LOGINกรองแก้วชวนน้ำตาลและครินทร์อยู่กินข้าวด้วยกันก่อนกลับ ซึ่งหญิงสาวมีหรือจะปฏิเสธ
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารวันนี้ครึกครื้นมากเป็นพิเศษ กรองแก้วยิ้มจนแก้มแทบปริ ตักอาหารให้ครบทุกคน วันนี้เป็นวันที่มีความสุขมาก ตั้งแต่ลูกชายนอนแอดมิทตนก็กินข้าวไม่ค่อยอร่อย จะนอนก็หลับได้ไม่เต็มที่เพราะเป็นห่วงลูกชาย
“อาหารฝีมือคุณแม่ยังอร่อยเหมือนเดิมเลยนะคะ” น้ำตาลพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มจริงใจ
“ถ้าอร่อยก็มากินบ่อยๆ สิจ้ะ” กรองแก้วพูดพร้อมกลับหันไปมองลูกชายคนโตที่นั่งกินข้าวเงียบๆ
“พี่เซนต์กินผักด้วยสิคะ” เธอพูดแล้วคีบผักวางลงบนจานของเขาอย่างถือวิสาสะ
“ไม่ชอบกินผัก” เขาเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ หลังจากยัยนั่นตักผักมาวางบนจานให้
“ผักมีประโยชน์นะคะ ควรกินเป็นอย่างมาก” ด้วยความเป็นน้ำตาลก็ยังคงดื้อรั้นเหมือนเดิม
“…”
“กินหน่อยหน่อยนะคะ แผลจะได้หายเร็วๆ”
เซนต์มองหน้าเธอนิ่งๆ ใบหน้าสวยหวานส่งยิ้มจนตาหยี แววตาเต็มไปด้วยความเอาใจ สุดท้ายเขาก็ถอนหายใจ ก่อนจะตักเข้าปากอย่างเสียไม่ได้
กรองแก้วหันไปมองเซลีนและครินทร์ ไม่อยากเชื่อเลยว่าลูกชายจะยอมกินผักง่ายๆ ทั้งที่ไม่ชอบกิน แต่แปลกที่น้ำตาลบอกกลับยอมกินง่ายๆ
“หนูน้ำตาลรู้ไหม ปกติลูกชายแม่ไม่กินผักเลย”
“จริงเหรอคะ” ใบหน้าสวยหวานทำตกใจเล็กน้อย
“ใช่จ้ะ ปกติไม่แตะผักเลย”
เซนต์ปรายสายตามองแม่ที่อมยิ้มกริ่ม คิดเอาไว้แล้วว่าต้องโดนแซว ไม่รู้คิดอะไรอยู่เหมือนกันถึงกินผักที่น้ำตาลตักให้ทั้งที่ไม่ชอบกิน
น้ำตาลหันไปมองเซนต์ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยรอยยิ้มดีใจ ก่อนจะตักข้าวเข้าปากเคี้ยวกินเงียบๆ
บรรยากาศในโต๊ะอบอวลไปด้วยความสุข เสียงหัวเราะเบาๆ ดังแทรกอยู่เป็นระยะในระหว่างมื้ออาหาร กรองแก้วมองแต่ละคู่ที่นั่งตรงข้ามกันด้วยรอยยิ้ม ไม่เคยมีความสุขขนาดนี้มาก่อน
ตอนนี้ลูกสาวสมหวังไปแล้ว เหลือก็แต่ลูกชายคนโต…
ถ้าได้ลงเอยกับน้ำตาลก็คงดี เพราะเธอชอบหนูน้ำตาลมาก เอ็นดูตั้งแต่เซลีนยังไม่คบกับครินทร์ เคยพูดกับลูกสาวด้วยว่าถ้าพี่ชายเราได้ลงเอยกับน้ำตาลคงมีความสุขไม่น้อย
น้ำตาลเป็นผู้หญิงอารมณ์ดี มีพลังบวก อยู่ด้วยแล้วโลกของเซนต์คงสดใสขึ้นมาก ที่ผ่านมาเซนต์จมปักอยู่กับอดีตมานานมากพอแล้ว ถึงเวลาควรมีความสุขสักที และคนเป็นแม่ก็หวังว่าสักวันมันจะเป็นอย่างนั้น…
หลังจากกินข้าวเสร็จและนั่งพูดคุยกันจนดึก เซนต์เดินออกมาส่งน้ำตาล ส่วนเซลีนก็เดินออกมาส่งครินทร์ที่รถ ทั้งสองคู่แยกกัน
“ไปหอมแก้มตาลเหมือนคู่นั้นบ้างเหรอคะ” เธอเอ่ยขึ้น หลังจากเห็นเซลีนหอมแก้มครินทร์ คู่นั้นหวานมากตัดภาพมาที่คู่ของเธอ…ขมปี๋
“ทะลึ่ง”
“ไม่ได้ทะลึ่งเลยนะคะ แต่…” เธอยื่นแก้มไปใกล้ๆ เขา
ท่าทางซุกซนของน้ำตาลทำเซนต์ถอนหายใจด้วยความเอือมระอา มือหนาตีแก้มใสเบาๆ ไม่แรงมากอย่างมันเขี้ยว
“รีบกลับดึกแล้ว”
“ไม่อยากกลับเลย เซย์! ขอนอนด้วยคนสิ” เธอพึมพำกับเขาเสียงอ่อน ก่อนจะหันไปตะโกนกับเซลีนที่ยืนสวีทอยู่กับแฟน
“เอาสิ” เซลีนหันมาตอบด้วยรอยยิ้มอย่างรู้ทัน
น้ำตาลดึงสายตากลับมามองเซน์อีกครั้ง
“อยากให้ตาลค้างไหมคะ”
“ตามใจ” เขาตอบกลับเสียงเรียบ สำหรับเขาได้หมด ถึงยังไงก็คงไม่มานอนกับเขาหรอก
“ตอบแบบนี้แสดงว่าเปิดทาง?” เธอเลิกคิ้วพูดด้วยท่าทางทะเล้น “ระวังย่องไปหาตอนดึกๆ น้า”
“ทะลึ่ง”
“ตาลจะกลับแล้วค่ะ” เขาออกมาส่งนานแล้ว ไม่อยากให้เขายืนนานเพราะแผลยังไม่หายดี กลัวว่าเดี๋ยวปวดแผล “อย่าลืมกินยานะคะ”
“อืม”
น้ำตาลโบกมือให้เขาแล้วยิ้มหวานเหมือนทุกที เซนต์เกือบจะยกมือบ้ายบายกลับ มือหนาขยับได้แค่นิดเดียวก็หยุดนิ่ง ไม่มีใครสังเกตเห็นแม้กระทั่งน้ำตาล
เธอเดินอ้อมไปฝั่งคนขับ ไม่ได้คาดหวังให้เขาพูดคำนั้นที่เธอมักบอกว่าตอนกลับบ้าน ‘ขับรถดีๆ’ รู้ว่าเขาเป็นคนยังไง แค่เขาเดินออกมาส่งก็นับว่ามากมายสำหรับเธอแล้ว
เซนต์มองตามหญิงสาว สองมือหนากำเข้าหากันแน่น ก่อนจะคลายออกในที่สุด แล้วขยับริมฝีปากพูดบางอย่าง
“ขับรถกลับดีๆ”
กึกกก
มือเรียวเล็กที่กำลังเปิดประตูชะงัก ดวงตาคู่สวยช้อนขึ้นมองเจ้าของคำพูดเมื่อครู่อย่างคาดไม่ถึง ทั้งสองสบตากันราวสองวิ ก่อนที่เซนต์จะพูดต่อขึ้นมา
“ถึงแล้วบอกด้วย”
หัวใจดวงน้อยไหววูบ ประโยคแรกว่าคาดไม่ถึงแล้ว ประโยคต่อมาคาดไม่ถึงยิ่งกว่า ดวงตาคู่สวยหลุบมองพื้นแล้วอมยิ้ม เธอเงยหน้าขึ้นมองคนตัวโตอีกครั้งแล้วตอบกลับไปตามสไตล์คนซุกซน
“ถ้าบอกว่าถึงแล้ว พี่เซนต์จะอ่านและตอบแชตตาลไหมคะ?”
“จะตอบ”
“พูดแล้วนะคะ”
“อืม”
“ทำไมวันนี้น่ารักจัง” เธอเอ่ยชมเขา ปกติก็น่ารักอยู่แล้วแต่วันนี้น่ารักยิ่งกว่า ถ้าไม่เกรงใจเซลีนคงวิ่งไปหอมแก้มหนึ่งฟอดแล้ว “กลับแล้วนะคะ”
เซนต์พยักหน้า ยืนส่งน้ำตาลกระทั่งรถหรูขับออกไป ในเวลาไล่เลี่ยกันรถของครินทร์ก็ขับตามออกไปเช่นกัน
“ยัยตาลน่ารักขนาดนี้ ถ้าไม่รีบจีบระวังโดนหมาตัวอื่นคาบไปหม่ำๆ ก่อนไม่รู้ด้วยนะ” เซลีนเอ่ยขึ้น “ช่วงนี้ยิ่งมีหนุ่มๆ มาต่อคิวขายขนมจีบให้เยอะอยู่ด้วย”
“ก็ดีแล้ว”
“หนุ่มๆ มีแต่ระดับท็อปๆ ทั้งนั้น แต่จำได้ว่าน้ำตาลเคยเล่าให้เซย์ฟัง ตอนแรกครอบครัวจะให้ไปดูตัวกับคนๆ นึง แต่น้ำตาลปฏิเสธบอกว่ามีคนที่ชอบแล้ว”
“…” เซน์ปรายสายตามองน้องสาว
“คนนี้ดีกรีว่าที่คุณหมอ แต่ถ้าคนแถวนี้มัวแต่เล่นตัว ระวังเขาเปลี่ยนใจไม่รักแล้วจะหนาว” เซลีนพูดจบก็เดินเข้าไปในบ้านทันที
เซนต์นิ่งลงไปพักหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าไปในบ้านโดยไม่ลืมล็อกประตูรั้วเรียบร้อย ร่างสูงก้าวขึ้นบันไดแล้วตรงไปยังห้องนอนตัวเอง จากนั้นเดินไปทิ้งตัวนั่งลงบนเตียง มือหนาคว้าโทรศัพท์มาปลดล็อกหน้าจอ
ไม่รู้อะไรดลใจให้เข้าไปส่องไอจีของน้ำตาล เลื่อนดูทีละโพสต์
‘หนุ่มๆ มีแต่ระดับท็อปๆ ทั้งนั้น แต่จำได้ว่าน้ำตาลเคยเล่าให้เซย์ฟัง ตอนแรกครอบครัวจะให้ไปดูตัวกับคนๆ นึง แต่น้ำตาลปฏิเสธบอกว่ามีคนที่ชอบแล้ว’
‘คนนี้ดีกรีว่าที่คุณหมอ แต่ถ้าคนแถวนี้มัวแต่เล่นตัว ระวังเขาเปลี่ยนใจไม่รักแล้วจะหนาว’
ไม่รู้ทำไมต้องเก็บคำพูดของเซลีนมาคิด เขาเหลือบมองสตอรี่ของน้ำตาล ก่อนจะกดเข้าไปดูแบบไม่ลังเล สตอรี่ที่เธอลงเป็นภาพที่ถ่ายคู่รูปเขาตอนเด็กๆ และสตอรี่ถัดมาเป็นภาพอาหารฝีมือแม่ของเขา
ก่อนหน้านี้เคยคิดว่าเขาไม่เหมาะสมกับน้ำตาล เธออยู่สูงเกินกว่าคนอย่างเขาจะเอื้อมถึง จริงอยู่เขาเป็นลูกยากูซ่า นั่นมันก็แค่ชาติกำเนิด ตั้งแต่วันที่แม่เลิกกับพ่อ เขาก็กลายเป็นเพียงแค่คนธรรมดา
ทว่าสิ่งต่างๆ ที่น้ำตาลทำ ไม่ได้สนใจภาพลักษณ์เลยสักนิด เธอพยายามทำตัวให้เสมอกับเขา ใช้ชีวิตแสนธรรมดา กินข้าวข้างทางแบบไม่มีแอร์ได้
เขากดเข้าแชตน้ำตาล ไล่อ่านข้อความเก่าๆ ที่เธอเคยส่งมาหาแล้วเขาไม่แม้แต่จะตอบกลับ แม้กระทั่งอ่านยังไม่เคย บางทีเผลอกดอ่านเพราะกำลังเลื่อนดูนั่นนี่แล้วมือโดน
น้ำตาล : แชตหนักขวามาก
น้ำตาล : ผู้ชายไม่ตอบแปลว่าผู้ชายรัก
น้ำตาล : เซย์บอกวันนี้พี่สอบ ตั้งใจสอบนะคะ
น้ำตาล : งื้ออ เมาจัง เมาแล้วคิดถึง
น้ำตาล : ถ้าพี่เซนต์ตอบ สัญญาจะตั้งใจเรียน
น้ำตาล : ส่งรูปภาพ ( รูปตัวเองชูสองนิ้วในชุดนักศึกษา )
น้ำตาล : วันนี้เหนื่อยจัง ขอกำลังใจหน่อยย
น้ำตาล : ไปดูหนังกันไหมคะ
น้ำตาล : เหนื่อยอีกแล้ว ถ้าพี่เซนต์ตอบคงหายเหนื่อย
น้ำตาล : ฝันดีนะคะ
น้ำตาล : คิดถึงจังง
หัวใจที่เคยด้านชาเหมือนภูเขาน้ำแข็ง…เริ่มสั่นคลอน
เขากดลูกศรย้อนกลับออกจากแชตน้ำตาล ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกผิดที่ไม่ได้ตอบกลับ ทั้งที่ตอนนั้นตั้งใจให้เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว คิดแค่ว่าเดี๋ยวโดนเมินบ่อยๆ คงยอมแพ้ไปเอง จนถึงตอนนี้น้ำตาลยังคงไม่คิดยอมแพ้
ติ๊ง~
หน้าจอโทรศัพท์สว่างวาบเมื่อมีข้อความเด้งขึ้น เซนต์ที่เพิ่งออกจากห้องน้ำเดินตรงไปคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาดู ก่อนจะพบว่าเป็นข้อความจากน้ำตาล เขากดเข้าไปอ่านอย่างที่พูดเอาไว้จริงๆ
น้ำตาล : ถึงแล้วนะคะ
น้ำตาล : ส่งรูปภาพ
รูปที่ส่งมาเป็นรูปเซลฟี่สองนิ้วเหมือนเคย
รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏขึ้นตรงมุมปากโดยไม่รู้ตัว เขาแตะช่องข้อความจนแป้นพิมพ์โชว์ขึ้นมา ก่อนจะพิมพ์ตอบกลับสั้นๆ
เซนต์ : โอเค
คนที่อ่านแชตอยู่ปลายทางยิ้มแก้มแทบปริ แม้เป็นคำตอบสั้นๆ แต่มันรู้สึกดีตรง…เขาตอบกลับมา
น้ำตาล : กินยารึยังคะ
เซนต์ : กินแล้ว
น้ำตาล : งั้นก็รีบนอนนะคะ
เธอดีใจที่เห็นเขาตอบข้อความต่อข้อความ ปกติคงหายไปตั้งแต่ ‘โอเค’ แล้ว
น้ำตาล : ฝันดีนะคะ
เซนต์ : ฝันดี
น้ำตาล : ฝันถึงตาลด้วยนะคะ
เธอลุ้นเหลือเกินเขาจะตอบไหม ปกติพิมพ์ไปลักษณะแบบนี้เขาจะหายไปเลยทันที ไม่นานข้อความก็เปลี่ยนสถานะเป็น ‘เห็นแล้ว’ หัวใจเต้นแรงไม่เป็นส่ำทันที
เซนต์ : อืม
ด้านน้ำตาล
ทันทีที่หน้าจอโทรศัพท์โชว์คำว่า ‘อืม’ หัวใจของเธอเหมือนถูกจุดไฟกะทันหัน ดวงตาคู่สวยเบิกกว้าง ก่อนจะค่อยๆ คลี่ยิ้มกว้างราวกับโลกทั้งใบกลายเป็นสีพาสเทลในพริบตาเดียว
“อ๊ายยยยย!” เสียงกรี๊ดหลุดออกมาโดยไม่ตั้งใจ มือเล็กกำโทรศัพท์แน่น พลางกลิ้งไปมาบนเตียงเหมือนเด็กสาววัยมัธยมที่เพิ่งได้ข้อความจากคนที่แอบชอบ
ใบหน้าร้อนฉ่าจนแทบเอาหัวมุดหมอน ใบหน้าฝังลงกับหมอนขาวสะอาดจนแทบจมหาย เธอยิ้มกว้างไม่หยุด ยิ้มจนปวดแก้ม
ในชีวิตเธอเคยได้รับข้อความมากมายจากผู้ชายหลายคน แต่ไม่มีข้อความไหนทำให้หัวใจเต้นแรงเท่านี้อีกแล้ว
คำตอบสั้นๆ แต่กลับมีพลังมากพอที่จะทำให้เธอนอนไม่หลับทั้งคืน
เธอเปิดแชตขึ้นมาอ่านซ้ำอีกครั้ง เหมือนต้องการยืนยันว่าตาไม่ได้ฝาด หลังจากนั้นเธอพิมพ์แล้วลบข้อความอยู่นานหลายรอบแต่รู้สึกว่ายังไม่ได้
สุดท้ายตัดสินใจส่งเพียงแค่ส่งสติกเกอร์รูปกระต่ายถือหัวใจไปหนึ่งอัน เธอมองหน้าจออีกครั้ง ข้อความถูกเปิดอ่านแต่ไม่มีการตอบกลับมา
ทั้งที่ควรจะรู้สึกเศร้าแต่เธอกลับยิ้มกว้างยิ่งกว่าเดิม นี่เป็นครั้งแรกที่เขามีการตอบโต้บทสนทนามากกว่าการอ่านไม่ตอบ หรือตอบกลับสั้นๆ แล้วหายไป
มีความสุขจัง…
การจากไปของริวกิสร้างความโศกเศร้าให้แก่คนในตระกูลเป็นอย่างมากพิธีศพถูกจัดขึ้นที่ญี่ปุ่นตามขนบธรรมเนียม วันนี้ท้องฟ้าหม่นเทาราวกับร่วมไว้อาลัยให้กับการจากไปของประมุขตระกูลโถงพิธีถูกตกแต่งขาวดำ พวงดอกไม้สีขาวเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ภาพถ่ายของริวกิในกรอบไม้สีเข้มตั้งเด่นอยู่หน้าหิ้งบูชา ใบหน้านิ่งสงบในภาพทำให้หลายคนไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้แม้กระทั่งลูกน้องกลิ่นธูปลอยอบอวลในอากาศ เป็นสัญญาณว่านี่คือเรื่องจริงไม่ใช่ความฝันแขกที่มาร่วมงานล้วนเป็นบุคคลสำคัญ ทั้งผู้อาวุโสของตระกูลยากูซ่าต่างสาย นักธุรกิจระดับสูง รวมถึงผู้มีอิทธิพลที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ภายใต้การนำของริวกิเซนต์ ยืนอยู่แถวหน้าสุดในฐานะหัวหน้าตระกูลคนปัจจุบัน ใบหน้าคมคายเรียบนิ่ง แต่แววตาแดงก่ำ เขาสวมชุดสูทดำเรียบไร้เครื่องประดับ สายตาจับจ้องไปยังภาพถ่ายของพ่อนิ่งๆตลอดพิธี…เขาไม้ร้องไห้ ไม่ใช่เพราะไม่เจ็บปวด แต่เพราะในวันนี้เขาต้องยืนอยู่ในฐานะที่เข้มแข็งแทนพ่อข้างกายคือ เซลีน ใบหน้าสวยหวานนี้เต็มไปด้วยความเศร้าหมอง ดวงตาแดงก่ำไม่ต่างจากพี่ชาย คอยเช็ดน้ำตาที่ไหลลงมาเป็นระยะ โดยมีครินทร์คอยมองด้วยแววตาเป็นห่วงกรองแก้วยืนประส
สายลมเย็นๆ ยามเช้าของเขาใหญ่พัดผ่านผืนป่าอย่างแผ่วเบา งานแต่งในวันนี้เรียบง่าย ถูกจัดขึ้นที่บ้านพักตากอากาศที่ริวกิตั้งใจซื้อให้ลูกชายในวันเรียนจบ และวันนี้ถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานแต่งเล็กๆ แบบเรียบง่าย แขกที่มาร่วมงานมีเพียงคนรู้จักและคนในครอบครัวธีมในงานเป็นสีขาวและสีครีม ผสมผสานความเป็นญี่ปุ่นร่วมสมัย ด้านหน้าเป็นฉากดอกไม้สีขาวและชมพูอ่อน ดอกซากุระนำเข้าจัดแซมกับดอกไม้ชนิดอื่นๆ ที่ทั้งคู่เป็นคนลิสต์ให้ออแกไนต์จัดงานพิธีเริ่มต้นขึ้น…น้ำตาลปรากฏตัวพร้อมกับคนเป็นพ่อในชุดแต่งงานเกาะอกสีขาว ผมปล่อยสลวยและประดับด้วยเวลเจ้าสาว ลำคอระหงสวมสร้อยเส้นเดียวกับของแม่ในวันแต่งงาน ใบหน้าสวยหวานประดับด้วยรอยยิ้ม มือทั้งสองถือช่อดอกไม้ สายตาทอดมองเจ้าบ่าวที่ยืนรออยู่ไม่ไกลนักเซนต์ยืนรออยู่ปลายทางเดินในสูทสีดำ ใต้สูทเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาว สายตาไม่ละจากเจ้าสาวที่กำลังก้าวเข้ามา ทุกย่างก้าวของเธอทำให้โลกของเขาแทบหยุดหมุนวันนี้เจ้าสาวของเขาสวยมาก…ดวงตาเอ่อร้นด้วยคราบน้ำตา เขายืนมองเจ้าสาวตัวเองทั้งน้ำตา เมื่อคืนนอนแทบไม่หลับเพราะตื่นเต้นกับงานวันนี้ตั้งแต่วันที่คบกันจนถึงวันนี้ผ่านอะไรด้วยกันมาเยอะเ
เรื่องราวของเธอและเขาเริ่มต้นขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน…ความรู้สึกที่แอบชอบ เป็นฝ่ายตามตลอดระยะเวลาครึ่งปีไม่ได่ศูนย์เปล่า ใช้เวลานาน หากเทียบกับความสมหวังแล้วล่ะก็…เธอว่าคุ้มรู้ดีว่าไม่ใช่หลายคนที่จะสมหวังกับใครคนนั้นที่อยู่ในใจ จะเรียกว่าเป็นความโชคดีขอเธอก็ได้ กว่าเธอจะสมหวังกับเขาเล่นเอาเหนื่อยเหมือนกันเป็นฝ่ายตาม…เป็นฝ่ายจีบก่อน…เคยท้อจนอยากล้มเลิกความคิดจีบเขา พอฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า นั่นเขาเลยนะ รักครั้งแรก และจะเอามาเป็น ‘แฟนคนแรก’ ให้ได้ได้ยินเรื่องราวของเขาผ่านเซลีนบ่อยๆ เวลาเขารักใครรักจริงถึงขั้นหวังแต่ง ใครได้เขาเป็นแฟนไม่ต่างจากถูกรางวัลที่หนึ่ง นั่นจึงทำให้เธออยากได้ผู้ชายคนนี้มาครอบครองตอนนี้เธอได้รางวัลที่หนึ่งมาแล้ว และขึ้นรางวัลโดยการเป็นแฟนแล้วเรียบร้อย…ขาเรียวเล็กก้าวตรงไปยังเคาน์เตอร์ครัว เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งของแฟนหนุ่ม ยืนรวบผมเป็นดังโงะ หยิบไข่มาตอกลงถ้วยเช้านี้เธออยากทำอาหารเช้าให้เขาบ้าง ที่ผ่านมาเขาทำให้เธอมาเยอะแล้ว เลือกทำเมนูง่ายๆ ไส้กรอก ไข่ดาว และขนมปัง เป็นเมนูที่เธอมักทำกินตอนเช้าบ่อยๆน้ำตาลยืนทำอาหารเช้าพลางฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี หลังจากทำเ
ฟุบ…ดัชเชสมองเพื่อนสนิทที่เดินกลับมานั่งลงเงียบๆ ดวงตาแดงก่ำบอกว่าเพิ่งผ่านการร้องไห้ ไม่ต้องถามก็ได้คำตอบว่าคงทะเลาะกัน“มึงโอเคไหม”“ไม่โอเค” เธอตอบแล้วสืบน้ำมูก ก่อนจะโน้มตัวไปหยิบกระดาษทิชชูตรงหน้ามาเช็ดน้ำมูกอีกที “เจนิสอยู่ที่งานกับเขา”“พี่เซนต์ว่าไง”“เขาบอกว่าลังเลจะบอกกูเรื่องเจนิสดีไหม ไม่อยากให้กูคิดมากเรื่องเจนิสอยู่ที่นั่น แต่ถึงอย่างนั้นกูก็อยากให้บอกกูทุกเรื่อง ไกลกันไม่พอยังไม่บอกความจริงกันอีก”“กูเข้าใจทั้งมึงและพี่เขานะ” ดัชเชสไม่เข้าข้างใคร ขอเป็นกลาง เพราะต่างคนต่างก็มีเหตุผลเป็นของตัวเอง“กูเข้าใจเขานะ คงงี่เง่าเองแหละ พอมันอยู่ไกลกันเหมือนกูยิ่งงอแงกับเขา แต่ถ้าไม่มีเรื่องเจนิสเข้ามากูคงไม่ไร้เหตุผล” ที่ผ่านมาเธอมีเหตุผลกับเขาเสมอ แต่พอห่างกันบวกคิดถึงเลยทำให้ยากที่จะคุยกันด้วยเหตุผลดัชเชสลูบหลังเพื่อนเบาๆ อย่างเข้าใจ ไม่ตัดสินใจใครถูกหรือผิด ปล่อยให้สองคนเคลียร์กันเอง อยู่ตรงนี้แค่ปลอบใจและรับฟังเท่านั้น“มึงว่ากูไร้เหตุผลไปไหม”“ไม่หรอก มึงก็มีเหตุผลที่โกรธ ส่วนเขาก็มีเหตุผลที่ไม่อยากบอก”น้ำตาลนิ่งเงียบ ดึงหน้าจอโทรศัพท์ลงมาเพื่อดูข้อความที่เขาทิ้งเอาไว้ว่
ณ คฤหาสน์ตระกูลริวกิลานหินกว้างถูกปกคลุมด้วยความเงียบงัน ลมเย็นพัดผ่านสวนสนญี่ปุ่น เสียงใบไม้เสียดสีกันเบาๆ ราวกับเป็นพยานในพิธีสำคัญเซนต์ยืนอยู่กลางลานในชุดกิโมโนสีดำสนิท ทรงผมถูกจัดอย่างเรียบร้อย ใบหน้าคมคายเรียบเฉยจนแทบเดาอารมณ์ไม่ออก ทุกสายตาจับจ้องมาที่ ‘ว่าที่หัวหน้ายากูซ่าคนใหม่’ริวกินั่งนิ่งอยู่บนเบาะทาทามิในกิโมโนสีเทาเข้ม แววตานิ่งเรียบ แฝงไปด้วยความรู้สึกที่ยากอ่านออก มองลูกชายเพียงครู่เดียว ก่อนจะหลุบตาลงเซนต์คุกเข่าลงอย่างมั่นคงหลังตรง ถ้วยสาเกถูกยื่นมาตรงหน้า เขารับมันด้วยสองมือ การดื่มสาเกไม่ใช่แค่พิธี แต่มันคือการยอมรับอำนาจ หน้าที่ และสายเลือดในตัวเองเมื่อของมีคมถูกวางลงบนถาดไม้ เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ดังชัดในความเงียบเซนต์ไม่แสดงสีหน้าใดๆ เพียงยื่นมือออกไป วางนิ้วลงบนคมมีดตามธรรมเนียม เลือดสีแดงเข้มซึมออกมาเล็กน้อย“นับจากวันนี้เป็นต้นไป เซนต์ คือหัวหน้าตระกูลอย่างเป็นทางการ”สิ้นคำพูด… ทุกคนต่างโค้งหัวคำนับให้หัวหน้าประจำตระกูลคนใหม่อย่างพร้อมเพียงเซนต์ลุกขึ้นยืนสายตากวาดมองทุกคน หยุดมองริวกิเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะหันหลังให้ทันที เหมือนเส้นแบ่งระหว่าง ‘พ่อ’ ก
วันต่อมา เซนต์บอกน้ำตาลว่าไม่ต้องมาส่งที่สนามบิน เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเหมือนเป็นเรื่องเล็ก ทั้งที่ในใจกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงเหตุผลนั้นเขาไม่กล้าพูดออกไปตรงๆ ว่าเขากลัว…กลัวว่าถ้าได้เห็นเธอยืนโบกมือลา กลัวว่าถ้าได้เห็นเธอหันหลังเดินกลับขึ้นรถเพียงลำพัง โดยไม่มีเขานั่งอยู่ข้างๆ เหมือนทุกวัน หัวใจของเขาอาจจะทนไม่ไหวแต่สำหรับน้ำตาล คำว่า ‘ไม่ต้องมา’ ไม่เคยอยู่ในตัวเลือกตั้งแต่แรกเธอดึงดันจะมาให้ได้ ไม่ว่าเขาจะพูดกล่อมยังไงก็ตาม เพราะสำหรับเธอ การได้มาส่งเขาไม่ใช่แค่การบอกลา แต่มันคือการยืนยันกับตัวเองว่าเขาไม่ได้หายไปไหน แค่บินไปไกลแล้วจะกลับมารู้ดีว่าตอนต้องแยกกัน มันจะเจ็บ แต่เธอก็ยอมเจ็บ ดีกว่านั่งรออยู่บ้านแล้วจินตนาการภาพเขาเดินจากไปเพียงลำพังสุดท้ายเขาแพ้ให้กับความดื้อของเธอ ยอมให้มาส่งแต่โดยดี“พี่ไม่อยู่หนึ่งอาทิตย์ อย่าดื้อนะ”“ไม่ดื้อค่ะ” เธอใกล้จะร้องไห้แล้ว…พยายามฮึบไว้ไม่ปล่อยน้ำตาต่อหน้าเขา ยังคงยิ้มแย้มเหมือนทุกครั้งราวกับไม่เป็นอะไร ช่วงเวลาของการอยู่กันทำไมมันสั้นอย่างนี้ เขาไปอาทิตย์เดียวเดี๋ยวก็กลับ แต่สำหรับคนรอมันนานเหลือเกิน“ไปอยู่นู่นอาทิตย์นึง ห้าม







