หลังจากนั้นพะแพงก็ก้มหน้าก้มตาเก็บยอดชาอยู่เกือบชั่วโมงเต็ม หูของเธอยังคงได้ยินเสียงหัวเราะชอบใจ ที่ดังผสมผสานมากับเสียงชัตเตอร์จากมือถือของพายุที่ดังเป็นระยะ เขาทั้งถ่ายรูปทั้งถ่ายวิดีโอให้เธออย่างเพลินใจ จนเมื่อยอดชาในตะกร้าของหญิงสาวนั้นแน่นเต็มตะกร้า
“พี่พายุคะ! ดูสิคะเต็มแล้ว!”
น้ำเสียงหวานที่ดูตื่นเต้นของเธอนั้นทำให้หัวใจของชายหนุ่มกระตุกวูบ ก่อนจะรีบกดถ่ายภาพเพื่อเก็บรอยยิ้มนั้นของเธอเอาไว้ให้มากที่สุด
“สวยมากเลยครับ ทั้งยอดชาทั้งเจ้าของตะกร้า”
พะแพงเงยหน้ามองเขาด้วยใบหน้าที่ขึ้นสีแดงระเรื่อเล็กน้อย แต่ก็ไม่กล้าสบตาชายหนุ่มจนต้องเบือนไปมองที่อื่น
และดูเหมือนว่าท่าทางของเธอนั้นจะทำให้พายุรู้สึกมีความสุขไม่น้อย จนต้องยิ้มออกมาบาง ๆ ก่อนจะเก็บมือถือเข้ากระเป๋ากางเกงดังเดิม
“งั้นเราลงไปข้างล่างกันดีกว่าค่ะ”
เมื่อพูดจบเขาก็เดินมาถอดตะกร้าออกจากแผ่นหลังของเธอนำไปถือไว้ แล้วพาเดินไปยังทางเข้าออกที่มาเมื่อเช้า โดยมีเพียงพอและช่างภาพของไร่ที่เดินตามมาติด ๆ
และแม้ว่าทางด้านเพียงพอกับช่างภาพหนุ่มจะไม่ได้คุยอะไรกันเป็นเรื่องเป็นราว แต่กลับมีความรู้สึกประหลาดที่แผ่ออกมาจากทั้งคู่ บางครั้งก็ดูเหมือนจะเขิน ๆ อาย ๆ จนพะแพงยังเผลอหันไปมองอยู่บ่อย ๆ
พายุเองก็เหมือนว่าจะคิดเช่นเดียวกัน เพราะเขาเองก็หันไปมองทั้งสองคนที่เดินตามมาหลายครั้ง แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นเรื่องส่วนตัวเขาจึงไม่ได้เอ่ยแซวอะไรลูกน้องออกไปให้ขายหน้า ทำเพียงแค่เดินนำทางทั้งสามคนพาไปยังร้านเช่าชุดด้านล่าง
“ก่อนจะไปหาอะไรกิน เดี๋ยวพี่จะพาทั้งสองคนนำยอดชาไปแปรรูปก่อนนะครับ หิวกันหรือยัง ทนอีกหน่อยได้ไหม”
“แพงหิวไหม”
หลังจากที่ได้ยินคำถามนั้น เพียงพอก็หันไปถามเพื่อนทันที
“ยังไม่หิวเท่าไหร่ เพียงพอละ”
“ยังไม่เท่าไหร่เหมือนกัน”
“งั้นพี่พายุพาพวกเราไปที่โรงงานเลยก็ได้ค่ะ”
พะแพงหันไปบอกชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงจริงจัง ทำให้พายุนั้นพยักหน้าเบา ๆ เป็นการตอบรับ จากนั้นพวกเขาทั้งหมดก็พากันนั่งรถรางลงจากแนวไร่ชา รถวิ่งไปสู่อีกฟากหนึ่งของหุบเขาช้า ๆ ราวกับอยากให้สองสาวชื่นชมบรรยากาศได้เต็มที่
สายลมเย็น ๆ พัดแรงขึ้นเมื่อรถรางเคลื่อนผ่านทางโค้งทางชันขอรอยต่อระหว่างภูเขาสองลูก พอรถไต่ลงถึงเชิงเขาอีกลูกด้านล่างก็พบเข้ากับโดมสีขาวหลังใหญ่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า และที่นี่เองคือโรงงานแปรรูปใบชาที่เป็นหัวใจสำคัญของไร่แห่งนี้
รถรางเคลื่อนเข้าสู่โรงงานช้า ๆ พอชายหนุ่มสแกนบัตรที่มีเฉพาะพนักงานของที่นี่ประตูบานใหญ่ก็เลื่อนเปิดออก กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของใบชาแห้งลอยมาแตะจมูก ทำให้พะแพงนั้นเบิกตากว้างด้วยความสนใจใครรู้แทบจะทันที ความคิดหนึ่งของเธอที่แล่นเข้ามาคือคาดหวังว่าข้างในจะเต็มไปด้วยคนงาน ที่กำลังนั่งเด็ดใบชาเหมือนในหนังหรือละครพื้นบ้าน แต่สิ่งที่เธอเห็นกลับเป็นเครื่องจักรทันสมัยที่เรียงรายตามห้องกระจกต่าง ๆ เท่านั้น
รถรางของเขาเคลื่อนไปช้า ๆ ท่ามกลางเสียงเครื่องจักรที่ดังสม่ำเสมอจนก้อง พายุมองดูสาว ๆ จากกระจกหลังก่อนจะยกยิ้มเล็กน้อยที่เห็นว่าพะแพงนั้นดูมีท่าทางสนอกสนใจไม่น้อย ก่อนที่เขาจะหันกลับไปมองทางแล้วเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“ที่นี่เราเน้นพึ่งพาเทคโนโลยีเป็นส่วนมากเพราะต้องการความแม่นยำ ความสะอาด แล้วก็ความรวดเร็ว ถ้าใช้แรงงานคนอย่างเดียว มันไม่ตอบโจทย์ทั้งคุณภาพกับปริมาณ”
พะแพงหันไปมองเขาผ่านกระจกมองหลังแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปกวาดตามองรอบ ๆ อย่างตื่นเต้น เธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าชาเขียวชาขาว เครื่องดื่มที่เธอคุ้นชินนั้นเบื้องหลังจะต้องอาศัยความซับซ้อนขนาดนี้
รถรางค่อย ๆ เคลื่อนลึกเข้าไปจนถึงห้องกระจกขนาดใหญ่ที่เปิดให้เห็นกระบวนการทำงานอีกมุมหนึ่ง ที่นั่นเต็มไปด้วยคนงานหญิงชายเกือบห้าสิบคนนั่งเรียงเป็นแถวด้านหลังโต๊ะยาว เบื้องหน้ามีสายพานที่เคลื่อนตัวช้า ๆ ใบชาสดถูกวางกระจายอยู่บนสายพานนั้น ไหลผ่านไปทีละส่วนอย่างไม่เร่งรีบ พะแพงเผลอเอียงตัวมาข้างหน้าใกล้ ๆ ชายหนุ่มด้วยสีหน้าสงสัย
“ตรงนั้นเขากำลังทำอะไรเหรอคะ”
ชายหนุ่มหันไปมองตามสายตาของเธอก่อนจะเอ่ยตอบ
“อ๋อ นั่นคือการแยกยอดชาตามคุณภาพครับ ใบที่สมบูรณ์ที่สุดจะถูกเลือกออกมาเพื่อนำไปแปรรูปเป็นชาชั้นดี ส่วนที่เหลือก็จะถูกแบ่งไปตามเกรดอื่น ๆ ต่อไป ในส่วนนี้เครื่องจักรพี่คิดว่ายังไม่ตอบโจทย์เท่าใช้สายตาของคนที่มีความรู้เฉพาะทาง”
"ทั้งหมดในนั้นคือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเหรอคะ"
"ใช่ครับ ดูภายนอกอาจจะเหมือนแค่ชาวบ้านธรรมดา แต่ทั้งหมดนั้นคือชาวบ้านที่อยู่กับไร่ชามาตั้งแต่จำความได้ ถูกสอนมาอย่างดีทุกคน"
"ว้าว~"
"น้องพะแพงสนใจไหมครับ พี่สอนได้นะ"
พะแพงเงียบไปชั่วครู่ราวกับว่ากำลังครุ่นคิด ก่อนจะยิ้มให้เขาแล้วพยักหน้าเบา ๆ เป็นคำตอบ เธอหันไปมองใบชาที่กำลังไหลผ่านบนสายพาน จนเมื่อพายุพาทั้งสองมาจอดที่หน้าห้องโล่งขนาดใหญ่ แม้ว่าที่นี่จะดูโล่งแต่ก็มีเทคโนโลยีไม่น้อย จนเมื่อรถรางหยุดนิ่งตรงหน้าห้องคัดแยก พายุก็หันกลับมาพูดกับทั้งสองคนอีกครั้ง
“ตรงนี้เดี๋ยวทั้งสองคนรออยู่ข้างนอกก่อนนะครับ ด้านในต้องผ่านการฆ่าเชื้อเข้มงวดเดี๋ยวพี่จะเอายอดชาที่เก็บมาไปแปรรูปให้”
สองสาวสบตากันเล็กน้อยก่อนพยักหน้าส่งให้เขา แม้ว่าพะแพงจะอยากเข้าไปในนั้นมากเท่าไหร่แต่ก็เข้าใจได้ว่าบางสถานที่ไม่ใช่คนนอกจะเข้าไปได้ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังก้าวลงจากรถรางแล้วเดินไปยืนที่ริมทางเดิน มองดูพายุที่เดินเข้าไปยังห้องอบฆ่าเชื้อ เขาสวมชุดป้องกันสีขาวสะอาดตั้งแต่หัวจรดเท้า หน้ากาก ผ้าคลุมศีรษะ และถุงมือครบถ้วน
“นี่มันโรงงานแปรรูปชาหรือห้องแล็บวิจัยกันแน่เนี่ย”
เธอมองดูชายหนุ่มผ่านผนังกระจกใสแจ๋ว หลังจากที่เขาสวมชุดปลอดเชื้อแล้วก็เห็นว่าชายหนุ่มอุ้มถุงซีลใสที่บรรจุยอดชาแน่น ๆ ไปส่งต่อให้พนักงานผู้ชายคนหนึ่งที่ดูเหมือนหัวหน้าทีมคัดแยก ทั้งคู่พูดคุยสั้น ๆ ก่อนที่พนักงานคนนั้นจะพยักหน้าเข้าใจแล้วเดินนำพายุเข้าไปอีกฝั่ง ทำให้พะแพงที่ยืนเกาะผนังกระจกใสราวกับจิ้งจกอยู่ด้านนอกต้องเดินก้าวตามทั้งสองคนด้านในไปสองสามก้าว
เธอมองด้านในที่เป็นห้องขนาดมหึมา มองคร่าว ๆ ก็น่าจะเกิน 4-5 ไร่เต็ม ๆ เห็นจะได้ ที่พื้นเรียงรายไปด้วยเครื่องอบขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลัก แผงสะท้อนแสงเรียงตัวส่องแสงวาววับ ยอดชาที่ถูกวางบนตะแกรงขนาดใหญ่ถูกแบ่งเป็นล็อก ๆ เป็นระเบียบเรียงรายสุดลูกหูลูกตา ทุกห้านาทีเครื่องกลจะหมุนตะแกรงอัตโนมัติพลิกใบชาให้กลับด้านอย่างช้า ๆ เพื่อให้แสงและความร้อนกระจายทั่วถึง สองสาวที่ยืนอยู่นอกห้องต่างตาโตหันมองหน้ากันด้วยสายตาเป็นประกาย
พายุก้าวตามหัวหน้าพนักงานเข้าไปกลางห้องเครื่องจักรก่อนออกคำสั่งเสียงเรียบ
“ยอดชาพิเศษของวันนี้ รบกวนส่งเข้ากระบวนการแปรรูปให้เรียบร้อยนะครับ”
"ได้ครับเจ้านาย"
หลังจากสั่งงานลูกน้องเรียบร้อยแล้ว ในตอนที่พายุเตรียมจะเดินออกไปหาทั้งคู่ด้านนอกเพราะตอนนี้เหลือแค่รออย่างเดียวเท่านั้น เขาก็เห็นว่าพะแพงกำลังยืนเกาะผนังกระจกมองมาด้านในอย่างอยากรู้อยากเห็น แต่เพราะท่าทางของเธอมันช่างน่ารักน่าเอ็นดูมาก ทำให้พายุถึงกลับเผลอยิ้มกว้างขำ ๆ ออกมาอย่างไม่รู้ตัว
"แฟนเหรอครับเจ้านาย.. ดูน่ารักดีจังเลยนะครับ"
“นั่นสิ.. ผู้หญิงคนนี้น่ารักจริง ๆ อยากได้ชะมัด เอ๊ย! ไม่ใช่นะพี่ ตอนนี้ยังไม่ใช่แฟนหรอกแต่อีกหน่อยก็ไม่แน่.. น่ารักเนอะ”