท่านั้น
“วันนี้กลับยังไงจ้ะ?” รุ่นพี่สาวคนสวยขาประจำเอ่ยถามฉันขึ้น ตลอดเวลาที่เจย์เดนหายไปจากชีวิตของฉันก็ยังมีพี่วิเวียนคนนี้คอยไปรับไปส่ง ช่วงแรกฉันก็เกรงใจเธอมากแต่รุ่นพี่คนดีกลับบอกว่าไม่ต้องเกรงใจเพราะยังไงก็เป็นทางผ่านของเธออยู่แล้วฉันจึงได้ตอบตกลง
“น่าจะต้องฝากร่างโดยสารไปกับพี่วิเวียนเหมือนทุกวันนั่นแหละค่ะ” ฉันตอบเธอแกมแซวไปด้วยความสนิทสนม ยิ่งติดรถเธอทุกวันก็ยิ่งสนิทกันมากขึ้นไปอีก
“แต่พี่ว่าวันนี้น้องมิลานคนสวยไม่น่าจะได้กลับกับเราแล้วนะ” เสียงหวานสดใสของรุ่นพี่อีกคนที่ติดรถพี่วิเวียนไปกลับทุกวันอย่างพี่อารินพูดแทรกขึ้นมา
“ทำไมอ่ะ?” สาวสวยเจ้าของรถและทำหน้าที่เป็นสารถีประจำกลุ่มเลิกคิ้วถามขึ้นด้วยความสงสัย
“Mercedez Benz สีดำขัดเงาวิบวับ ป้ายทะเบียน xx 1975 กรุงเทพฯ” ทันทีที่รุ่นพี่สาวลูกครึ่งญี่ปุ่นพูดจบฉันก็รู้ได้ทันทีว่าเธอพยายามจะสื่อความหมายอะไร
“พูดอะไรของมึง” พี่วิเวียนถามด้วยความสงสัย
“ก็หมายความว่าวันนี้น้องมิลานน่าจะไม่ได้ไปกับเราแล้ว” พี่อารินเฉลย
“หมายความว่าไง?” พี่วิเวียนยังคงเอ่ยถามด้วยความสงสัยอยู่ ก็ไม่แปลกที่เธอจะไม่เข้าใจเพราะไม่รู้ว่ายี่ห้อรถและป้ายทะเบียนนั้นเป็นรถของใครยังไงล่ะ
“ก็หมายความว่า...” คนตาดีที่นำเรื่องมาบอกอย่างพี่อารินพูดพลางเว้นวรรคเพิ่มความตื่นเต้นเพื่อสร้างอรรถรสในการเมาท์มอยให้เพื่อนสาวของเธอมีอารมณ์ร่วมตามไปด้วย
“เฉลยสักทีเถอะ กูอยากรู้ยิ่งกว่าประกาศผลตำแหน่งคนที่ได้เดบิวต์ในรายการ Become Idol อีก!” รุ่นพี่สาวความอดทนต่ำเริ่มทนความสงสัยของตัวเองไม่ไหว พร้อมจะวีนเพื่อนสนิทเต็มแก่แล้วจึงได้เอ่ยเร่งเร้าให้อีกคนพูดออกมาเสียที ต่างกับฉันที่... รู้อยู่แล้ว
“ก็หมายความว่าพ่อตัวดีที่เราเฝ้าสาปแช่งมาตลอดทั้งสัปดาห์โผล่หน้ามาแล้วไงคะ!” พี่อารินบอกใบ้สร้างความตื่นเต้นไม่เลิก แต่ทุกคนในที่นี้คงจะรู้ดีแล้วรวมถึงเจ้าของแผนการอย่างคุณร่มเกล้าที่ยืนฟังเงียบๆ พร้อมกับริยยิ้มบนใบหน้าสวยนั่นด้วย
“คุณเหมเหรอ? แต่อีตาพี่เหมไม่ได้ขับเบนซ์นี่ พี่แกขับ BMW นะ หรือว่าพี่เหมซื้อรถใหม่วะ?!” ขอโทษที่บอกว่าทุกคนคงจะรู้ก็แล้วกัน รุ่นพี่สาวอย่างพี่วิเวียนดันเข้าใจผิดว่าเป็นท่านประธานบริษัทไปเสียได้
“โอ๊ย! กูไม่ได้หมายถึงผัวเก่ายัยเกล้าจ้า!” พี่อารินเริ่มวีนขึ้นมาแทนเมื่อตัวเองบอกใบ้ชัดเจนขนาดนั้นแล้วแต่เพื่อนอย่างพี่วิเวียนยังคาดเดาผิด
“เอ้า! แล้วมึงหมายถึงใคร?”
“กูถามถึงคุณเจเดน แฟนหนุ่มคนดีย์ของน้องมิลานอ่ะ!”
(Milan’s Part) หลังจากพาร่างหนาหมดสิ้นสติสัมปชัญญะของเจเดนไปส่งเอาไว้ที่โรงพยาบาลเสร็จฉันก็ออกมาเดินเล่นด้านนอกเพื่อทบทวนในสิ่งที่ตัวเองได้กระทำลงไป ฉันไม่ได้ขาดสติถึงขั้นไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ แน่นอนว่ารู้ทั้งหมดนั่นแหละถึงทำมันลงไป ฉันรับบทเป็นผู้ถูกกระทำมามากเกินไป และความอดทนของฉันไม่ได้มีมากมายขนาดถึงขั้นจะทนไปได้ตลอดรอดฝั่ง หากไม่ลุกขึ้นมาสู้เพื่อตัวเองเพียงสักครั้งก็คงไม่พ้นต้องถูกสองคนนั้นทำร้ายกันอย่างไม่เห็นหัว แค่นี้มันยังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ... ก่อนออกมาจากโรงพยาบาลไม่ลืมที่จะหยิบเอาบัตรเครดิตวงเงินไม่จำกัดของคนร่างใหญ่ที่ยังนอนไร้สติอยู่โรงพยาบาลออกมาด้วย ตอนที่แม็กซ์เวลล์พี่ชายต่างแม่ของฉันติดต่อมาว่าจัดการฝั่งนั้นเสร็จเรียบร้อยแล้วโดยไม่ลืมบอกว่ากระเป๋าแบรนด์เนม เส
“มิลานนี่ก็น่ากลัวเหมือนกันนะ” ไอ้เหมพูดขึ้นมาพลางทำหน้าครุ่นคิด ขนาดมันเป็นเพื่อนผมยังกลัว แล้วคนตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นตรงๆ อย่างผมจะไม่กลัวได้ยังไง“เออ เห็นเรียบร้อยพูดจาคะขาหวานหูทุกคำ ใครจะไปคิดว่าวันดีคืนดีจะลุกขึ้นมาวางยาไอ้เจย์แล้วทรมานส่งคลิปให้เมียเก่ามันดู” ไอ้เพลิงกล่าวต่อพลางแสดงสีหน้าหวาดกลัวแฟนสาวของผมอย่างสุดฤทธิ์สุดเดช“มึงว่าไงนะ?!” ผมทวนคำถามอีกรอบเมื่อสะดุดกับประโยคหลังที่มันพูด“มิลานบอกพวกกูก่อนออกไปเองว่าอัดคลิปตอนทรมานมึงไว้แล้วส่งให้เมียเก่ามึงเรียบร้อยแล้ว” ไอ้เพลิงอธิบายต่อเพิ่มเติมเล็กน้อย ผมรีบคว้าโทรศัพท์ของตัวเองที่วางข้างเตียงอยู่ก่อนแล้วขึ้นมาดูทันทีJay_Jayden: Sent you a video.Jay_Jayden: อย่ามั่นใจนักว่าตัวเองเก่งที่แย่งแฟนคนอื่นไปนอนกกได้Jay_Jayden: สำหรับฉันเธอกับเขาก็แค่พวกหมาติดสัดเท่านั้นJay_Jayden: ฉันลงโทษเจ้าหมาตัวผู้ไปแล้วJay_Jayden: ต่อไปเป็นคิวของเธอเรี่ยวแรงของผมที่เพิ่งจะฟื้นคืนกลับมาหลังได้สติค่อยๆ หดหายไปอีกครั้งหลัง
(Jayden’ s Part)ผมไม่รู้เลยว่าตัวเองภาพตัดไปตอนไหน รู้ตัวอีกทีสิ่งแรกที่มองเห็นหลังจากลืมตาก็คือเพดานสีขาวกับหลอดไฟสว่างจ้าแสบตา กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อสาบฉุนลอยแตะเข้าจมูกจนแสบขัด ผมค่อยๆ กะพริบตาถี่ๆ อีกครั้งเพื่อหาจุดโฟกัสของตัวเองภาพล่าสุดที่จำได้คือมิลานเอาโทรศัพท์ของผมไปกดข้อความบางอย่างส่งถึงอดีตแฟนสาวของผมอย่างชิชา แต่นั่นก็ยังไม่น่าตกใจเท่าผู้หญิงแสนดีมาตลอดสี่ปีเปลี่ยนไปจนน่ากลัวขนาดนี้ตั้งแต่ตอนไหนกันผมไม่เคยรู้เลยว่าการกระทำจากอารมณ์ชั่วครั้งชั่วคราวของตัวเองจะไปเผลอปลุกร่างปีศาจร้ายในตัวของแฟนสาวเข้า หลายปีที่คบหากันมาไม่เคยต้องรู้สึกหวาดกลัวเธอเท่าเหตุการณ์ที่เพิ่งจบมาหมาดๆ มาก่อน แม้ช่วงหลังจะเคยทะเลาะกันจนเผลอลงไม้ลงมือใช้ความรุนแรงต่อกันไปบ้างแต่มิลานก็ไม่เคยเล่นผมหนักจนถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาลแบบนี้น่ากลัวชะมัด!“ไงล่ะมึง กว่าจะฟื้นนะ” เสียงทุ้มเข้มคุ้นหูดังเข้ามาในประสาทการได้ยินเป็นสิ่งแรกหลังจากฟื้นตื่นขึ้นมา ‘เหมราช’ เพื่อนสนิทของผมที่เคยมีประสบการณ์โดนเมียเก่าส่งเข้าคุกในข้อหาพยายามข่มขืนนั่นเอง
หญิงสาวเจ้าเล่ห์ที่กำลังนอนบนเตียงกว้างในคอนโดหรูที่อดีตแฟนหนุ่มเช่าเอาไว้ให้นั้นไม่รู้ตัวเองเลยว่าภัยร้ายกำลังจะมาเยือนเธอ และไอ้ผู้ชายสารเลวไม่รู้จักพอที่เธออยากได้นักหนานั้นถูกจัดการไปแล้วโดยสาวใสซื่อที่เธอได้คอยดูถูก คนชั่วพอได้ทำชั่วก็มักลำพองใจ คิดว่าความผิดของตัวเองนั้นเป็นเรื่องถูกต้องโดยไม่สนใจว่าคนอื่นจะเจ็บปวดอย่างไร โดยลืมนึกสัจธรรมความเป็นจริงของโลกข้อหนึ่งไปอย่างการเป็นคนแบบไหนผลลัพธ์ของการกระทำก็ย่อมเป็นอย่างนั้น ติ๊ง! เสียงแจ้งเตือนข้อความดังเข้ารัวๆ ทำให้คนที่เพิ่งได้นอนหลับไปนั้นขมวดคิ้วลงด้วยความหงุดหงิด สะลึมสะลือคว้าเอาโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูออกมาปลดล็อกโดยยังไม่ยอมตื่นเต็มตา เมื่อเห็นชื่อในแจ้งเตือนว่าเป็นชายหนุ่มที่เธอเพิ่งหลับนอนด้วยไปจึงรีบกดเข้าไปในกล่องข้อความของเขาในทันที&nb
อีกด้านหนึ่ง... หญิงสาวร่างบางใบหน้าอ่อนหวานกำลังนอนหลับตาพริ้มเข้าสู่ห้วงนิทราหลังจากผ่านกิจกรรมรักอันหนึ่งหน่วงกับ ‘แฟนของคนอื่น’ และชายคนนั้นเองก็เป็นอดีตคนรักของเธอเช่นกัน แน่นอนว่าเธอรู้ดีอยู่เต็มอกว่าสิ่งที่ตัวเองได้กระทำลงไปนั้นมันผิด... แต่ใครสนกันล่ะ โลกใบนี้มันไม่ได้มีโอกาสอัปเกรดสถานะชีวิตของคนชนชั้นล่างอย่างเธอเพื่อเข้าสู่วงสังคมของผู้รากมากดีได้มากมายขนาดนั้น หากมีเส้นทางไหนที่จะปีนป่ายขึ้นไปยังจุดสูงขึ้นได้เธอก็ยินยอมพร้อมใจจะทำ หญิงสาวคนนี้หรือ ‘ชิชา’ คือชื่อของเธอ เกิดในครอบครัวหาเช้ากินค่ำ ครอบครัวแตกแยกตั้งแต่ครั้นยังจำความไม่ได้ แม่ของเธอแต่งงานใหม่กับชายฐานะปานกลางมีลูกติดอีกหนึ่งคนเพื่อหาหัวหน้าครอบครัวมาคอยแบกรับภาระค่าใช้จ่ายของสองแม่ลูก ช
กึก!“อ๊าก!”เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นมาในทันทีเมื่อปลายแหลมคมของมีดแกะสลักกรีดลงบนผิวกายเต็มไปด้วยมัดกล้ามของเขา ของเหลวสีแดงสดเริ่มผุดขึ้นมาตามรอยกรีดแต่มันกลับไม่มากพอทำให้ฉันต้องออกแรงกดซ้ำลงไปอีกเพื่อเพิ่มความชัดเจนของบาดแผลให้มากขึ้น‘M’ตัวอักษรตัวแรกของชื่อถูกบรรจงกรีดลงบนร่างกายหนาอย่างประณีตจนดูเป็นศิลปะที่สวยงามและน่าสยดสยองไม่น้อย กลิ่นคาวของธาตุเหล็กคละคลุ้งจนน่าสะอิดสะเอียนจนแทบจะอาเจียนออกมากับใบหน้าหล่อเหลาเหยเกเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เม็ดเหงื่อนับพันผุดขึ้นตามใบหน้าแระร่างกายแกร่ง“อย่าเพิ่งสลบไปนะคะ นี่เพิ่งตัวแรกเอง” ฉันเอ่ยบอกกับเจ้าของร่างที่นอนราบอยู่บนพื้นห้องพลางส่งรอยยิ้มหวานหยดย้อยเคลือบไปด้วยยาพิษให้อีกฝ่าย“อึก!”ริมฝีปากหนากัดเข้าหากันแน่นด้วยความเจ็บปวดเมื่อตัวอักษรที่สองอย่าง ‘I’ ถูกปลายมีดแกะสลักกรีดลงไปบนตำแหน่งถัดจากตัวแรกในทันทีโดยไม่บอกล่วงหน้า ริมฝีปากหนาขบเม้มเข้าหากันแน่นเป็นเส้นตรงเพื่อระบายความเจ็บปวดที่ได้รับลงไปเชื่อเถอะว่ามัน







