INICIAR SESIÓN“มิล่า” ที่ก่อแต่ปัญหาให้ครอบครัวไม่หยุดไม่หย่อน จนเกิดปัญหาภายในครอบครัว เธอจึงถูกลงโทษโดยการถูกส่งตัวมาที่ “เซนต์อาเรียแห่งความหวัง” ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงเรื่องวินัยและหลักศาสนาเข้มงวดเธอย้ายมาปรับตัวในสถานที่แห่งนี้ เธอมักโดนกลั่นแกล้งเสมอ แต่มีหรอที่คนแบบมิล่าจะไม่ตอบโต้กลับ เธอตอบโต้กลับทุกครั้งที่มีโอกาส แต่ดันโชคร้ายของเธอ ที่พระเจ้าไม่เคยรับฟัง ทำให้เธอถูกลงโทษอยู่เสมอ ระหว่างที่เธอเริ่มหมดศรัทธาในพระเจ้านั้น เธอก็ได้พบกับ “มาร์ช” เขามองเห็นถึงความเจ็บปวดในแววตาของมิล่าและค่อยๆเข้ามาในชีวิตของเธอในฐานะ ‘เพื่อน’แม้ทั้งสองจะรู้ว่าพวกเขาไม่ควรรักกัน เป็นเพราะกฎของโรงเรียน มิล่ายังคงติดอยู่กับซากอดีตที่เธอไม่อาจหนีพ้นท่ามกลางผู้คนมากมายที่แซ่ซ้องร้องสรรเสริญ พร้อมกับเสียงอธิฐานของใครหลายๆคน พร้อมบทเพลงที่นมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์- ความรู้สึกที่ทั้งสองมีให้กันคือสิ่งที่จริงใจที่สุดในชีวิต แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอวยพรให้เป็นจริงสุดท้ายความรักครั้งนี้จะกลายเป็นบาปที่ต้องชดใช้? หรือเป็นสิ่งเดียวที่ให้ทั้งสองคน ‘เชื่อ’ อีกครั้งไม่ใช่แค่กันและกัน…แต่ในความหวังของพระเจ้า
Ver más" บรืนนน~ บรืนๆๆ ~ "
เสียงท่อรถที่ดังกระหน่ำอยู่หน้าบ้านหลังเล็กๆ หลังหนึ่ง หญิงสาวในชุดนอน สีชมพูลายคิดตี้ รีบลุกขึ้นพลวดจากโต๊ะอาหาร ช้อนซ้อมได้ถูกวางไว้ข้างจานอย่างรีบๆ ทุกคนที่ร่วมโต๊ะอาหารทุกสายตาจ้องมองไปที่เธอเป็นตาเดียว ก่อนจะมีเสียงเอ่ย ทุ่มต่ำดังขึ้นจนเธอต้องนั่งลง " นี่! ไอเพื่อนเหลวไหลพวกนั้นอีกแล้วใช่มั้ย?! ไม่ต้องไปเลยนะนั่งลง!! " พ่อของเธอดุ จนทำให้แม่และพี่ชายของเธอต้องพยักหน้าตามกัน " มิล่า ฟังพ่อเขาบ้างสิลูก เดี๋ยวนี้เริ่มเกเรใหญ่เลยนะ " แม่ของเธอพูดจบ พี่ชายของเธอก็เสริมต่อทันที " แบบนี้แหละแม่ เด็กมันกำลังโต ห้ามฟังที่ไหนกัน ดูมันดิ เอาเงินไปออกรถบิ๊กไบค์ พ่อก็ไม่ได้ห้ามอะไรนี่.." พี่ชายเธอพูดพร้อมทำเสียงน้อยใจ "นี่พี่ไม่ต้องพูดเลยนะ รถนั่นพ่อตั้งใจซื้อให้เป็นของขวัญมิล่าอยู่แล้ว" เธอตอบพร้อมยกยิ้ม เมื่อรู้สึกว่าตัวเองชนะพี่ชาย "พอกันทั้งคู่นั่นแหละ! เดี๋ยวพ่อจะออกไปไล่พวกเด็กข้างนอกก่อน กินข้าวกันไปเลย!" พ่อพูดจบก็เดินออกไปนอกบ้าน และหยุดยืนอยู่ที่ประตูรั้วหน้าบ้าน นอกรั้วนั้นเต็มไปด้วยมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ ประมาณ 4-5 คัน ซึ่งคนขับก็มีทั้งหญิงและชายปะปนกันไป " พวกเด็กเหี้ย มาทางไหนกลับทางนั้นเลยนะ และอย่ากล้าที่จะมาเหยียบที่นี่อีก!!" พ่อพูดพร้อมชักปืนพกออกมาขู่ จนพวกแก๊งบิ๊กไบท์ต้องรีบบิดรถหนีไป พ่อเข้ามานั่งร่วมโต๊ะอาหารอีกครั้ง พร้อมพูดประโยคที่ไม่มีใครอยากจะได้ยินออกมา "ในเมื่อพระเจ้ามาบอกให้พ่อส่งลูกไปที่ เซนต์อาเรียแห่งความหวัง พ่อก็จำเป็นต้องให้ลูกไปนะมิล่า.." มิล่าได้ยินดังนั้นเธอหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ช้อนที่ตักข้าวเข้าปากก็คาไว้แบบนั้น… "…มาร์ติน จะไปดูแลน้องที่นั่นมั้ย?" คราวนี้พ่อหันไปถามคนที่เป็นพี่ชาย แต่มาร์ตินนั้นกลับส่ายหน้าไปมา "ไม่เอาหรอกครับ ผมอยู่ข้างนอกดีกว่า เผื่อน้องต้องการให้ช่วยอะไรมันจะสะดวกต่อผม" ตอนนี้ทั้งมิล่าและแม่ของเธอ ต่างก็น้ำตาคลอ จนมิล่าพูดออกไปด้วยความโมโหว่า… "พ่อไม่เคยรักมิล่าด้วยซ้ำ ไม่ต้องเอาพระเจ้ามาอ้างเพื่อให้มิล่าไปจากบ้านหลังนี้หรอก! ถ้าพ่ออยากจะให้มิล่าไปจากบ้านหลังนี้ มิล่าก็จะไปให้ไกลๆ เลย!" มิล่าพูดจบเธอก็เดินกระทืบเท้าขึ้นห้องตัวเองไป เหลือเพียงสามคนที่นั่งจ้องหน้ากัน ไม่รู้จะทำยังไงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น "ปัง!" เสียงปิดประตูดัง มันไปกระแทกหัวใจของคนเป็นแม่อีกครั้ง จนแม่กลั้นน้ำตาไม่อยู่และปล่อยให้ไหลลงมา พร้อมเสียงสะอื้น "พ่อไม่ใจร้ายเกินไปหน่อยหรอ มิล่าลูกเรานะคุณ" "ถ้าไม่ทำแบบนี้ แล้วเมื่อไหร่ลูกเราจะปรับปรุงตัวได้ล่ะ อย่างน้อยพ่อก็เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนนั้น ที่นั่นไม่ได้โหดแบบที่คิดหรอก" พ่อพูดจบแม่ก็พูดต่อ "แต่เอาลูกไปไกลขนาดนั้น แม่เป็นห่วงลูกนะ" พ่อมองไปที่แม่แบบไม่สบอารมณ์ และพูดด้วยเหตุผลที่ว่า… "ถึงอยู่นี่ไป มิล่าเองยังไม่อยากจะไปที่โบสถ์ ถ้าเราเปลี่ยนลูกไม่ได้ ก็ต้องให้พระเจ้าเป็นคนเปลี่ยน ถูกมั้ย?" คำของพ่อทำเอาแม่เงียบและคิดตาม ก่อนที่พ่อจะหันไปหามาร์ติน ผู้เป็นพี่ชาย "มาร์ติน ถ้าน้องอยากให้ช่วยอะไรก็บอกพ่อได้เสมอนะ ฝากดูแลน้องด้วย" มาร์ตินไม่ค่อยเข้าใจความหมายที่พ่อจะสื่อ จนตะโกนกลับไปหาพ่อทันที "พ่อจะให้มาร์ตินไปด้วยอีกคนงั้นหรอ?! นี่พ่อกำลังจะทิ้งพวกเราใช่มั้ย?!" พ่อส่ายหน้าเบาพร้อมจับมือมาร์ตินไว้ "ไม่ใช่ พ่อไม่ได้จะให้มาร์ตินเข้าไปอยู่ในโรงเรียนนั้น แต่จะย้ายไปเรียนมหาลัยใกล้ๆ ที่นั่น ยังไงพ่อก็ฝากมาร์ตินดูแลน้องด้วยนะ" "ครับ..…" มาร์ตินได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกโล่งอก และยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะคิดอะไรได้ "และเรื่องรถ…" พ่อที่รู้ทันก็รีบสวนกลับทันที "ใช้ของน้องไปก่อน ยังไงน้องอยู่ในนั้นก็ไม่ได้ใช้รถอยู่แล้ว ขืนปล่อยทิ้งไว้รถจะพังเอา" มาร์ตินรู้สึกหงอยเล็กน้อย เขาต้องใช้ของเหลือจากน้องไปถึงเมื่อไหร่กัน เขาคิดแบบนั้นแต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก เพราะเขาเองก็รู้ว่าบ้านกำลังอยู่ในช่วงวิกฤต เขาเป็นพี่ต้องช่วยประหยัดให้มากๆ "…ครับ" เขาต้องยอมรับตอบคำสั้นๆ ไปคำเดียว อย่างน้อยชีวิตเขาก็เลือกอะไรไม่ได้มากอยู่แล้ว อีกมุมหนึ่งก็มิล่าที่แอบย่องเบามาฟังบทสนทนาที่มุมบันได น้ำตาของเธอค่อยๆ ไหล เมื่อรู้ว่าตัวเองต้องจากครอบครัวไปและเสียรถอันเป็นที่รักไปอีก… ทุกคนต่างต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรม ไม่ว่าจะต้องเจออะไรเธอก็ต้องผ่านมันไปให้ได้อยู่แล้ว เธอคิดแบบนั้นเสร็จก็รีบเดินขึ้นห้อง ใช้เวลาอธิฐานกับพระเจ้าทันที… แต่ดูเหมือนว่าจะสายเกินไป…โรงเรียนเซนต์อาเรียแห่งความหวัง06.00 น."กริ๊งงง"เสียงออดดังขึ้น เป็นสัญญาณให้ทุกคนลุกจากที่นอนและจัดการธุระส่วนตัว อาบน้ำและแต่งตัว ใช้เวลาไปสักพัก ทุกคนก็อยู่ในชุดเครื่องแบบนักเรียนและออกมาตั้งแถวเรียงกัน เผื่อช่วยกันถักเปียให้เพื่อนตรงหน้า แล้วใส่ถุงเท้า รองเท้าตามลำดับ08.00 น.หลังจากนั้นทุกคนก็เดินเรียงแถวกันไปยังห้องประชุมใหญ่ เขามาทำอะไรที่นี่กันนะ? ฉันคิดในใจ ข้างในหัวมีคำถามมากมาย สุดท้ายทุกคนนั่งลงที่เก้าอี้ที่ถูกจัดเตรียมไว้ก่อนแล้ว และอาจารย์สายก็เดินขึ้นเวที"สวัสดียามเช้า สวัสดีนักเรียนทุกคน… วันนี้เป็นวันเปิดเทอมที่เราทุกคนจะได้ไปเรียน และได้พบปะกับเพื่อนๆ อีกที่หนึ่ง…"อีกที่งั้นหรอ? แสดงว่าไม่ได้มีที่นี้ที่เดียวสินะ หรือว่า….จะเป็นตึกสูงๆ นั่นที่อยู่หลังกำแพงข้างหลังหอหญิง"…หวังว่าทุกคนจะอยู่ในกฎและระเบียบตลอดนะ ขอให้ทุกคนโชคดีกับการเปิดภาคเรียนใหม่ วันนี้เราจะร่วมใจกันอธิฐานตอนเช้ากันได้เลย.."มิสเซอร์สายพูดจบ ก็ยกมือขึ้นประสานกัน เราทุกคนก็ปฏิบัติตาม"ข้าแต่พระเจ้าในนามพระเยซู ขอให้พระเจ้าจงประทานสติปัญญาให้แก่เด็กๆ ในเซนต์อาเรียในที่แห่งนี้ ขอให้พระเจ้าปกปักรัก
Mila Talksทุกคนน่าจะรู้จักฉันแล้ว ฉันมิล่า อายุ 18 ปี ยอมรับตรงๆ เลยว่าปีนี้เป็นปีที่ห่วงแตกสุดๆ ฉันโดนพ่อให้มาเรียนโรงเรียนประจำที่เคร่งศาสนาสุดๆ ซึ่งมันอยู่ไกลบ้านฉันมาก แต่ฉันคงระบุไม่ได้หรอกว่าจังหวัดอะไร แต่อยู่ในโซนภาคใต้ ตอนนี้ฉันกำลังนั่งรถ ที่ในรถเต็มไปด้วยความอึดอัด และความเศร้า พี่ชายฉันชื่อ มาร์ติน อายุ 20 ตอนนี้ก็หอบผ้าหอบของย้ายไปอยู่ใกล้ๆ กับฉันเหมือนกัน สงสัยไปเริ่มเรียนปี 3 ที่นั่นแหละ ส่วนมอไซต์พี่ก็ใช้วิธีขนส่งกับรถมา ฉันขับคันนั้นนับครั้งได้ด้วยซ้ำ ทำไมพ่อไม่ถนอมน้ำใจฉันเลยนะ! พูดแล้วก็โมโหสุดๆ แต่รู้อะไรมั้ย วันนี้พ่อตั้งใจขับรถลงมาใต้ด้วยตัวเองเลย หึ! พอจะให้ลูกๆ ไปไกลๆ จากบ้านก็ยอมลงทุนขนาดนี้เลยสินะ ฉันลืมบอกไปว่าครอบครัวของฉันฐานนะปานกลางไม่ได้รวยเริสหรูอะไรหรอก พ่อทำงานเป็นสถาปนิก เขียนโครงการออกแบบบ้าน อะไรทำนองนั้น ส่วนแม่ฉันทำงานเป็นดีไซน์เนอร์ ออกแบบเสื้อผ้า แฟชั่น ซึ่งถ้างานไม่ดีมากพอครอบครัวเราก็จะถึงขั้นรัดเข้มขัด แต่ถ้าเดือนไหนขายออกละก็…จะเป็นเดือนที่เราไม่ต้องมานั่งกลุ้มเรื่องความประหยัดเลย แต่ก็นะ…ฉันยอมรับแหละว่าใช้เงินได้สิ้นเปลืองที่สุด และทำ
" บรืนนน~ บรืนๆๆ ~ "เสียงท่อรถที่ดังกระหน่ำอยู่หน้าบ้านหลังเล็กๆ หลังหนึ่ง หญิงสาวในชุดนอน สีชมพูลายคิดตี้ รีบลุกขึ้นพลวดจากโต๊ะอาหาร ช้อนซ้อมได้ถูกวางไว้ข้างจานอย่างรีบๆ ทุกคนที่ร่วมโต๊ะอาหารทุกสายตาจ้องมองไปที่เธอเป็นตาเดียว ก่อนจะมีเสียงเอ่ย ทุ่มต่ำดังขึ้นจนเธอต้องนั่งลง" นี่! ไอเพื่อนเหลวไหลพวกนั้นอีกแล้วใช่มั้ย?! ไม่ต้องไปเลยนะนั่งลง!! "พ่อของเธอดุ จนทำให้แม่และพี่ชายของเธอต้องพยักหน้าตามกัน" มิล่า ฟังพ่อเขาบ้างสิลูก เดี๋ยวนี้เริ่มเกเรใหญ่เลยนะ "แม่ของเธอพูดจบ พี่ชายของเธอก็เสริมต่อทันที" แบบนี้แหละแม่ เด็กมันกำลังโต ห้ามฟังที่ไหนกัน ดูมันดิ เอาเงินไปออกรถบิ๊กไบค์ พ่อก็ไม่ได้ห้ามอะไรนี่.."พี่ชายเธอพูดพร้อมทำเสียงน้อยใจ"นี่พี่ไม่ต้องพูดเลยนะ รถนั่นพ่อตั้งใจซื้อให้เป็นของขวัญมิล่าอยู่แล้ว"เธอตอบพร้อมยกยิ้ม เมื่อรู้สึกว่าตัวเองชนะพี่ชาย"พอกันทั้งคู่นั่นแหละ! เดี๋ยวพ่อจะออกไปไล่พวกเด็กข้างนอกก่อน กินข้าวกันไปเลย!"พ่อพูดจบก็เดินออกไปนอกบ้าน และหยุดยืนอยู่ที่ประตูรั้วหน้าบ้าน นอกรั้วนั้นเต็มไปด้วยมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ ประมาณ 4-5 คัน ซึ่งคนขับก็มีทั้งหญิงและชายปะปนกันไป" พวกเด