เดิมพันรักครั้งที่ 5
3/3
หลังจากมิกกี้สอบเข้าเตรียมหารได้เขาก็อยู่กินนอนที่โรงเรียนจันทร์ถึงศุกร์ไปเลยสองปี แล้วก็ย้ายไปเรียนที่นายร้อยตำรวจซึ่งก็ต้องกินนอนที่นั่นเหมือนเดิมเป็นเวลาสามปีแล้ว ทำให้ฉันที่เรียนแบบปกติจึงได้เจอหน้าพ่อกับแม่บ่อยที่สุด ฉันเลยได้ใช้เวลากับพ่อแม่มากที่สุดด้วย
“พ่อพิจารณาเรื่องมินนี่กับเปรมใหม่ได้ไหมคะ” ฉันรวบรวมความกว้าพูดออกไปทั้งที่ในใจก็หวาดหวั่น ฉันไม่ชอบเปรมเป็นทุนอยู่แล้ว พอเกิดเรื่องขึ้นกับเกียร์ก็ยิ่งไม่ชอบเข้าไปใหญ่
“เพราะวันก่อนที่มินนี่กับเปรมทะเลาะกันหรือเปล่า” พ่อคงหมายถึงวันเสาร์ที่เปรมไปทำพฤติกรรมไม่ดีใส่เกียร์ต่อหน้าฉันแล้วลากฉันกลับมาบ้านด้วย วันนั้นฉันทำหน้าหงิกงอและเปรมก็บอกผู้ใหญ่ว่าเราแค่งอนกันน่ะล่ะ ถึงจะไม่ใช่เหตุการณ์ที่เขาทำร้ายเกียร์แต่นั่นก็เป็นชนวน
“ค่ะ” ฉันตอบไป “มินนี่ว่ามินนี่กับเปรมเข้ากันไม่ได้ แล้วมินนี่เองก็ไม่ได้คิดกับเปรมแบบนั้น
“พ่อว่าของแบบนี้มันเรียนรู้กันได้นะลูก” ฉันแอบถอนหายใจ “มินนี่ยังมีเวลาอีกนานที่จะได้เรียนรู้กับเปรมนะ พ่อว่าเปรมเขาจะปรับตัวให้หนูได้”
“มินนี่ไม่ได้ชอบเปรม” ฉันย้ำกับพ่ออีกครั้ง “นะคะพ่อ มินนี่ขอล่ะ”
“มินนี่ หนูรู้ไหมลูกว่าถ้าการแต่งงานหมั้นหมายของเปรมมันจะทำให้ครอบครัวเรามั่นคงขึ้น”
“พ่อคะ เรารวยกว่าเปรม แต่พ่อแค่เป็นลูกน้องของพ่อเปรมเท่านั้นเอง” ฉันพูดความจริงไป แม้ว่าครอบครัวเปรมจะมีฐานะดีพอสมควร แต่ถ้าไม่นับการที่ตระกูลเขาเป็นคนใหญ่คนโตมาจากรุ่นสู่รุ่นครอบครัวฉันถือว่าภาษีดีกว่าอีก “ต่อให้ไม่มีลุงตฤณยังไงพ่อก็ได้เป็นตำแหน่งนั้น”
พ่อยังไม่ได้ตอบฉันแต่มองค้างเอาไว้นานพอสมควร
“พ่อบอกว่าเด็ก ๆ ควรลองผิดลองถูกไม่ใช่เหรอคะ แต่มินนี่ยังไม่มีโอกาสนั้นเลย” ฉันย้อนคำพูดที่พ่อพูดวันนั้นที่บ้านเปรม “นิสัยเปรมกับมินนี่เข้ากันมาได้จริง ๆ ค่ะ มินนี่อยากบอกพ่อตรง ๆ แล้วก็หวังว่าพ่อจะเข้าใจมินนี่บ้าง เพราะพ่อเคยบอกมินนี่ว่ามีอะไรให้พูดกัน”
“มินนี่ พ่ออยากเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้หนูนะลูก” ฉันถอดถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ทำไมผู้ใหญ่ถึงชอบคิดว่าตัวเองจะเลือกแต่สิ่งดี ๆ ให้คนอื่นได้อยู่ฝ่ายเดียวกันนะ ครอบครัวเปรมมีอำนาจบารมี ถึงเรารวยกว่าและมีอำนาจไม่ต่างแต่ของแบบนี้ยิ่งเยอะก็ยิ่งดีนะลูก
“พ่อคะ” ฉันเรียกตอนนั้นพ่อก็ขยับมานั่งใกล้ ๆ “คนในตระกูลเราพยายามมากที่จะรักษาสิ่งที่เรามี หนูเชื่อพ่อเถอะว่าสิ่งที่พ่อกับแม่เลือกให้หนูมันจะทำให้หนูมีความสุข โตขึ้นกว่านี้หนูจะเข้าใจ”
พ่อจับไหล่ฉัน มองด้วยแววตาที่คาดหวังและดูท่าแล้วพ่อจะยังให้ฉันหมั้นกับเปรมต่อไปสินะ แต่ถ้าฉันมีแฟนแล้วพ่อจะเข้าใจฉันไหมนะ พ่อกับแม่แม้ว่าจะถูกจับแต่งงานเพราะครอบครัวเห็นดีเห็นงามแต่ทั้งสองคนก็ชอบพอกันมาก่อนนี่นา แต่ฉันกับเปรมไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย
สุดท้ายฉันรู้สึกว่าการพูดคุยจะไม่เกิดประโยชน์เท่าไหร่นัก ฉันไม่กล้าบอกพ่อด้วยว่าเปรมไปทำอะไรไว้ มันค่อนข้างกังวลและฉันก็กลัวด้วยว่าถ้าพ่อว่าฉันแอบคุยกับคนอื่นฉันจะถูกดุ
จะพูดว่ายังไงดี ครอบครัวฉันไม่ได้บังคับมากขนาดนั้นในทางการกระทำ แต่ว่าในทางความรู้สึกน่ะไม่ใช่ พ่อกับแม่มักจะให้ลูก ๆ อยู่ในโอวาทเสมอถ้าเป็นไปได้ แม้แต่พี่เรมี่พี่ชายคนโตของเราที่กล้าแหกกฎแต่บางเรื่องเขาก็ยังยอมทำตามพ่อกับแม่อยู่ดี
พวกเขามักจะใช้ความรู้สึก คำพูดที่มีนัยยะแอบแฝงให้เราทำตามเสมอ ฉันกับมิกกี้หัวอ่อนกว่าพี่ชายคนโตมากถึงได้ยอมทำตามพ่อกับแม่ทุกอย่าง
แม้ฉันจะชอบเกียร์มาก แต่ก็ยังไม่ได้มีความกล้ามากพออยู่ดี
“เกียร์” ฉันเปิดประตูห้องพักเข้ามาแล้วก็พบกับต้นกล้า เขาน่าจะกำลังเตรียมตัวออกไปข้างนอก ต้นกล้าส่งยิ้มทักทายฉัน ฉันรู้จักชื่อเพื่อนเกียร์ทุกคนนะต่อให้จะไม่ได้อยู่สาขาเดียวกันก็เถอะ
ฉันแอบชอบเกียร์ แอบมองเขาและแอบเก็บรายละเอียดเกี่ยวกับเขาอยู่เนือง ๆ เพราะงั้นฉันจึงรู้ว่าเพื่อเกียร์คนไหนชื่ออะไร ฉันว่ามันก็ปกติของการแอบชอบใครสักคน เรามักจะเก็บรายละเอียดของเขาเสมอ แอบมองเขา และมองเห็นเขาโดดเด่นกว่าคนอื่นตลอดด้วย
“กูไปก่อนนะมึง” ต้นกล้าบอกลากับเกียร์ “มึงคงมีพยาบาลพิเศษมาเฝ้าไข้แล้ว”
“เออ ไว้เจอกัน” เกียร์โบกมือ
“ไปก่อนนะครับมินนี่” ฉันค้อมหัวให้ต้นกล้าอีกครั้ง
“บายค่ะ” พอต้นกล้าออกไปแล้ว ฉันเดินไปที่โต๊ะข้างเตียง วางของที่ถือมาลงกับโต๊ะ มีข้าวต้มกุ้งแล้วก็ผลไม้ที่แม่บ้านปลอกแล้วก็แช่เย็นไว้ด้วย ฉันแวะร้านดอกไม้ซื้อดอกไม้มาใส่แจกันให้เขา “วันนี้มินนี่มีข้าวต้มมาฝากเกียร์นะ คุณหมอมาตรวจรอบเช้าหรือยังคะ”
“มาแล้วครับ แต่มินนี่ไม่เห็นจะต้องเอามาเลยเกรงใจครับ”
“ไม่เป็นไร ข้าวต้มฝีมือป้าไก่แม่บ้านของมินนี่อร่อยมาก” ฉันยกนิ้วให้ “เกียร์ทานเลยไหม”
“ได้ครับ ถ้ามินนี่โฆษณาก็คงต้องลองชิม” ฉันยิ้มกว้างก่อนจะตักข้าวต้มให้ทั้งเขาแล้วก็ตัวเองด้วย ฉันไม่ได้ทานข้าวมาจากบ้านเพราะอยากจะมาทานกับเกียร์ที่นี่ “มินนี่ ไว้เดี๋ยวเกียร์โอนเงินค่ามือถือให้มินนี่นะ เกียร์เข้าแอพฯ ธนาคารได้แล้ว”
“มินนี่บอกแล้วไงว่าไม่เอา” ฉันเดินกลับมาแล้วก็วางถ้วยข้าวต้มลงบนโต๊ะเลื่อนสำหรับนั่งทานบนเตียง “ให้มินนี่ซื้อให้เถอะนะคะ เป็นเพราะมินนี่เกียร์ถึงต้องเป็นแบบนี้”
“มันแพงนะมินนี่ ตั้งหลายหมื่น” ฉันรู้อยู่หรอกว่ามันหลายหมื่นแต่ฉันว่าการที่เกียร์เจ็บแบบนี้จ่ายเท่าไหร่ก็ไม่คุ้มค่าหรอก “ให้เกียร์จ่ายครึ่งหนึ่งก็ยังดี”
“เกียร์เก็บไว้เถอะนะ ค่าโรงพยาบาลเกียร์ก็ไม่ให้มินนี่จ่าย ถ้าเกียร์ไม่ให้มินนี่ทำอะไรมินนี่คงรู้สึกแย่ไปอีกนาน” ฉันบอกเขา เกียร์ถอนหาใจออกมาแต่ฉันก็ยังส่งสายตาเว้าวอนอยู่ “นะคะ”
“ก็ได้ แต่ต่อไปมินนี่ห้ามซื้ออะไรให้เกียร์อีก ถ้าซื้อเกียร์โกรธนะ”
“เกียร์จะโกรธมินนี่จริง ๆ เหรอ” ฉันกระพริบตาปริบ ๆ “เธอจะโกรธมินนี่นี่ลงจริง ๆ เหรอคะ”
คำถามของฉัน และน้ำเสียงที่ส่งไปทำให้เกียร์หลุบตาลง ใบหน้าหล่อเหลาที่ตอนนี้มีรอยแผลทำอยู่สองสามรอยทำให้เขาดูดิบขึ้นกว่าเดิม ผิวแก้มขาวจัดของเกียร์กำลังขึ้นสีแดงจาง ๆ เหมือนว่าเขากำลังเขินอยู่ยังไงไม่รู้ และนี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่ฉันใช้น้ำเสียงอ้อน ๆ กันเขา
“มินนี่ ร้ายนักนะเรา” เขาสูดหายใจเงยหน้าขึ้นมอง “แต่เกียร์รู้ เกียร์โกรธมินนี่ไม่ลงหรอก”
“ทานข้าวกันเถอะ เดี๋ยวเย็นจะไม่อร่อยนะ” ฉันเปลี่ยนเรื่องและทานข้าวกับเกียร์ไป ฉันไม่ได้เล่าให้เกียร์ฟังเรื่องคุยกับพ่อวันนี้หรอก
พอทานข้าวเสร็จช่วงสายเพื่อนในกลุ่มเกียร์มาเยี่ยม เพื่อนเขาน่ารักนะ ฉันจำเหมยได้ว่าเคยไปบริจาคเลือดพร้อมกันแล้วเหมือนก็หน้ามืด ฉันเป็นคนเดินไปหยิบน้ำหวานให้เธอ
เหมยเป็นคนน่ารักและคุยเก่งพอสมควร เธอมองฉันเหมือนแบบว่าเจอดาราไอดอลอะไรทำนองนั้น ฉันเขินอายไปหมด มิวไม่ได้พูดเก่งเท่าเหมยแต่ว่าก็ดูเป็นสาวที่น่ารัก และมีความตรงไปตรงมาน้อยกว่าเหมยมาก เพื่อนผู้หญิงอีกคนน่าจะชื่อแก้วตา เธอก็ดูเป็นคนเงียบ ๆ
วันนี้ลมมาด้วย ฉันจำได้ว่าเขาเคยคุยกับน้ำหวานตอนปีสองแต่ก็ไม่ได้คบกันหรอก ต้นกล้าเป็นเพื่อนอีกคนหนึ่งของเกียร์ที่มาเฝ้าไข้ แต่ว่ากลับไปตอนฉันมาเพราะเขาน่าจะกลับไปอาบน้ำ
เพื่อนเกียร์มาเยี่ยมราว ๆ สามสิบนาทีก็กลับไป วันนี้ฉันมีเรียนบ่ายสองพอบ่ายโมงครึ่งฉันก็ออกมา
ฉันคิดหาทางมาตลอดนะว่าจะทำยังดี จะรับผิดชอบยังไง จะป้องกันแบบไหนไม่ให้เปรมมาทำแบบนี้กับเกียร์อีก ฉันไม่อยากหมั้นกับเปรม ฉันชอบเกียร์ และคิดว่าคงรับไม่ไหวหากต้องเห็นเปรมมาทำร้ายเกียร์แบบนี้อีกน่ะ ไม่อยากให้เป็นอะไรเพราะฉันอีกแล้ว
หลายวันผ่านไปเกียร์ออกจากโรงพยาบาล ซึ่งเหลืออีกไม่กี่วันแล้วจะต้องสอบ ทางมหาลัยจะหยุดก่อนสอบหนึ่งอาทิตย์ พอเกียร์ออกจากโรงพยาบาลฉันก็เลยแวะมาหา มาติววิชาที่ได้เรียนด้วยกันให้น่ะ ไม่ได้เสนอตัวนะแต่คนป่วยขอต่างหากล่ะ
ฉันให้คนขับรถมาส่งที่ไว้ที่หอเกียร์แต่ฉันบอกที่บ้านแล้วแหละว่าจะมาติวหนังสือกับเพื่อน
“เกียร์” ฉันดุเขาเพราะตอนที่ประตูห้องปิดลงคนตัวโตกว่าก็คว้าฉันไปกอดทันที “อื้อ”
ไม่พอนะคนบ้ายังโน้นหน้าลงมาจูบฉันแบบไม่ทันตั้งตัวด้วย สองแขนแกร่งของเขากอดเอวฉันเอาไว้ ลิ้นร้อน ๆ ก็แทรกเข้ามาทันที ฉันรู้สึกได้ถึงความคิดถึง ความโหยหาของตัวเอง จังหวะการจูบเนิ่นนานหลายนาที ฉันจูบตอบเขาแล้วแม้มันจะเก้กังมากก็ตาม
รสจูบหวามไหวและชวนให้ฉันใจเต้นแรงมากเสมอ เกียร์เปลี่ยนมือข้างหนึ่งมาจับท้ายทอยฉัน ฉันใช้สองมือโอบคอเขาไว้ เกียร์สูงกว่าฉันแทบต้องเขย่งให้เราไม่เมื่อยคอ
“พอดีกว่า เดี๋ยวอดใจไม่ไหว” เขาถอนจูบออกแล้วพูดก่อนจะหอมแก้มฉันสองที “อยู่โรงพยาบาลไม่ได้จูบเลย คิดถึงมินนี่จัง”
“เกียร์ฉวยโอกาสทีเผลอนะคะ” ฉันยู่ปากก่อนจะเม้มปาก “ปล่อยได้แล้วมั้ง มินนี่ไม่หนีหรอก”
“ก็อยากกอด มินนี่ตัวนุ่มนิ่ม” เขาพาฉันมานั่งที่เตียงทั้งที่ยังไม่คลายกอดออกจากกัน ฉันคิดถึงเกียร์มากเหมือนกันนะ แม้จะไปเยี่ยมเขาทุกวันแต่ก็ไม่ได้ทำอะไรรุ่มร่ามหรอก มากสุดก็แค่จับมือ “มินนี่เอาอะไรมาบ้างครับ หลายอย่างจัง”
“มินนี่ทำขนมมา” แล้วก็พวกอาหารด้วยไว้เกียร์อุ่น เพราะฉันจำได้ว่าห้องเขามีไม่โครเวฟอยู่ ก็เลยทำอาหารใส่กล่องมาให้เกียร์แช่ช่องฟรีชไว้น่ะ
“ใจดีแบบนี้กับทุกคนไหมนะ” เกียร์นี่น๊า....
“มินนี่ก็เหมือนเกียร์” เขามุ่นคิ้ว อาจจะจำคำพูดของตัวเองไม่ได้ใช่ไหมล่ะ เกียร์เคยบอกฉันนี่นาว่าเขาพูดจ่าน่ารักกับคนที่ชอบ ฉันเองก็ทำตัวใจดีเรื่องนี้กับคนที่ชอบเหมือนกัน “กินขนมไหม”
“มินนี่ เปลี่ยนเรื่องเก่งที่หนึ่งเลย” เกียร์พูดแล้วก็ฉวยโอกาสจุ๊บแก้มฉันหนึ่งที