Masukเมื่อผู้ชายที่รักเกมเป็นชีวิตจิตใจ รักมากกว่าโลกทั้งใบที่เขามี ต้องมาอยู่ร่วมชายคากับผู้หญิงที่ “อยากให้เขาสนใจมากกว่าเกม” ความรักระหว่าง “ผัวติดเกม” กับ “เมียติดเขา” จึงเริ่มต้นขึ้นพร้อมสงครามประสาทประจำวันแบบน่ารัก ๆ แต่ก็แอบร้อนแรงสุดใจ เพราะเขาคือผู้ชายที่ทำให้เธอทั้ง หัวร้อน และ หัวใจละลาย ไปพร้อมกัน “ถ้าเกมมันสนุกมากขนาดนั้น งั้นนายก็ไปแต่งงานกับเกมเลยไหม!” “แป๊บ ๆ ขออีกเกม” “…..” “ตัวเองว่าไงนะครับ”
Lihat lebih banyakเสียงคลิกเมาส์ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สะท้อนใบหน้าคมเข้มของชายคนหนึ่งคิ้วเข้มขมวดเล็ก ๆ ขณะมือขวาขยับเมาส์ มือซ้ายกดแป้นพิมพ์อย่างคล่องแคล่ว
เขาคือ โอม ภูมิทัต มาดนิ่ง ขรึม ดูหยิ่งนิด ๆ
และใครที่ไม่รู้จักเขาดีพอคงคิดว่าเขาเป็นคนเย็นชา แต่สำหรับคนที่รู้จักดีจริง ๆ อย่างฉัน…
เมื่อใดที่เขาต้องอยู่กับแฟน จากเสือร้ายกลับกลายเป็นแมวขี้อ้อน และนอกจาก แฟน ก็มี เกม นี่แหละ ที่เขาติดเป็นชีวิตจิตใจ
“โอม…” ฉันเรียกเขาเสียงอ่อนขณะเดินออกมาจากห้องครัวถือแก้วน้ำ
แต่เขาไม่ขยับ ไม่ตอบ และไม่ปริปากสักคำ
“โอม” ฉันลองเรียกอีกครั้ง พร้อมยืนเท้าเอวมองแผ่นหลังเขาที่กำลังตั้งอกตั้งใจฟาดฟันศัตรูในเกมอย่างไม่ลืมหูลืมตา
เหมือนเดิม... เงียบกริบ
ไม่ใช่เพราะเขาไม่ได้ยิน แต่เพราะ เขารู้…และตั้งใจจะเมิน
แบบนี้ทุกวัน ทุกคืน และทุกครั้งที่เขาเข้าสู่ “โหมดเกมเมอร์”
ส่วนฉันคือ ลลิล ลลิลดา สาวออฟฟิศธรรมดา ๆ ที่รักการเขียนนิยายและอ่านนิยายเป็นชีวิตจิตใจ
อาชีพเสริมคือ “คนบ่นผัวติดเกม”
สถานะปัจจุบัน กำลังคบกับผู้ชายที่พร่ำบอกทุกวันว่ารักฉันมาก แต่ก็ไม่เคยวางเมาส์ก่อนตีสอง
ตอนนี้พวกเราอยู่ในช่วง “คบศึกษาดูใจกันไปเรื่อย ๆ ถ้ารับความติสต์ของกันและกันได้ก็ไปต่อถึงขั้น...แต่งงาน”
ซึ่งฟังดูดีใช่ไหม? แต่ในความจริงมันคือ…
ช่วงทดสอบจิตใจว่าเมียอย่างฉันจะทนกับผัวติดเกมอย่างเขาได้นานแค่ไหน
และใช่ค่ะ ความรักมันเป็นสิ่งสวยงาม เมื่อไม่ต้องแชร์มันกับเกมยิงปืนออนไลน์ที่เสียงเพื่อนในดิสคอร์ดดังพอจะปลุกคนได้ทั้งซอย
ฉันนั่งลงบนโซฟาข้างหลังเขา หยิบสมุดโน้ตเล่มเล็กที่พกติดตัวออกมา ปากกาสีดำจดลงบนหน้ากระดาษสีขาวสะอาด
หัวข้อของบทความที่ฉันกำลังจะเขียนวันนี้คือ
“วิธีอยู่รอดกับแฟนติดเกม โดยไม่ฆ่าเขาก่อน”
ใช่ค่ะ ฉันกำลังเตรียมบทความลงเว็บและลงเพจส่วนตัว
เกี่ยวกับชีวิตคู่กับเกมเมอร์หนุ่มรูปหล่อที่เป็นแฟนฉันในตอนนี้หรือพูดให้ถูกคือ…บทความเพื่อเตือนตัวเองไม่ให้เอาหม้อฟาดหัวผู้ชายตรงหน้า
เสียงในเกมดังขึ้นอีกระลอก
“รีบฟื้นสิวะ สู้โว้ยยย!”
“อย่าให้แม่งหนีไปนะ!”
“โอมมมมม ยิงสิวะ!!”
เสียงเพื่อนในดิสคอร์ดตะโกนแข่งกับเสียงปืนในเกม
ฉันถอนหายใจยาวแล้วเขียนต่อข้อ 1: อย่าบ่นตอนเขาเล่นเกม
ผลลัพธ์: เสียงดิสคอร์ดจะกลบเสียงบ่นของลลิล
คำแนะนำ: บ่นในใจไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยตีกลางดึก
ฉันยกยิ้มบาง ๆ
ความรักมันก็แบบนี้ ไม่ใช่หวานทุกวัน แต่เต็มไปด้วยโมเมนต์เล็ก ๆ ที่ทำให้เรายังอยู่ข้างกัน
ฉันไม่ได้ต้องการให้เขาเลิกเล่นเกม แค่หวังให้เขาหันมามองฉันบ้าง…ในบางครั้ง
“โอม…” ฉันลองเรียกอีกรอบ คราวนี้เดินไปยืนข้างเก้าอี้เขา
เขาถอดหูฟังออกนิดหนึ่ง “ว่าไงเมีย”
“หิว” ฉันทำหน้านอยด์
เขาหันมาแวบหนึ่ง “ในครัวมีขนมนี่”
“ฉันอยากกินของร้อน” น้ำเสียงงอแง พลางทำหน้ามุ่ย
“รอก่อนนะ อีกแมตช์เดียว”
คำว่า อีกแมตช์เดียว ของเขาแปลได้ว่าอย่างต่ำหนึ่งชั่วโมง
ฉันเม้มปาก ก่อนจะก้มลงกระซิบที่ข้างหูเขาเบา ๆ
“ถ้านายไม่ไปกินกับฉันนะ คืนนี้ฉันไม่ให้กอด…”
เขาชะงัก
มือที่กำลังจะกดเมาส์หยุดชะงักกลางอากาศ เขาเหลือบตามองนาฬิกาดิจิทัลบนหน้าจอ แล้วค่อย ๆ ถอดหูฟังออกเหมือนกำลังตัดสินใจเรื่องคอขาดบาดตาย
“เฮ้ยเพื่อน…กูออกก่อนนะ” เสียงแผ่วเอ่ยบอกเพื่อนในทีมอย่างอดเสียดายไม่ได้ แต่สีหน้าเริ่มซีเรียส
“ไรวะโอม!!!!”
“มึงจะทิ้งทีมแม่งเฉย ๆ งี้เลย??”
“กะล่อนฉิบหาย เพิ่งไต่แรงก์มา-”
“เมียเรียก” เขาพูดสั้น ๆ แล้วกดออกเกมทันทีท่ามกลางเสียงโวยวายในดิสคอร์ดที่กำลังปะทุ
ฉันนิ่งค้างไปชั่วขณะ นี่มันโอมคนที่ฉันรู้จักจริงเหรอ?
เขาหันหน้ามาหาฉันมองสบเข้าอย่างจัง พลางส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ฉันทั้งรักทั้งหมั่นไส้
“ไปกินข้าวกัน” เขาพูดเสียงนุ่มเหมือนกำลังชวนไปเดตที่ห้องอาหารหรูหราในโรงแรมห้าดาว
“…นี่นายยอมออกเกมเพราะฉันจริง ๆ เหรอ?”
“เพราะเมียงอนเท่ากับหายนะไง” เขายักคิ้ว “แล้วผัวจะอยากนอนตายกลางดึก เพราะเมียไม่ให้กอดไหมล่ะ”
ฉันรู้สึดร้อนวาบที่ใบหน้ากะทันหันแก้มป่อง ๆ ขึ้นสีแดงก่ำชัดเจน ก่อนสะบัดหน้าซ่อนความเขินอายที่มีแล้วเดินไปหน้าประตู เขารีบเดินตามหลังมาติด ๆ
ระหว่างเดินมือเขาก็เอื้อมมาจับมือฉันอย่างไม่คาดคิด
“มือเย็น” เขาพึมพำ “…หนาวเหรอ”
“ไม่ได้หนาว” ฉันพึมพำเสียงแผ่ว “แค่หงุดหงิดเกมนายเฉย ๆ”
“โอ๋” เขาหัวเราะเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู แล้วยกมือฉันขึ้นริมฝีปากหนาค่อย ๆ สัมผัสลงจุมพิตเบา ๆ บนหลังมืออย่างอ่อนโยน “งั้นผัวปรับให้”
“จะปรับอะไร”
“จากโหมดเกมเมอร์ เป็นโหมดผัวเลี้ยงเมีย”
“ไม่มีเมนูนั้นในชีวิตจริงหรอก”
“มีสิ นี่ไง” เขายิ้มแล้วเปิดประตูให้ฉัน “เวลาของเมีย... เริ่ม”
ฉันยืนมองหน้าเขาอยู่หนึ่งวินาที หัวใจเต้นแบบบ้าคลั่ง
ไม่ใช่เพราะเขาชวนไปกินข้าว แต่เพราะผู้ชายที่เคยเลือกเกมมาก่อน…วันนี้เขาเลือกฉันเสียงดิสคอร์ดยังดังลอดออกมาจากห้องเกม
“โอมมมมมม กลับมาก่อนนนน!”
“พวกกูโดนยิงยับเลย!!!”
“มึงเลือกเมียใช่ไหม!!!?”
เขาหันไปพูดผ่านประตูห้อง
“ใช่ครับ โอมเลือกเมีย”
แล้วปิดประตูลงอย่างภาคภูมิใจ
ฉันหัวเราะทั้งน้ำตาคลอ เพราะคำพูดที่เขาเคยบอกฉันในวันที่เราทะเลาะกันหนัก ตอนนั้นเขาบอกว่า “โอมไม่ได้รักเกมมากกว่าเมีย…แค่เมียไม่เข้าใจเกมโอม”
แล้ววันนี้อะไรล่ะ?
วันนี้เขาไม่ได้ทิ้งเกม แต่เขาเลือกจะ “ไม่ปล่อยมือฉัน” เมื่อฉันเรียกหา และนั่นมันก็มากพอแล้ว
ฉันมองเขาเดินนำไปสองก้าว ชายสวมเสื้อยืดสีดำธรรมดา โอมยุ่ง ๆ ของคนที่เล่นเกมจนดึก แต่หัวใจอุ่นที่สุดในโลก
เขาหันมามองพลางยิ้มบาง ๆ แล้วพูดเบา ๆ
“ทนหน่อยนะทูนหัว…ผัวติดเกม”
ฉันส่ายหัว ยิ้มจนแก้มจะแตก ปากจะฉีกถึงหู
ทนเหรอ?
อาจไม่ใช่คำที่ถูกสำหรับความรู้สึกตอนนี้ เพราะแท้จริงแล้ว…
ฉันไม่ได้ “ทน”
ฉันกำลัง “รัก”
รักผู้ชายธรรมดา ๆ ที่พยายามเรียนรู้จะรักฉันให้เป็น
เหมือนฉันเรียนรู้ที่จะรักโลกของเขาเช่นกันบางทีความรักไม่ได้มีแค่รูปแบบหวานฟุ้งเหมือนในหนัง
แต่เป็นแบบที่ทะเลาะกัน บ่นกัน งอนกัน แต่สุดท้าย…ก็เดินไปด้วยกันอยู่ดีเพราะเขาไม่ใช่ผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ และฉันก็ไม่ใช่ผู้หญิงที่เข้าใจทุกอย่าง
แต่เราคือคนสองคนที่เลือก “พยายาม” เพื่อกันและกัน
และนี่คือจุดเริ่มต้นเรื่องราวของเรา…
ผัวติดเกม × เมียขี้งอน กับความรักวุ่น ๆ ปนหวาน
ที่ทั้งหัวร้อน และหัวใจเต้นแรงไปพร้อมกันเรื่องราวที่อาจไม่ได้ยิ่งใหญ่ แต่จริงที่สุดในโลกของเรา
Love isn’t perfect.
It’s patient.
It’s effort.
And sometimes… มันคือการแย่งคีย์บอร์ดจากผู้ชายที่ลลิลรักมากที่สุดด้วย
เอาละ.... เกมเริ่มแล้ว
ไม่ใช่ในจอ แต่เป็นในใจ
รุ่งเช้าค่ำคืนของวันเกิด (ไม่โรแมนติก) ผ่านพ้นไป สภาพอากาศกรุงเทพฯ ในตอนเช้าอึมครึมเมฆเริ่มเกาะกลุ่มคล้ายจะมีฝนเล็ก ๆ ฟ้าไม่เปิดเต็มที่เหมือนอารมณ์ของใครบางคนในห้องเล็กชั้นยี่สิบสองลลิลตื่นก่อนตามปกติ เธอพับผ้าห่มเป็นก้อนเรียบร้อย เดินเข้าครัวชงกาแฟ กลิ่นหอมปนขมลอยขึ้นทักทาย ขณะเธอจิบเงียบ ๆ ก็ได้ยินเสียงกุกกักจากหลังประตูห้องนอน แล้วโอมแฟนหนุ่มอยู่ในเสื้อยืดสีกรมกับกางเกงวอร์มก็เดินออกมาพร้อมใบหน้ายุ่ง ๆ ของคนที่นอนน้อยและกำลังคิดหนัก“ตื่นเช้าเลยนะ” เขาเกาหลังคอ เสียงทุ้มนุ่มลงกว่าปกติ“อืม” เธอตอบสั้น ๆ ไม่ใส่เสียงหวานหรือนุ่ม แค่สั้นและเรียบโอมพยักหน้าอย่างระวัง เขารู้สึกถึงอุณหภูมิที่เย็นกว่าปกติ ไม่ใช่จากแอร์ แต่จาก เมียงอนเมื่อคืนทั้งคู่คุยกันยาวจนเที่ยงคืนกว่า จับมือกันบ้าง เงียบบ้าง เข้าใจกันขึ้นมาหน่อย แต่ไม่ได้แปลว่าความน้อยใจจะละลายหายไปทันที ลลิลยังเจ็บแผลเล็ก ๆ จากการรอ แผลที่ต้องทายาและปล่อยเวลาเยียวยา ไม่ใช่แค่ติดพลาสเตอร์แล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น“วันนี้ให้ไปส่งไหม” โอมลองถาม“ไม่เป็นไร” เธอส่ายหน้า “ฉันลงรถไฟฟ้าเองได้”“อืม…งั้นโอมทำข้าวเช้าให้” เขารีบเสนอก่อ
ติ๊ด ติ๊ดคีย์การ์ดแตะเบา ๆ เพื่อปลดล็อกประตูห้องเปิดออก ความมืดต้อนรับอย่างไร้พิธี ลลิลวางถุงเค้กลงบนโต๊ะ เปิดไฟส้ม ตรงเคาน์เตอร์ ห้องดูโล่งกว่าทุกคืนเธอหยิบเค้กออกมาวาง ก่อนเปิดฝา กลิ่นช็อกโกแลตลอยคลุ้งปะทะจมูก มือบางควานหาไฟแช็กในลิ้นชักก่อนจุดเทียนเล่มเล็ก เทียนที่เธอซื้อติดห้องไว้เผื่อฉุกเฉิน แต่วันนี้มันกลายเป็น เทียนวันเกิด ของเธอเองแสงไฟเล็ก ๆ กะพริบไหว เธอมองเปลวไฟสะท้อนในตา ภาพตอนเด็กในอดีตซ้อนทับ เธอเคยเป่าเทียนกับแม่ในวัยเด็ก ทุกอย่างเรียบง่ายอบอุ่น ไม่ต้องแพง ไม่ต้องหรู ขอแค่มี คน อยู่ด้วยเสียงประตูอีกบานดัง กึกเขาหอบหายใจนิด ๆ เหมือนวิ่งขึ้นบันไดมา มือข้างหนึ่งถือถุงกระดาษ อีกข้างคีบหมวกแก๊ป เขาชะงักทันทีที่เห็นเธอนั่งอยู่กับเทียนเล่มเดียวบนโต๊ะ“ลลิล…”เธอเงยหน้าช้า ๆ ไม่พูด ขอให้สายตาบอกเอง“โอม….” เขากลืนคำ “โอมขอโทษ”คำขอโทษลอยอยู่ในอากาศอย่างเงอะงะ เธอพยักหน้าช้า ๆ “นายชนะไหม”“ชนะ” เขาตอบอย่างระวัง “แต่โอมแพ้ลลิล”มุกของเขาไม่ได้ทำให้เธอหัวเราะเหมือนทุกที เธอเป่าเทียนเบา ๆ แสงค่อย ๆ ดับลง เหลือเพียงกลิ่นควันกรุ่น เธอพูดสั้น ๆ “ฉันขอโทษตัวเองที่หวังเกินไป”“อย่า
เช้าวันอังคารวันธรรมดาที่ดูไม่พิเศษสำหรับใครทั้งนั้น ยกเว้น ลลิลเธอวางโทรศัพท์ลงข้างหมอนหลังปิดเสียงปลุกครบรอบสามครั้งติดกัน แล้วยิ้มจาง ๆ กับตัวเองตอนเห็นเลขวันที่บนจอ21 ตัวเลขที่เธอผูกพันตั้งแต่เด็ก เพราะเป็นวันเกิดของตัวเองเธอพลิกตัวหันไปทางซ้าย เตียงกลับว่างเปล่า เสียงน้ำจากห้องน้ำดังเป็นจังหวะ แฟนหนุ่มกำลังอาบน้ำ เธอลุกขึ้นนั่ง ลูบโอมตัวเองลวก ๆ พลางเหล่มองสติกเกอร์เล็ก ๆ ที่เขาแปะไว้ตรงกระจกโต๊ะเครื่องแป้งเมื่อสองวันก่อน“เดตไนต์ศุกร์ที่สอง ห้าม ‘แป๊บเดียว’ เกิน 20 นาที มื้อเช้าเสิร์ฟถึงเตียง : 1/2 ทนหน่อยทูนหัว... โอมกำลังหัดเป็นคนดี”เธอหัวเราะหึในลำคอ แม้คำว่า ทนหน่อยทูนหัว จะทำให้หน้าอุ่นทุกครั้งที่ได้ยิน แต่วันนี้ลลิลอยากได้อะไรมากกว่าคำพูด นั่นคือ เวลาไม่ได้อยากฉลองใหญ่โต ไม่อยากดอกไม้ช่อใหญ่ หรือของขวัญชิ้นโตราคาแพง แค่อยากนั่งกินเค้กง่าย ๆ ชิ้นเล็ก ๆด้วยกันหลังเลิกงาน ถ่ายรูปฟิล์มสองสามใบไว้ดูตอนแก่ เท่านี้จริง ๆแกรก...ประตูห้องน้ำเปิดออก ไอน้ำอุ่นพวยพุ่ง ชายตัวโตเปลือยท่อนบน ผ้าขนหนูผืนกำลังพอดีสีขาวพันรอบเอวเดินออกมาพลางเช็ดโอมที่เปียกหมาด ๆ พร้อมกลิ่นสบู่สะอา
คอนโดมิเนียมติ๊งลิฟต์คอนโดมิเนียมเปิดออกในเวลาเกือบสองทุ่มครึ่ง ไฟในห้องนั่งเล่นเปิดสลัว ๆ โอมอยู่ในครัว พยายามถอดฝาเครื่องปิ้งขนมปังอย่างมุ่งมั่นราวแก้ปริศนาโลกแตก“นายทำอะไร” ลลิลหัวเราะ“ภารกิจชดใช้ภาคสาม: ขนมปังกระเทียมเนยชีส แต่เครื่องมันดื้ออะ” เขาเงยหน้า พอเห็นเธอ มือหนาก็วางทิ้งอุปกรณ์ทุกอย่างลงทันที “เป็นไง ยิ้มไหม”“ยิ้มสิ” เธอตอบตรง ๆ “งานน่าสนใจดี”“ดีแล้ว” เขาพยักหน้า “แต่ถ้าเขา-”“เราเป็นแค่พาร์ตเนอร์งานกันเท่านั้น” เธอพูดก่อนที่เขาจะได้จบประโยค “ไม่ใช่พาร์ตเนอร์หัวใจ”โอมยิ้มกว้าง คราวนี้เป็นร้อยยิ้มที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นจริงใจไม่มีกวน “ขอบคุณที่บอกนะ”ลลิลถอดรองเท้า วางกระเป๋า แล้วเดินเข้าไปใกล้กว่าเดิม “นายอยากรู้ไหม ทำไมคำว่า ทนหน่อยทูนหัว ถึงทำให้ฉันไม่โกรธเท่าคำว่า แป๊บเดียว”เขาเกาหัวแกรก ๆ “เพราะมันหวานกว่า?”“เพราะมันเหมือนนายกำลังพูดกับฉัน ไม่ใช่กำลังพูดกับเวลา” เธอพูดช้า ๆ “คำว่า ‘แป๊บเดียว’ ทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันไม่สำคัญ แต่คำว่า ‘ทนหน่อยทูนหัว’ …มันเหมือนนายกำลังวางมือหนา ๆ ที่แผ่ไออุ่นลงบนหัวฉันเบา ๆ แล้วบอกว่า ฉันเห็นว่าเธออยู่ตรงนี้นะ ขอเวลาฉันจัดการอะไร





