LOGIN“ถ้าคิดว่าเป็นแค่เพื่อน... ก็อย่ามาหึงกันเหมือนเป็นเจ้าของชีวิต” เขาบอกว่าความสัมพันธ์ทางกาย ไม่เกี่ยวกับหัวใจ เขามีแฟนอยู่แล้ว แต่กลับลากเธอขึ้นเตียงตอนไหนก็ได้ตามใจชอบ จนกระทั่งวันที่เธอคิดจะเดินออกไปมีคนอื่น... คนที่ไม่เคยเห็นค่าคำว่าเพื่อน กลับกลายเป็นบ้าและทำทุกทางไม่ให้เธอไป! ปากบอกเป็นแค่เพื่อน... สุดท้ายจะตายเพราะหวงเพื่อน
View More@คลาสเรียนวิศวะ
บรรยากาศในห้องเรียนขนาดใหญ่ของคณะวิศวกรรมศาสตร์เต็มไปด้วยเสียงพึมพำของนิสิตที่กำลังง่วนอยู่กับโจทย์บนกระดาน แสงแดดช่วงสายส่องผ่านกระจกบานโตเข้ามาจับที่โต๊ะแถวหลังสุด ซึ่งเป็นมุมประจำของกลุ่มพวกเรา กลิ่นชีตเอกสารและกลิ่นกาแฟกระป๋องโชยหวนในอากาศ แต่สิ่งที่ตึงเครียดที่สุดกลับไม่ใช่เนื้อหาบทเรียน หากแต่เป็นสถานการณ์และอารมณ์ที่ซับซ้อนของคนในกลุ่ม
"โจทย์ข้อนี้โคตรยากเลยว่ะ อ่านโจทย์แล้วมึนตึบ!"
ออโต้ เพื่อนสนิทของฉันบ่นอุบพร้อมกับเกาหัวจนผมเสียทรง : ไอ้ตัวนี้ใครๆ ก็บอกมันเจ้าชู้ คาสโนว่าเรียกพี่ พระอาทิตย์ตกดินมันแปลงร่างเป็นค้างคาวติดปีกเทอร์โบ ควงไม่ซ้ำ จำหน้าไม่ได้ ค่ำไหนนอนนั่น ตื่นมาอีกทีไม่รู้อยู่ห้องใคร มันหล่อ มันรวย ไม่แปลกที่สาวๆ ต่างวิ่งเข้าหา
มันส่ายหน้ารัวๆ ไว้อาลัยให้กับโจทย์รายวิชา Automatic Control จะให้แก้โจทย์ยังไง ในเมื่อตอนเรียนเอาแต่หลับ อาจารย์สอนเขาเอาแต่นอน เพราะแฮ้งค์จากปาร์ตี้งานวันเกิดของน้องบีเด็กในสังกัดของมันเองนั่นแหละ เมื่อคืนมันหนักตื่นมาเรียนคาบเช้าได้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว
"ตอนอาจารย์สอนมึงไม่ฟัง มัวแต่นอน ไม่โดนอาจารย์เทศนาก็ดีเท่าไหร่แล้ว ถามจริง กลางคืนมึงไม่หลับไม่นอนเลยรึไง ถึงได้นั่งหลับในคาบเรียน ไม่สนใจเนื้อหาที่อาจารย์สอน"
ฉันละสายตาจากชีตสรุปเนื้อหาหันไปเอ็ดมันอย่างระอา ออโต้ถอนหายใจยาวทำหน้าตูม ยันตัวลุกขึ้นนั่งกอดอกจ้องหน้าฉันกลับอย่างไม่ยอมแพ้
"ขี้บ่นชิบหาย เป็นเพื่อนหรือเป็นแม่กันแน่วะ กูหลับไม่ถึงสิบนาทีเลยนะ บ่นซะกูสำนึกผิดไม่ทันแล้วเนี่ย" : ออโต้โวยวายเสียงหลงพลางทำหน้ายู่ใส่
"ถ้าไม่อยากให้บ่นก็อย่านอนหลับในคาบแบบนี้อีก กูขี้เกียจมานั่งอธิบายสาธยายให้มึงฟังทีหลัง เสียเวลา"
ฉันพูดตัดบทพร้อมกับก้มหน้าก้มตาเขียนสูตรลงในสมุดโน้ตต่อ พยายามเบนความสนใจจากความเครียดในหัว แต่ไอ้ออโต้ก็ยังไม่เลิกยั่วโมโห
"เหอะ! สงสารแฟนในอนาคตของมึงจริงๆ ขี้บ่นขนาดนี้ จะมีใครเอามึงไหมวะไอ้ชม" : ออโต้เบะปากหมั่นไส้
"หุบปากเน่าๆ ของมึงไปเหอะ! ใครจะเอาหรือไม่เอากูก็ไม่เกี่ยวกับมึง"
ฉันสวนกลับทันควัน เสียงดุจนเพื่อนโต๊ะข้างๆ หันมามอง แต่ฉันไม่สนใจ ความจริงคำว่า 'แฟนในอนาคต' มันสะกิดแผลในใจฉันอย่างจัง เพราะคนที่ฉันรักและยอมมอบกายถวายชีวิตให้ในตอนนี้ เขาไม่เคยคิดจะเอาฉันไปเป็นแฟนเลยสักนิด
"กูล่ะเบื่อ ทะเลาะกันเป็นเด็ก น่าเบื่อซะมัด"
เซนเซอร์ หนุ่มหล่อมาดนิ่ง เป็นคนเข้าถึงยาก เพราะเคยผิดหวังกับความรัก หัวใจเลยปิดตาย ผู้หญิงทุกคนที่เข้าหาเปรียบเสมือนแมลงวี่แมลงวันที่โคตรจะน่ารำคาญ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง สายตาของมันยังคงจ้องมองไปที่กระจกหน้าต่างด้านนอกห้องเรียน ไม่แม้แต่จะหันมามองพวกเราสองคน
"นั่งนิ่งๆ เป็นเสือจำศีลต่อไปเห่อะมึง..."
ออโต้หันไปมองค้อน ยังงอนไม่หายที่เมื่อวานเซนเซอร์มันไม่ยอมไปปาร์ตี้ด้วย มันบอกติดธุระ ธุระเชี่ยอะไรเห็นมันไปรับไปส่งน้องฟองเบียร์เด็กบริหารปีหนึ่ง สนใจสาวจนลืมเพื่อนแบบนี้มันผิดกฎ แหกกฎมันก็ต้องโดน
"มึงยังไม่หายงอนมันอีกเหรอ...น้อยใจเป็นเด็กไปได้"
ฉันทอดสายตามองออโต้อย่างเอ็นดูผสมหน่ายใจ ท่าทางฮึดฮัดเหมือนเด็กโดนขัดใจของมันดูขัดกับส่วนสูงร้อยแปดสิบกว่าของมันสิ้นดี
"ไม่...กูไม่หาย จนกว่ามันจะพากูไปเลี้ยงชาบู" : ออโต้ทำหน้าหยู่ ปากคว่ำมองบน ทำเอาชมพิ้งค์ถึงกับหัวเราะออกมา มันคิดว่ามันทำแบบนี้แล้วน่ารักมากเลยหรือไง..
"ปัญญาอ่อน..." : เซนเซอร์ถึงกับส่ายหน้า โตเป็นควายยังงอนเป็นเด็กไปได้
ท่ามกลางเสียงหัวเราะกลบเกลื่อน บรรยากาศชั่วครู่ก็เริ่มเงียบลง ออโต้ถอนหายใจก่อนจะเอียงคอมาทางฉันเหมือนเพิ่งนึกเรื่องสำคัญบางอย่างขึ้นมาได้ ดวงตาขี้เล่นของมันเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นนิดหน่อย
"ว่าแต่เมื่อคืนพระรามกลับกี่ทุ่มเหรอ พอดีเมื่อคืนกูโทรหาแต่มันไม่รับ.."
ประโยคคำถามของออโต้ทำให้หัวใจของฉันบีบรัดตัวจนรู้สึกชาไปทั้งอก : โทรหามันแต่มันไม่รับ....ไม่โทรกลับ....แถมยังเงียบหายไปเฉยๆ มาวันนี้ก็ไม่มาเรียน คาบเช้าวิชาอาจารย์แม่ มันถึงกับยอมขาดเรียน ทั้งที่แต่ก่อนมันไม่เคย
ฉันกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก พยายามประคองสีหน้าให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ ค่ำคืนที่ผ่านมาคำถามเดียวกันนี้ย้อนกลับมาทุบตีหัวใจฉันนับครั้งไม่ถ้วน ฉันเองก็โทรหาเขา ฉันเองก็รอเขา แต่นอกจากเขาจะไม่รับสายแล้ว เขายังตัดรำคาญและหายเงียบไปพร้อมกับบาดแผลที่ฝากไว้บนร่างกายและหัวใจของฉัน
"มันกลับตั้งแต่สี่ทุ่มแล้ว น้องมายโทรมามันก็ออกไปเลย....เหมือนจะทะเลาะกัน สงสัยมันคงจะไปเคลียร์..." : ออโต้เป็นคนตอบคำถามนั้นขึ้นมาเอง ราวกับรับรู้ข่าวคราวมาจากฝั่งของพระราม
"ทะเลาะกันอีกแล้วเหรอ..คราวนี้เรื่องอะไรอีกล่ะ"
ฉันพยายามปรับน้ำเสียงให้ดูเรียบเฉยและถามออกไปเหมือนเพื่อนถามเรื่องเพื่อนทั่วๆ ไป : ที่ถามแบบนี้เพราะพระรามกับน้องมายหมู่นี้ทะเลาะกันบ่อย เห็นมันบอกน้องเปลี่ยนไปไม่เหมือนตอนคบกันแรกๆ เอาแต่ใจขึ้น ไม่น่ารัก อ่อนหวานเหมือนแต่ก่อน
"อันนี้กูไม่สามารถตรัสรู้ชอบได้ด้วยตนเอง มึงต้องถามมัน...โน่นไง..มันมาโน่นแล้ว พูดถึงก็มากันเลย ตายยากจริงๆ"
ออโต้โบยหน้าให้ฉันหันไปมอง พระรามกำลังเดินมายังโต๊ะที่พวกเรานั่งอยู่ แต่มันไม่ได้มาคนเดียว มันพาน้องมาย มายมิ้น แฟนของมันมาด้วย
แผ่นหลังกว้างและใบหน้าหล่อเหลาที่ฉันคุ้นเคยกำลังก้าวเข้ามาใกล้ สิ่งที่แทงตาแทงใจที่สุดคือมือหนาของพระรามที่กำลังเกาะกุมมือเล็กของหญิงสาวข้างกายไว้อย่างทะนุถนอม สายตาของเขามองเธอด้วยความอาทรแบบที่ฉันไม่เคยได้รับ ภาพตรงหน้าทำให้ฉันต้องกำมือใต้โต๊ะแน่นจนเล็บแทบจะจีกลงไปในเนื้อ
"โผล่หัวมาได้สักทีนะมึง" : ออโต้ทักขึ้นทอดเสียงกวนๆ
มายมิ้นในชุดนิสิตปีหนึ่งสะพายกระเป๋าแบรนด์เนมใบหรู ชะงักเท้าเล็กน้อยเมื่อเห็นกลุ่มเพื่อนของพระราม ใบหน้าสวยหวานบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัด เธอปรายสายตามมองพวกเราแป๊บเดียว ก่อนจะสะบัดหน้าหนีอย่างรังเกียจ
"งั้นมายไปก่อนนะคะ"
พูดจบไม่รอเอาคำตอบ..น้องมายของมันก็เดินออกไปเลย มารยาทไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ ขนาดเพื่อนแฟนนั่งอยู่ตั้งสามคน น้องมันยังไม่กล่าวทักทายใคร เชิดหน้าเดินหนีไปไม่แม้แต่จะหันมามอง
ภายในห้องแต่งตัวเจ้าสาว... มินตรา นั่งอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ หญิงสาวในวัยยี่สิบหกปี งดงามดุจนางหงส์ในชุดเจ้าสาวกระโปรงยาวลากพื้นสีขาวมุก ทรงเกาะอกปักลายลูกไม้ฝรั่งเศสประณีตด้วยคริสตัลระยิบระยับ ผมยาวถูกเกล้าขึ้นเป็นมวยสูงประดับด้วยมงกุฎเพชรเม็ดเล็กและผ้าเวลซีฟองยาวสลวย ใบหน้านวลเนียนแต่งแต้มโทนธรรมชาติอย่างสวยงาม นัยน์ตาคู่สวยสุกใสเปี่ยมไปด้วยความสุข"สวยมากเลยจ๊ะหนูมิน..."คุณหญิงวิภาดา คุณแม่ของธันวา เดินเข้ามาหยุดอยู่ด้านหลังมินตรา คุณหญิงทรงสวมชุดไทยจิตรลดาผ้าไหมสีทองสง่างาม มือที่ประดับด้วยแหวนเพชรลูบลงบนไหล่บางของมินตราด้วยความรักและเอ็นดูจากใจจริง"แม่ต้องขอบใจหนูมินมากนะลูก..." คุณหญิงวิภาดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ นัยน์ตาคลอน้ำตา "ขอบใจที่อดทน ขอบใจที่อบรมสั่งสอนน้องพับกับน้องพายจนน่ารักขนาดนี้ และขอบใจที่ยอมอภัยให้ตาธัน... ถ้าไม่มีมิน ป่านนี้ตาธันคงกลายเป็นคนไร้หัวใจไปแล้ว""คุณแม่คะ..." มินตรายิ้มหวาน ยกมือขึ้นมากุมมือของคุณหญิงไว้ "มินตราต่างหากคะที่ต้องขอบคุณคุณแม่และครอบครัวเตชะอนันต์ ที่มอบความรักและต้อนรับมินตรากับลูกๆ อย่างอบอุ่นขนาดนี้"คุณหญิงวิภาดาสวมกอดมินตราด
>>ณ บ้านไม้ริมเนินเขา อำเภอแม่ริม...ความเงียบครอบคลุมทั่วทั้งห้องนั่งเล่น... มีเพียงเสียงถ่ายทอดสดจากหน้าจอทีวีขนาดใหญ่ที่เพิ่งจบลงพร้อมภาพของธันวาที่โค้งคำนับต่อหน้ากล้อง มินตรานั่งอยู่บนโซฟา น้ำตาไหลทะลักออกจากดวงตาคู่สวยราวกับเขื่อนทะลัก! แต่ทว่า... น้ำตาในครั้งนี้ ไม่ใช่น้ำตาแห่งความโศกเศร้า รอยแผล หรือความหวาดกลัวอีกต่อไปแล้วมันคือน้ำตาแห่งความตื้นตัน ปลดล็อก และความอบอุ่นใจอันมหาศาลที่เข้ามากอดรัดหัวใจของเธอไว้จนมิดชิด คำดูถูก คำครหา และความเจ็บปวดตลอดสี่ปีที่เคยตอกย้ำให้เธอรู้สึกด้อยค่า... บัดนี้ถูกชายหนุ่มผู้เป็นพ่อของลูก ล้างบาปและปกป้องเธอต่อหน้าคนทั้งประเทศอย่างงดงามและภาคภูมิที่สุด! เขาคืนศักดิ์ศรี คืนความบริสุทธิ์ และประกาศความรักที่มีต่อเธอให้คนทั้งโลกได้รับรู้โดยไม่แคร์ศักดิ์ศรีของตัวเองเลยสักนิด"แม่มินขา... คุณพ่อในทีวีร้องไห้ทำไมคะ?" น้องพายเอียงคอน่ารัก ยื่นมือคู่เล็กมาช่วยเช็ดน้ำตาให้ผู้เป็นแม่"คุณพ่อไม่ได้ร้องไห้เพราะเสียใจหรอกครับ..." น้องพับ แฝดพี่ก้าวเข้ามาจับมือมินตราไว้ นัยน์ตาคู่คมฉายแววเฉลียวฉลาด "คุณพ่อคงกำลังบอกรักแม่มินกับพวกเราอยู่ใช่ไหมครับ?"มินต
>>เช้าวันต่อมา ณ หอประชุมใหญ่ บรรยากาศภายในห้องแถลงข่าวเต็มไปด้วยความดุเดือดและวุ่นวายสุดขีด กองทัพนักข่าว ช่างภาพ และสื่อมวลชนทุกสำนักนับร้อยชีวิต ต่างจับจองพื้นที่จนแน่นขนัด แสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูปส่องสว่างวูบวาบไม่ขาดสาย ขณะที่หน้าจอทีวีช่องใหญ่ทุกช่องและสตรีมมิ่งออนไลน์ต่างเปิดสัญญาณถ่ายทอดสดตรงไปทั่วประเทศ ผู้คนนับล้านทั่วประเทศต่างจดจ้องหน้าจอ เพื่อรอฟังคำแถลงจากปากของ ธันวา เตชะอนันต์ ประธานบริหารหมื่นล้านผู้สาบสูญกระทั่งเวลา 10.00 น. ตรง...ประตูบานใหญ่ด้านหลังเวทีถูกเปิดออก! ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสากลตัดเย็บประณีตสีเทาเข้ม เสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตา ปรากฏตัวขึ้น ชายหนุ่มก้าวเดินด้วยท่วงท่าสง่างาม ทรงพลัง ทว่าใบหน้าคมสันกลับสงบนิ่งและฉายแววเด็ดเดี่ยว ไรเคราถูกโกนออกอย่างสะอาดสะอ้าน ผมถูกเซตเรียบหรู แม้ดวงตาจะแฝงไปด้วยความรวดร้าวลึกซึ้ง แต่มันกลับเต็มไปด้วยประกายแห่งความจริงใจอย่างเปี่ยมล้นธันวาเดินขึ้นไปบนโพเดียม ท่ามกลางเสียงรบกวนและแสงแฟลชที่กระหน่ำกดชัตเตอร์ปานพายุ! ชายหนุ่มไม่ได้นั่งลงบนเก้าอี้... เขาประสานมือไว้ด้านหน้า ยืนตรงมองตรงไปที่กล้องถ่ายทอดสดหลักด้วยสายตามั่นคง ก่อนจะย
เพียงไม่กี่วันหลังจากที่มีคนแอบถ่ายภาพธันวาในสภาพสวมเสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนส์ยับยู่ยี่ และผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาล กำลังยกกล่องขนมและถูพื้นอยู่หน้า บ้านการ์เดเนีย & ร้านขนมคุณแม่ ข่าวลือระลอกใหญ่ก็แพร่สะพัดไปทั่วโลกโซเชียลมีเดียและสำนักข่าวบันเทิง-ธุรกิจทุกสำนักราวกับพายุหมุน!“สะพัด! ประธานบริหารหมื่นล้านเคพี โฮลดิ้ง กบดานภาคเหนือ ซุกเมียเก็บและลูกแฝดลับๆ!”“แฉอดีตคนรักในเงามืด! ปรากฎตัวต่อหน้าประธานธันวาอีกครั้ง”“ตระกูลใหญ่! ธันวา เตชะอนันต์ ทิ้งตำแหน่งบริหาร เพื่อไปทำหน้าที่ทาสรักรับใช้แม่ค้าขนมเบเกอรี่!”พาดหัวข่าวอันน่าเกลียดและใส่ไข่ดึงดูดกระแสคลิกเบต ถูกแชร์ต่อไปนับแสนครั้ง ความเห็นในโลกออนไลน์เต็มไปด้วยการวิพากษ์วิจารณ์อย่างสนุกปาก ขุดขุ้ยอดีตอันเจ็บปวดของมินตราขึ้นมาแปดเปื้อนด้วยคำพูดเหยียดหยาม บางกระแสถึงขั้นใส่ร้ายว่ามินตราใช้ลูกแฝดเป็นเครื่องมือเรียกร้องเงินทองและขู่ขวัญตระกูลเตชะอนันต์!ภายในห้องนั่งเล่นของบ้านไม้... มินตรานั่งมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด มือบางสั่นสะท้านจนแทบถือโทรศัพท์ไว้ไม่อยู่ รอยแผลเป็นในใจที่กำลังจะประสานดี พลันถูกสกิดให้ย้อนกลับมาสร้าง






reviews