LOGINหลังเลิกเรียนในวันนั้น
ฉันนั่งอยู่ที่ม้านั่งหลังโบสถ์คนเดียว มือหมุนปากกาไปมาอย่างคนใช้ความคิด ลมเย็นพัดผ่านเบา ๆ แต่หัวฉันกลับวุ่นวายกว่านั้นมาก มาร์ช ยิ่งอยู่ใกล้ ยิ่งรู้สึกแปลก ไม่ใช่แค่เรื่องที่เขาชอบโผล่มาคุมฉันเหมือนเป็นเจ้าชีวิต แต่เป็นความรู้สึกบางอย่าง…เหมือนเคยรู้จักกันมาก่อน ทั้งที่ฉันมั่นใจว่า ถ้าเคยเจอผู้ชายกวนประสาทขนาดนี้ ฉันต้องจำได้แน่ “ทำหน้าเหมือนคนกำลังคิดหนี้สามล้าน” เสียงเซร่าดังขึ้นพร้อมกับการทิ้งตัวนั่งลงข้าง ๆ ฉันถอนหายใจ “ฉันกำลังคิดเรื่องมาร์ช” เซร่าหันมามองทันที พร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “โอ้โห เริ่มแล้วเหรอ” “ไม่ใช่แบบนั้น!” “โอเค ฉันตายตรงนี้ได้เลย” เสียงเซร่าดังขึ้นพร้อมท่าทางโอเวอร์เกินเหตุ ส่วนลินกับเอวาก็ยืนมองฉันเหมือนกำลังดูละครเรื่องโปรด ฉันอยากหายตัวไปเดี๋ยวนั้น “พวกเธอหยุดเลยนะ!” ฉันชี้หน้าเพื่อนตัวเองอย่างคาดโทษ แต่หน้าแดงจนความน่าเกรงขามหายไปหมด มาร์ชยังยืนข้าง ๆ ด้วยสีหน้าเรียบเกินเหตุ เหมือนไม่ใช่คนที่เพิ่งพูดอะไรชวนหัวใจวายเมื่อกี้ และแน่นอน เขาไม่คิดจะช่วยเลยสักนิด ในจังหวะนั้นเอง เสียงปรบมือเบา ๆ ก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านหน้า “ว้าว…ฉันพลาดอะไรสำคัญไปหรือเปล่า” ทุกคนหันไปพร้อมกัน ขุนเขา กับ ภีม เพื่อนสนิทของมาร์ช ขุนเขาเดินนำมาแบบสบาย ๆ มือหนึ่งล้วงกระเป๋า อีกมือยกขึ้นเหมือนกำลังชมการแสดง ส่วนภีมเดินตามมาด้วยสีหน้ากึ่งขำกึ่งสงสาร ฉันเคยเจอสองคนนี้ไม่กี่ครั้ง และสรุปได้อย่างรวดเร็วว่า หนึ่ง—ทั้งคู่ชอบหาเรื่องสนุก สอง—ทั้งคู่ชอบแซวมาร์ช และสาม—ฉันไม่ควรไว้ใจพวกเขาเลย ขุนเขามองจากฉันไปมาร์ช แล้วพยักหน้าอย่างเข้าใจทุกอย่าง “อ้อ…ที่แท้ก็แบบนี้เอง” ฉันขมวดคิ้ว “แบบไหน” ภีมตอบแทนทันที “แบบที่ทำให้คุณชายมาร์ชของพวกเรา ยอมตื่นเช้ามากวาดใบไม้” เซร่าหันมามองฉันทันที “เดี๋ยวนะ เขาปกติไม่ทำ?” ขุนเขาหัวเราะ “ปกติเหรอ? หมอนี่ขนาดพระอาทิตย์ยังต้องขออนุญาตขึ้นก่อน” “ขุนเขา” เสียงมาร์ชเรียบมาก เรียบจนฟังแล้วน่ากลัว แต่แน่นอน เพื่อนแท้ไม่เคยกลัว ภีมยิ้มบาง ๆ “จริงนะ ตั้งแต่กลับมาจากต่างประเทศ เขาก็เย็นชาเหมือนเดิม แต่พอมีชื่อมิล่าเข้ามาเกี่ยว ทุกอย่างดูน่าสนใจขึ้นทันที” ฉันชะงัก “เดี๋ยวนะ หมายความว่าไง” ขุนเขากับภีมหันไปมองหน้ากัน สีหน้าแบบนั้นคือสีหน้าของคนที่กำลังจะพูดเรื่องลับสุดยอด ฉันชอบมาก มาร์ชพูดทันที “อย่า” ขุนเขายิ้มกว้าง “ช้าไปแล้วเพื่อน” ภีมพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “เธอรู้ไหม ก่อนกลับไทย หมอนี่—” “ภีม” “—เก็บรูปเธอไว้ในกระเป๋าสตางค์” เงียบ ลมพัดผ่านเบา ๆ นกบินผ่านหนึ่งตัว ฉันยืนค้าง เซร่าปิดปากตัวเอง ลินกำลังจะกรี๊ด เอวาทำหน้าเหมือนดูซีรีส์ตอนพีค ส่วนฉัน… “อะไรนะ?” ฉันหันช้า ๆ ไปมองมาร์ช เขายืนนิ่ง เงียบ และเป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นว่า… หูเขาแดง โอ้ พระเจ้า มาร์ช หูแดง ขุนเขาถอยหลังหนึ่งก้าวอย่างคนรักชีวิต “ฉันว่าเราควรวิ่ง” ภีมพยักหน้า “เห็นด้วยอย่างยิ่ง” แล้วทั้งสองคนก็หันหลังเตรียมหนีทันที แต่ฉันชี้นิ้วใส่มาร์ชก่อน “ไม่! เดี๋ยวก่อน!” เขาถอนหายใจช้า ๆ เหมือนยอมรับชะตากรรม “…มันไม่ใช่อย่างที่เธอคิด” ฉันกอดอกแน่น “งั้นอธิบายมา” เซร่ายกมือขึ้นเหมือนพิธีกรรายการสด “ใช่ค่ะ เชิญอธิบายต่อหน้าผู้ชมทั้งหมดได้เลยค่ะ” “งั้นแบบไหน” ฉันขมวดคิ้ว พยายามหาคำอธิบาย “ฉันแค่รู้สึกว่า…เขาเหมือนคนที่ฉันเคยรู้จัก” เซร่าชะงักไปนิดหนึ่ง “เคยรู้จัก?” “แบบ…ไม่รู้สิ เหมือนเคยเจอมาก่อน แต่จำไม่ได้” เธอนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดขึ้น “ก็ไม่แปลกนะ เขาไม่ได้พึ่งเข้ามาเรียนที่นี่” ฉันหันขวับทันที “หมายความว่าไง” “เธอไม่รู้เหรอ มาร์ชเคยเรียนที่นี่มาก่อน” “…อะไรนะ” “เขาเป็นรุ่นพี่เราสองปี แต่ตอนนั้นไปเรียนต่อที่ต่างประเทศหลายปี พึ่งกลับมาเมื่อไม่นานนี้ แล้วก็เข้ามาเรียนใหม่พร้อมพวกเรา” ฉันนิ่งไป เหมือนมีอะไรบางอย่างค่อย ๆ ต่อกันในหัว รุ่นพี่ เคยอยู่ที่นี่ แล้วกลับมาใหม่ ฉันพยายามดึงความทรงจำเก่า ๆ ขึ้นมา แต่ทุกอย่างมันพร่ามัวเกินไป เด็กผู้ชายคนหนึ่ง นิ่ง ๆ พูดน้อย ชอบยืนอยู่ข้างพี่ชายฉัน เดี๋ยวนะ… ฉันลุกพรวดขึ้นทันที “เซร่า” “หืม” “ฉันอาจจะเคยรู้จักเขาจริง ๆ” “ในฐานะ?” ฉันอ้าปากค้างอยู่สองวินาที ก่อนตอบช้า ๆ “…เพื่อนพี่ชาย” เซร่าเบิกตาโต “เดี๋ยวนะ คนที่พี่มาร์ตินเคยพูดถึงบ่อย ๆ นั่นน่ะเหรอ?” ฉันพยักหน้าช้า ๆ “ถ้าเป็นจริง…งั้นเขาก็คือมาร์ชคนนั้น” คนที่เคยเจอบ่อยตอนเด็ก คนที่ชอบมองฉันด้วยสายตาเรียบ ๆ คนที่เคยบอกว่า ถ้ามีใครแกล้งฉัน เขาจะจัดการเอง แต่ในความทรงจำของฉัน เขาไม่ใช่แบบนี้เลย ตอนนั้นเขาเงียบกว่า อ่อนโยนกว่า ไม่ใช่ปีศาจที่บังคับให้ฉันตื่นหกโมงเช้าเพื่อไปกวาดใบไม้แบบตอนนี้ “เป็นไปได้ยังไง…” ฉันพึมพำกับตัวเอง หรือเพราะเขาเปลี่ยนไปมากเกินไป หรือเพราะฉันเองที่ไม่เคยตั้งใจจะจำ ในจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “กำลังนินทาฉันอยู่หรือเปล่า” ฉันหันกลับไปทันที มาร์ชยืนอยู่ตรงนั้น ถือหนังสือหนึ่งเล่ม สีหน้าเรียบนิ่งเหมือนเดิม แต่ตอนนี้… ฉันมองเขาไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว “นาย…” เขาเลิกคิ้ว “ทำไม” ฉันจ้องหน้าเขาอย่างจับผิด “…นายรู้ใช่ไหม ว่าเราเคยรู้จักกัน” เซร่าค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างรู้หน้าที่ “โอเค ฉันไปก่อนนะ ขอให้โชคดี” “เดี๋ยว เซร่า!” ทรยศ เธอเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งฉันไว้กับผู้ชายตรงหน้า มาร์ชมองฉันนิ่ง ๆ อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะยิ้มบาง ๆ รอยยิ้มที่เหมือนคนรู้ความลับมานานแล้ว “ฉันนึกว่าเธอจะไม่มีวันจำได้แล้วซะอีก” ฉันยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น เหมือนสมองหยุดทำงานไปชั่วขณะ “…นายยอมรับง่ายขนาดนี้เลย?” มาร์ชยักไหล่เบา ๆ “แล้วฉันควรปฏิเสธ?” “อย่างน้อยก็ควรทำหน้าตกใจหน่อยไหม แบบ ‘โอ้ พระเจ้า เธอจำได้แล้วเหรอ’ อะไรแบบนั้น” “ฟังดูไม่ใช่ฉัน” “…ก็จริง” ฉันกอดอกแน่น จ้องหน้าเขาอย่างไม่ไว้ใจ “งั้นทำไมนายไม่บอกตั้งแต่แรก” “เธอไม่ถาม” “ใครมันจะไปคิดล่ะว่านายคือคนเดียวกัน!” ฉันชี้หน้าเขาอย่างกล่าวหาเต็มที่ “เมื่อก่อนนายไม่ใช่แบบนี้เลย” “แบบไหน” “เงียบ สุภาพ ใจดี แล้วก็…ไม่น่าหมั่นไส้ขนาดนี้” มาร์ชหลุดหัวเราะเบา ๆ เป็นครั้งแรกตั้งแต่ฉันรู้จักเขาใหม่ เสียงนั้นทำให้ฉันชะงักไปนิดหนึ่ง แปลก…เพราะมันคุ้นมาก เหมือนเคยได้ยินตอนเด็กจริง ๆ เขาก้าวเข้ามาใกล้อีกนิด “แล้วเธอล่ะ” “ฉันอะไร” “เมื่อก่อนเธอตัวเล็กกว่านี้มาก แล้วก็ชอบร้องไห้เพราะโดนแย่งขนม” ฉันอ้าปากค้างทันที “เดี๋ยวนะ! ฉันไม่ได้ร้องไห้!” “ร้อง” “ไม่ร้อง!” “ร้อง แล้วก็วิ่งไปฟ้องพี่ชาย” “…นั่นเรียกใช้ทรัพยากรอย่างชาญฉลาด” เขาส่ายหน้าเหมือนขำไม่ไหว ฉันหน้าเริ่มร้อนขึ้นอย่างน่าหงุดหงิด โอเค ฉันเกลียดการที่เขาจำเรื่องน่าอายพวกนี้ได้ “แล้วนายล่ะ” ฉันรีบเปลี่ยนเรื่อง “หายไปไหนมาตั้งหลายปี” มาร์ชชะงักไปเล็กน้อย “ไปเรียนต่างประเทศ” “รู้แล้ว เซร่าบอก แต่ทำไมถึงกลับมา” คำถามนั้นทำให้เขาเงียบลง สายลมพัดผ่านระหว่างเราเบา ๆ ก่อนที่เขาจะตอบสั้น ๆ “เพราะมีเหตุผลที่ต้องกลับมา” ฉันหรี่ตามอง “ฟังดูน่าสงสัยมาก” “มันก็เป็นแบบนั้น” “เกี่ยวกับฉัน?” หลุดปากไปเอง และทันทีที่พูดออกไป ฉันก็อยากเอาหัวโขกม้านั่ง ถามอะไรออกไปเนี่ยมิล่า! แต่แทนที่เขาจะปฏิเสธทันที มาร์ชกลับมองฉันนิ่ง ๆ นานเกินไป นานจนใจฉันเริ่มเต้นแรงแบบไม่มีเหตุผล สุดท้ายเขายิ้มบาง ๆ แล้วตอบ “ถ้าฉันบอกว่าใช่ล่ะ” ตึก ตึก ตึก หัวใจฉันเต้นดังจนเกินไป ฉันรีบหลบสายตา “นายชอบพูดอะไรให้คนอื่นสับสนตลอดเลยหรือไง” “เฉพาะกับเธอ” “นั่นยิ่งแย่กว่าเดิมอีกนะ!” ฉันหันหลังทันที เตรียมจะเดินหนีเพื่อรักษาชีวิตและสติของตัวเอง แต่ยังไม่ทันก้าวไปไหน ข้อมือก็ถูกจับไว้เบา ๆ ฉันชะงัก มาร์ชไม่ได้ออกแรงมาก แต่เพียงพอให้ฉันหยุด น้ำเสียงเขาเบาลงกว่าทุกครั้ง “มิล่า” “…อะไร” “ครั้งนี้ อย่าหายไปอีก” ประโยคนั้นทำให้ทุกอย่างเงียบลง ฉันหันกลับไปช้า ๆ ในแววตาของเขา ไม่มีการล้อเล่นเลย มีแค่ความจริงบางอย่าง ที่ฉันยังไม่เข้าใจทั้งหมด แต่รับรู้ได้ชัดเจน ว่าเขาหมายความตามนั้นจริง ๆท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีในโรงยิม ความเป็นจริงที่น่ากลัวก็พุ่งเข้าใส่ **มิล่า** ทันทีที่เธอสบตากับ **มาสเตอร์สาย** ซึ่งยืนกอดอกนิ่งอยู่ตรงมุมประตู สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นเตือนสติเธอว่า... ที่นี่ไม่ใช่สนามรัก แต่มันคือโรงเรียนที่มีกฎเหล็ก "ห้ามคบหากัน" **มาร์ช** ยังคงกุมมือเธอแน่น แต่เขาก็รับรู้ถึงรังสีอำมหิตนั้นได้เช่นกัน “จบงานแล้ว นักกีฬาไปพักผ่อน ส่วนมิล่าและมาร์ช... มาหาฉันที่ห้องพักครูเดี๋ยวนี้” เสียงมาสเตอร์สายเรียบนิ่งแต่ทรงพลังจนความเงียบเข้าปกคลุมสนามทันที **เซร่า** กับ **ณิชา** หน้าเสีย รีบเข้ามาดึงมือมิล่า “ซวยแล้วมิล่า... มาสเตอร์เอาจริงแน่รอบนี้” **ในห้องพักครูที่เงียบสงัด** มาสเตอร์สายนั่งลงช้า ๆ โดยมี **โค้ชคิม** ยืนคุมเชิงอยู่ด้านข้าง มิล่าและมาร์ชยืนตัวตรงอยู่เบื้องหน้า เหมือนนักโทษที่รอฟังคำตัดสิน “มาร์ช เธอประกาศตัวกลางสนามว่ามิล่าคือแฟน... เธอรู้ใช่ไหมว่านั่นคือการเหยียบย่ำกฎที่ฉันพยายามรักษามาตลอด” มาสเตอร์สายเอ่ยขึ้น “ผมทราบครับมาสเตอร์ แต่ผมไม่อยากให้มิล่าต้องโดนรังแกจากข่าวลือฝ่ายเดียว” มาร์ชตอบเสียงหนักแน่น “เจตนาดีไม่ได้หมายความว่าทำถูก” มาส
เย็นวันนั้น ท้องฟ้ากลายเป็นสีม่วงอมส้ม บรรยากาศหน้าประตูโรงเรียนดูพลุกพล่านเป็นพิเศษ แต่มิล่ากลับรู้สึกว่าทางเดินไปที่จอดรถมันช่างยาวไกลเหลือเกิน เพราะข้างกายเธอมี มาร์ช เดินถือกระเป๋าเรียนให้เธออย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนด้านหน้า... มาร์ติน ยืนพิงรถมอเตอร์ไซค์คันโปรด สายตาจ้องเขม็งมาที่มือของมาร์ชที่เฉียดไปมากับมือน้องสาวเขา “ไอ้กัปตัน...” มาร์ตินกัดฟันพูดเมื่อทั้งคู่เดินมาหยุดตรงหน้า “ฉันให้นายช่วยงานน้อง ไม่ได้ให้มาช่วยถือกระเป๋าประกาศความเป็นเจ้าของแบบนี้” “ถือให้แฟนครับ ไม่ได้ถือให้คนอื่น นายจะหวงทำไมมาร์ติน” มาร์ชตอบเสียงเรียบ แต่แววตาท้าทาย “แฟน!? ใครอนุญาต!” มาร์ตินแทบจะกระโดดเข้าใส่เพื่อนสนิท ถ้ามิล่าไม่รีบเอาตัวเข้าขวาง “พี่มาร์ติน! เบา ๆ หน่อย คนมองกันทั้งโรงเรียนแล้วนะ” มิล่าปรามพลางหันไปมองรอบ ๆ ซึ่งก็จริงอย่างที่ว่า เซร่า กับ ณิชา ยืนเกาะเสาไฟฟ้าถัดไปไม่ไกล กำลังแอบถ่ายรูปพร้อมทำหน้าฟินสุดขีด ส่วน ภีม กับ ขุนเขา ก็ยืนหัวเราะอยู่ข้างรถอีกคัน “เออ! วันนี้ฉันจะปล่อยไปก่อนเพราะเห็นแก่ที่นายช่วยกันยัยพราวฟ้าออกไป” มาร์ตินชี้หน้ามาร์ช “แต่พรุ่งนี้เช้า นายต้องมาซ้อมวิ
**เช้าวันถัดมา ณ ห้องอำนวยการ** บรรยากาศหน้าห้องอำนวยการตึงเครียดจนนักเรียนที่เดินผ่านไปมาต้องรีบก้มหน้าเดินเลี่ยงไปทางอื่น **มิล่า** ยืนอยู่ท่ามกลาง **มาร์ช** และ **มาร์ติน** โดยมี **เซร่า** และ **ณิชา** ยืนคุมเชิงอยู่ไม่ห่างด้วยความเป็นห่วง “ถ้าพวกนั้นทำอะไรเธอ ฉันจะขโมยแฟ้มประวัติพราวฟ้ามาแฉให้หมดเลย!” เซร่ากระซิบเสียงเขียว ขณะที่ณิชาคอยลูบแขนมิล่าให้ใจเย็น ทันใดนั้นเอง **น้ำใส** และ **ผักกาด** เพื่อนสนิทของพราวฟ้าก็เดินเชิดหน้าเข้ามา พร้อมกับเจ้าตัวที่มองมิล่าด้วยสายตาผู้ชนะ “ดูซิ... มากันครบแก๊งเลยนะ” พราวฟ้าเยาะเย้ย “เตรียมตัวเก็บของย้ายโรงเรียนหรือยังมิล่า?” “เก็บปากไว้กินข้าวเถอะพราวฟ้า” มาร์ตินสวนกลับทันควันจนพราวฟ้าหน้าตึง ประตูห้องอำนวยการเปิดออก **ผู้อำนวยการ** นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ตัวใหญ่ โดยมี **มาสเตอร์สาย** และ **โค้ชคิม** โค้ชแบดมินตันจอมดุของมาร์ชยืนอยู่ข้าง ๆ สีหน้าของโค้ชคิมดูผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด “มาร์ช... นายรู้ใช่ไหมว่าปีนี้เรามีแข่งชิงแชมป์ระดับเขต” โค้ชคิมเปิดประเด็นเสียงเข้ม “แต่ชื่อนายกลับไปอยู่ในแฟ้มคดีชู้สาวในห้องสมุด!” “ผมยอมรับผิดเรื่องการ
มิล่ากำด้ามไม้ขนไก่ในมือแน่น สายตาจ้องมองชั้นหนังสือประวัติศาสตร์ที่เรียงรายเหมือนกำแพงเมืองจีน “มาสเตอร์สายนะมาสเตอร์สาย... ไหนบอกว่าให้เลิกหนี พอไม่หนีก็โดนขังรวมเฉยเลย” เธอพึมพำกับตัวเอง “บ่นอะไร” เสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง มิล่าสะดุ้งตัวโยนจนเกือบทำไม้ในมือฟาดโดนสันหนังสือ มาร์ชยืนอยู่ตรงนั้น ในชุดไปรเวทที่ดูผ่อนคลายแต่กลับดึงดูดสายตาอย่างประหลาด เขาถือปึกเอกสารที่ต้องจัดเก็บไว้ในมือ “นายมาได้ไง กุญแจอยู่ที่ฉันคนเดียวไม่ใช่เหรอ” มาร์ชชูกุญแจอีกดอกในมือขึ้นมา “มาสเตอร์บอกว่างานมันด่วน กลัวเธอทำคนเดียวแล้วจะ ‘แอบหลับ’ จนข้ามคืน” “ฉันไม่เคยแอบหลับในห้องสมุด!” “เหรอ วันก่อนใครน้ำลายยืดใส่หนังสือแคลคูลัสที่โต๊ะริมหน้าต่างล่ะ” มิล่าหน้าแดงซ่าน “เงียบไปเลยนะ!” เธอกระแทกตัวลงนั่งบนบันไดลิงสำหรับหยิบหนังสือชั้นสูง พยายามหลบสายตาคมกาจที่จ้องมองมา แต่มาร์ชกลับไม่ยอมให้เธอทำแบบนั้น เขาก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้า ระยะห่างที่เคยตกลงกันไว้สามเมตร ตอนนี้เหลือไม่ถึงสามเซนติเมตรด้วยซ้ำ “มิล่า” “อะไร” “ที่พูดไปในโรงยิม... ฉันจริงจังนะ” บรรยากาศรอบตัวเหมือนจะหยุดหมุน เส
เช้าวันถัดมา เสียงระฆังแรกยังไม่ทันดังทั่วโรงเรียน มิล่าก็เดินเร็วเกือบจะวิ่งอยู่บนทางเดินหอพักหญิง ในมือมีหนังสือเรียนสามเล่ม กับขนมปังที่ยังไม่ได้กิน เมื่อคืนกลับจากช่วยเก็บห้องชมรมก็ดึก พอตื่นเช้ามา ชีวิตก็ยังไม่ปรานี “ถ้าวันนี้ฉันรอดโดยไม่โดนมาสเตอร์สายเรียกเพิ่ม ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์” เธอบ่นกับตัวเอง พลางรีบเลี้ยวตรงมุมตึก— แล้วก็ชนเข้ากับใครบางคนเต็มแรง “โอ๊ย!” หนังสือเกือบหล่นหมด แต่มีมืออีกคู่คว้าไว้ทัน มิล่าเงยหน้าขึ้น แล้วก็อยากย้อนเวลากลับไปเมื่อห้าวินาทีก่อน มาร์ช แน่นอน ต้องเป็นเขาอีกแล้ว “เช้า” เขาพูดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมยังเปียกนิด ๆ เหมือนเพิ่งซ้อมวิ่งมา และนั่นน่าหงุดหงิดมาก เพราะแม้แต่ตอนเจ็ดโมงเช้าเขาก็ยังดูดีเกินไป “ไม่เช้า” มิล่าดึงหนังสือกลับมา “มันคือการซุ่มโจมตี” “เธอเดินชนฉัน” “รายละเอียดไม่สำคัญ” มาร์ชหลุดยิ้มบาง ๆ ซึ่งยิ่งน่าหมั่นไส้ เขายื่นกล่องนมมาให้ “กินก่อน” มิล่ามองมันอย่างระแวง “อะไร” “นม” “ฉันมองออก” “งั้นก็ดี” “นายจะวางยาฉันหรือไง” “ถ้าทำแบบนั้น มาร์ตินคงฆ่าฉันก่อน” …ก็จริง
เย็นวันเดียวกัน ห้องสมุดของโรงเรียนเงียบสงบเกินไปสำหรับคนอย่างมิล่า เธอนั่งคุกเข่าอยู่หน้าชั้นหนังสือสูงเกือบถึงเพดาน มือหนึ่งถือผ้า อีกมือกำลังเช็ดชั้นวางอย่างหมดอาลัยตายอยาก เวรห้องสมุดเพิ่มอีกสองวัน เพราะเถียงมาสเตอร์สายสี่ครั้ง ชีวิตช่างยุติธรรม “ถ้าฉันเถียงครั้งที่ห้า จะโดนอะไรนะ” เธอบ่นกับตัวเองเบา ๆ “น่าจะโดนย้ายไปอยู่ห้องสมุดถาวร” เสียงหนึ่งตอบกลับมาจากด้านหลัง มิล่าสะดุ้งจนเกือบหัวโขกชั้นหนังสือ เธอหันขวับ แล้วก็ถอนหายใจแรง “พี่อีกแล้ว” มาร์ตินยืนพิงชั้นหนังสืออยู่ไม่ไกล ในมือถือหนังสือเล่มหนึ่ง สีหน้าสบายเกินไปสำหรับคนที่เพิ่งสร้างความปั่นป่วนในชีวิตน้องสาว “คำทักทายของเธอไม่เคยพัฒนาเลย” “พี่มาทำอะไรที่นี่” “ห้องสมุด” “อันนั้นฉันมองออก” มาร์ตินเดินเข้ามาใกล้ ก่อนหยุดมองกองหนังสือที่วางอยู่ข้าง ๆ “โดนเพิ่มเวร?” “เพราะเถียงอาจารย์” “สมเหตุสมผล” “พี่อยู่ฝั่งไหนกันแน่” “ฝั่งความจริง” น่าหมั่นไส้ที่สุด มิล่ากลับไปเช็ดชั้นหนังสือต่อ เงียบอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่มาร์ตินจะพูดขึ้นเบา ๆ “มาร์ชจริงจังนะ” มือของเธอหยุดทันที โอเค
เช้าวันถัดมา ในขณะที่มิล่ากำลังใช้ชีวิตอย่างสิ้นหวังอยู่กับไม้กวาดและกองใบไม้หน้าลานโบสถ์ อีกด้านหนึ่งของโรงเรียน รถสีดำคันหนึ่งค่อย ๆ เลี้ยวเข้ามาจอดหน้าอาคารอำนวยการ ชายหนุ่มร่างสูงในชุดนักเรียนใหม่เอี่ยมก้าวลงจากรถอย่างเรียบง่าย เสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดเรียบกริบ เนกไทถูกจัดไว้อย่างพอดี สีห
วันถัดมา ประกาศแผ่นใหญ่ถูกติดอยู่หน้าตึกเรียนตั้งแต่เช้า จนนักเรียนเกือบทั้งโรงเรียนมุงกันอยู่ตรงนั้น “สัปดาห์คัดเลือกชมรมกีฬา” ฉันยืนอ่านด้วยสีหน้าว่างเปล่า ข้าง ๆ มีเซร่าที่ดูตื่นเต้นเกินเหตุ “ในที่สุดก็มีอะไรสนุก ๆ สักที!” “คำว่า ‘สนุก’ ของเธอกับของฉันไม่เคยแปลเหมือนกัน” ฉันตอบพลางจ้
เสียงนาฬิกาปลุกดังลั่นห้องตอนตีห้าครึ่ง ฉันคว้าหมอนฟาดใส่มันทันทีโดยไม่ลืมตา “เกลียดโลกนี้…” เซร่าที่นอนอีกฝั่งของห้องงัวเงียลืมตาขึ้นมามอง “หกโมงแล้วเหรอ”
ซวยแล้ว ต้องโดนไล่ออกแน่ๆเลยเรา เอ๊ะ? ถ้าโดนไล่ออกก็ดีน่ะสิ เอาวะ เราทำขนาดนี้แล้วมาสเตอร์ต้องไล่เราออกแน่ๆ เย้! "ปล่อยเพื่อนเดี๋ยวนี้" มาสเตอร์สายพูดด้วยสีหน้าดุดัน (ไม่เกรงใจใคร) ฉันก็ปล่อยทันที โดยอัตโน







