共有

บทที่ 6

作者: babybunny
last update 公開日: 2026-04-28 20:50:34

เสียงนาฬิกาปลุกดังลั่นห้องตอนตีห้าครึ่ง

ฉันคว้าหมอนฟาดใส่มันทันทีโดยไม่ลืมตา

“เกลียดโลกนี้…”

เซร่าที่นอนอีกฝั่งของห้องงัวเงียลืมตาขึ้นมามอง

“หกโมงแล้วเหรอ”

“ยัง…แต่วิญญาณฉันตื่นไปก่อนแล้ว”

ฉันฝังหน้าลงกับหมอนอย่างหมดอาลัยตายอยาก

เมื่อคืนก็นอนดึกเพราะมัวแต่คิดเรื่องพราวฟ้า เรื่องมาร์ช แล้วก็เรื่องชีวิตอันแสนบัดซบของตัวเอง

และตอนนี้…

ฉันต้องตื่นไปเจอเขา

มาร์ช

ปีศาจในร่างนักเรียนดีเด่น

“ไม่ไปได้ไหมนะ” ฉันพึมพำ

เซร่าหัวเราะเบา ๆ

“ถ้าเธออยากให้เขามาลากถึงห้อง ก็ลองดู”

ฉันลุกพรวดทันที

“ไม่! ศักดิ์ศรีฉันยังมีอยู่”

สิบห้านาทีต่อมา ฉันอยู่ในสภาพกึ่งคนกึ่งซอมบี้ ผมถูกรวบลวก ๆ เสื้อยังติดกระดุมผิดไปหนึ่งเม็ด และรองเท้าก็ใส่แบบไม่เต็มใจสุดชีวิต

ลานสวนหลังโบสถ์ตอนเช้าเงียบสงบ อากาศเย็นกว่าปกติเล็กน้อย แสงแดดยังอ่อน ๆ ลอดผ่านต้นไม้สูง และแน่นอนมาร์ชยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว

เรียบร้อย

ดูดี

สดชื่น

น่าหมั่นไส้

ต่างจากฉันราวกับอยู่กันคนละโลก

เขาหันมามองตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเลิกคิ้วนิดหนึ่ง

“เธอดูเหมือนเพิ่งหนีออกมาจากหลุมศพ”

“ขอบคุณนะ นี่คือคำชมที่ดีที่สุดในชีวิตฉันเลย”

ฉันเดินไปหยุดตรงหน้าเขาอย่างไม่สบอารมณ์

“สรุปจะพามาทำอะไร ถ้าจะเทศน์เรื่องศีลธรรมตั้งแต่เช้า ฉันขอกลับไปนอน”

มาร์ชยื่นไม้กวาดมาให้หนึ่งอัน ฉันมองมันมองเขามองไม้กวาดอีกครั้ง

“…นี่คืออะไร”

“งานช่วยโบสถ์”

“ฉันรู้ว่าเป็นไม้กวาด ฉันไม่ได้ตาบอด”

“ดี งั้นก็เริ่มกวาด”

ฉันแทบสำลักอากาศ

“หกโมงเช้าเนี่ยนะ!?”

“ใช่”

“ให้ฉันมากวาดใบไม้เนี่ยนะ!?”

“ใช่”

“นายเป็นซาตานหรือเปล่า”

“บางคนก็เคยพูดแบบนั้น”

ฉันกำไม้กวาดแน่นอย่างเคียดแค้น

ก่อนจะเริ่มกวาดพื้นแบบคนไร้วิญญาณ

เสียงไม้กวาดครูดไปกับพื้นดังแกรก ๆ พร้อมกับเสียงบ่นของฉันที่ไม่เคยหยุด

“ชีวิตฉันมาถึงจุดนี้ได้ยังไง…”

“เงียบหน่อย”

“ฉันกำลังใช้เสียงบำบัดความเจ็บปวด”

“มันรบกวนคนอื่น”

“ตอนนี้มีแค่นาย”

“นั่นแหละปัญหา”

ฉันหันไปจ้องเขาอย่างเอาเรื่อง แต่มาร์ชกลับยืนพิงต้นไม้ อ่านหนังสือหน้าตาเฉย

เดี๋ยวนะ

“เดี๋ยว นายไม่ช่วย?”

“ฉันเป็นคนคุม ไม่ใช่คนทำ”

“ไม่ยุติธรรมเลย”

“โลกนี้ไม่ยุติธรรม”

ฉันอยากปาไม้กวาดใส่หน้าเขาจริง ๆ

แต่ยังไม่ทันจะได้ตอบอะไร เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านข้าง

พราวฟ้า

เช้านี้ก็ยังไม่พ้น

เธอหยุดมองภาพตรงหน้า—ฉันในสภาพถือไม้กวาด กับมาร์ชที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ

รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าเธอ

“ว้าว…ตื่นเช้ามาเดตกันเลยเหรอ”

ฉันสูดหายใจเข้าลึก ๆ พระเจ้า ถ้าท่านมีอยู่จริง ช่วยพาฉันออกจากโรงเรียนนี้ที ฉันสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วฝืนยิ้มหวานที่สุดในชีวิตส่งกลับไป

“ใช่เลยจ้ะ เดตกับไม้กวาด โรแมนติกมาก สนใจมาร่วมวงไหม”

พราวฟ้าหน้าตึงขึ้นทันที

“ปากเก่งเหมือนเดิมนะ”

“ขอบคุณ ฉันฝึกทุกวัน”

ฉันตอบพร้อมกวาดใบไม้ต่ออย่างไม่สะทกสะท้าน ทั้งที่ในใจอยากจะเอาไม้กวาดฟาดพื้นแรง ๆ สักที พราวฟ้าเดินเข้ามาใกล้ มองฉันจากหัวจรดเท้า

“น่าสงสารนะ ต้องถูกลงโทษแล้วยังต้องให้มาร์ชมาคุมอีก”

“ฉันก็ว่าน่าสงสาร โดยเฉพาะคนที่ตื่นเช้ามาเพื่อมายุ่งเรื่องชาวบ้าน”

“มิล่า”

เสียงมาร์ชดังขึ้นเรียบ ๆ เหมือนสัญญาณเตือนภัย

“อะไร ฉันยังสุภาพอยู่เลย”

“ยังไม่พอ”

ฉันเบะปากแล้วหันกลับไปกวาดพื้นต่อ

พราวฟ้ามองมาร์ช สีหน้าเปลี่ยนเป็นอ่อนลงทันที

“มาร์ช วันนี้นายมีคลาสเช้าใช่ไหม เดี๋ยวฉันไปด้วยนะ”

เขาปิดหนังสือช้า ๆ แล้วตอบสั้น ๆ

“ไม่จำเป็น”

บรรยากาศเงียบไปหนึ่งวินาที

โอ้โห…เจ็บแทนเลย

ฉันรีบก้มหน้ากวาดพื้นเพื่อซ่อนรอยยิ้ม แต่ไหล่สั่นจนแทบปิดไม่อยู่

พราวฟ้าหันมามองฉันทันที

“เธอขำอะไร”

“เปล่านะ แค่ฝุ่นเข้าตา”

“มิล่า!”

“โอเค ๆ ฉันเงียบ”

ฉันยกมือยอมแพ้ แต่สีหน้าพราวฟ้าดูเหมือนพร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ เธอก้าวเข้ามาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มาร์ชเดินมาขวางไว้พอดี

“พอแล้ว”

น้ำเสียงเขานิ่งมาก แต่มันทำให้ทุกอย่างหยุดลงทันที

พราวฟ้ากัดริมฝีปากแน่น

“นายเข้าข้างเธออีกแล้ว”

“ฉันไม่ได้เข้าข้างใคร”

“แต่นายปกป้องเธอ”

ฉันยืนถือไม้กวาดอยู่ตรงกลางสถานการณ์นี้อย่างคนไม่อยากมีตัวตน

ขออนุญาตหายตัวได้ไหมตอนนี้

มาร์ชมองพราวฟ้าเงียบ ๆ ก่อนตอบ

“ฉันแค่ไม่อยากให้มีปัญหาเพิ่ม”

พราวฟ้าหัวเราะเบา ๆ แต่แววตาไม่ได้ขำเลย

“งั้นก็ตามใจ”

เธอหันมามองฉันอีกครั้ง

“แต่ระวังไว้เถอะมิล่า คนที่คิดว่าตัวเองชนะ สุดท้ายมักจะแพ้แรงที่สุด”

พูดจบ เธอก็เดินจากไป ฉันยืนนิ่งอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองมาร์ช

“โรงเรียนนี้รับสมัครคนพูดปริศนาด้วยเหรอ”

เขาถอนหายใจเบา ๆ

“เธอควรระวังตัวไว้จริง ๆ”

ฉันเลิกคิ้ว

“นายกำลังเป็นห่วงฉันอีกแล้ว”

“ฉันกำลังเหนื่อยกับเธอ”

“ฟังดูเหมือนกันเลย”

เขาส่ายหน้าเหมือนหมดคำจะพูด ก่อนจะหยิบไม้กวาดอีกอันจากข้างกำแพงขึ้นมา

ฉันกะพริบตาปริบ ๆ

“เดี๋ยว…นายจะช่วย?”

“ถ้าปล่อยให้เธอทำคนเดียว ชาตินี้คงไม่เสร็จ”

“นี่มันคำดูถูกชัด ๆ”

“แต่จริง”

ฉันยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว

ตัดภาพมาที่บ้านของมาร์ติน

ภายในบ้านหลังใหญ่ที่เงียบสงบ โต๊ะอาหารเช้าถูกจัดไว้อย่างเรียบร้อย กลิ่นกาแฟอ่อน ๆ ลอยอยู่ในอากาศ แต่บรรยากาศกลับตึงเครียดกว่าทุกวัน

มาร์ตินนั่งอยู่ปลายโต๊ะ สีหน้านิ่ง ดวงตาจับจ้องเอกสารในมือ ใบสมัครย้ายมหาวิทยาลัย ฝั่งตรงข้าม พ่อของเขาวางหนังสือพิมพ์ลงช้า ๆ ก่อนมองลูกชายด้วยสายตาเคร่งขรึม

“นี่คือสิ่งที่ลูกตัดสินใจแล้ว?”

มาร์ตินพยักหน้า

“ครับ”

แม่ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ มองเขาอย่างกังวล

“มาร์ติน…ลูกแน่ใจแล้วเหรอ มหาวิทยาลัยเดิมของลูกก็ดีอยู่แล้ว ทำไมถึงอยากย้ายกะทันหันแบบนี้”

เขานิ่งไปเล็กน้อย ก่อนตอบเสียงเรียบ

“ผมอยากไปอยู่ใกล้มิล่ามากขึ้น”

ประโยคนั้นทำให้ทั้งโต๊ะเงียบลง

พ่อขมวดคิ้วทันที

“น้องก็อยู่โรงเรียนของน้องดีอยู่แล้ว”

“แต่ผมรู้ว่าที่นั่นไม่ง่ายสำหรับเธอ”

“แล้วลูกคิดว่าการย้ายไปอยู่ใกล้ ๆ จะช่วยอะไรได้?”

มาร์ตินกำมือใต้โต๊ะเบา ๆ

“อย่างน้อย…ถ้าเกิดอะไรขึ้น ผมจะได้ไม่อยู่ไกลเกินไป”

แม่มองลูกชายด้วยแววตาอ่อนลง

เธอรู้ดีว่ามาร์ตินรู้สึกผิดแค่ไหน ตั้งแต่วันที่มิล่าต้องถูกส่งไปโรงเรียนแห่งนั้น เขาไม่เคยพูดออกมาตรง ๆ แต่ในฐานะพี่ชาย เขาโทษตัวเองเสมอที่ปกป้องน้องไม่ได้

พ่อถอนหายใจหนัก

“ลูกยังคิดเรื่องนั้นอยู่สินะ”

“ผมควรคิด”

“มันไม่ใช่ความผิดของลูก”

“แต่ผมก็ปล่อยให้เธอไปคนเดียว”

น้ำเสียงนั้นเงียบลงอย่างชัดเจน

ภาพวันนั้นยังอยู่ในหัวเขาเสมอ วันที่มิล่าพยายามยิ้มแล้วบอกว่าไม่เป็นไร ทั้งที่จริง ๆ แล้ว มันไม่เคยโอเคเลย

พ่อเอนตัวพิงเก้าอี้

“ชีวิตของมิล่า เธอต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง”

“ผมรู้ครับ”

มาร์ตินเงยหน้าขึ้น สายตาหนักแน่น

“แต่การเรียนรู้ ไม่ควรหมายถึงการต้องอยู่คนเดียว”

แม่เม้มริมฝีปากเบา ๆ

พ่อมองเขาอยู่นาน ก่อนพูดช้า ๆ

“แล้วถ้าพ่อยังไม่เห็นด้วย”

มาร์ตินตอบกลับแทบจะทันที

“ผมก็ยังจะไป”

บรรยากาศเงียบลงอีกครั้ง

ครั้งนี้ไม่ใช่การดื้อดึง แต่มันคือการตัดสินใจของคนที่คิดมาดีแล้ว แม่ค่อย ๆ วางมือลงบนมือของพ่อเบา ๆ

“ให้ลูกเลือกเองเถอะค่ะ”

พ่อหลับตา ถอนหายใจยาวเหมือนยอมแพ้กับความดื้อของลูกชาย

“…ลูกเหมือนแม่จริง ๆ”

แม่หลุดยิ้มบาง ๆ

ส่วนมาร์ตินเองก็ยิ้มจาง ๆ เป็นครั้งแรกของเช้าวันนี้

“ขอบคุณครับ”

เขาลุกขึ้นหยิบเอกสารขึ้นมา ก่อนจะโค้งศีรษะเล็กน้อย

“ผมจะไม่ทำให้ผิดหวัง”

พ่อไม่ตอบ เพียงแค่ยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบ แต่นั่นก็มากพอแล้ว ทันทีที่เดินออกมาจากห้องอาหาร โทรศัพท์ในกระเป๋าก็สั่นขึ้น ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอคือ

มาร์ช

มาร์ตินกดรับทันที

“ว่าไง”

เสียงปลายสายดังขึ้นนิ่ง ๆ

“มิล่าก่อเรื่องอีกแล้ว”

มาร์ตินหลับตาช้า ๆ

“…ครั้งนี้เรื่องอะไร”

“ชกคน”

เขาเงียบไปสามวินาที ก่อนพยักหน้ากับตัวเองเบา ๆ

“โอเค อย่างน้อยก็ดูเป็นมิล่าดี”

ปลายสายเงียบไป ก่อนมาร์ชชะงักเหมือนกำลังกลั้นขำ

“นายไม่ตกใจเลย?”

“ถ้าวันไหนเธอเรียบร้อย นั่นแหละฉันจะตกใจ”

มาร์ตินเดินไปที่ระเบียง มองท้องฟ้ายามเช้า

น้ำเสียงเขาเบาลง

“ดูแลเธอให้หน่อยนะ”

มาร์ชมองออกไปยังลานสวนของโรงเรียน ก่อนตอบสั้น ๆ

“ฉันกำลังพยายามอยู่”

มาร์ตินยิ้มบาง ๆ

“งั้นก็ดี”

เพราะไม่ว่าจะยังไง

ครั้งนี้เขาจะไม่ปล่อยให้น้องสาวต้องเผชิญทุกอย่างเพียงลำพังอีกแล้ว เช้าวันแย่ ๆ ที่ควรจะน่าหงุดหงิดที่สุด กลับเริ่มรู้สึกดีขึ้นนิดหน่อย แค่…นิดเดียวเท่านั้นจริง ๆ

(เล่าย้อนถึงความสัมพันธ์ของมาร์และมาร์ติน)

หลายปีก่อน ก่อนที่มิล่าจะถูกส่งเข้าโรงเรียนประจำเซนต์เอเลีย ก่อนที่ชื่อของมาร์ชจะกลายเป็นคนที่มาร์ตินไว้ใจมากที่สุด ทั้งสองคนรู้จักกันเพราะ “มิล่า” ตอนนั้นมิล่ายังเด็กกว่าเดี๋ยวนี้มาก แต่ความดื้อ ความไม่ยอมคน และพรสวรรค์ในการสร้างปัญหา…มีครบตั้งแต่ต้น

วันนั้นมาร์ตินไปรับน้องสาวที่โรงเรียนเก่า หลังจากครูโทรไปบอกว่า “มิล่ามีเรื่องอีกแล้ว”

ซึ่งแปลเป็นภาษาปกติก็คือ มิล่าไปต่อยคนอีกครั้ง

เมื่อไปถึง เขาเห็นน้องสาวตัวเล็กของตัวเองยืนกอดอก หน้าบึ้งอยู่หน้าห้องปกครอง ส่วนเด็กผู้ชายอีกฝั่งก็นั่งหน้ามุ่ยไม่แพ้กัน

และข้าง ๆ เด็กคนนั้น คือมาร์ช

เด็กผู้ชายที่ดูนิ่งเกินวัย ยืนฟังทุกอย่างด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“เธอเป็นพี่ชายของมิล่า?”

นั่นคือประโยคแรกที่มาร์ชพูดกับเขา

มาร์ตินพยักหน้า

“ใช่ แล้วนายล่ะ”

“พี่ชายของคนที่โดนต่อย”

เงียบ

มาร์ตินหันไปมองมิล่าทันที

มิล่าหลบตา

“มันเริ่มก่อนนะ”

“เขาแค่ดึงเปียเธอ”

“นั่นแหละ เริ่มก่อน”

มาร์ตินปวดหัวทันที

ส่วนมาร์ช…กลับหลุดยิ้มออกมานิดหนึ่ง เหมือนพยายามกลั้นขำ

น่าแปลกที่ทั้งคู่ไม่ได้ทะเลาะกันอย่างที่ควรจะเป็น

กลับกัน หลังจากนั่งฟังเรื่องทั้งหมดจบ มาร์ชกลับพูดขึ้นว่า

“น้องนายไม่ได้ผิดทั้งหมด”

มาร์ตินเลิกคิ้ว

“คิดงั้นเหรอ”

“ถ้ามีคนมายุ่งกับน้องฉัน ฉันก็คงต่อยเหมือนกัน”

ประโยคนั้นทำให้มาร์ตินมองเขาใหม่

เด็กคนนี้…แปลกดี

หลังจากวันนั้น ทั้งสองคนเริ่มเจอกันบ่อยขึ้น เพราะมิล่ามีเรื่องบ่อย และบ่อยครั้ง คนที่อยู่ใกล้เหตุการณ์ก็มักเป็นมาร์ช

บางครั้งเขาเป็นพยาน

บางครั้งเป็นคนห้าม

บางครั้งก็เป็นคนที่ต้องโทรเรียกมาร์ตินมารับน้องสาวกลับบ้าน

จากความบังเอิญ กลายเป็นความคุ้นเคย มาร์ตินเริ่มรู้ว่ามาร์ชเป็นคนที่พูดน้อย แต่สังเกตทุกอย่าง เป็นคนที่ดูเย็นชา แต่จริง ๆ แล้วใจดีกว่าที่แสดงออก และมาร์ชเองก็รู้ว่าภายใต้ความนิ่งของมาร์ติน เขาเป็นพี่ชายที่พร้อมปกป้องน้องสาวเสมอ โดยเฉพาะวันที่มีข่าวว่ามิล่าจะถูกส่งไปโรงเรียนประจำเซนต์เอเลีย

วันนั้นมาร์ตินนั่งเงียบอยู่หน้าบ้าน สีหน้าไม่เหมือนทุกครั้งมาร์ชเป็นคนเดียวที่มาหา

“นายไม่โอเค”

มันไม่ใช่คำถาม แต่เป็นการบอก มาร์ตินหัวเราะเบา ๆ แบบไม่มีความสุข

“ฉันควรโอเคเหรอ”

“ไม่”

“ฉันปล่อยให้น้องไปอยู่ที่นั่น ทั้งที่รู้ว่าเธอไม่ได้อยากไป”

มาร์ชชะงักไป ก่อนพูดช้า ๆ

“บางครั้ง การอยู่ข้าง ๆ ไม่ได้แปลว่าปกป้องได้เสมอไป”

“แต่การอยู่ไกล มันยิ่งแย่กว่า”

ลมเย็นพัดผ่านระหว่างความเงียบ ก่อนที่มาร์ชจะพูดประโยคหนึ่ง ที่มาร์ตินจำได้จนถึงวันนี้

“ถ้าวันหนึ่งฉันได้อยู่ที่นั่น ฉันจะดูแลเธอให้”

ตอนนั้นมันอาจเป็นแค่คำพูดธรรมดา

แต่หลายปีต่อมา เมื่อมิล่าอยู่ในโรงเรียนแห่งนั้นจริง ๆ และมาร์ชก็อยู่ตรงนั้นจริง ๆ มาร์ตินถึงได้รู้ว่า บางคำสัญญา ถึงจะพูดเบาแค่ไหน

ก็มีคนจำมันไว้เสมอ

この本を無料で読み続ける
コードをスキャンしてアプリをダウンロード

最新チャプター

  • Destined Unblessed ชะตารักไร้พระพร   บทที่ 16

    ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีในโรงยิม ความเป็นจริงที่น่ากลัวก็พุ่งเข้าใส่ **มิล่า** ทันทีที่เธอสบตากับ **มาสเตอร์สาย** ซึ่งยืนกอดอกนิ่งอยู่ตรงมุมประตู สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นเตือนสติเธอว่า... ที่นี่ไม่ใช่สนามรัก แต่มันคือโรงเรียนที่มีกฎเหล็ก "ห้ามคบหากัน" **มาร์ช** ยังคงกุมมือเธอแน่น แต่เขาก็รับรู้ถึงรังสีอำมหิตนั้นได้เช่นกัน “จบงานแล้ว นักกีฬาไปพักผ่อน ส่วนมิล่าและมาร์ช... มาหาฉันที่ห้องพักครูเดี๋ยวนี้” เสียงมาสเตอร์สายเรียบนิ่งแต่ทรงพลังจนความเงียบเข้าปกคลุมสนามทันที **เซร่า** กับ **ณิชา** หน้าเสีย รีบเข้ามาดึงมือมิล่า “ซวยแล้วมิล่า... มาสเตอร์เอาจริงแน่รอบนี้” **ในห้องพักครูที่เงียบสงัด** มาสเตอร์สายนั่งลงช้า ๆ โดยมี **โค้ชคิม** ยืนคุมเชิงอยู่ด้านข้าง มิล่าและมาร์ชยืนตัวตรงอยู่เบื้องหน้า เหมือนนักโทษที่รอฟังคำตัดสิน “มาร์ช เธอประกาศตัวกลางสนามว่ามิล่าคือแฟน... เธอรู้ใช่ไหมว่านั่นคือการเหยียบย่ำกฎที่ฉันพยายามรักษามาตลอด” มาสเตอร์สายเอ่ยขึ้น “ผมทราบครับมาสเตอร์ แต่ผมไม่อยากให้มิล่าต้องโดนรังแกจากข่าวลือฝ่ายเดียว” มาร์ชตอบเสียงหนักแน่น “เจตนาดีไม่ได้หมายความว่าทำถูก” มาส

  • Destined Unblessed ชะตารักไร้พระพร   บทที่ 15

    เย็นวันนั้น ท้องฟ้ากลายเป็นสีม่วงอมส้ม บรรยากาศหน้าประตูโรงเรียนดูพลุกพล่านเป็นพิเศษ แต่มิล่ากลับรู้สึกว่าทางเดินไปที่จอดรถมันช่างยาวไกลเหลือเกิน เพราะข้างกายเธอมี มาร์ช เดินถือกระเป๋าเรียนให้เธออย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนด้านหน้า... มาร์ติน ยืนพิงรถมอเตอร์ไซค์คันโปรด สายตาจ้องเขม็งมาที่มือของมาร์ชที่เฉียดไปมากับมือน้องสาวเขา ​“ไอ้กัปตัน...” มาร์ตินกัดฟันพูดเมื่อทั้งคู่เดินมาหยุดตรงหน้า “ฉันให้นายช่วยงานน้อง ไม่ได้ให้มาช่วยถือกระเป๋าประกาศความเป็นเจ้าของแบบนี้” ​“ถือให้แฟนครับ ไม่ได้ถือให้คนอื่น นายจะหวงทำไมมาร์ติน” มาร์ชตอบเสียงเรียบ แต่แววตาท้าทาย ​“แฟน!? ใครอนุญาต!” มาร์ตินแทบจะกระโดดเข้าใส่เพื่อนสนิท ถ้ามิล่าไม่รีบเอาตัวเข้าขวาง ​“พี่มาร์ติน! เบา ๆ หน่อย คนมองกันทั้งโรงเรียนแล้วนะ” มิล่าปรามพลางหันไปมองรอบ ๆ ซึ่งก็จริงอย่างที่ว่า เซร่า กับ ณิชา ยืนเกาะเสาไฟฟ้าถัดไปไม่ไกล กำลังแอบถ่ายรูปพร้อมทำหน้าฟินสุดขีด ส่วน ภีม กับ ขุนเขา ก็ยืนหัวเราะอยู่ข้างรถอีกคัน ​“เออ! วันนี้ฉันจะปล่อยไปก่อนเพราะเห็นแก่ที่นายช่วยกันยัยพราวฟ้าออกไป” มาร์ตินชี้หน้ามาร์ช “แต่พรุ่งนี้เช้า นายต้องมาซ้อมวิ

  • Destined Unblessed ชะตารักไร้พระพร   บทที่ 14

    **เช้าวันถัดมา ณ ห้องอำนวยการ** บรรยากาศหน้าห้องอำนวยการตึงเครียดจนนักเรียนที่เดินผ่านไปมาต้องรีบก้มหน้าเดินเลี่ยงไปทางอื่น **มิล่า** ยืนอยู่ท่ามกลาง **มาร์ช** และ **มาร์ติน** โดยมี **เซร่า** และ **ณิชา** ยืนคุมเชิงอยู่ไม่ห่างด้วยความเป็นห่วง “ถ้าพวกนั้นทำอะไรเธอ ฉันจะขโมยแฟ้มประวัติพราวฟ้ามาแฉให้หมดเลย!” เซร่ากระซิบเสียงเขียว ขณะที่ณิชาคอยลูบแขนมิล่าให้ใจเย็น ทันใดนั้นเอง **น้ำใส** และ **ผักกาด** เพื่อนสนิทของพราวฟ้าก็เดินเชิดหน้าเข้ามา พร้อมกับเจ้าตัวที่มองมิล่าด้วยสายตาผู้ชนะ “ดูซิ... มากันครบแก๊งเลยนะ” พราวฟ้าเยาะเย้ย “เตรียมตัวเก็บของย้ายโรงเรียนหรือยังมิล่า?” “เก็บปากไว้กินข้าวเถอะพราวฟ้า” มาร์ตินสวนกลับทันควันจนพราวฟ้าหน้าตึง ประตูห้องอำนวยการเปิดออก **ผู้อำนวยการ** นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ตัวใหญ่ โดยมี **มาสเตอร์สาย** และ **โค้ชคิม** โค้ชแบดมินตันจอมดุของมาร์ชยืนอยู่ข้าง ๆ สีหน้าของโค้ชคิมดูผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด “มาร์ช... นายรู้ใช่ไหมว่าปีนี้เรามีแข่งชิงแชมป์ระดับเขต” โค้ชคิมเปิดประเด็นเสียงเข้ม “แต่ชื่อนายกลับไปอยู่ในแฟ้มคดีชู้สาวในห้องสมุด!” “ผมยอมรับผิดเรื่องการ

  • Destined Unblessed ชะตารักไร้พระพร   บทที่ 13

    มิล่ากำด้ามไม้ขนไก่ในมือแน่น สายตาจ้องมองชั้นหนังสือประวัติศาสตร์ที่เรียงรายเหมือนกำแพงเมืองจีน “มาสเตอร์สายนะมาสเตอร์สาย... ไหนบอกว่าให้เลิกหนี พอไม่หนีก็โดนขังรวมเฉยเลย” เธอพึมพำกับตัวเอง “บ่นอะไร” เสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง มิล่าสะดุ้งตัวโยนจนเกือบทำไม้ในมือฟาดโดนสันหนังสือ มาร์ชยืนอยู่ตรงนั้น ในชุดไปรเวทที่ดูผ่อนคลายแต่กลับดึงดูดสายตาอย่างประหลาด เขาถือปึกเอกสารที่ต้องจัดเก็บไว้ในมือ “นายมาได้ไง กุญแจอยู่ที่ฉันคนเดียวไม่ใช่เหรอ” มาร์ชชูกุญแจอีกดอกในมือขึ้นมา “มาสเตอร์บอกว่างานมันด่วน กลัวเธอทำคนเดียวแล้วจะ ‘แอบหลับ’ จนข้ามคืน” “ฉันไม่เคยแอบหลับในห้องสมุด!” “เหรอ วันก่อนใครน้ำลายยืดใส่หนังสือแคลคูลัสที่โต๊ะริมหน้าต่างล่ะ” มิล่าหน้าแดงซ่าน “เงียบไปเลยนะ!” เธอกระแทกตัวลงนั่งบนบันไดลิงสำหรับหยิบหนังสือชั้นสูง พยายามหลบสายตาคมกาจที่จ้องมองมา แต่มาร์ชกลับไม่ยอมให้เธอทำแบบนั้น เขาก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้า ระยะห่างที่เคยตกลงกันไว้สามเมตร ตอนนี้เหลือไม่ถึงสามเซนติเมตรด้วยซ้ำ “มิล่า” “อะไร” “ที่พูดไปในโรงยิม... ฉันจริงจังนะ” บรรยากาศรอบตัวเหมือนจะหยุดหมุน เส

  • Destined Unblessed ชะตารักไร้พระพร   บทที่ 12

    เช้าวันถัดมา เสียงระฆังแรกยังไม่ทันดังทั่วโรงเรียน มิล่าก็เดินเร็วเกือบจะวิ่งอยู่บนทางเดินหอพักหญิง ในมือมีหนังสือเรียนสามเล่ม กับขนมปังที่ยังไม่ได้กิน เมื่อคืนกลับจากช่วยเก็บห้องชมรมก็ดึก พอตื่นเช้ามา ชีวิตก็ยังไม่ปรานี “ถ้าวันนี้ฉันรอดโดยไม่โดนมาสเตอร์สายเรียกเพิ่ม ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์” เธอบ่นกับตัวเอง พลางรีบเลี้ยวตรงมุมตึก— แล้วก็ชนเข้ากับใครบางคนเต็มแรง “โอ๊ย!” หนังสือเกือบหล่นหมด แต่มีมืออีกคู่คว้าไว้ทัน มิล่าเงยหน้าขึ้น แล้วก็อยากย้อนเวลากลับไปเมื่อห้าวินาทีก่อน มาร์ช แน่นอน ต้องเป็นเขาอีกแล้ว “เช้า” เขาพูดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมยังเปียกนิด ๆ เหมือนเพิ่งซ้อมวิ่งมา และนั่นน่าหงุดหงิดมาก เพราะแม้แต่ตอนเจ็ดโมงเช้าเขาก็ยังดูดีเกินไป “ไม่เช้า” มิล่าดึงหนังสือกลับมา “มันคือการซุ่มโจมตี” “เธอเดินชนฉัน” “รายละเอียดไม่สำคัญ” มาร์ชหลุดยิ้มบาง ๆ ซึ่งยิ่งน่าหมั่นไส้ เขายื่นกล่องนมมาให้ “กินก่อน” มิล่ามองมันอย่างระแวง “อะไร” “นม” “ฉันมองออก” “งั้นก็ดี” “นายจะวางยาฉันหรือไง” “ถ้าทำแบบนั้น มาร์ตินคงฆ่าฉันก่อน” …ก็จริง

  • Destined Unblessed ชะตารักไร้พระพร   บทที่ 11

    เย็นวันเดียวกัน ห้องสมุดของโรงเรียนเงียบสงบเกินไปสำหรับคนอย่างมิล่า เธอนั่งคุกเข่าอยู่หน้าชั้นหนังสือสูงเกือบถึงเพดาน มือหนึ่งถือผ้า อีกมือกำลังเช็ดชั้นวางอย่างหมดอาลัยตายอยาก เวรห้องสมุดเพิ่มอีกสองวัน เพราะเถียงมาสเตอร์สายสี่ครั้ง ชีวิตช่างยุติธรรม “ถ้าฉันเถียงครั้งที่ห้า จะโดนอะไรนะ” เธอบ่นกับตัวเองเบา ๆ “น่าจะโดนย้ายไปอยู่ห้องสมุดถาวร” เสียงหนึ่งตอบกลับมาจากด้านหลัง มิล่าสะดุ้งจนเกือบหัวโขกชั้นหนังสือ เธอหันขวับ แล้วก็ถอนหายใจแรง “พี่อีกแล้ว” มาร์ตินยืนพิงชั้นหนังสืออยู่ไม่ไกล ในมือถือหนังสือเล่มหนึ่ง สีหน้าสบายเกินไปสำหรับคนที่เพิ่งสร้างความปั่นป่วนในชีวิตน้องสาว “คำทักทายของเธอไม่เคยพัฒนาเลย” “พี่มาทำอะไรที่นี่” “ห้องสมุด” “อันนั้นฉันมองออก” มาร์ตินเดินเข้ามาใกล้ ก่อนหยุดมองกองหนังสือที่วางอยู่ข้าง ๆ “โดนเพิ่มเวร?” “เพราะเถียงอาจารย์” “สมเหตุสมผล” “พี่อยู่ฝั่งไหนกันแน่” “ฝั่งความจริง” น่าหมั่นไส้ที่สุด มิล่ากลับไปเช็ดชั้นหนังสือต่อ เงียบอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่มาร์ตินจะพูดขึ้นเบา ๆ “มาร์ชจริงจังนะ” มือของเธอหยุดทันที โอเค

  • Destined Unblessed ชะตารักไร้พระพร   บทที่ 10

    เช้าวันถัดมา ในขณะที่มิล่ากำลังใช้ชีวิตอย่างสิ้นหวังอยู่กับไม้กวาดและกองใบไม้หน้าลานโบสถ์ อีกด้านหนึ่งของโรงเรียน รถสีดำคันหนึ่งค่อย ๆ เลี้ยวเข้ามาจอดหน้าอาคารอำนวยการ ชายหนุ่มร่างสูงในชุดนักเรียนใหม่เอี่ยมก้าวลงจากรถอย่างเรียบง่าย เสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดเรียบกริบ เนกไทถูกจัดไว้อย่างพอดี สีห

  • Destined Unblessed ชะตารักไร้พระพร   บทที่ 8

    วันถัดมา ประกาศแผ่นใหญ่ถูกติดอยู่หน้าตึกเรียนตั้งแต่เช้า จนนักเรียนเกือบทั้งโรงเรียนมุงกันอยู่ตรงนั้น “สัปดาห์คัดเลือกชมรมกีฬา” ฉันยืนอ่านด้วยสีหน้าว่างเปล่า ข้าง ๆ มีเซร่าที่ดูตื่นเต้นเกินเหตุ “ในที่สุดก็มีอะไรสนุก ๆ สักที!” “คำว่า ‘สนุก’ ของเธอกับของฉันไม่เคยแปลเหมือนกัน” ฉันตอบพลางจ้

  • Destined Unblessed ชะตารักไร้พระพร   บทที่ 7

    หลังเลิกเรียนในวันนั้น ฉันนั่งอยู่ที่ม้านั่งหลังโบสถ์คนเดียว มือหมุนปากกาไปมาอย่างคนใช้ความคิด ลมเย็นพัดผ่านเบา ๆ แต่หัวฉันกลับวุ่นวายกว่านั้นมาก มาร์ช ยิ่งอยู่ใกล้ ยิ่งรู้สึกแปล

  • Destined Unblessed ชะตารักไร้พระพร   บทที่ 5

    ซวยแล้ว ต้องโดนไล่ออกแน่ๆเลยเรา เอ๊ะ? ถ้าโดนไล่ออกก็ดีน่ะสิ เอาวะ เราทำขนาดนี้แล้วมาสเตอร์ต้องไล่เราออกแน่ๆ เย้! "ปล่อยเพื่อนเดี๋ยวนี้" มาสเตอร์สายพูดด้วยสีหน้าดุดัน (ไม่เกรงใจใคร) ฉันก็ปล่อยทันที โดยอัตโน

続きを読む
無料で面白い小説を探して読んでみましょう
GoodNovel アプリで人気小説に無料で!お好きな本をダウンロードして、いつでもどこでも読みましょう!
アプリで無料で本を読む
コードをスキャンしてアプリで読む
DMCA.com Protection Status