LOGIN27 Night Club
เสียงดนตรีบรรเลงคลออยู่ในบรรยากาศแสงสลัวชวนให้ความคิดต่าง ๆ แล่นเข้ามาในหัว จัสมินนั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์บาร์และหมุนแก้วค็อกเทลสีอำพันในมือเล่นไปมา
'เก่งมาทั้งชีวิตแต่ดันโง่กับเรื่องไร้สาระแบบนี้...น่าสมเพช'
เธอแค่นหัวเราะให้กับตัวเองก่อนจะกระดกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าปากในรวดเดียว แม้ว่ารสชาติขมร้อนจะบาดคอเธออย่างรุนแรงขนาดไหน แต่มันก็ไม่ขมเท่าใจที่เสียศักดิ์ศรีในวันนี้หรอก
ปกติการมานั่งดื่มของเธอคือมักจะมีเพื่อนสนิททั้งสองคนอย่าง "เอวาลิน" และ "โซอี้" มาด้วยเสมอ แต่ครั้งนี้มันน่าอัปยศเกินกว่าจะเล่าให้เพื่อนฟังได้จริง ๆ โชคยังดีนะที่ตอนคุยกับเหว่ยเธอไม่ได้บอกดีเทลอะไรแก่เพื่อนรักทั้งสองมาก ไม่อย่างนั้นคงอับอายขายขี้หน้ากว่านี้เยอะ
เธอคิดว่าตัวเองเช็กดีหมดแล้วนะ ทั้ง SNS ทั้งสังเกตพฤติกรรมส่วนตัว แต่ก็ยังพลาดอยู่ดี นี่แหละนะเขาถึงบอกว่าความรักมักทำให้เราโง่เสมอ
เชื่อแล้วล่ะว่าโคตรจริง!
"นี่เครื่องดื่มสูตรใหม่ ลองไหม"
เสียงของบาร์เทนเดอร์หนุ่มที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีเพราะเจอทุกครั้งที่มาดื่มเอ่ยขึ้นพลางยกแก้วค็อกเทลสีฟ้าอ่อนมาวางไว้ตรงหน้า
"แรงไหม"
"สุด ๆ "
ใบหน้าหวานยิ้มมุมปากออกมาทันที เธอยกแก้วขึ้นมาดมกลิ่นเบา ๆ ก่อนจะดื่มทีเดียวจนหมดแก้ว เพราะจัสมินไม่สนว่ามันจะแรงแค่ไหน ขอแค่พอกลบความรู้สึกแย่ ๆ ในหัวให้มันจางลงขึ้นก็พอ
"หมดแก้วเลยเหรอ แบบนี้ต้องต่อแล้วไหม"
"แน่นอนอยู่แล้วสิ"
"ฮ่า ๆ ได้เลย"
จะแรงแค่ไหนก็มาเถอะ...เพราะเธออยากเมาจนอ้วกแตกกันไปข้าง ไหน ๆ ก็เป็นคนโง่แล้ววันนี้ขอเป็นคนเสียสติเพิ่มด้วยอีกหนึ่งวันแล้วกัน จะบัดซบทั้งทีต้องไปให้สุด
เพราะถึงเมาจนออกจากร้านไม่ได้ข้างบนก็มีห้องพักอยู่แถมปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะคลับนี้เป็นของครอบครัวโซอี้ที่เป็นเพื่อนรักของเธอ
"อึก!"
มือเรียวคว้าแก้วค็อกเทลขึ้นมาดื่มแก้วแล้วแก้วเล่าจนกระทั่งรู้สึกถึงสายตาของใครบางคนที่จ้องมองเธอมาเป็นระยะ...จากคือผู้ชายที่นั่งดื่มอยู่ข้าง ๆ เธอนั่นเอง ซึ่งเธอคงจะเมามากจนลืมสังเกตว่าเขาเข้ามานั่งตั้งแต่ตอนไหนแล้วก็ไม่รู้ แต่หน้าตาดีสุด ๆ ดูผิวพรรณและการแต่งกายแล้วจะเรียกว่านายแบบก็คงไม่เกินจริง
"คุณรับด้วยไหมครับ"
บาร์เทนเดอร์เสนอเจ้าน้ำสุดแสบคอสีฟ้าให้ชายหนุ่มข้าง ๆ โดยที่เขาก็พยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว
"..."
จัสมินลอบมองเขาเงียบ ๆ และพบว่าเขาเองก็กระดกไปรวดเดียวหลายแก้วอยู่เหมือนกัน ถ้าไม่อกหักก็คงจะเป็นนักดื่ม แต่ดูจากการส่งสายตามาหาเธอเรื่อย ๆ โดยไม่พูดอะไรมันก็สื่อถึง...
'โฮสต์?'
หน้าตาดีแบบนี้ก็คงเป็นโฮสต์ชั้นสูงสินะ แล้วที่พยายามส่งสายตาให้เธอแต่ไม่ทักทายอะไรนั้นเป็นการสื่อนัย ๆ ให้เธอใช้บริการเขาหรือเปล่า
หญิงสาวพยายามไม่ใส่ใจและเธอกับชายหนุ่มปริศนาก็นั่งดื่มเจ้าแก้วสีฟ้าข้างกันเงียบ ๆ ไปแก้วแล้วแก้วเล่าจนเวลาเกือบจะถึงตีหนึ่งโดยไม่ได้พูดอะไรกันสักคำ
"อือ"
หลังจากซัดไปหลายแก้วจัสมินก็เริ่มมีอาการผิวเนื้อร้อนผ่าวราวกับมีเปลวไฟลุกโชนอยู่ภายใน ริมฝีปากแห้งผากจนต้องใช้ปลายลิ้นแตะมันเบา ๆ ลมหายใจร้อนจัดที่เป่ารดออกมาพร้อมเสียงครางต่ำที่เธอไม่อาจกลั้นไว้ได้
"ร้อน..."
มือเรียวกวาดขึ้นมาแตะต้นคอร้อนจัดก่อนเลื่อนลงมายังเนินอกที่ลุกเป็นไฟชวนให้ปลดกระดุมเสื้อออกให้หมดเพื่อให้ลมเย็น ๆ ปะทะผิว แต่สติเพียงเล็กน้อยที่เหลืออยู่ทำให้เธอยังห้ามตัวเองไว้ได้
ตอนนี้เครื่องดื่มสูตรพิเศษจากทางร้านกำลังแล่นพล่านไปทั่วร่าง ความเมาไม่ได้หนักหน่วงถึงขั้นควบคุมตัวเองไม่ได้ แต่มันกลับปลุกเร้าความรู้สึกที่เธอไม่คุ้นเคยจนอยากจะหาทางระบายออก ใบหน้าสวยหันไปมองชายหนุ่มข้าง ๆ ที่ดื่มแก้วฟ้าไปไม่น้อยกว่าเธอและพบว่าเขาน่าจะมีอาการ "ร้อน" เช่นกัน เพราะสังเกตได้จากใบหน้าที่เริ่มแดงก่ำและกระดุมเสื้อด้านบนที่ถูกปลดออก
"..."
ในตอนที่จัสมินหันไปมองชายหนุ่มหน้าตาดี เขาก็หันมาสบตากับเธอพอดี นัยน์ตาสีนิลของเขาดูมึนเมาไม่แพ้กัน เปลือกตาหนักอึ้งคล้ายคนกำลังสะกดอารมณ์บางอย่างไว้ สายตาคู่สวยนั้น…เร่าร้อนจนแทบเผาเธอให้ละลาย
ทั้งคู่นั่งจ้องตากันเงียบ ๆ แต่บรรยากาศระหว่างพวกเขากลับเต็มไปด้วยแรงดึงดูดแสนประหลาด
เขาหล่อ หล่อมากจริง ๆ
จัสมินกัดริมฝีปากแน่น กลืนน้ำลายลงคอแห้งผาก ก่อนจะตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเพื่อระบายความรู้สึกบ้าคลั่งที่กำลังเผาผลาญเธออยู่
หญิงสาวขยับเข้าไปใกล้ชายหนุ่มมากขึ้น แล้วเอียงศีรษะมองเขา แววตาเต็มไปด้วยความปรารถนาที่ไม่อาจกลั้นไว้ได้อีกต่อไป
"นี่คุณ…"
เธอสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนจะเอ่ยคำที่ทำให้ไฟในร่างลุกโชนมากกว่าเดิม
"ขึ้นห้องกันไหม?"
"เฮียขอโทษนะที่วันนั้นพูดไปว่าสงสารเธอ""ไม่เป็นไรค่ะ เพราะนึกย้อนมาก็เข้าใจว่าสถานการณ์ตอนนั้นมันยากจริง ๆ "จัสมินเอ่ยตามความจริง...หลังจากวันที่เกิดเหตุการณ์นั้นเธอก็คิดทบทวนทุก ๆ เรื่องในช่วงที่ห่างกันเธอเข้าใจในความยากลำบากของการเป็นผู้นำโรงพยาบาล ดังนั้นเธอจึงเข้าใจฟานอี้ทุกอย่างและไม่โกรธอะไรเลย"แต่เฮียจัดการให้หมดแล้วจัสมินกลับไปทำงานด้วยกันเถอะนะ พยาบาลกับหมอหมิงคิดถึงแย่แล้ว" ชายหนุ่มแซวคนรักด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย ตอนแรกเขาก็หึงเธอกับหมอหมิงมาก ๆ แต่พอได้รับรู้ความเป็นจริงเขาก็ไม่หึงอะไรแล้ว เพราะหมอหมิงเป็น LGBTQ ที่อ่อนโยนและชอบเล่นกับหมอท่านอื่นบ่อย ๆ เหมือนกัน"รวมถึงหมอฟานก็คิดถึงหมอจัสมินมาก ๆ พอไม่มีคนให้เถียงด้วยแล้วมันเหงา"เสียงใสหัวเราะออกมาเพราะเธอก็เป็นแพทย์มาหลายปีแต่ไม่เคยเถียงเรื่องการรักษากับใครมากเท่าเขาเลย แต่ก็ต้องขอบคุณการเถียงกันในทุกวันที่ทำให้เธอกับเขาได้มีวันนี้"ค่ะ จัสจะกลับไปทำงานให้ดีที่สุดแล้วปกป้องเฮียเองรวมทั้งปกป้องพยาบาลและแพทย์หญิงคนอื่นด้วย!""แต่ตอนนี้จัสต้องปกป้องตัวเองก่อนนะ""ทำไมเหรอคะ ว๊าย!"ระหว่างที่คนตัวเล็กกำลังมึนงงมือใหญ่ก็ฉวยโอ
เธอเรียกเขาเสียงกระเส่าพลางหันหน้าไปสบกับสายตาราวกับจะกลืนกินของเขา"น่ารังแก น่ารังแกที่สุด วันนี้เฮียจะรังแกจัสมินจนเดินไม่ได้เลย!"ฟานอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่าไปด้วยแรงกามารมณ์เขายังคงฟอนเฟ้นก้อนเนื้อเนียนนุ่มน่าฟัดอยู่นานอีกหลายนาทีและจึงไล้เลียลิ้นร้ายลงมาจนถึงเนินเนื้ออวบอูมแสนเกลี้ยงเกลา"รู้ไหมว่าเฮียฝันว่าอะไร""มะ ไม่รู้ค่ะ""ฝันว่าได้ทำแบบนี้ไง"ว่าจบเขาก็สอดปลายลิ้นเข้าไปในช่องทางรักที่มีหยาดน้ำหวานไหลเคลือบและใช้ปลายนิ้วโป้งบดขยี้ลงไปที่ปุ่มกระสานอย่างรุนแรง"อ๊ะ เฮีย อย่านะคะ!"มือน้อยพยายามผลักศีรษะแกร่งออกเพราะการจู่โจมแบบนี้มันเสียวเกินไปเสียวจนเธอแทบขาดใจ...แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่หยุดรังแกอย่างที่เคยพูดไว้จริง ๆ เพราะลิ้นร้ายละเลงไปที่กลีบผการะรัวเร็วพร้อมทั้งสะกิดเขี่ยกดย้ำ ๆ ตรงจุดเสียวราวกับต้องการทรมานเธอให้ตายคาเตียง"อ๊า อื้อ เฮีย"ริมฝีปากอวบอิ่มเผยอร้องครางออกมาพร้อมทั้งส่ายวนสะโพกจนลอยขึ้นจากโซฟา...มือใหญ่คอยบังคับจับกดให้เธอหนีจากการมอบความหฤหรรษ์นี้ไม่ได้เขากลั่นแกล้งเธออยู่นานพร้อมทั้งสอดนิ้วเข้าออกรัว ๆ จนหญิงสาวเสร็จสมตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มบทบรรเลงเพลงร
"และคุณคงต้องรับผิดชอบผมจนลงจากเตียงไม่ได้เลย""หืม นี่ขู่ฉันเหรอ ว๊าย!"ในขณะที่จัสมินทำใจกล้าไปท้าทายเขาเล่น ๆ แต่ดูเหมือนว่าคนตัวสูงจะ 'เอาจริง' เพราะพอลิฟต์เปิดปุ๊บเขาก็ช้อนตัวเธอขึ้นมาในอ้อมกอดและเดินตรงไปยังประตูห้องของเธออย่างรวดเร็ว"รหัสใหม่..."ติ๊ด!ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะบอกรหัสใหม่ของประตูแต่เธอก็ไม่รู้ว่าเขาทำได้ยังไงเพราะเขาประคองเธอไว้มือเดียวและใช้มือข้างที่ว่างไปกดรหัสเข้าห้องอย่างเชี่ยวชาญ..."รู้รหัสได้ยังไงคะ""ไม่วันเกิดพ่อก็วันเกิดแม่คุณนั่นแหละ""..."เขากล่าวตามจริงเพราะในตอนที่ไปสุสานเขาได้เห็นวันเกิดและวันเสียชีวิตของทั้งบิดาและมารดาของจัสมินเขาเลยจดจำใส่สมองมาไว้ตลอด"แบบนี้ฉันก็ไม่ปลอดภัยน่ะสิ ถ้าเมื่อคืนฉันไม่ไปง้อคุณ...คุณอาจจะบุกเข้ามาในห้องแล้วตีหัวฉันแบบในข่าวก็ได้นะ""ผมจะไปตีหัวคุณได้ยังไงแค่นี้ก็รักจนอยากกินคุณทั้งวันทั้งคืนอยู่แล้ว...""เข้าเวรมาทั้งคืนยังมีแรงอยู่หรือไง""ไม่ต้องห่วงผมมีแรงรังแกคุณได้ทั้งวัน"เขาก้มหน้าลงข้างหูเธอและกระซิบเสียงพร่าที่ร้อนฉ่าเหมือนเปลวไฟชะล้างความเย็นยามเช้าและใช้เท้าปิดประตูพร้อมวางร่างของเธอลงตรงโซฟาและจัดการถอดรอ
เหตุการณ์ในห้องประชุมวันนั้นภายหลังจัสมินกล่าวลาออกและเดินไปจากห้องประชุมบรรยากาศเงียบลงเล็กน้อยแต่เพียงชั่วครู่ เสียงซุบซิบก็ระเบิดขึ้นอย่างควบคุมไม่อยู่แม้ว่าเธอจะขอลาออกด้วยตนเอง แต่ก็ยังหนีไม่พ้นอคติของแพทย์บางคน"ถึงเธอจะขอลาออกแล้วแต่ผมยังยืนยันว่าเธอจะต้องรับผิดชอบกับเรื่องนี้" หมอเหลียงยังคงไม่ยอมแพ้ในการทำลายจัสมินเพราะสำหรับเขาการปกป้องโรงพยาบาลที่เปรียบเสมือนบ่อเงินบ่อทองนั้นสำคัญที่สุด"ที่หมอจัสมินกล่าวว่ามีพยานและหลักฐานจากกล้องวงจรปิดในโถงทางเดินที่สามารถเช็กสีหน้าในเหตุการณ์นั้นได้ ผมคิดว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี"น้ำเสียงเรียบนิ่งดุจผืนน้ำกล่าวแม้จะเยือกเย็นแต่ก็คมกริบทางอารมณ์อย่างชัดเจน"หมอฟานจะฟ้องกลับคนไข้ VIP ที่บริจาคให้มูลนิธิของโรงพยาบาลปีละหลายสิบล้านอย่างนั้นเหรอ!""เขาไม่ใช่คนไข้ของเราตั้งแต่วันที่เขาลวนลามบุคลากรของโรงพยาบาลแล้ว""นี่คุณกำลังใช้เรื่องส่วนตัวมารวมกับการสอบสวนทางวินัยนะ! ท่านจางพูดอะไรหน่อยสิครับ"หมอเหลียงหันไปทางหัวโต๊ะที่มีจาง หลี่หมิง ผู้เป็นบิดาของฟานอี้และเจ้าของโรงพยาบาลนี้ แม้เขาจะเป็นคนพูดน้อยมาก ๆ แต่ก็อ่านสถานการณ์ได้อย่างเฉี
นอกจากจะไม่ได้รับคำตอบแล้วเขายังเดินกลับเข้าไปยังอีกห้องหนึ่งโดยไม่พูดอะไรกับเธอสักคำประตูห้องพักแพทย์ที่ถูกปิดลงทำให้จัสมินยืนตัวสั่นและน้ำตาร่วงเงียบ ๆ ราวกับหัวใจแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ตรงนั้น'ฉันมาช้าไปสินะ'หญิงสาวหลับตาลงและยืนนิ่งอยู่หน้าห้องพักแพทย์โดยปล่อยให้น้ำตาหลั่งรินเงียบ ๆ แม้ว่าบริเวณนี้จะยังมีพยาบาลและเจ้าหน้าที่คนอื่นอยู่แต่เธอก็ไม่อาจห้ามน้ำตาไม่ให้ไหลได้เลย"ฮึก..."'ทำไมฉันไม่บอกรักคุณให้มันเร็วกว่านี้นะ'ความคิดในใจล่องลอยเข้ามาย้ำ ๆ ราวกับจะตอกย้ำว่าเธอทำผิดที่ผลักไสเขาไปเองจะมาร้องไห้ตอนนี้มันคงไม่ช่วยอะไรอีกแล้วเพราะเธอได้ทำสิ่งที่โง่ที่สุดลงไปมือน้อยกำรองเท้าส้นสูงที่ถอดระหว่างวิ่งมาแน่นเธอเดินหันหลังออกมาจากบริเวณห้องพักแพทย์ช้า ๆ และพยายามบอกตัวเองว่าอย่างน้อยเธอก็ได้พูดความรู้สึกกับเขาแล้วถึงจะเสียดายและเสียใจแต่เธอก็จะไม่บังคับให้เขาต้องมารักเธอตอบเพราะแค่ได้เห็นหน้าเขา...ก็เพียงพอแล้วในระหว่างที่เธอกำลังพาร่างกายที่หนักอึ้งไปด้วยความเจ็บปวดออกจากบริเวณนั้นเสียงที่อยากได้ยินมาตลอดก็ดังขึ้น..."มาบอกรักแล้วจะทิ้งผมหรือไง"จัสมินหันขวับทันทีดวงตาของเธอยังแด
"ไหน ๆ ทั้งโลกก็ต้องตายกันหมดแล้วยังไงก็ต้องจากกันในสักวันอย่างนั้นทำไมเราไม่ใช้เวลาที่เหลือให้มีความสุขที่สุดล่ะ""...""คนเราชอบกลัวความเสียใจในตอนจบจนลืมว่าความสุขมันอยู่ระหว่างทางต่างหาก" เอวาลินเสริมทัพเมื่อเห็นแสงที่นัยน์ตาสีเฮเซลของเพื่อนสาวที่กลับมาอีกครั้ง"ผู้ชายที่เธอเป็นโลกทั้งใบของเขา...แต่เธอกลับจะเอาเรื่องในอดีตมาขังเธอไว้อย่างนั้นเหรอ""อากงอาจจะทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวซวยและไร้ค่าแต่เขาไม่มีสิทธิ์กำหนดว่าเธอไม่คู่ควรที่จะมีความสุข"คำพูดของโซอี้ช่วยปลดล็อกโซ่ตรวนที่รัดแน่นในหัวใจของจัสมินออกจนเบาสบายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนจริงสินะ...เธอผ่านการสูญเสียคนรักมาตั้งสามคนแล้วแต่เธอก็ยังคงหายใจอยู่แล้วทำไมเธอต้องใช้ชีวิตกับความกลัวบ้า ๆ ที่อากงแช่งเธอไปทั้งชีวิตด้วยล่ะ?ทำไมเธอต้องปล่อยให้คำพูดจากคนที่ไม่คิดจะเห็นเธอเป็นคนในครอบครัวล่ามโซ่เธอไว้ด้วย...ตอนแรกเธอคิดว่าการใช้ชีวิตคนเดียวกับความเศร้าใจมันคือการไว้ทุกข์ให้คนที่จากไปแต่เธอกำลังลืมไปว่าเธอก็เป็นแค่ลูกสาว หลานสาว และคนรักของใครคนหนึ่งเท่านั้นเธอมีก้อนเนื้อที่เรียกว่าหัวใจ...เธอเองก็สมควรได้รับความสุข เธอเองก็
พวกเขานอนกอดก่ายกันและกันอยู่นานกว่าที่ลมหายใจจะกลับมาเป็นปกติเพราะบทรักเมื่อครู่นั้นร้อนแรงและดิบเถื่อนเกินกว่าคืนไหน ๆ"เมื่อกี้คุณปล่อยข้างใน...""ผมขอโทษ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมไปเอายาให้""บ้า! ทำแบบนี้เขาก็รู้กันทั้งโรงพยาบาลพอดีสิ""รู้แล้วยังไง"คำพูดไม่ยี่หระของฟานอี้ทำให้จัสมินหัวใจเต้นแรงขึ้นมา
"..."ร่างสูงไม่ตอบอะไรแต่โน้มกายลงมาฝังริมฝีปากซุกไซ้ที่ซอกคอหอมกรุ่นและเลื่อนลงมาตามร่างนวลจนถึงเนินภูเขาทั้งสองลูกเขาประกบปากลงไปดูดดุนปลายถันสีสดพลางใช้มือใหญ่อีกข้างบีบขยำกับทรวงอกนุ่มเด้งอย่างเมามันจนเรียกเสียงครางจากคนใต้ร่างได้เป็นจังหวะ"อื้อ..."ฝ่ามือเรียวกดไปที่ศีรษะเพื่อให้เขาบดเบียดส
"นี่คุณ…"เธอสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนจะเอ่ยคำที่ทำให้ไฟในร่างลุกโชนมากกว่าเดิม"ขึ้นห้องกันไหม?"น้ำเสียงหวานใสจากเจ้าของใบหน้าสวยจัดตามสไตล์สาวลูกครึ่งทำให้ชายหนุ่มรู้สึกแปลก ๆ นิดหน่อย แต่ก็พอเข้าใจได้ว่าเธอน่าจะเป็นสาวรับงานจากการสังเกตนัยน์ตาหวานเยิ้มที่ทอดมองเขามาตลอดหลายชั่วโมงแม้ว่า 'จาง
โรงพยาบาล HK"ความดันดีอยู่นะคะ"เสียงหวานใสของ "จัสมิน มิคาอิลลอฟ (Jasmine Mikhailov)" แพทย์หญิงผู้เป็นเจ้าของตำนานเด็กอัจฉริยะของฮ่องกงที่สอบเข้าเรียนแพทย์ได้ตั้งแต่อายุสิบหก แถมยังเป็นลูกหลานของตระกูลตงที่มีความมั่งคั่งและทรงอำนาจ โดยเธอนั้นมีสายงานที่ฉีกไปจากลูกหลานคนอื่น ๆ ที่จะทำงานด้านธุรกิจ







