FAZER LOGINพอเข้ามาถึงในห้องพักของพนักงานก็พบกับสาวๆ กลุ่มหนึ่งจากแผนกไหนสักแผนกกำลังจับกลุ่มเมาท์มอยกันโดยไม่รู้ว่าพวกเรากำลังยืนอยู่ด้านหลังของพวกเธอ พี่อารินเดินแยกออกไปหยิบเอาขนมและเครื่องดื่มซึ่งเป็นสวัสดิการของพนักงานออกมา เหลือเพียงฉันกับคุณเกล้าและพี่วิเวียนที่กำลังมองหาโต๊ะนั่งกันอยู่
“กูเจอคุณเจเดน เพื่อนสนิทของท่านประธานค่ะ!” ชื่อของบุคคลที่หายหน้าหายตาไปเป็นอาทิตย์ถูกพูดถึงโดยบุคคลที่สาม แม้จะไม่ได้ตั้งใจแอบฟังแต่ทว่าเสียงนั้นกลับเข้ามาในโสตประสาทของฉันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ว๊าย! แต้มบุญเยอะมากแม่ แล้วมึงได้เข้าไปทักเขาป่ะ?” เสียงของพนักงานสาวอีกคนเอ่ยถามคนเล่าเรื่องอย่างออกรสออกชาติ
“ไม่อ่ะ กูเห็นเขาเดินมากับผู้หญิงที่ไหนไม่รู้” หัวใจของฉันกระตุกวูบเมื่อได้ยินว่าคนเป็นแฟนหนุ่มของฉันนั้นเดินควงแขนกับคนอื่นในระหว่างที่เรายังมึนตึงกันอยู่จริงๆ
“แต่คุณเจเดนคบกันคุณมิลาน เลขาฯ ท่านประธานไม่ใช่เหรอวะ?” นั่นสิ ฉันเองก็สงสัยแบบที่ผู้หญิงคนนั้นถามออกมา เขาคบอยู่กับฉันไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงได้ไปเดินควงแขนกับคนอื่น
“โอ๊ย! กูจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ เห็นช่วงนี้เพื่อนสนิทท่านประธานก็ไม่ได้คอยมารับมาส่งคุณมิลานแบบเมื่อก่อนแล้วนะ อาจจะเลิกกันไปแล้วก็ได้” คนไม่รู้ก็ได้แต่คาดเดากันไปต่าง ๆ นานา ไม่แปลกที่พวกเธอจะคิดแบบนั้น ฉันกับเขานับวันก็ยิ่งห่างเหินกันไปเรื่อย ๆ จนเหมือนกับคนเลิกกันไปแล้วจริงๆ นั่นแหละ
“น้ำส้มสำหรับนางเอกคนสวยของพี่อารินมาแล้วจ้า! ถ้าผู้ชายมันไม่รู้จักพอก็อย่าไปง้อมันค่ะ!” สาวร่างเล็กที่ทำหน้าที่ไปหยิบของว่างเดินกลับมาพร้อมกับพูดเสียงดังลั่น คาดว่าเธอเองก็คงจะได้ยินเรื่องราวทั้งหมดเช่นกันถึงได้แสดงกิริยาท่าทางแบบนี้ออกมาเป็นการบอกทางอ้อมให้กลุ่มที่กำลังนินทาเรื่องของฉันกับเขาอยู่รู้ตัวว่าฉันนั่งอยู่ข้างหลัง
“ได้ยินชัดเจนขนาดนี้แล้วพอจะเป็นการช่วยตัดสินใจได้บ้างไหมล่ะ?” คนสวยเฉี่ยวแสนเข้มแข็งแสร้งโยนหินถามทางเพื่อดูทิศทางการตัดสินใจของฉัน
“มิรู้ว่ามิควรทำอะไรต่อไป แต่มิไม่แน่ใจว่าจะทำได้ไหม” ฉันบอกกับรุ่นพี่ทั้งสามที่คอยอยู่ข้างๆ กัน ฉันรู้ว่าโดยสามัญสำนึกของคนปกติแล้วหากถูกนอกใจก็ควรจะตัดจบ แต่ฉันกลับไม่แน่ใจว่าจะสามารถทนได้หากต้องปล่อยเขาไปจากชีวิตของฉัน หากว่าเขาต้องพบเจอกับความเสียใจแบบเมื่อสี่ปีก่อนอีกจะทำยังไงถ้าไม่มีฉัน
“พี่เข้าใจความรู้สึกคุณมิลานนะคะ ถ้ายังอยากอยู่ข้างๆ เขาก็อยู่ไปจนกว่าจะรู้สึกว่าตัวเองไม่ไหว ถึงตอนนั้นค่อยเอาตัวเองออกมาแล้วหันกลับมารักตัวเองก็ยังไม่สายค่ะ” คนอาบน้ำร้อนมาก่อนแนะนำทางออกที่สุดโต่งให้กับฉัน
“แล้วทำไมคุณเกล้าถึงตัดสินใจเลิกกับท่านประธานล่ะคะ?” ฉันถามถึงเหตุผลประกอบการตัดสินใจของเธอเพื่อฟังแนวทางที่อีกฝ่ายเลือกในฐานะของคนที่เจอปัญหาเดียวกัน
“ตอนแรกก็ไม่ได้อยากจะเลิกหรอกค่ะ รู้ว่าเขามีคนอื่นแต่ก็ทนมาตลอด... อดทนจนไม่ไหว” ริมฝีปากบางขยับพูดด้วยความเรียบนิ่งแต่ทว่ากลับดูเลื่อนลอย แววตาของเธอล่องลอยกลับเข้าสู่วังวนแสนคุ้นเคยในอดีตจนฉายแววความเจ็บปวดผ่านดวงตาคู่สวยอย่างชัดเจน
“...” ฉันนั่งนิ่งรอฟังต่อว่าเธอกำลังจะพูดอะไรอีก
“แต่แล้วฟางเส้นสุดท้ายมันก็ขาดลงจึงจำใจต้องเดินจากมาทั้งที่ยังรักอยู่” ใบหน้าสวยก้มลงเล็กหน่อยก่อนจะทำสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติ
“คงทรมานแย่เลยนะคะ ต้องจากมาทั้งที่ยังรักอยู่” ฉันพูดพร้อมกับระบายยิ้มเศร้าๆ ให้กับเรื่องราวของเธอ
“เรียกว่าคิดถูกแล้วที่จากมาน่าจะดีกว่าค่ะ พอเลิกกันแล้วถึงได้รู้... ว่าที่ผ่านมามันไม่ใช่ความรัก” เธอพูดพลางแค่นยิ้มออกมาด้วยความสมเพชเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต
“คะ?” ฉันเอียงคอสงสัยด้วยความงุนงง คนเราจะไม่รู้ได้ยังไงกันว่าสรุปแล้วรักหรือไม่รัก ยิ่งมารู้ตัวว่าที่ผ่านมาไม่ใช่ความรักเอาตอนเลิกกันแล้วเนี่ยนะ... ความรักแบบผู้ใหญ่นี่ซับซ้อนดีจริง
“มันเป็นความเห็นแก่ตัวของคนสองคนที่ใช้คำว่ารักเป็นข้ออ้างในการฉุดรั้งกันและกันเอาไว้มากกว่าค่ะ” เธอไขข้อสงสัยให้กับฉัน แต่ว่าก็ยังรู้สึกงงๆ อยู่ดีกับคำอธิบาย
“อารมณ์ประมาณว่าหลอกใช้อีกฝ่ายด้วยคำว่ารักงี้ป่ะ?” ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่ฉันคนเดียวที่ไม่เข้าใจในสิ่งที่คนตรงหน้าเล่ามา
“บทจะโง่ก็โง่จนเขางอกเลยนะมึง! กูแปลเองค่ะ!” หญิงสาวผู้ดูแล้วน่าจะฉลาดกว่าใครในกลุ่มนี้รับหน้าที่เป็นคนไขข้อกระจ่างเอง
“อ่ะ! แม่คนฉลาด บอกให้คนโง่แบบกูรู้ด้วยค่ะ” พี่วิเวียนพูดจาประชดประชันเพื่อนสาวคนสนิทของตัวเองไปหนึ่งทีก่อนจะกลับเข้าเรื่องอีกครั้ง
“คืองี้นะคะ คนสองคนที่ใช้คำว่ารักเป็นข้ออ้างในการฉุดรั้งกันและกันที่เกล้ามันหมายถึงก็คือตัวมันเองกับไอ้คุณประธานน่ะ!” พี่อารินพูดก่อนจะเว้นวรรคประโยคเอาไว้
“อ๋อ! กูพอจะเก็ทละ มึงอธิบายต่อเลยๆ” หญิงสาวอีกคนพยักหน้าเข้าใจรัวๆ พร้อมกับคะยั้นคะยอให้เพื่อนสนิทของตัวเองพูดต่อ
“อารมณ์แบบเกล้ามันใช้คำว่ารักเป็นข้ออ้างให้ตัวเองอดทนอยู่ต่อทั้งที่รู้ว่าพี่เหมนอกใจ พอมาตอนนี้ไอ้คุณพี่เหมของมันก็ยังจะใช้คำว่ารักรั้งมันให้กลับไปอีกอะไรแบบนี้อ่ะค่ะ!” ฉันได้แต่อึ้งทึ่งกับความฉลาดของรุ่นพี่สาวตัวเล็กคนนี้ ไม่รู้ว่าเพราะทั้งสามคนเป็นเพื่อนสนิทกันมานานจึงสามารถสื่อการกันได้เข้าใจโดยง่ายหรือว่าพี่อารินนั้นฉลาดเกินกว่ามันสมองของคนธรรมดาอย่างฉันกันแน่
“กรณีของเกล้ากับไอ้พี่เหมของมันกูเข้าใจนะ แต่กรณีของน้องมิลานกับพี่เจย์มันไปเหมือนกันยังไงวะ” แพขนคิ้วสวยที่ถูกตัดแต่งมาอย่างดีของพี่วิเวียนขมวดเข้าหากันแน่นราวกับกำลังระดมความคิดแก้ไขปัญหาระดับชาติ
“มึงนี่โง่แล้ว โง่อยู่ โง่ต่อ โง่แบบยกปลามาให้กินทั้งบ่อก็ไม่ช่วยให้ฉลาดเลยจริงๆ!” ไม่วายมันสมองของกลุ่มก็เริ่มต้นด่าเพื่อนสาวคนสนิทของตัวเองอีกครั้งก่อนจะเข้าสู่ประเด็นหลัก
“ฉลาดนักมึงก็อธิบายค่ะ กูยอมให้มึงด่าแต่ขออธิบายให้กูเข้าใจก่อนได้ป่ะ?!” คนถูกเพื่อนด่าเองก็เริ่มจะวีนขึ้นมาแล้วเช่นเดียวกัน
“กรณีของเกล้าอ่ะมันเป็นฟีลจะตัดก็ไม่ขาด จะต่อก็ไม่ติด แต่แบบของน้องมิลานมันเหมือนการเล่นกับความรู้สึก พี่เจย์มันจะรักก็ไม่รัก จะทิ้งก็ไม่ทิ้ง ถ้าน้องมิลานจะไปก็ไม่รู้ว่าจะยอมปล่อยง่ายๆ ไหม” ฉันเผลอคิดตามที่พี่อารินพูดก่อนจะส่ายศีรษะไปมา พยายามไม่เข้าข้างตัวเองจนเกินไป
“จากที่ดูเขาก็ไม่ได้ละเลยน้องมิขนาดนั้นนะ ถึงจะไม่เอาตัวเองมาเจอแต่ก็โอนเงินมาแทน” พี่วิเวียนกอดอกพูดพร้อมกับวิเคราะห์ในแบบของตัวเอง
“แบบนี้แหละหนักเลย ดูท่าไม่ปล่อยง่ายๆ หรอก” พี่ร่มเกล้าเองก็ร่วมวิเคราะห์ด้วย
“แต่ถ้าเขามีคนอื่นก็ไม่ควรรั้งกันไว้หรือเปล่าคะ อีกคนของเขาจะคิดยังไง” ฉันพูดออกมาด้วยความหวั่นใจ
“ผู้ชายแบบนี้มันไม่คิดถึงใจใครหรอกค่ะ มันก็จะปล่อยให้คาราคาซังต่อไปตราบใดที่มันได้คาทุกรูอ่ะนะ!” ใบหน้าจิ้มลิ้มหวานแหววนั่นช่างขัดกับคำพูดของเธอเสียจริงๆ
“งั้นคุณมิลานลองใช้วิธีพี่ดูไหมคะ?” คนที่ดูแล้วเหมือนจะเป็นแม่พระที่สุดในกลุ่มพูดพลางส่งยิ้มอย่างมีเลศนัย
“วิธีไหนคะ?” ฉันถามด้วยความสนอกสนใจในความคิดเห็นที่เธอเสนอมา
“ให้ความเงียบเป็นคำตอบค่ะ” ร่มเกล้า
“แต่แบบนั้นมันจะค้างคานะ” วิเวียน
“เลิกก็เลิกให้มันชัดเจนไปเลยไม่ต้องค้างคา” อาริน
“...”
“ค้างคืนไม่ว่า ค้างคาไม่ชอบ!”
จุ๊บ!ริมฝีปากหนาจุมพิตลงบนหน้าผากมนของฉันอย่างแผ่วเบาก่อนจะโน้มตัวลงไปจุมพิตลงบนหน้าท้องนูนของฉันอย่างแผ่วเบา ไม่อยากจะเชื่อว่าผู้ชายเย็นชานิ่งๆ เมื่อสี่ปีก่อนจะกลายมาเป็นพ่อของลูกที่แสนอ่อนโยนขนาดนี้ดีใจจังที่ให้โอกาสเขา...เช้าวันต่อมา...ฉันลืมตาตื่นหลังจากที่นอนพักผ่อนไปอย่างเต็มอิ่มพร้อมกับคนเป็นสามีที่เตรียมน้ำอุ่นมาแช่เท้าให้กับฉันเหมือนทุกครั้งเนื่องจากช่วงใกล้คลอดฉันมักจะมีอาการเท้าบวมอยู่บ่อยครั้ง เจเดนที่รู้ถึงปัญหาข้อนี้ดีเขาจึงคอยดูแลฉันอยู่ไม่ขาดระหว่างกิจวัตรประจำวันยามเช้าสำหรับช่วงนี้ของฉันกำลังดำเนินไปตามปกตินั้นเอง อาการปวดท้องหนักหน่วงเหมือนมีบางอย่างกำลังบีบมดลูกของฉันอยู่ก็เข้าแล่นงานอย่างฉับพลัน ฉันพยายามสูดหายใจเข้าลึกๆ อยู่หลายครั้งแต่กลับไม่รู้สึกดีขึ้นเลย“ปวดท้อง...” ฉันเอ่ยบอกกับร่างสูงที่กำลังนวดเท้าให้กับฉันอย่างขะมักเขม้นอยู่“งั้นเรารีบไปโรงพยาบาลกันเลยเถอะ” เขาว่าพลางวิ่งไปหยิบกุญแจรถ ฉันยังอยู่ที่เดิมได้ยินเสียงเข้มของเจเดนเอ่ยสั่งการกับแม่บ้านภายในคฤหาสน์ดังขึ้นมาอย่างไม่ข
หลายเดือนผ่านไป...เป็นเวลาเกินกว่าครึ่งปีแล้วหลังจากงานแต่งงานผ่านพ้นไป ฉันใช้ชีวิตในฐานะภรรยาของเจเดนมาตลอดโดยมีเขาและคนรอบข้างคอยดูแลเป็นอย่างดี ทั้งบิดามารดาของเขาที่มักจะบินกลับมาเยี่ยมเยือนฉันในทุกๆ เดือนเพื่อถามไถ่ถึงอาการและแผนการเลี้ยงดูหลานคนแรกของตระกูล หรือแม้แต่พ่อกับพี่ชายของฉันที่มักจะเข้าออกคฤหาสน์หลังนี้จนเป็นเรื่องปกติคุ้นชินสำหรับบริวารทั้งหลายไปแล้ว“พรุ่งนี้แล้วสินะ...” เสียงเข้มของร่างหนาข้างๆ เอ่ยขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย ไม่สามารถทราบได้แน่ชัดว่าเจ้าตัวคิดอะไรภายในใจอยู่กันแน่“ค่ะ เวลาผ่านไปเร็วเหมือนกันนะ” ฉันตอบกลับยิ้มๆ ลองนึกย้อนกลับไปแล้วเหมือนว่างานแต่งของเราสองคนเพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อวานเท่านั้นเอง“พี่ตั้งตารอแทบไม่ไหวแล้ว” คนที่นอนเอามือทาบหน้าผากอยู่พูดขึ้นเบาๆ ก่อนจะพลิกตัวตะแคงหันมาทางฉัน มือหนาสัมผัสลงบนหน้าท้องใหญ่นูนเด่นเบาๆ“รอมาได้ตั้งนานแล้ว อดใจอีกวันเดียวเองนะคะ” ฉันวางมือบางทับลงบนมือแกร่งของเขาพลางลูบปลอบประโลมความตื่นเต้นภายในใจของว่าที่คุณพ่อ“ยัยห
สองขาเรียวก้าวเข้ามาในห้องนอนอีกครั้งพบร่างหนาของคนเป็นสามีนอนหมดเรี่ยวแรงอยู่บนเตียง ใบหน้าหล่อเหลาซีดเซียวจนดูน่าสงสาร ฉันรีบยื่นยาดมที่มีส่วนผมของสมุนไพรช่วยให้รู้สึกสดชื่นให้กับเขา“เวียนหัวจังเลย” เสียงทุ้มเข้มพูดออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน เนื้อเสียงที่เคยแข็งแรงฟังดูแล้วแหบพร่าจนน่าตกใจ“ดื่มน้ำเปล่าก่อนนะคะ” ฉันรีบเทน้ำจากเหยือกที่ได้รับมาจากป้าพรเมื่อสักครู่ใส่ลงบนแก้วสะอาดให้กับคนตัวใหญ่ที่นอนไร้เรี่ยวแรงอยู่“อือ ขอบคุณครับ” ร่างสูงรับแก้วไปก่อนจะยันตัวลุกขึ้นนั่งแล้วจิบน้ำในแก้วอย่างเชื่องช้า“ดีขึ้นบ้างหรือเปล่าคะ?” ฉันสอบถามอาการอีกครั้งด้วยความเป็นห่วง“ดีขึ้นแล้วครับ พอได้อยู่ใกล้ๆ มิแล้วรู้สึกว่าไม่เวียนหัวหรือคลื่นไส้เลย” เขาว่าพลางเอาคางมาเกยไหล่ของฉันไว้ จมูกโด่งคมสันสูดดมกลิ่นหอมจากซอกคอของฉันอย่างแผ่วเบา“ป้าพรบอกว่าพี่อาจจะแพ้ท้องแทนมิ” ฉันนำคำบอกเล่าจากหัวหน้าแม่บ้านมาพูดให้เขาฟังเผื่อว่าคนร่างสูงจะหาทางรับมือกับอาการที่เขาประสบอยู่ได้ ไม่อย่างนั้นคงไม่
(Milan’ s Part)งานแต่งงานของฉันและเจเดนผ่านพ้นไปอย่างราบรื่นด้วยความร่วมมือจากครอบครัวทั้งสองฝ่าย ชีวิตของฉันในช่วงนี้ราวกับนิยายที่ถูกวาดฝันเอาไว้บนเส้นทางสวยหรูอย่างไม่เคยคาดคิดมาก่อน จากเด็กสาวธรรมดาที่ต้องใช้ชีวิตตัวคนเดียวไม่เคยได้พบหน้าพ่อ สู่ลูกสาวนอกสมรสของมาเฟียอิตาลีการพบกันครั้งแรกในรอบหลายสิบปีระหว่างฉันและผู้เป็นบิดานั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกอัดอั้นที่คั่งค้างอยู่ภายในหัวใจ คำถามที่ถูกตั้งขึ้นเอาไว้ส่วนลึกภายในหัวใจนั้นได้รับคำตอบทั้งหมดจากการพบหน้ากันเพียงครั้งเดียว ว่ากันว่าสายเลือดเดียวกันย่อมรู้สึกผูกพันกันตั้งแต่แรกพบคงไม่เกินจริงนัก ความรู้สึกคุ้นเคยและอบอุ่นอย่างน่าประหลาดจากผู้เป็นบิดาเป็นแบบเดียวกันกับที่ฉันสามารถสัมผัสได้จากการได้พบกับพี่ชายครั้งแรกต้องขอบคุณมารดาของผู้เป็นพี่ชายด้วยที่ให้ความช่วยเหลือในการจัดงานแต่งครั้งนี้ของฉัน ท่านใจกว้างกว่าที่ฉันคาดคิดเอาไว้มาก ทั้งไม่เคยคิดโกรธเคืองฉันกับแม่ที่ทำให้ครอบครัวใหญ่ต้องมีรอยร้าว แถมยังบอกกับฉันว่าหากจะโทษใครสักคนก็ควรเป็นความผ
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป.... เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วทว่าสำหรับชายหนุ่มที่ต้องนอนแยกห้องกับคนรักสาวมาเป็นอาทิตย์แล้วนั้นกลับเชื่องช้าเหลือเกิน เขาเฝ้านับวันรองานแต่งงานมาโดยตลอด ภายในห้องโถงคฤหาสน์หรูหราถูกตกแต่งมาเป็นอย่างดีในธีมสวรรค์จำลอง แขกเหรื่อภายในงานต่างยิ้มแย้มแสดงความยินดีกับเจ้าบ่าวและเจ้าสาวอย่างไร้ข้อกังขา ทายาทตระกูลมหาเศรษฐีระดับโลกกับลูกสาวมาเฟียอิตาลีผู้ทรงอิทธิพลในโลกมืด ในสายตาของแขกทั้งหลายต่างก็มองว่าเป็นการแต่งงานเพื่อเสริมบารมีให้กันและกันอย่างแน่นอน แต่ความเป็นจริงแล้วใครจะรู้ว่าความรักของทั้งคู่นั้นเป็นแค่ความรักแบบหนุ่มสาวทั่วไปซึ่งคบหากันมาหลายปี ฝ่ายเพื่อนเจ้าบ่าวนั้นคงไม่พ้นเพื่อนสนิทขาประจำอย่างเพลิงกัลป์และเซน ขาดก็แต่เหมราชที่ติดภารกิจง้อเมียไม่สำเร็จแถมยังไม่กลับเป็นผู้เป็นคนอีกต่างหาก วันๆ ได้แต่กอดขวดเหล้าเคล้าบุหรี่เพ
การพูดคุยระหว่างผู้ใหญ่ต่างวัยทั้งฝั่งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวสามารถผ่านไปได้ด้วยดีแม้ในคราแรกเกือบจะเกิดเหตุการณ์ไม่ลงรอยกันระหว่างตระกูลมหาเศรษฐีชั้นนำของโลกอย่างฝั่งเจ้าบ่าว และตระกูลมาเฟียทรงอิทธิพลผู้ทรงอำนาจจากฝั่งเจ้าสาว ต้องนึกขอบคุณในความสัมพันธ์ในวัยเด็กของมารดาบุญธรรมทางฝั่งเจเดนกับมารดาแท้ๆ ของผู้ใหญ่ฝั่งเจ้าสาวอย่างแม็กซ์เวลล์ สตรีวัยกลางคนทั้งสองเคยเป็นเพื่อนรักในวัยเด็กกันจวบจนถึงปัจจุบันก็ยังคงมีความสัมพันธ์อันดีแม้จะต่างฝ่ายต่างไปมีครอบครัวแล้วก็ตาม แม็กซ์เวลล์ในวัยเด็กที่ถูกเลี้ยงมาโดยมารดาชาวอังกฤษได้พบกับ ‘เอลิซาเบธ’ หรือสตรีอาวุโสตรงหน้าอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากว่าท่านไม่สามารถมีบุตรได้ด้วยตนเองเพราะปัญหาสุขภาพทำให้มีความเอ็นดูในตัวเด็กชายแม็กซ์เวลล์อยู่ไม่น้อย เมื่อรำลึกความหลังวัยเยาว์กันอยู่นานพอสมควร มหาเศรษฐีวัยกลางค







