Mag-log in‘ศรา’ ที่แปลว่า ‘บริสุทธิ์ดั่งเจ้าหญิง’ ในตอนนี้เธอแอบหนีออกจากนรกนั่น เดินระหกระเหินไปตามทางด้วยเท้าเปล่า ปล่อยให้น้ำตามันไหลลงมาอย่างเหม่อลอย ไม่มีจุดหมายปลายทาง ไม่มีแผนที่จะหนีไปที่ไหน ไม่ไปหาญาติทั้งฝั่งพ่อและฝั่งแม่เพราะไม่อยากไว้ใจใครอีกแล้ว
เดินกุมท้องน้อยที่เจ็บปวดออกมารับลมตรงสะพานข้ามแม่น้ำใหญ่ รถยังคงวิ่งไปมาไม่หลับใหลต่างจากความคิดของเธอที่ต้องการจะหลับใหลไปตลอดกาลในตอนนี้...
สองเท้าเปล่าปีนขึ้นบนราวสะพานอย่างไม่ได้สติ นั่งลงบนเหล็กราวสะพานนั้นเงยหน้ารับลมเย็นๆ ที่ปะทะเข้ามาโดนใบหน้า มือเล็กที่เคยจับราวสะพานไว้ปล่อยกางอ้าแขนออกรับลมนั้นก่อนจะตั้งท่าทิ้งดิ่งตัวเองลงไปหลังให้จมดิ่งสู่แม่น้ำอันกว้างใหญ่...อยากไปให้พ้นจากโลกที่โหดร้ายนี้ไปเสียเหลือเกิน
“แม่หนู!!!” ไม่ทันที่จะโยนตัวลงสู่แม่น้ำอย่างใจหวัง หญิงวัยกลางคนก็รีบเข้ามากอดตัวเธอเอาไว้ ใช้แรงทั้งหมดที่มีลากเธอลงมาจากราวสะพานอย่างทุลักทุเล
“ช่วยหนูไว้ทำไม!! ช่วยหนูทำไม!!! ฮือๆ”
เมื่อล้มลงนั่งกับพื้นก็เอามือปิดหน้าร้องไห้โฮออกมา หญิงวัยกลางคนมองหญิงสาวด้วยความรู้สึกสงสาร
แม้ไม่รู้ว่าเธอเจออะไรมาบ้างแต่คงหนักหนาเกินกว่าที่เธอจะรับได้ ดูจากรูปร่างหน้าตาเธอคงอายุยังน้อย หญิงวัยกลางคนเอื้อมมือไปลูบศีรษะของเธออย่างแผ่วเบา ก่อนจะคว้าร่างที่ร้องไห้จนตัวโยนเข้ามากอดปลอบอย่างนึกสงสารจับใจ
“ไม่ว่าหนูจะเจออะไรมา หนูลองสู้ดูหรือยังลูก...ความอ่อนแอมันใช้ไม่ได้กับชีวิตเราหรอกนะ ลองสู้ให้มันตายไปข้างหนึ่งดีกว่าไหม? จะตายก็ตายตอนที่ยังสู้ดีกว่าไหมหนู? อย่ามาคิดทำร้ายตัวเองก่อนเลย”
“หนู...สู้ไม่ได้ ฮึกๆ หนูสู้แรงพวกมันไม่ได้ ฮืออออ”
เธอเอ่ยเสียงสั่นพลางสะอื้นร้องไห้โฮออกมา หญิงวัยกลางคนได้ยินอย่างนั้นก็พอจะเดาออกว่าเธอเจอเรื่องเลวร้ายอะไรมา ยิ่งคิดก็ยิ่งเวทนาสงสารจับใจเอื้อมมือไปลูบหญิงสาวที่ปิดหน้าร้องไห้อย่างเอาเป็นเอาตาย
“ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้หรอกลูก ตอนนี้อาจจะไม่ได้แต่ต่อไปมันต้องสู้ได้ถ้าเราไม่ยอมแพ้ซะอย่าง”
หญิงวัยกลางคนพูดพลางกอดปลอบ เธอจึงยอมเงยหน้าขึ้นมามองใบหน้าของหญิงวัยกลางคน เธอแทบจะไม่อยากเชื่อว่าหญิงวัยกลางคนตรงหน้านั้น มีใบหน้าเหมือนแม่ของตนอย่างกับแกะ
“แม่...”
“หือ? ป้าน่ะเหรอ? ป้าไม่รู้จักหนูนะลูก ป้าแค่เดินผ่านมาเห็นหนูกำลัง...”
หญิงวัยกลางคนทำหน้าสงสัยมองซ้ายมองขวาก็ไม่เห็นมีใครก่อนจะหันกลับไปมองหญิงสาวตรงหน้าที่มองตนอย่างเหม่อลอยเหมือนคนไม่ได้สติ
“...หน้าเหมือนแม่หนูเลย”
เธอเอ่ยพลางน้ำตาเอ่อคลออีกครั้ง เพราะตอนนี้ไม่หลงเหลือสติอะไรแล้ว เธอจึงโผเข้ากอดหญิงวัยกลางคนคนนั้นแล้วร้องไห้ออกมาอีกครั้ง
“แม่...ฮึก ฮืออออ หนูคิดถึงแม่เหลือเกิน...พวกมันทำหนู พวกมันทำหนู...พวกมัน...ฮึก ฮืออออออ”
ชะงักคำพูดไปแล้วร้องไห้ออกมาอย่างเอาเป็นเอาตาย กอดหญิงวัยกลางคนแน่น หญิงวัยกลางคนไม่รู้จะทำยังไงก็นั่งกอดปลอบเธออยู่อย่างนั้น
สุดท้ายก็เป็นหญิงวัยกลางคนกลับมาส่งเธอที่บ้านเกือบจะเช้ากอดปลอบกันอยู่นานรอให้เธอได้สติ พอถึงบ้านศราก็บอกให้หญิงวัยกลางคนยืนรอเธอครู่หนึ่ง ก่อนที่เธอจะปีนเข้าห้องของตัวเองทางหน้าต่าง เก็บข้าวของและเอกสารที่จำเป็นใส่ประเป๋าเป้ก่อนจะออกไปหาหญิงวัยกลางคนคนนั้น
“จะดีเหรอหนู ป้าไม่ค่อยแนะนำ...”
“ป้าจะให้หนูอยู่กับครอบครัวที่ทำร้ายหนูเหรอคะ? ถ้าหนูไม่หนีก็ต้องเจอเรื่องแบบนั้นทุกวัน...”
ศราพูดพลางทำหน้าเศร้าน้ำตาเอ่อคลออีกครั้ง หญิงวัยกลางคนได้ยินอย่างนั้นก็ถึงกับเอามือทาบตกตาโตด้วยความตกใจ
“ตายจริง! เป็นครอบครัวหรือนี่ที่ทำกับหนู แล้วทำไมไม่แจ้งความล่ะ?” หญิงวัยกลางคนเอ่ยพลางจับแขนเธอด้วยสีหน้าเป็นห่วง
“ไม่หลักฐาน ถ้าพวกนั้นปฏิเสธและมีพยานให้ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดีค่ะ” เธอกล่าวเสียงแผ่ว
“งั้นไปๆ รีบไปก่อนที่จะมีใครเห็น ไม่ต้องห่วงนะบ้านป้ามีแค่ป้าคนเดียว แต่...มันอาจจะเล็กอยู่ในสลัมหน่อยนะ หนูอยู่ได้ไหม?”
“หนูอยู่ไหนก็ได้ค่ะ ขอแค่พ้นจากคนพวกนี้...หนูสัญญาจะไม่เป็นภาระป้าเลย หนูจะทำงานหาเงินค่ะ” เธอเอ่ยพลางจับมือของหญิงวัยกลางคนตรงหน้าด้วยสีหน้าขอร้องเพราะกลัวว่าหญิงวัยกลางคนจะเปลี่ยนใจปฏิเสธเธอ
ในความบัดซบก็ยังพอมีความโชคดีอยู่บ้างที่เธอเจอคนแปลกหน้าที่ใจดี แม้จะยากจนแต่ก็ทำให้เธอพ้นจากเรื่องอัปยศนั่นได้ ศราหายออกไปจากชีวิตครอบครัวนั้นรวมถึงพ่อของเธอ ดรอปเรื่องเรียนที่เดิมเอาไว้แล้วทำงานด้วยวุฒิการศึกษาเพียงแค่มัธยมปลาย..
เธอรักษาตัวเองจนหายดีแล้วทำงานหนักในห้างทุกวัน ไม่ส่งข่าวคราวหาใคร อยู่อย่างเงียบๆ ใช้ชีวิตอยู่ในสลัม ช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายของบ้านที่เธอพักอาศัยกับหญิงวัยกลางคนคนนั้นที่ทำงานเป็นแม่บ้านในห้างเดียวกัน ศราได้ทำงานร้านเครื่องสำอางและศึกษามันอย่างยากลำบาก กว่าจะเก็บเงินได้ก็ปาไปสิบสองปี
เรียนออนไลน์จนจบปริญญาอย่างใจหวังก่อนจะเริ่มก่อตั้งบริษัทและศึกษาเกี่ยวกับเครื่องสำอางอย่างจริงๆ โดยแรกๆ นั้นเธอทำได้ไม่ค่อยดีนักเพราะประสบการณ์ยังน้อย คู่แข่งก็มาก แต่เพราะเธอมีเป้าหมายในใจอย่างแน่วแน่ เป้าหมายที่จะเอาคืนอย่างสาสม ตบหน้าคนพวกนั้นด้วยความสำเร็จ...ต่อสู้กับคนที่เคยทำเธอไว้ด้วยเงิน...ใช้เงินเพื่อจ้างวานยังได้...
เพราะความที่เธอต้องสู้ทุกอย่างเพียงลำพัง และเจอเรื่องต่างๆ มามากมาย ทำให้เธอมีอาการทางจิต อยู่ๆ ก็นึกผวาขึ้นมา บางวันก็กรีดร้องและร้องไห้ออกมาอย่างหวาดกลัว เธอต้องสู้ทั้งจิตใจของตัวเอง และงานของเธอตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา...
“ป้าเพ็ญ หนูซื้อบ้านแล้วนะคะและอยากให้ป้าไปอยู่ด้วยกันกับหนู”
หญิงวัยกลางคนหันไปมองหญิงสาวที่เดินเข้ามาหาเธอพร้อมชูกุญแจบ้านด้วยรอยยิ้มบางๆ แม้ใบหน้าของหญิงสาวตอนนี้จะดูเย็นชาแต่ป้าเพ็ญก็รู้ดีว่าเธอนั้นไม่ได้เย็นชาอย่างที่คิด
จากเด็กสาวที่อ่อนแอในวันนั้น วันนี้กลับเป็นผู้หญิงที่ดูแข็งกร้าว เกรี้ยวกร้าดจนน่ากลัว เหวี่ยงวีนทุกคนที่ไม่ถูกใจหรือเข้ามาปองร้ายกับเธอ
นิสัยเหล่านี้คงแก้ไม่ได้เพราะมันคือกำแพงที่สร้างเอาไว้เพื่อป้องกันตัวเองที่เริ่มไม่ปกติทางจิตขึ้นไปทุกวัน ป้าเพ็ญรู้ดีว่าลึกๆ แล้วเธอเป็นคนอ่อนไหวแค่ไหนและหวาดกลัวแค่ไหน การเติบโตทำให้เธอเก็บซ่อนมันเอาไว้ได้เป็นอย่างดี ภายใต้ปากร้ายๆ นิสัยเสียๆ นั่น...แต่อาการหวาดผวา ระแวง ก็ยังไม่หายไป
“จะดีเหรอ? เงินที่หนูเคยใช้กินอยู่กับป้า หนูก็คืนหมดแล้วยังคืนเกินอีก”
“ดีสิคะ หนูจะอยู่ยังไงถ้าไม่มีป้าคอยปราม” ศราเอ่ยพลางเดินเข้าไปกอดป้าเพ็ญ
คงมีแต่หญิงวัยกลางคนที่แปลกหน้าในวันนั้นจนกลายเป็นผู้มีพระคุณในวันนี้ที่เธอจะแสดงด้านที่อ่อนโยนให้เห็น
เพราะป้าเพ็ญเป็นคนเดียวที่คอยเข้ามากอดปลอบเธอในวันที่เธอสติหลุดหรือวันที่ไม่ปกติทางอารมณ์...และเธอไม่เคยยอมรับมันจึงไม่ได้ไปรักษาเหมือนคนอื่นๆ ที่เขาเป็น…
...
“คนที่ช่วยชีวิตเธอวันนั้นคือป้าหรอกหรือครับ?” หรัญญ์เอ่ยถามหลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดจบ
“ใช่จ้ะ”
“แล้วเรื่องพ่อของเธอล่ะครับ?” เขาเอ่ยถามต่อ
“ไม่รู้ยังไงนะ คุณผู้หญิงไม่เคยเล่ารายละเอียดให้ฟังมากนัก ป้าก็รู้เท่าที่รู้เพราะดูคุณผู้หญิงไม่ค่อยอยากพูดถึงคนบ้านนั้นเท่าไหร่”
“ทำไมป้าถึงเรียกว่าคุณผู้หญิง?” นายน์ที่เงียบฟังอยู่นานเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย
“ก็เธอให้เงินเดือนป้า และป้าก็อยากจะเคารพในตัวเธอ” ป้าเพ็ญเอ่ยด้วยรอยยิ้มอย่างภาคภูมิใจที่เธอเติบโตมาได้ดิบได้ดีขนาดนี้
...
หรัญญ์นึกย้อนไปถึงวันนั้นที่ได้ฟังป้าเพ็ญเล่า ก่อนหันกลับไปมองหญิงสาวที่นั่งไขว่ห้างทำงานอย่างเงียบๆ หลังจากที่ไล่คนที่อ้างตัวเป็นพ่อของเธอออกไปจากหน้าบริษัท เธอสั่งบอดี้การ์ดให้เฝ้าหน้าห้องสองคน ในห้องสามคน
ถ้าเป็นที่บ้านจะให้เฝ้าในห้องนอนหนึ่งคน หน้าห้องหนึ่งคนและรอบบ้านอีกสองคนคอยตรวจบริเวณบ้าน จากที่รับรู้มาคนที่บ้านนั้นไม่มีใครรู้ว่าเธออยู่ไหนเป็นอย่างไร
“จ้องหน้าฉันมีอะไรจะถามก็มาถามมา หรัญญ์?” เธอพูดทั้งที่ยังก้มหน้าทำงานอยู่ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองเขาด้วยซ้ำขณะที่พูดกับเขา
“...ไม่มีครับ”
เมื่อได้ยินคำตอบแบบนั้นศราก็เงยหน้าขึ้นมองหรัญญ์ด้วยใบหน้าเรียบนิ่งเพียงแค่คิ้วทั้งสองข้างขมวดคิ้วเข้าหากันแน่นแววตาดูไม่พอใจในคำตอบของเขา
“ถาม!! มีปัญหาอะไรก็พูดออกมา!!”
เธอแผดเสียงออกมาแสดงถึงความไม่พอใจที่เขามีข้อสงสัยอะไรก็ไม่ยอมถามไม่ยอมพูดบอกเธอมาตรงๆ เธอไม่ชอบคนที่เหมือนจะไม่สนใจไม่มีอะไรแต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้น เป็นเหมือนอย่างที่เธอเคยเจอมา...
“.........” หรัญญ์ยังคงยืนเงียบ เพื่อนอีกสองคนในห้องต่างหันไปมองหน้าเขาพร้อมกับทำหน้าเหมือนหัวจะปวด แม้จะทำงานกับเธอมาหนึ่งเดือนแล้วแต่ก็ยังไม่ชินกับนิสัยนี้ของเธอเสียเท่าไหร่
ถึงจะรู้เรื่องของเธอทั้งหมดแล้วก็เถอะ พวกเขาคิดไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าคนอย่างหรัญญ์กับคุณผู้หญิงศราผู้ว่าจ้างงานพวกเขานั้นจะอยู่ด้วยกันยากหน่อย เพราะหรัญญ์เป็นคนพูดน้อยแต่ต่อยหนัก ถ้าได้พูดทีคงมีสะดุ้งกันบ้าง
“ฉันบอกให้ถามมาไง!!”
“ทำไมคุณผู้หญิงถึงไม่ยอมพบพ่อล่ะครับ? ชายคนนั้นนามสกุลเดียวกับคุณ ไม่ลองไปเจอหน่อยหรือครับ ยังไงเขาก็เป็นพ่อของคุณ...”
ถามออกไปตามความต้องการของผู้เป็นเจ้านาย ก็ในเมื่อเธอบังคับให้เขาถาม...ถ้าไม่ยอมทำตามที่เธอต้องการก็คงจะเป็นเรื่องใหญ่อีกแน่ และเขาก็ไม่ต้องการให้มีปัญหามากกว่านั้น จบที่เขาดีที่สุด
เธอเอ่ยเสียงเรียบจับจ้องใบหน้าเขาไม่ละสายตา ไม่ต่างจากหรัญญ์ที่ยังคงนิ่งแต่ก็อึ้งที่ได้ยินเธอสั่งแบบนั้น เธอต้องการจะทำอะไรกันแน่...คงจะล้อเขาเล่นเหมือนเช่นเคย คนอย่างศราไม่น่ากล้าทำอะไรบ้าบิ่นแบบนั้นแน่...นั่นคือสิ่งที่เขาคิด“รออะไรอยู่ล่ะ? ไหนบอกว่าเท้าฉันแดงยังจะให้ฉันเดินไปหรือยังไง?” พูดทักท้วงขึ้นอีกครั้งหลังจากที่เห็นเขานิ่งอยู่นาน“ครับ...”ตอบรับแต่โดยดีก่อนจะถอดสูทของตัวเองออกมาคลุมที่หน้าขาของเธอแล้วโน้มตัวลง ศราเห็นอย่างนั้นก็รีบคว้าคอของเขากอดเอาไว้แน่น สายตายังคงจ้องมองเขาด้วยรอยยิ้มก่อนที่หรัญญ์จะใช้แขนข้างที่ว่างช้อนตัวเธอขึ้นอุ้ม อีกข้างหนึ่งถือรองเท้าส้นสูงของเธอเอาไว้ ตัวของเธอเบากว่าที่เขาคิด...แต่แรงตบไม่เบาเลย...“ไอ้หรัญญ์จะโดนแหย่อะไรอีกไหมวะ” เชนเอ่ยพลางมองหรัญญ์อุ้มคุณผู้หญิงขึ้นห้องไป คนอื่นๆ ก็ไม่ต่างกัน“งานหยาบแน่เลยว่ะ” นายน์เอ่ยต่อ“นั่นดิ...ถึงยังไงไอ้หรัญญ์มันก็ผู้ชาย” ธามพูดพลางทำหน้าเคร่งเครียด“คุณผู้หญิงไม่น่าทำอะไรหรอก...เราก็รู้ๆ
“เสพสมดั่งใจดีไหมล่ะ? คุณหัวหน้า”เธอเอ่ยขึ้นทันทีที่เขาก้าวเข้าห้องทำงานของเธอมา หรัญญ์แค่โค้งศีรษะลงเล็กน้อยให้กับหญิงสาวที่ยืนหันหน้าออกมองวิวเมืองผ่านกำแพงกระจก แต่เขาไม่ได้ตอบคำถามแนบแนมของเธอแต่อย่างใด ใบหน้าของหรัญญ์ยังคงเรียบนิ่งไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ก่อนจะปรายสายตามองเพื่อนๆ ของเขาที่ก้มหน้านิ่งทำสีหน้าเคร่งเครียดกันเป็นแถว“คุณผู้หญิงมีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ?” เขาเลือกที่จะเปลี่ยนเรื่องและถามเข้าประเด็นทันที ที่เธอเรียกเขามาทั้ง ๆ ที่ไล่เขาออกไปพักแล้ว แต่ก็อย่างว่า...เอาแน่เอานอนกับเธอไม่ได้หรอกมันอาจจะไม่ได้มีเรื่องอะไรก็ได้...“ฮึ...ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครเหรอ? แฟนนายงั้นสิ? ถึงใจดีไหมล่ะบอกให้ฉันรู้หน่อยสิ”ศราพูดขึ้นพร้อมกับหันไปมองเขา ใบหน้าสวยแสยะยิ้มจ้องมองเขาไม่วางตา สองเท้าเรียวที่ใส่ส้นสูงสีดำมันวาวเดินปราดเข้าไปหาเขาเชิดหน้าขึ้นรอคำตอบ“ผมไม่ตอบเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับงานครับ” หลุบสายตาคมจ้องมองหญิงสาวที่เชิดหน้ามองเขาพร้อมกับตอบเสียงเรียบ“เธอเป็นใครล่ะ? ตอบฉันมาสิ&rdq
“คุณช่วยผมได้อยู่แล้ว...” เขาปราดสายตามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาเป็นประกาย มือใหญ่จับมือเล็กที่ลูบไล้ลำคอของเขาพร้อมกับเลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้ มอบรสจูบที่แสนหิวโหยนั้นลงบนริมฝีปากบาง ดันตัวหญิงสาวในชุดคลุมอาบน้ำลงนอนบนโซฟา“อื้อ...” เธอครางเสียงหวานตอบรับมืออีกข้างที่ลูบไล้เรียวขาเนียน ล้วงเข้าไปใต้ร่มผ้า บีบเคล้นบั้นท้ายงอนงามนั้นอย่างแรง ชวนให้อารมณ์ไปไกลอย่างต้องการ“...เปลี่ยนสบู่เหรอ?”หรัญญ์เอ่ยถามเมื่อซุกไซร้ที่ซอกคอ พรมจูบไปทั่วคอขาวระหงส์ กลิ่นสบู่อ่อนๆ ลอยเข้ามาแตะที่ใต้จมูกโด่งคมสันของเขา เพราะมันไม่ใช่ครั้งแรกเขาจึงรับรู้ได้ทันทีว่าไม่ใช่กลิ่นเดิม“ใช่ค่ะ ชอบไหมคะ? ไม่อยากใช้กลิ่นเดิมซ้ำๆ กลัวคนแถวนี้จะเบื่อ”เธอพูดพลางเบือนหน้าหนีเล็กน้อย หรัญญ์ละจากลำคอเงยขึ้นมองหญิงสาวตรงหน้าพลางยกยิ้ม แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรออกมาไป จัดการถอดเสื้อคลุมของหญิงสาวออก“อื้อ...หรัญญ์...” ครางเสียงหวานเรียกชื่อเขาพลางยกสะโพกรับตัวตนที่ตั้งชันจนกางเกงปูดนูนเด่นชัดเป็นลำใหญ่ เสียดสีเนื้อนิ่มทั้งที่
ไม่พ้นโดนไล่ตะเพิดออกจากห้องทำงานของประธานบริษัทคนสวย หรัญญ์เดินออกมาหาเพื่อนด้วยใบหน้าคิ้วขมวด หย่อนตัวลงนั่งเก้าอี้ๆ ข้างๆ เพื่อนทั้งสองที่เขาบอกให้ออกจากห้องมาก่อนหน้า“อ้าว ไล่พวกกูออกมาแล้วมึงจะออกมาทำไม?” นายน์หันไปเอ่ยถาม เพราะปกติต้องรอพวกเขาสองคนกลับจากพักก่อนหรัญญ์ถึงจะยอมออกมาพัก ถึงจะพักแค่สิบห้านาทีก็ตาม“ดูท่าแล้วคงไม่พ้นโดนไล่ออกมา” เชนเอ่ยพลางส่ายหน้าไปมา“ถ้าอย่างนั้นใครคอยคุ้มกันคุณผู้หญิงล่ะ? หรือว่าหัวร้อนจนไม่ให้ใครเข้าไป” นายน์เอ่ย“ธามกับเรวิน...” หรัญญ์เอ่ยตอบเสียงเรียบ“แล้วคราวนี้มึงจะพักกี่นาที จะไปพร้อมพวกกูเลยไหม?” เชนหันไปถามตามปกติ“นั่นสิ พวกกูแค่มาหากาแฟกิน เดี๋ยวก็กลับเข้าไปแล้วอีกสิบนาที” นายน์พูดพร้อมยกข้อมือตัวเองขึ้นมามองนาฬิกาเรือนหรู"ครึ่งวัน...คุณผู้หญิงให้พักไปเลยครึ่งวัน” หรัญญ์เอ่ยใบหน้ายังคงขมวดคิ้วเช่นเดิม คำพูดของเขาทำให้เพื่อนร่วมสายงานทั้งสองคนถึงกับมองหน้ากันไปมาก่อนจะดึงสายตากลับไปมองหรัญญ์ที่ตอนนี่นั่งนวดข
เพี๊ยะ!!!“อย่ามาแส่อยากรู้เรื่องของฉัน!! หน้าที่ของนายก็แค่คอยดูแลปกป้องฉัน!! และฟังคำสั่งของฉันเท่านั้น!!”เธอเดินเข้าไปวาดมือขึ้นสูงแล้วฟาดลงที่ใบหน้าของคนตัวสูงกว่าเต็มแรงจนเขาหน้าหัน หรัญญ์ใช้ลิ้นดุนแก้มข้างที่โดนตบ ก่อนจะหันกับมาทำหน้าเรียบนิ่งข่มใจก้มโค้งศีรษะลงเล็กน้อยอย่างสุภาพ เขาโดนเธอตบมานับครั้งไม่ถ้วน...ทั้งมีเหตุผลทั้งไร้เหตุผลเพราะเธอคุมสติอารมณ์ของตัวเองไม่ได้“...ครับ...คุณผู้หญิง”ยอมตอบรับแต่โดยดีอย่างสงบนิ่ง ศราเห็นอย่างยิ้มก็ยิ้มเยาะและยังคงจ้องมองเขาไม่ละสายตา หรัญญ์ได้แค่เหลือบมองใบหน้าเธอครู่หนึ่งก่อนหลุบตาลงเลี่ยงสายตาของเธอเพราะไม่อยากมีปัญหาไปมากกว่านี้คนอย่างเขาไม่เคยยอมใคร แต่ก็ต้องมายอมผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ขึ้นชื่อว่าผู้จ้างวานอย่างว่าง่าย ที่ผ่านมาเขาเคยเจอแต่ผู้จ้างวานเอาแต่ใจเพราะอยากจะเข้าหาเขา แต่ไม่เคยเจอผู้หญิงที่จ้างงานคนไหนดุเดือดเลือดเย็นอย่างเธอคนนี้มาก่อน...ไม่ใช่ว่าเขาห่วงเงิน แต่เขาห่วงหน้าที่...มันคือประวัติการทำงานของเขาที่ต้องรักษาความเชื่อมั่นเอาไว้ มันจะมีผลต่
‘ศรา’ ที่แปลว่า ‘บริสุทธิ์ดั่งเจ้าหญิง’ ในตอนนี้เธอแอบหนีออกจากนรกนั่น เดินระหกระเหินไปตามทางด้วยเท้าเปล่า ปล่อยให้น้ำตามันไหลลงมาอย่างเหม่อลอย ไม่มีจุดหมายปลายทาง ไม่มีแผนที่จะหนีไปที่ไหน ไม่ไปหาญาติทั้งฝั่งพ่อและฝั่งแม่เพราะไม่อยากไว้ใจใครอีกแล้วเดินกุมท้องน้อยที่เจ็บปวดออกมารับลมตรงสะพานข้ามแม่น้ำใหญ่ รถยังคงวิ่งไปมาไม่หลับใหลต่างจากความคิดของเธอที่ต้องการจะหลับใหลไปตลอดกาลในตอนนี้...สองเท้าเปล่าปีนขึ้นบนราวสะพานอย่างไม่ได้สติ นั่งลงบนเหล็กราวสะพานนั้นเงยหน้ารับลมเย็นๆ ที่ปะทะเข้ามาโดนใบหน้า มือเล็กที่เคยจับราวสะพานไว้ปล่อยกางอ้าแขนออกรับลมนั้นก่อนจะตั้งท่าทิ้งดิ่งตัวเองลงไปหลังให้จมดิ่งสู่แม่น้ำอันกว้างใหญ่...อยากไปให้พ้นจากโลกที่โหดร้ายนี้ไปเสียเหลือเกิน“แม่หนู!!!” ไม่ทันที่จะโยนตัวลงสู่แม่น้ำอย่างใจหวัง หญิงวัยกลางคนก็รีบเข้ามากอดตัวเธอเอาไว้ ใช้แรงทั้งหมดที่มีลากเธอลงมาจากราวสะพานอย่างทุลักทุเล“ช่วยหนูไว้ทำไม!! ช่วยหนูทำไม!!! ฮือๆ”เมื่อล้มลงนั่งกับพื้นก็เอามือปิดหน้าร้องไห้โฮออกมา หญิงวัยก







