Masukเหตุการณ์บังเอิญที่คลับในคืนเดียวเปลี่ยนชีวิตเธอกับเขาไปตลอดกาล...'ฟานอี้' เข้าใจว่าเธอเป็นสาวรับจ็อบกลางคืน ส่วน'จัสมิน' เองก็คิดว่าเขาเป็นโฮสต์เบอร์หนึ่ง แต่สุดท้ายบุคคลปริศนาอันเร่าร้อนในคืนนั้นก็ถูกนรกเหวี่ยงให้มาทำงานร่วมกันในฐานะ "ผู้อำนวยการโรงพยาบาลและอายุรแพทย์คนใหม่" ความสัมพันธ์แบบ 'เกลียดในเกลียด' เพิ่มแรงปะทุมากขึ้นเรื่อย ๆ ด่ากันทุกวันแต่ไหงมาจบที่เตียงแทบทุกคืนแบบนี้มันหมายความว่ายังไง?
Lihat lebih banyakโรงพยาบาล HK
"ความดันดีอยู่นะคะ"
เสียงหวานใสของ "จัสมิน มิคาอิลลอฟ (Jasmine Mikhailov)" แพทย์หญิงผู้เป็นเจ้าของตำนานเด็กอัจฉริยะของฮ่องกงที่สอบเข้าเรียนแพทย์ได้ตั้งแต่อายุสิบหก แถมยังเป็นลูกหลานของตระกูลตงที่มีความมั่งคั่งและทรงอำนาจ โดยเธอนั้นมีสายงานที่ฉีกไปจากลูกหลานคนอื่น ๆ ที่จะทำงานด้านธุรกิจและการลงทุนเป็นหลัก
แต่จัสมินนั้นอยากเป็นหมอมาตั้งแต่เด็กเพราะได้แรงบัลดาลใจจากบิดาที่เป็นแพทย์ชาวรัสเซีย และด้วยความที่เป็นเด็กเรียนเก่งในระดับเทพมาตั้งแต่ประถม เธอจึงกวาดรางวัลทางวิชาการมามากมายจนมีตู้เก็บรางวัลเกียรติยศตู้ใหญ่
เรียกได้ว่าทั้งสวยและเก่งแสนครบเครื่องในคนเดียว...และตอนนี้เธอกำลังรับหน้าที่เป็นอายุรแพทย์ระบบประสาทที่เก่งกาจประจำอยู่โรงพยาบาลระดับต้น ๆ ของฮ่องกง
"เดี๋ยววันนี้หมอจ่ายยาแก้ปวดไปให้ก่อนนะคะ หมอแนะนำว่าพยายามพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และพยายามไม่เครียด คือหมอก็เข้าใจแหละว่ามันทำยากเพราะหมอก็ยังเครียดอยู่ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เครียดมาก ๆ การพบจิตแพทย์และนักจิตบำบัดก็ช่วยได้เยอะมากนะคะ"
"คะ-ค่ะ"
คนไข้ที่เป็นสาววัยยี่สิบปลายพยักหน้าหงึกหงัก แม้คุณหมอจะให้คำแนะนำเป็นอย่างดีให้แต่เธอนั้นไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย เพราะมัวแต่โฟกัสกับความสวยราวนางฟ้าของคุณหมอตรงหน้า
"นี่ประเทศเรามีหมอที่สวยขนาดนี้เลยเหรอ?"
เธอยังคงลอบมองคุณหมอคนสวยที่กำลังเขียนสรุปในการตรวจวันนี้ คนไข้สาวพินิจรูปลักษณ์ที่โดดเด่นของแพทย์อัจฉริยะเงียบ ๆ
หมอจัสมินนั้นมีใบหน้าที่สวยราวกับดาราที่เครื่องหน้าเป๊ะไปทุกส่วนด้วยความที่เธอเป็นลูกครึ่งจึงมีการผสมผสานระหว่างความเป็นเอเชียและตะวันตก...เริ่มจากคิ้วที่มีความโค้งโก่งขึ้นเล็กน้อยทำให้ใบหน้าดูโฉบเฉี่ยวรับกันดีนัยน์ตากลมโตที่โดดเด่นด้วยการผสมของสีเขียวและอำพันกลายมาเป็นสีตาสุด Unique นั่นคือสี 'Hazel' ซึ่งพบได้ไม่บ่อยนักในลูกครึ่งเอเชีย ประกอบกับจมูกโด่งเรียวและริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูได้รูปรวมถึงผิวพรรณขาวเนียนราวกับกระเบื้องเคลือบ
แม้จะไม่ได้แต่งหน้าและรวบผมสีน้ำตาลทองสลวยแบบลวก ๆ แต่ความสวยธรรมชาตินั้นก็เพียงพอที่จะทำให้เธอดูโดดเด่นที่สุดในโรงพยาบาลแล้ว...
"ค่ะ วันนี้ไม่มีอะไรแล้ว รอรับยากับใบนัดนะคะ"
"เอ่อ ขอบคุณค่ะคุณหมอ"
จัสมินยิ้มให้คนไข้บาง ๆ ก่อนจะปิดแฟ้มในการตรวจผู้ป่วยรอบเช้าที่เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย เธอบิดขี้เกียจนิด ๆ และหยิบกระเป๋าเงินกับโทรศัพท์เดินออกมาจากห้องตรวจและก็พบกับ "หมอเหว่ย" แพทย์หนุ่มหน้าตาดีที่ยืนรออยู่
"ไปกินข้าวกันไหม"
"ได้สิ"
"หมอจัสเดินไปก่อนนะ เดี๋ยวผมเข้าห้องน้ำก่อน"
"โอเค"
จัสมินพยักหน้าพร้อมทั้งอมยิ้มให้น้อย ๆ เพราะตอนนี้เธอกับหมอเหว่ยนั้นอาจจะมีสถานะที่เรียกว่า...คนคุยได้ล่ะมั้งนะ เพราะเขาแสดงออกว่าจีบเธอมาพักใหญ่ ๆ แล้ว แต่เธอเพิ่งจะเปิดใจลองคุยกับเขาให้มากขึ้นเมื่อสองเดือนที่แล้วนี่เอง
ความสัมพันธ์ทุกอย่างก็เป็นไปได้ด้วยดีมีโทรคุยกันบ้าง แชตกันบ้าง กินข้าวเที่ยงด้วยกันหรือเวลาไปเที่ยวก็จะส่งรูปมาแบ่งปัน เรียกได้ว่าร้อยเปอร์เซ็นต์นั้นคือได้เจอกันแค่ในโรงพยาบาลพอกลับที่พักก็แยกย้ายไปคนละทาง
ไม่เคยไปออกเดตแบบจริง ๆ จัง ๆ เพราะจัสมินก็ยังไม่ได้เปิดใจเต็มร้อยแม้ว่าหมอเหว่ยจะพยายามชวนไปออกเดตแต่เธอก็จะหาทางปฏิเสธตลอด
แต่การอยู่ในสถานะคนคุยกับใครสักคนมันก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่...
"นี่หมอจัสมินหรือเปล่า"
จัสมินชะงักและหยุดการเดินตรงไปที่ทานอาหารพร้อมมองหญิงสาวหน้าตาดีตรงหน้าอย่างสงสัย
"ค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ"
"เป็นหมอประสาอะไรถึงชอบแย่งแฟนคนอื่น!" หญิงสาวปริศนาแผดเสียงจนลั่นบริเวณโรงพยาบาล
"...หา?"
คิ้วเรียวขมวดหากันหนักมากท่ามกลางความงุนงงก็มีเสียงซุบซิบรอบข้างดังขึ้นทันที ทั้งเจ้าหน้าที่พยาบาลและหมอบางคนเริ่มหันมามองเป็นตาเดียว
"แฟน? แฟนใคร อะไรคะ งง"
"อย่ามาทำไขสือ! ก็หมอเหว่ยที่ส่งฝันดีให้เธอทุกคืนไง คิดจะเล่นบทผู้หญิงซื่อ ๆ ทำเป็นไม่รู้ว่าตัวเองเป็นมือที่สามงั้นเหรอ!"
หลังจากจบประโยคดวงตาของจัสมินก็วาววับขึ้นมาทันที ในหัวสมองของเธอเริ่มประมวลผลสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วทุกอย่างก็ค่อย ๆ ปะติดปะต่อเป็นภาพที่ชัดเจน
เธอโดนหมอเหว่ยหลอก!
'ให้ตายสิ… นี่ฉันโดนหลอกจริง ๆ เหรอ?' จากไอ้หน้าตัวเมียที่ไม่รู้จักพอนั่นอะนะ รู้ถึงไหนอายถึงนั่นเลย
เธอเป็นผู้หญิงฉลาดมาตลอดชีวิต อ่านหนังสือเกินวัยตั้งแต่เด็ก สอบติดแพทย์ตั้งแต่ยังไม่พ้นวัยรุ่น เป็นแพทย์อัจฉริยะที่ใคร ๆ ต่างยอมรับ แต่วันนี้ได้รับประสบการณ์แปลกใหม่ครั้งแรกคือการ...
ฉลาดมาทั้งชีวิตแต่พอคิดจะเปิดใจดันกลายเป็นควายไม่รู้ตัว
"เอาอย่างนี้นะ 1. คือฉันไม่รู้ว่าเขามีแฟนอยู่แล้ว 2. เราไม่เคยเกินเลยกันแม้กระทั่งจับมือ 3. ฉันแค่คุยกับเขาเท่านั้น ไม่มีแม้แต่คำว่าคิดถึงหรือบอกชอบ"
"และฉันขอโทษด้วยที่ไม่รู้ว่าเขามีแฟนอยู่แล้ว ฉันจะเลิกคุยกับเขาทันทีค่ะ"
"แต่เหว่ยไม่มีทางเลิกคุยกับเธอ! นี่เธอโง่จนดูไม่ออกเลยเหรอว่าเขาอยากได้เธอขนาดไหน เธอก็คงทนความหล่อของเขาไม่ไหวเหมือนกันถึงได้แอบคุยกันตั้งสองเดือน!"
เจ็บจี๊ดถึงทรวง
ตลอดชีวิตไม่เคยได้รับการด่าว่าโง่จากใครเลย และการกลายเป็นคนโง่ครั้งแรกดันไม่ได้มาจากความเขลาเบาปัญญาของตัวเอง แต่เป็นประเด็นดราม่าของผู้ชายบัดซบ
"ตามฉันมานี่"
จัสมินกล่าวเสียงแข็งและลากแฟนของเหว่ยมายังบริเวณห้องน้ำชายอย่างไม่รอช้า ร่างบางระหงมุ่งตรงเข้าไปในห้องน้ำชายโดยไม่สนว่าจะมีใครยืนอยู่และกระชากคอเสื้อของไอ้ผู้ชายเฮงซวยที่กำลังยืนล้างมือออกมาจากห้องน้ำทันที
"เดี๋ยว ๆ หมอจัสเป็นอะไรเนี่ย!"
"แหกตาดูสิว่าใครมา!"
มือเรียวเหวี่ยงชายหนุ่มร่างสูงให้เผชิญหน้ากับแฟนสาวของเขาด้วยโทสะที่เต็มหัวใจ ทั้งชีวิตชนะมาตลอด ไม่เคยพ่ายแพ้ต่อสิ่งใด แต่กลับต้องมาตกม้าตายด้วยการถูกหลอกง่าย ๆ จากคนแบบนี้...มันน่าบีบคอให้ตาย!
"หลี่ปิง! มาที่นี่ได้ยังไง"
"มันไม่สำคัญหรอกว่าแฟนนายจะมาที่นี่ได้ยังไง"
"เดี๋ยวสิจัสมิน ผมอธิบายได้นะ"
"สิ่งเดียวที่นายควรพูดคือขอโทษแฟนของนายซะ! เธอไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย แต่ต้องมารับแผลใจจากผู้ชายชั่ว ๆ แบบนาย!" จัสมินผลักเหว่ยให้ออกห่างและแผดเสียงใส่ด้วยอารมณ์คุกรุ่นในหัวใจจนแทบจะระเบิดออกมาเป็นควันไฟ
"นายมันก็แค่ไอ้กาก เป็นหมอก็ห่วยเป็นผู้ชายก็ทุเรศ หน้าตัวเมียแบบนี้อย่างหวังจะเจอรักแท้เลย ฉันเสียดายเวลาที่คุยกับนายจริง ๆ ไอ้เฮงซวย!"
ว่าจบจัสมินก็เดินออกมาจากบริเวณนั้นทันทีโดยไม่สนว่าใครจะมองอยู่พร้อมทั้งปล่อยให้คู่รักนั้นเคลียร์กันเอง จะไปตีกันจนหัวแตกก็ช่างเธอไม่สนใจอะไรทั้งนั้น
ตอนแรกเธอเห็นใจผู้หญิงนะ แต่ขนาดว่าเธอพยายามอธิบายและขอโทษกับความไม่รู้ของตัวเองไปแล้วแต่ก็ยังดูถูกเหยียดหยามไม่เลิก เพราะฉะนั้น...อยากไปตีกันจนเข้าห้อง ER ก็เชิญจ้า
เพราะตอนนี้แค่กลายเป็นคนโง่ก็น่าอายพอแรงแล้ว!
"เฮียขอโทษนะที่วันนั้นพูดไปว่าสงสารเธอ""ไม่เป็นไรค่ะ เพราะนึกย้อนมาก็เข้าใจว่าสถานการณ์ตอนนั้นมันยากจริง ๆ "จัสมินเอ่ยตามความจริง...หลังจากวันที่เกิดเหตุการณ์นั้นเธอก็คิดทบทวนทุก ๆ เรื่องในช่วงที่ห่างกันเธอเข้าใจในความยากลำบากของการเป็นผู้นำโรงพยาบาล ดังนั้นเธอจึงเข้าใจฟานอี้ทุกอย่างและไม่โกรธอะไรเลย"แต่เฮียจัดการให้หมดแล้วจัสมินกลับไปทำงานด้วยกันเถอะนะ พยาบาลกับหมอหมิงคิดถึงแย่แล้ว" ชายหนุ่มแซวคนรักด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย ตอนแรกเขาก็หึงเธอกับหมอหมิงมาก ๆ แต่พอได้รับรู้ความเป็นจริงเขาก็ไม่หึงอะไรแล้ว เพราะหมอหมิงเป็น LGBTQ ที่อ่อนโยนและชอบเล่นกับหมอท่านอื่นบ่อย ๆ เหมือนกัน"รวมถึงหมอฟานก็คิดถึงหมอจัสมินมาก ๆ พอไม่มีคนให้เถียงด้วยแล้วมันเหงา"เสียงใสหัวเราะออกมาเพราะเธอก็เป็นแพทย์มาหลายปีแต่ไม่เคยเถียงเรื่องการรักษากับใครมากเท่าเขาเลย แต่ก็ต้องขอบคุณการเถียงกันในทุกวันที่ทำให้เธอกับเขาได้มีวันนี้"ค่ะ จัสจะกลับไปทำงานให้ดีที่สุดแล้วปกป้องเฮียเองรวมทั้งปกป้องพยาบาลและแพทย์หญิงคนอื่นด้วย!""แต่ตอนนี้จัสต้องปกป้องตัวเองก่อนนะ""ทำไมเหรอคะ ว๊าย!"ระหว่างที่คนตัวเล็กกำลังมึนงงมือใหญ่ก็ฉวยโอ
เธอเรียกเขาเสียงกระเส่าพลางหันหน้าไปสบกับสายตาราวกับจะกลืนกินของเขา"น่ารังแก น่ารังแกที่สุด วันนี้เฮียจะรังแกจัสมินจนเดินไม่ได้เลย!"ฟานอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่าไปด้วยแรงกามารมณ์เขายังคงฟอนเฟ้นก้อนเนื้อเนียนนุ่มน่าฟัดอยู่นานอีกหลายนาทีและจึงไล้เลียลิ้นร้ายลงมาจนถึงเนินเนื้ออวบอูมแสนเกลี้ยงเกลา"รู้ไหมว่าเฮียฝันว่าอะไร""มะ ไม่รู้ค่ะ""ฝันว่าได้ทำแบบนี้ไง"ว่าจบเขาก็สอดปลายลิ้นเข้าไปในช่องทางรักที่มีหยาดน้ำหวานไหลเคลือบและใช้ปลายนิ้วโป้งบดขยี้ลงไปที่ปุ่มกระสานอย่างรุนแรง"อ๊ะ เฮีย อย่านะคะ!"มือน้อยพยายามผลักศีรษะแกร่งออกเพราะการจู่โจมแบบนี้มันเสียวเกินไปเสียวจนเธอแทบขาดใจ...แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่หยุดรังแกอย่างที่เคยพูดไว้จริง ๆ เพราะลิ้นร้ายละเลงไปที่กลีบผการะรัวเร็วพร้อมทั้งสะกิดเขี่ยกดย้ำ ๆ ตรงจุดเสียวราวกับต้องการทรมานเธอให้ตายคาเตียง"อ๊า อื้อ เฮีย"ริมฝีปากอวบอิ่มเผยอร้องครางออกมาพร้อมทั้งส่ายวนสะโพกจนลอยขึ้นจากโซฟา...มือใหญ่คอยบังคับจับกดให้เธอหนีจากการมอบความหฤหรรษ์นี้ไม่ได้เขากลั่นแกล้งเธออยู่นานพร้อมทั้งสอดนิ้วเข้าออกรัว ๆ จนหญิงสาวเสร็จสมตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มบทบรรเลงเพลงร
"และคุณคงต้องรับผิดชอบผมจนลงจากเตียงไม่ได้เลย""หืม นี่ขู่ฉันเหรอ ว๊าย!"ในขณะที่จัสมินทำใจกล้าไปท้าทายเขาเล่น ๆ แต่ดูเหมือนว่าคนตัวสูงจะ 'เอาจริง' เพราะพอลิฟต์เปิดปุ๊บเขาก็ช้อนตัวเธอขึ้นมาในอ้อมกอดและเดินตรงไปยังประตูห้องของเธออย่างรวดเร็ว"รหัสใหม่..."ติ๊ด!ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะบอกรหัสใหม่ของประตูแต่เธอก็ไม่รู้ว่าเขาทำได้ยังไงเพราะเขาประคองเธอไว้มือเดียวและใช้มือข้างที่ว่างไปกดรหัสเข้าห้องอย่างเชี่ยวชาญ..."รู้รหัสได้ยังไงคะ""ไม่วันเกิดพ่อก็วันเกิดแม่คุณนั่นแหละ""..."เขากล่าวตามจริงเพราะในตอนที่ไปสุสานเขาได้เห็นวันเกิดและวันเสียชีวิตของทั้งบิดาและมารดาของจัสมินเขาเลยจดจำใส่สมองมาไว้ตลอด"แบบนี้ฉันก็ไม่ปลอดภัยน่ะสิ ถ้าเมื่อคืนฉันไม่ไปง้อคุณ...คุณอาจจะบุกเข้ามาในห้องแล้วตีหัวฉันแบบในข่าวก็ได้นะ""ผมจะไปตีหัวคุณได้ยังไงแค่นี้ก็รักจนอยากกินคุณทั้งวันทั้งคืนอยู่แล้ว...""เข้าเวรมาทั้งคืนยังมีแรงอยู่หรือไง""ไม่ต้องห่วงผมมีแรงรังแกคุณได้ทั้งวัน"เขาก้มหน้าลงข้างหูเธอและกระซิบเสียงพร่าที่ร้อนฉ่าเหมือนเปลวไฟชะล้างความเย็นยามเช้าและใช้เท้าปิดประตูพร้อมวางร่างของเธอลงตรงโซฟาและจัดการถอดรอ
เหตุการณ์ในห้องประชุมวันนั้นภายหลังจัสมินกล่าวลาออกและเดินไปจากห้องประชุมบรรยากาศเงียบลงเล็กน้อยแต่เพียงชั่วครู่ เสียงซุบซิบก็ระเบิดขึ้นอย่างควบคุมไม่อยู่แม้ว่าเธอจะขอลาออกด้วยตนเอง แต่ก็ยังหนีไม่พ้นอคติของแพทย์บางคน"ถึงเธอจะขอลาออกแล้วแต่ผมยังยืนยันว่าเธอจะต้องรับผิดชอบกับเรื่องนี้" หมอเหลียงยังคงไม่ยอมแพ้ในการทำลายจัสมินเพราะสำหรับเขาการปกป้องโรงพยาบาลที่เปรียบเสมือนบ่อเงินบ่อทองนั้นสำคัญที่สุด"ที่หมอจัสมินกล่าวว่ามีพยานและหลักฐานจากกล้องวงจรปิดในโถงทางเดินที่สามารถเช็กสีหน้าในเหตุการณ์นั้นได้ ผมคิดว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี"น้ำเสียงเรียบนิ่งดุจผืนน้ำกล่าวแม้จะเยือกเย็นแต่ก็คมกริบทางอารมณ์อย่างชัดเจน"หมอฟานจะฟ้องกลับคนไข้ VIP ที่บริจาคให้มูลนิธิของโรงพยาบาลปีละหลายสิบล้านอย่างนั้นเหรอ!""เขาไม่ใช่คนไข้ของเราตั้งแต่วันที่เขาลวนลามบุคลากรของโรงพยาบาลแล้ว""นี่คุณกำลังใช้เรื่องส่วนตัวมารวมกับการสอบสวนทางวินัยนะ! ท่านจางพูดอะไรหน่อยสิครับ"หมอเหลียงหันไปทางหัวโต๊ะที่มีจาง หลี่หมิง ผู้เป็นบิดาของฟานอี้และเจ้าของโรงพยาบาลนี้ แม้เขาจะเป็นคนพูดน้อยมาก ๆ แต่ก็อ่านสถานการณ์ได้อย่างเฉี











