Mag-log inแสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมาอาบไล้คฤหาสน์หรูหลังใหญ่ของครอบครัวเจ้าขวัญ บรรยากาศที่ควรจะสดใสกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นเงียบๆ ภายในใจของหญิงสาว
ร่างระหงในชุดนักศึกษาที่ถูกสวมทับด้วยเสื้อคาร์ดิแกนตัวเก่งยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ ปลายนิ้วเรียวเผลอยกขึ้นแตะที่ริมฝีปากตัวเองอย่างลืมตัว ความรู้สึกร้อนผ่าวและรสขมปร่าของแอลกอฮอล์จากจูบอันหนักหน่วงเมื่อคืนยังคงตราตรึงจนหัวใจเต้นผิดจังหวะ
บรื้น...
เสียงเครื่องยนต์รถยุโรปคันหรูที่แล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าประตูรั้วดึงสติของเจ้าขวัญให้กลับมา หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย รีบคว้ากระเป๋าสะพายและหนังสือเรียนเดินลงบันไดไปชั้นล่าง ทันทีที่ก้าวพ้นประตูบ้าน ภาพที่เห็นก็ทำให้เธอต้องปั้นรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า
หมอพิชญ์ในชุดนักศึกษาแพทย์ที่ดูสะอาดสะอ้านและเนี๊ยบทุกกระเบียดนิ้ว กำลังยืนส่งยิ้มละมุนละไมพูดคุยอยู่กับคุณก้องเกียรติและคุณรดา พ่อและแม่ของเธอที่ออกมายืนต้อนรับว่าที่ลูกเขยคนโปรดด้วยตัวเอง
“แหม หมอพิชญ์ มาแต่เช้าเชียว ทานข้าวเช้ามาหรือยังลูก เข้ามาทานข้าวต้มฝีมือป้าก่อนสิจ๊ะ”
คุณรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อย แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชมและเอ็นดูอย่างปิดไม่มิด
“ขอบพระคุณมากครับคุณป้า แต่เดี๋ยวผมตั้งใจว่าจะพาน้องขวัญไปทานที่ร้านอาหารแถวมหา'ลัยเลยน่ะครับ จะได้ไม่ไปเบียดเบียนเวลาพักผ่อนของคุณลุงคุณป้าด้วย”
หมอพิชญ์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและรอยยิ้มสุภาพบุรุษที่ใครเห็นก็ต้องละลาย
“โอย ไม่เบียดเบียนอะไรเลยลูก หมอนี่ช่างเกรงใจจริงๆ” คุณก้องเกียรติหัวเราะร่วน เอื้อมมือไปตบบ่าว่าที่หมอเบาๆ อย่างถูกใจ
“ลุงฝากน้องด้วยนะหมอ ช่วงนี้สังคมมันอันตราย พวกเด็กเกเรอันธพาลมันเยอะ ลุงไม่อยากให้ขวัญต้องไปคลุกคลีกับพวกไม่มีอนาคต มีหมอคอยไปรับไปส่งแบบนี้ ลุงกับป้าค่อยเบาใจหน่อย”
ประโยคที่จงใจกระทบกระเทียบถึงเด็กเกเรอันธพาล ทำให้เจ้าขวัญที่เพิ่งเดินมาสมทบหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย เธออดไม่ได้ที่จะปรายตามองลอดซี่กรงเหล็กดัดไปยังบ้านหลังข้างๆ ที่ยังคงปิดเงียบสนิท ไร้เงาของดูคาติคันยักษ์และเจ้าของบ้านจอมพาล
“สวัสดีค่ะพี่พิชญ์” เธอฝืนยิ้มทักทาย
“สวัสดีครับน้องขวัญ วันนี้สดใสจังเลยนะครับ” หมอพิชญ์หันมายิ้มกว้าง แววตาของเขาเป็นประกายเมื่อมองสำรวจใบหน้าหวาน
“ไปกันเลยไหมครับ เดี๋ยวพี่แวะซื้อขนมเจ้าโปรดให้ทานก่อนเข้าคลาสด้วย”
“ไปสิลูก ไปเลย เดี๋ยวจะสายเอา” คุณรดารีบดันหลังลูกสาวเบาๆ “ดูแลตัวเองนะลูกขวัญ เป็นเด็กดีล่ะ”
เจ้าขวัญยกมือไหว้ลาพ่อกับแม่ ก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่งบนเบาะหนังราคาแพงที่หมอพิชญ์เปิดประตูรอรับอย่างรู้หน้าที่ รถยุโรปคันหรูค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปอย่างนุ่มนวล ทิ้งให้บ้านหลังข้างๆ ยังคงจมอยู่ในความเงียบงัน... โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่า พายุอารมณ์อีกลูกกำลังจะก่อตัวขึ้นในไม่ช้า
ครืดดดด! ครืดดดด!
เสียงสมาร์ทโฟนที่สั่นครืดคราดอยู่บนหัวเตียงราวกับแผ่นดินไหว ปลุกร่างสูงใหญ่ที่นอนคว่ำหน้าจมกองผ้าห่มให้สะดุ้งตื่น
แทนไทครางฮือในลำคออย่างหงุดหงิด อาการปวดหัวตุบๆ แล่นริ้วขึ้นมาจนแทบระเบิด ฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่อัดเข้าไปอย่างหนักเมื่อคืนทำเอาเขาแฮงค์หนักจนแทบลืมตาไม่ขึ้น
มือหนาคลำสะเปะสะปะไปคว้าโทรศัพท์มากดรับสายโดยไม่ทันได้ดูชื่อคนโทรเข้า
“ฮัลโหล... ใครวะ แม่ง! คนจะนอน!” เสียงทุ้มแหบพร่าตวาดลั่น
(นอนเหี้ยอะไรของมึงไอ้คุณแทน! เก้าโมงเช้าแล้วเว้ย! วันนี้มีพรีเซนต์โปรเจกต์อาจารย์ทรงพล มึงรีบแหกขี้ตาตื่นแล้วแบกสังขารมาเดี๋ยวนี้เลย!)
เสียงของบอลตะโกนทะลุลำโพงออกมาจนแทนไทต้องดึงโทรศัพท์ออกห่างหูพลางขมวดคิ้วมุ่นเพราะความปวดหัวจากอาการแฮงค์
“เชี่ยเอ๊ย!”
ชายหนุ่มสบถลั่น สปริงตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงอย่างรวดเร็วจนหน้ามืด เขาขยี้ผมสีเข้มที่ยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง ก่อนจะรีบโยนโทรศัพท์ทิ้งแล้ววิ่งเข้าห้องน้ำไปจัดการตัวเองด้วยความเร็วแสง
สายน้ำเย็นจัดไม่ได้ช่วยชะล้างอาการปวดหัวให้หายไปได้เลย มันยิ่งทำให้ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนค่อยๆ ไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวทีละฉาก... ทีละฉาก...
รั้วบ้าน... กลิ่นน้ำหอมของเธอ... เสียงร้องไห้ของเขา... และ... จูบ!
“ฉิบหายแล้วไอ้แทน...” เขาพึมพำกับตัวเองหน้ากระจก ใบหน้าหล่อคมซีดเผือดลงเมื่อจำได้ว่าตัวเองทำอะไรลงไปเมื่อคืน
ใช้เวลาไม่ถึงสิบห้านาที แทนไทก็ควบดูคาติคู่ใจมาถึงใต้ตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ด้วยสภาพที่ดูไม่จืดเท่าไหร่นัก เสื้อยืดสีดำยับยู่ยี่ถูกสวมทับด้วยช็อปสีเลือดหมูที่ไม่ได้ติดกระดุม ผมที่ไม่ได้เซ็ตถูกสางลวกๆ แต่กลับดูเซอร์และมีเสน่ห์ดึงดูดสายตาสาวๆ แถวนั้นให้มองตามเป็นตาเดียว
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในจุดนัดพบใต้ตึก เจตกับบอลที่นั่งหน้าเครียดรออยู่ก็รีบพุ่งเข้ามาหาทันที
“สภาพมึงนี่... เหมือนหมาแฮงค์เลยว่ะ” เจตเปิดฉากแซวเพื่อนทันที
“หุบปากไปเลยไอ้เจต กูยิ่งปวดหัวอยู่”
แทนไททิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งหินอ่อน ยกมือนวดขมับตัวเองแรงๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสนิททั้งสองด้วยแววตาหวาดระแวง
“เมื่อคืน... กูไปเมาเรื้อนอะไรที่หน้าบ้านขวัญบ้างวะ มึงเล่ามาให้หมดเลยนะ”
บอลถอนหายใจยาว ก่อนจะเริ่มสาธยายวีรกรรมของเพื่อน “มึงวิ่งไปเกาะรั้วบ้านเขาแหกปากโวยวาย ร้องไห้น้ำตาแตกว่าวิศวะเปื้อนฝุ่นมันสู้ไอ้เสื้อกาวน์ไม่ได้ แล้วก็บังคับให้น้องเขาเปิดประตู...”
“เดี๋ยว...” แทนไทกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สติเริ่มกลับมาครบถ้วนร้อยเปอร์เซ็นต์ “แล้วกู... กูไม่ได้พูดอะไรโง่ๆ... หรือหลุดปากอะไรบ้าๆ ออกไปใช่ไหมวะ”
เจตและบอลหันมามองหน้ากัน กระพริบตาปริบๆ อยู่สองสามวินาที ก่อนจะหันกลับมามองเพื่อนรักแล้วพยักหน้าขึ้นลงพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียง
“พูด” เจตตอบ
“เต็มปากเต็มคำเลยเพื่อน” บอลเสริม
“เชี่ยยยย...” แทนไทยกมือขึ้นกุมขมับอย่างคนหมดอาลัยตายอยาก “กูพูดว่าอะไรวะ...”
แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมาอาบไล้คฤหาสน์หรูหลังใหญ่ของครอบครัวเจ้าขวัญ บรรยากาศที่ควรจะสดใสกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นเงียบๆ ภายในใจของหญิงสาวร่างระหงในชุดนักศึกษาที่ถูกสวมทับด้วยเสื้อคาร์ดิแกนตัวเก่งยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ ปลายนิ้วเรียวเผลอยกขึ้นแตะที่ริมฝีปากตัวเองอย่างลืมตัว ความรู้สึกร้อนผ่าวและรสขมปร่าของแอลกอฮอล์จากจูบอันหนักหน่วงเมื่อคืนยังคงตราตรึงจนหัวใจเต้นผิดจังหวะบรื้น...เสียงเครื่องยนต์รถยุโรปคันหรูที่แล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าประตูรั้วดึงสติของเจ้าขวัญให้กลับมา หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย รีบคว้ากระเป๋าสะพายและหนังสือเรียนเดินลงบันไดไปชั้นล่าง ทันทีที่ก้าวพ้นประตูบ้าน ภาพที่เห็นก็ทำให้เธอต้องปั้นรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าหมอพิชญ์ในชุดนักศึกษาแพทย์ที่ดูสะอาดสะอ้านและเนี๊ยบทุกกระเบียดนิ้ว กำลังยืนส่งยิ้มละมุนละไมพูดคุยอยู่กับคุณก้องเกียรติและคุณรดา พ่อและแม่ของเธอที่ออกมายืนต้อนรับว่าที่ลูกเขยคนโปรดด้วยตัวเอง“แหม หมอพิชญ์ มาแต่เช้าเชียว ทานข้าวเช้ามาหรือยังลูก เข้ามาทานข้าวต้มฝีมือป้าก่อนสิจ๊ะ”คุณรดาเอ่ยด้
ทันทีที่บานประตูเหล็กดัดเปิดออกกว้างพอให้แทรกตัวผ่าน ร่างสูงใหญ่ที่โอนเอนไร้สติเมื่อครู่กลับพุ่งพรวดเข้ามาประชิดตัวเธออย่างรวดเร็วจนเจ้าขวัญตั้งตัวไม่ทัน“อ๊ะ! พี่แทน!”มือหนาคว้าหมับเข้าที่เอวบางก่อนจะออกแรงรั้งร่างระหงให้ถลาเข้ามาปะทะแผงอกแกร่ง แรงดึงนั้นทำให้เจ้าขวัญเซถอยหลังไปชิดกับกำแพงรั้วด้านในที่มืดสนิทและพ้นจากรัศมีสายตาของหน้าต่างชั้นสองพอดี“เฮ้ยไอ้แทน! มึงอย่าทำอะไรน้อง!”เจตกับบอลร้องเสียงหลง เตรียมจะถลันเข้ามาจับเพื่อนแยกออก แต่แทนไทกลับตวัดสายตาแดงก่ำมองขวาง หันไปคำรามใส่เพื่อนสนิทเสียงกร้าว“พวกมึงถอยไป! กูจะคุยกับขวัญแค่สองคน... ถอยไปดิเทวะ!”“แต่ว่า…” บอลอึกอัก มอ
เสียงตะโกนข่มขู่จากเบื้องล่างทำให้เจ้าขวัญเบิกตาโต หญิงสาวรู้ดีว่าคนห่ามๆและเอาแต่ใจอย่างแทนไท เวลาเมาแล้วหน้ามืดทำได้ทุกอย่างจริงๆ เธอไม่รอช้า รีบคว้าเสื้อคาร์ดิแกนตัวยาวที่พาดอยู่ปลายเตียงมาสวมทับชุดนอนสายเดี่ยวอย่างลวกๆเธอเปิดประตูห้องนอนออกอย่างระมัดระวังที่สุด พยายามก้าวเท้าลงบันไดด้วยความเงียบเชียบ ทุกย่างก้าวที่ย่ำลงบนขั้นบันไดไม้ หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก สายตาก็คอยระแวดระวังมองไปทางประตูห้องนอนของพ่อกับแม่ตลอดเวลา ภาวนาในใจขออย่าให้พวกเขาตื่นลงมาเลยทันทีที่เท้าแตะพื้นชั้นล่าง เจ้าขวัญวิ่งฝ่าความมืดตรงไปยังประตูหน้าบ้าน มือบางปลดล็อกกลอนด้วยความเร่งรีบ เสียงดังกริ๊กเบาๆ แต่กลับดังก้องในความรู้สึกของเธอ หญิงสาวผลักประตูออกแล้วสับเท้าวิ่งเหยียบผืนหญ้าหน้าบ้านตรงไปยังประตูรั้วทันที“พี่แทน! หยุดบ้าได้แล้ว!”เสียงหวานที่แฝงไปด้วยควา
ความเงียบสงัดของหมู่บ้านจัดสรรยามตีสองถูกทำลายลงด้วยเสียงเครื่องยนต์ที่แล่นเข้ามาจอดเทียบฟุตบาท แสงไฟหน้ารถสาดกระทบรั้วอัลลอยด์สีเข้มของบ้านสองหลังที่ตั้งอยู่ติดกันบรรยากาศยามดึกสงัดมีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรและสายลมเย็นเยียบที่พัดผ่านมา ทว่าความสงบนั้นกลับถูกฉีกกระชากด้วยความทุลักทุเลของกลุ่มชายหนุ่มที่เพิ่งก้าวลงจากรถ“ไอ้แทน! มึงก้าวขาดีๆ ดิวะ ตัวหนักอย่างกับควาย!”เสียงของเจตสบถขึ้นอย่างเหลืออด ขณะที่เขากับบอลสองเพื่อนสนิทกำลังช่วยกันหิ้วปีกร่างสูงใหญ่ของแทนไท ลงมาจากเบาะหลังรถ กลิ่นแอลกอฮอล์คละคลุ้งฉุนกึกบอกให้รู้ถึงปริมาณน้ำเมาที่เจ้าตัวซัดเข้าไปอย่างไม่ลืมหูลืมตาร่างของแทนไทโงนเงนไร้ทิศทาง ขาทั้งสองข้างพับอ่อนราวกับคนไม่มีกระดูก ศีรษะหนักอึ้งพับตกลงมาซบกับบ่าของบอล“เออแม่ง... ดื่มเหมือนพรุ่งนี้จะเอาให้ตับพ
เสียงเบสหนักหน่วงจากลำโพงในร้านเหล้าหลังมหาวิทยาลัยดังกระหึ่มจนพื้นสะเทือน แสงไฟนีออนหลากสีสาดส่องตัดกับความมืดมิดและควันบุหรี่ที่ลอยคลุ้ง ทว่าบรรยากาศคึกคักรอบกายไม่อาจกลบความเยียบเย็นที่แผ่กระจายออกมาจากโต๊ะวีไอพีมุมสุดของร้านได้เลยแก้วทรงเตี้ยที่เท่าไหร่ก็ไม่อาจนับได้ถูกกระแทกลงบนโต๊ะกระจกอย่างแรง ร่างสูงใหญ่ในเสื้อยืดสีดำสนิทนั่งพิงพนักโซฟา นัยน์ตาคมกริบแดงก่ำทอดมองแก้วเหล้าเพียวๆ ในมือด้วยสายตาว่างเปล่า ก่อนจะยกมันขึ้นสาดของเหลวสีอำพันรสบาดคอลงคอไปรวดเดียวราวกับมันเป็นแค่น้ำเปล่า“เฮ้ยๆ ไอ้แทน! พอมึง พอ! แดกเพรียวแบบนี้มึงกะจะเอาให้ตายคาร้านเลยหรือไงวะ!”บอลรีบพุ่งเข้าไปแย่งขวดเหล้าแบล็คเลเบิ้ลออกจากมือเพื่อน ก่อนที่มันจะรินใส่แก้วช็อตอีกรอบ แทนไทตวัดสายตาขวางใส่ แต่ก็ไม่ได้ออกแรงแย่งคืน ชายหนุ่มทิ้งศีรษะพิงพนักโซฟาอย่างหมดอาลัยตายอยาก ยกท่อนแขนแกร่งขึ้นก่ายหน้าผากเพื่อหลบเลี่ยงแสงไฟวิบวับที่สาดส่อ
‘วิศวกรเปื้อนฝุ่น’คำตอกย้ำสถานะที่ถูกพ่นออกมาอย่างเลือดเย็น ราวกับค้อนเหล็กหนักอึ้งที่ทุบลงกลางแสกหน้า แทนไทชาวาบไปทั้งร่าง ความเจ็บปวดแล่นพล่านตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ มันไม่ใช่ความโกรธที่อยากจะพุ่งเข้าไปชกหน้าใคร แต่มันคือความรู้สึกสมเพชตัวเองที่ถูกกรีดทึ้งศักดิ์ศรีจนยับเยินไม่มีชิ้นดีในสายตาของพ่อแม่เจ้าขวัญ เขาไม่ใช่มนุษย์ที่มีหัวใจ ไม่ใช่เด็กผู้ชายที่คอยเอาตัวรับหมัดแทนลูกสาวของพวกเขามาตลอดหลายปี แต่เขาเป็นแค่เชื้อโรค เป็นแค่คราบสกปรกที่กำลังจะเกาะกินผ้าขาวบริสุทธิ์ของครอบครัวนี้ผิดกับหมอพิชญ์… ที่เป็นดั่งเจ้าชายในชุดกาวน์สีขาวสะอาดตา ผู้ซึ่งได้รับสิทธิพิเศษให้เชยชมดอกไม้ดอกนี้ได้อย่างเปิดเผย เพียงเพราะมีป้ายคอและสถานะทางสังคมที่เชิดหน้าชูตาได้ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าปอดลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามข่มความร้าวราญที่ตีตื้นขึ้นมาจนกระบอกตาผ่าวร้อน เขาเป็นอันธพาล เขาเป็นคนอารมณ์ร้อนที่พร้อมจะพังทุกอย่างที่ขวางหน้า… แต่นั่นไม่ใช่กับผู้ชายตรงหน้าที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘พ่อ’ ของผู้หญิงที่เขารักแทบตาย“ผมไม่เคยคิดจะทำให้เจ้าขวัญเสียคนครับคุณลุง” เสียงทุ้มห้าวที่เคยดุดัน บัดนี้แห







