Masukผ้าขาวถูกย้อมสีดำสนิท...หล่อหลอมเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกลายเป็นคนที่ดำมืด...จดจำมันทุกความเจ็บปวดไม่มีวันลืม...'เขา' จะสามารถเปลี่ยนใจที่เต็มไปด้วยไฟแค้นของเธอได้ไหม...
Lihat lebih banyak“คุณผู้หญิงครับ...ผู้ชายคนนั้นที่บอกว่าเป็นพ่อของคุณ...มาขอพบอีกแล้วครับ”
ชายหนุ่มใบหน้าหล่อคมสัน แอบหน้าหวานอยู่เล็กน้อย ถ้าไม่ติดตรงคิ้วเข้มดวงตาคมสองชั้นนั้น จะให้เรียกหนุ่มหน้าหยกก็คงไม่ผิด ดูสะอาดสะอ้าน ร่างสูงราว188 กำยำล่ำสัน ในชุดสูทสีดำผูกเนคไทด์เรียบร้อยก้มโค้งศีรษะลงเล็กน้อยให้กับหญิงสาวอายุราว29 แต่ใบหน้ายังคงสะสวยราวกับนางเอกในซีรี่ย์ที่นั่งประจำเก้าอี้ตำแหน่งประธานบริษัทเครื่องสำอางชั้นนำติดอันดับต้นๆ ของประเทศ...และผู้ชายคนที่ก้มโค้งให้เธอนั้นใครเห็นก็คงมองออกว่าเป็นคนคุ้มกันหรือที่เรียกกันว่า...บอดี้การ์ด
“ฉันบอกนายไปแล้วกี่ครั้งหรัญญ์...ว่าฉันไม่มีพ่อ!! ไล่มันออกไปจากหน้าบริษัทฉัน!!” หญิงสาวแผดเสียงขึ้นอย่างอารมณ์เสียเมื่อได้ยินแบบนั้น คนที่ขึ้นชื่อว่าบอดี้การ์ดอย่างหรัญญ์ก็ต้องทำตามคำสั่งทุกครั้ง...ลากชายวัยกลางคนออกไปให้พ้นหน้าบริษัทตามคำสั่งของผู้เป็นเจ้านาย
“ให้ผมพบลูกสาวของผมหน่อยเถอะครับ...ผมเป็นพ่อของเธอจริงๆ” ชายวัยกลางคนเอ่ยด้วยสีหน้าขอร้องอ้อนวอนต่อผู้ที่ดูเป็นหัวหน้าบอดี้การ์ดชายหนุ่มที่ลากตัวเขาออกมา พร้อมกับยื่นบัตรประจำตัวประชาชนให้บอดี้การ์ดหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาด้วยท่าทีที่ดูน่าสงสาร
“ผมไม่อยากลากคุณออกมาอีก อย่ามาที่นี่อีกเลยนะครับ” ชายหนุ่มเอ่ยอย่างสุภาพ หลุบสายตามองบัตรประจำตัวที่ชายคนนั้นยื่นให้อย่างไม่ใส่ใจและไม่ได้รับมันขึ้นมาดูแต่อย่างใด
“นี่ไงคุณเห็นไหม? ผมนามสกุลเดียวกับเธอจริงๆ นะครับ ผมเป็นพ่อของเธอ” พูดพลางพยายามยัดเยียดบัตรใบนั้นให้เขา มือไม้สั่นเทาราวกับคนเป็นโรค ใบหน้าของชายวัยกลางคนดูซีดเซียว การแต่งตัวดูมอมแมมไม่เหมือนคนที่เป็นพ่อของประธานบริษัทใหญ่โตแบบนี้ได้เลย...
“ดูสิครับ นี่ไงๆ ผมนามสกุลเดียวกับเธอ ผมเป็นพ่อของเธอจริงๆ” ชายวัยกลางคนพูดซ้ำๆ พร้อมชี้นิ้วป้อม ๆ เปรอะเปื้อนคราบไคลดำตามซอกเล็บไปที่บัตร ยื่นให้ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำตรงหน้าให้ดูชัดๆ หรัญญ์ขมวดคิ้วมุ่นแต่ก็ยอมหลุบตามองบัตรนั้น...
ไม่ผิด ชายวัยกลางคนพูดถูกว่าเขานามสกุลเดียวกับเธอที่เป็นประธานบริษัท คุณผู้หญิงของเขานั่นเอง...แต่ถึงอย่างไรคำสั่งก็คือคำสั่ง..
“ลุงกลับไปเถอะ อย่าทำให้พวกผมลำบากเลย” หรัญญ์พูดเพียงเท่านั้นแล้วหันหลังเดินกลับเข้าบริษัทไปพร้อมกับลูกน้องอีกสองคนที่ช่วยกันลากชายวัยกลางคนออกมาโดยไม่หันกลับไปมองชายวัยกลางคนเมื่อครู่เลย แม้จะสงสัยในสิ่งที่พึ่งเห็นแต่เขาก็ต้องเก็บความสงสัยนั้นเอาไว้ภายในใจ...
ทุกคนในทีมบอดี้การ์ดมีรูปร่างกำยำล่ำสัน หน่วยก้านดี กล้ามเป็นมัดๆ สูงราว180 ขึ้นไป ทีมของพวกเขาล้วนแต่เป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาทุกคน
พวกเขาถูกฝึกมาอย่างดีในค่ายทหารถือว่าเป็นบอดี้การ์ดที่มีฝีมือ นอกจากนักการเมือง นักธุรกิจ ซุปเปอร์สตาร์แนวหน้าของประเทศแล้วก็ไม่มีใครกล้าสู้ราคาค่าตัวของพวกเขา แต่เธอคนนี้...คุณผู้หญิงที่ชื่อ ‘ศรา’ กลับเลือกที่จะจ้างพวกเขา...ด้วยเหตุผลที่ว่า ถ้ารับคนที่มีอายุมากเกินไปเข้ามาทำงานจะสู้คนที่จ้องจะเข้ามาทำร้ายเธอได้อย่างไร...
ถึงอย่างนั้นตั้งแต่ทำงานกับเธอมาหนึ่งเดือนพวกเขายังไม่เห็นใครกล้าเข้ามาทำร้ายเธอเลยสักคน จะเห็นก็แต่ชายวัยกลางคนที่อ้างตัวว่าเป็นพ่อของเธอที่มายังหน้าบริษัททุกวัน
“จัดการเรียบร้อยตามคำสั่งแล้วครับ” หัวหน้าบอดี้การ์ดหนุ่มคนสนิทอย่างหรัญญ์เอ่ยขึ้นหลังจากกลับเข้าห้องประธานมา จะว่าสนิทก็ไม่เชิง...แต่ก็คงจะเรียกได้ว่าใกล้ชิดเธอมากที่สุดมากกว่า เขาหลุบสายตาคมมองใบหน้าสวยที่กำลังทำงานโดยไม่สนใจคำพูดของเขา
เมื่อเห็นดังนั้นเขาก็เดินกลับไปประจำที่ก็คือยืนข้างๆ เธอที่นั่งทำงานอยู่ มันเป็นคำสั่งของเธอเอง...แม้ว่าคำสั่งมันจะแปลกไปเสียหน่อยที่ให้เหล่าบอดี้การ์ดคอยยืนคุมอยู่ใกล้ตัวแม้แต่เวลานั่งทำงานเงียบๆ ภายในห้องนี้ที่อยู่บนตึกสูงยี่สิบชั้น คงไม่มีใครคิดจะบุกเข้ามาได้ง่ายๆ แน่ เขาเข้าใจความกลัวของเธอเป็นอย่างดี...เป็นเพราะอดีตที่แสนโหดร้ายที่เขาได้รับรู้ว่าเขาถึงยอมทำตามคำสั่ง ตามหน้าที่...
ตั้งแต่วันแรกที่เขาเข้ามาทำงานนี้ให้กับประธานบริษัทเครื่องสำอางแบรนด์หรู ประวัติของเธอไม่มีทั้งชื่อพ่อและชื่อแม่ มีเพียงวันเดือนปีเกิดและประวัติบริษัทเท่านั้น นั่นก็ว่าแปลกแล้ว...แต่พอมาเจอเธอวันแรกแปลกยิ่งกว่า...
“กรี๊ดดดดดด!! ช่วยด้วย!! ใครก็ได้ช่วยที!!! ออกไปนะ!! ไอ้พวกชั่ว!!”
หญิงสาวในชุดคลุมอาบน้ำร้องเรียกให้พวกเขาช่วยตั้งแต่พวกเขาก้าวเข้าไปทำงานวันแรกที่บ้านเธอตอนเช้าตรู่ ทั้งกรีดร้องทั้งเสียงเอะอะโวยวายเหมือนคนกำลังโดนทำร้าย จนพวกเขารีบวิ่งเข้าไปตาเสียงก็เจอเธอนั่งขดกอดตัวเองอยู่ที่มุมห้องอาบน้ำในห้องนอนชั้นสองของบ้าน ฝักบัวถูกเปิดทิ้งไว้ทำให้เธอเปียกชุ่มไปทั้งตัว ท่าทีหวาดผวาตัวสั่นเทาทำให้เขาและคนในทีมพากันหาตัวคนที่จะเข้ามาทำร้าย...แต่ก็ว่างเปล่า ไร้ร่องรอยคนร้ายอย่างที่เธอว่า...
หรัญญ์ทำได้เพียงเดินเข้าไปปิดฝักบัว ถอดเสื้อสูทตัวนอกคลุมตัวให้เธอและพาเธอออกมาจากตรงนั้น แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่ใช่คำขอบคุณ...
เพี๊ยะ!!!
“ทำไมแกไม่ไปหาคนร้าย!! แกอยากให้มันมาทำร้ายฉันหรือไง!!” หญิงสาวฟาดฝ่ามือลงบนหน้าของหรัญญ์อย่างแรงจนหน้าหัน อีกทั้งยังตวาดใส่เขาราวกับว่าเขาทำงานพลาด...ทั้ง ๆ ที่ผ่านมาประวัติการทำงานของเขาไม่เคยมีงานที่ทำผิดพลาด
“ไม่ได้เรื่อง! เห็นประวัติการทำงานดีนักหนา! ฉันจ้างพวกแกมาแพงแต่พวกแกกลับจับคนร้ายแค่คนเดียวไม่ได้!!”
“...ขอโทษครับคุณผู้หญิง...ถ้าอย่างนั้นคุณผู้หญิงช่วยบอกลักษณะของคนร้ายให้พวกผมรู้ได้ไหมครับ พวกผมจะได้ไปตามจับถูกคน”
ชายหนุ่มที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าอย่างหรัญญ์พูดขึ้น แต่หญิงสาวตรงหน้ากับแสยะยิ้มสีหน้าไม่พอใจที่เขาขอความช่วยเหลือให้โดยการให้เธอบอกลักษณะของคนร้าย
“ไม่มีปัญญาหาเองจนต้องมาถามฉันงั้นสิ? ถ้าหาไม่ได้ก็ออกไป...ออกไปให้พ้นหน้าฉัน! ออกไป!!”
เธอไม่พูดเปล่า ตวาดเสียงลั่นบ้านหลังใหญ่ไม่พอยังหันไปหยิบหมอนและทุกสิ่งอย่างที่ใกล้มือขว้างใส่พวกเขาทั้งที่พวกเขายังมึนๆ งงๆ อยู่เพราะพึ่งมาถึง แต่ก็ยอมออกไปตามคำสั่งแต่โดยดี...
“ผู้หญิงคนนั้นเป็นบ้าอะไรวะหรัญญ์ กูไม่อยากเชื่อเลยว่าเราจะต้องมาคุ้มกันเธอ หรือเธอลองใจพวกเรา?”
เพื่อนของเขาพูดขึ้นอย่างหัวเสีย ถึงจะบอกว่าเพื่อนแต่ชายผู้พูดก็เป็นลูกน้อง...สำหรับหรัญญ์แล้วจะมองคนในทีมเป็นเพื่อน จากการทำงานเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาด้วยกันมันก็ควรจะเป็นแบบนั้น
“ตามกฎแล้วเราจะไม่นินทาเจ้านาย มึงลืมเหรอไอ้นายน์” หรัญญ์เอ่ยปรามเพื่อนทันที
“แต่กูก็ว่าบ้าจริงๆ นะ มีที่ไหนคนร้ายน่ะ หาทั่วบ้านอย่างไวไม่เห็นแม้แต่เงา” เรวินเพื่อนอีกคนเอ่ยขึ้นเห็นด้วยกับนายน์
“จะว่าไปเธอคนนี้ก็เก่งเอาเรื่องนะ พาพวกเราห้าคนมาอยู่ทีมเดียวกันได้ครบแก๊งเนี่ย” ธามพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่อึ้งทึ่งไม่น้อยพร้อมยกยิ้มอย่างไม่อยากเชื่อ เพราะดูจากการเลือกบอดี้การ์ดของเธอล้วนแต่เป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา ถ้าไม่ติดที่นิสัยของเธอในตอนนี้พวกเขาคงคิดว่าเธอคงแค่อยากจะมีหนุ่มหล่อรายล้อมเอาไว้เคี้ยวเล่นตามประสาผู้หญิงสวยโสดมีเงิน
“ไอ้เชนมึงอย่าเงียบสิ เสืออย่างมึงเห็นผู้หญิงสวยๆ ต้องเข้าหาแล้วไม่ใช่เหรอวะ?” นายน์เอ่ยแซวเพื่อนตัวเองที่ยืนเงียบกริบอยู่ข้างธาม เชนหันไปมองเพื่อนๆ ของตนแล้วส่ายหน้าไปมา
“แบบนี้ไม่ไหวว่ะ ใครไหวไปก่อนเลย” เชนเอ่ยปัด ก่อนที่ทั้งห้าคนจะพากันยืนรอเจ้านายคนใหม่อยู่หน้าห้องของเธอ ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัยว่าทำไมเธอถึงทำแบบนี้...จากที่อ่านมาไม่มีประวัติการรักษาโรคทางจิต แต่ท่าทางของเธอเมื่อครู่มันเหมือนผู้ป่วยจิตเวช...หรือคิดอีกแง่หนึ่งคือเจอคนร้ายจริงๆ แต่พวกเขามาช้าไป...
มารู้อีกทีก็ตอนที่ป้าแม่บ้านเดินมาบอก...แม่บ้านเพียงคนเดียวในบ้าน เป็นหญิงชราที่อยู่รับใช้เธอมานาน...ที่ยังอยู่เพราะเธอเคยช่วยจ่ายค่ารักษาโรคต่างๆ ให้ และอยู่เพราะคำขอร้องและเพื่อต้องการตอบแทนบุญคุณหญิงชราที่เคยช่วยคุณผู้หญิงของบ้านเอาไว้
“คุณผู้หญิงไม่ใช่คนไม่ดีหรอกคุณๆ เธอแค่เจอเรื่องลำบากมาเยอะจนน่าสงสาร เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายแบบนี้แหละ ป้าน่ะ...อยู่กับเธอมานาน คนใช้คนอื่นๆ ไม่มีใครทนเธอได้หรอก”
“แล้วป้ารู้เรื่องเธอได้ยังไงล่ะครับ?” หรัญญ์หันไปถามหญิงชราที่เขาพอรู้ประวัติของหญิงชราคนนี้อยู่บ้าง เนื่องจากว่าต้องรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับผู้ว่าจ้างและคนรอบข้างของผู้ว่าจ้าง...คนรอบข้างที่ว่าก็มีแค่หญิงชราคนนี้เพียงคนเดียว...
“เธอบอกว่าป้าหน้าเหมือนแม่ของเธอ...ตอนนั้นเธอก็ไม่ได้ร่ำรวยขนาดนี้หรอกกำลังลำบากด้วยซ้ำ”
“ป้าเพ็ญพอเล่าให้ผมฟังได้ไหมครับ?” หรัญญ์เอ่ยถามขึ้นด้วยความอยากรู้ เพราะจะไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเจ้านายของตนคงทำงานลำบาก ตอนรับงานก็เห็นบอกแค่ว่าโดนจ้องลอบทำร้ายแต่ไม่ได้บอกว่าเธอเป็นแบบนี้ อีกอย่างเธอเองก็จ่ายพวกเขาสองเท่าถึงได้พาพวกเขาทั้งห้าคนมารวมกันได้แบบนี้ สองเท่าที่ว่านี้คือคนละสองแสนต่อเดือนซึ่งมันไม่ใช่น้อยๆ เลยถ้าต้องจ่ายห้าคน...
ป้าเพ็ญทำหน้าลำบากใจเหลือบมองพวกเขาที่ดูตั้งใจฟังก็ถึงกับถอนหายใจอย่างจำยอม อย่างไรมันก็ดีกว่าพวกเขาไม่รู้เรื่องอะไรเลยเพราะพวกเขาต้องอยู่ดูแลคุณผู้หญิงไปอีกนานให้ครบสัญญาว่าจ้างสามปี...
“คุณผู้หญิงหรือคุณศรา...เธอลำบากและเจ็บปวดอย่างที่สุดมาก่อนตั้งแต่เด็ก...ความเจ็บปวดนั้นหล่อหลอมผู้หญิงที่ชื่อศรา เป็นคุณหญิงศราอย่างทุกวันนี้...ก็เพราะ...”
“ปะป๊า หนูอีฟจะงอนปะป๊าแย้ว” เด็กหญิงตัวน้อยถักเปียในชุดเดรสสีหวานวัย7ขวบพูดด้วยน้ำเสียงงอแงพร้อมทำหน้ายู่ยืนกอดอกหันหลังให้ชายผู้ที่เธอเรียกเขาว่าปะป๊า หรัญญ์ค่อยๆย่อตัวลงเอื้อมมือไปหวังจะคว้าตัวสาวน้อยเข้ามาโอ๋อย่างเอ็นดู แต่เด็กหญิงตัวน้อยกลับยิ่งหันหลังให้เขาพร้อมทำท่ากระทืบเท้าๆน้อยๆไม่ยอมให้เขาแตะต้อง “หนูอีฟซื้อของเล่นเยอะแล้วนะครับ ถ้าซื้ออีกจะโดนมะม๊าดูเอานะ” หรัญญ์พูดพลางทำเสียงอ่อน เอ็นดูเด็กหญิงตัวน้อยที่ขึ้นชื่อว่าลูกสาวของเขา อดคิดไม่ได้เลยว่าเหมือนใคร... “ปะป๊าจัดการมะม๊าเยย มะม๊ายอมปะป๊า” “ไม่เอาสิครับ หนูอีฟไม่ดื้อกับปะป๊านะครับ” เขาพูดพร้อมยืนขึ้นยื่นมือไปทางหญิงสาวตัวน้อย “ป่ะ เรารีบไปหามะม๊ากันดีกว่า...ไม่ซื้อแล้วนะครับ”&nb
การกลับมาของเขา...เหมือนยารักษาแผลที่อยู่ในใจ จากที่บาดลึกลงไปตอนนี้กลับเหมือนไม่เหลือแม้แต่ร่องรอยความเจ็บปวด เธอคิดว่าความแค้นที่เธอได้สะสางเป็นสิ่งที่เธอต้องแลกกับคนที่เธอรัก...แต่ฟ้าก็ไม่ได้ใจร้ายกับเธอเกินไป... สองมือประสานกันเดินไปหยุดที่หน้าประตูบ้านหลังเดิมที่คุ้นเคย ทั้งสองหันกลับมามองหน้ากันและส่งยิ้มให้กันบางๆ...ก่อนจะก้าวเข้าประตูบ้านหลังนั้นไปด้วยกัน “ศรา! หนูเป็นไงบ้างลูก ไม่เป็นไรใช่ไหมลูก” ผู้เป็นพ่อเดินเข้ามาหาผู้เป็นลูกสาวตัวเองด้วยท่าทางตื่นตระหนก แววตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วงจนน้ำตาคลอ พ่อผู้ที่เธอไม่เคยอนุญาตให้เจอหน้าเลยสักครั้ง แต่ตอนนี้เธอกลับยอมให้พ่อมาอยู่ที่บ้านหลังเดียวกันกับเธอ “ไม่...เป็นไรแล้ว” คำพูดของลูกสาวแม้จะออกห้วนๆ แต่ก็ไม่ได้รังเกียจผู้เป็นพ่อแต่อย่างใด เธอแค่ประหม่าก็เท่านั้น ศิ
“ศรา!”หรัญญ์ดิ้นสุดแรงเมื่อเสียงปืนลั่นขึ้น เพราะจิณณ์เจษแย่งปืนในมือของศราทันพอดี อีกทั้งยังจับลำคอเล็กของศราเอาไว้แน่นด้วยมืออีกข้าง“กล้ามากนะที่หลอกกู! มึงคงลืมความรู้สึกตอนนั้นไปแล้วใช่ไหม!” แรงบีบที่คอแน่นขึ้นจนใบหน้าสวยแดงไปหมด ปากกระบอกปืนจ่อไปที่ศรา...ผลั่ก! ผลั่ก! ผลั่ก!เสียงหมัดหนักๆ ปะทะเข้าที่หน้าของจิณณ์เจษ เพราะหรัญญ์ตะเกียกตะกายคลานเข้าไปหามีดที่ศราตั้งใจโยนทิ้งไปทางเขา และก็ใช้มันตัดเชือกได้ในที่สุดขณะที่ลูกน้องจิณณ์เจษหันหลังให้จากที่เห็นว่าเจ้านายตัวเองกำลังจะมีความสุขหญิงสาวและเพราะการแสดงของศราด้วยที่ทำให้จิณณ์เจษตายใจไปครู่หนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะนิสัยส่วนตัวของจิณณ์เจษเองที่ชอบเรื่องอย่างว่าจนไม่คิดถึงอะไรหรัญญ์รีบถอยหลังไปหาศราและเอาตัวเองบังเธอไว้ข้างหลังอย่างหวงแหน จ้องมองจิณณ์เจษที่ล้มลงไป เหล่าลูกน้องต่างกรูเข้ามาพร้อมกับยกปืนขึ้นเล็งไปทางศราและหรัญญ์ บางส่วนก็ช่วยพยุงมาเฟียหนุ่มผู้เป็นเจ้านาย แต่ก็ถูกสะบัดออกด้วยความโมโหอยู่ดีเพราะเขาพลาดท่าซะได้เมื่อจิณณ์เจษลุกข
ศราเดินเข้าห้องน้ำมาด้วยสีหน้าซีดเผือด ริมฝีปากบางสั่นเล็กน้อยแต่เธอก็ยังคงพยายามเก็บกลั้นมันไว้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเจอจิณณ์เจษมันทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัว โชคดีที่ตอนนี้ไม่มีใครอยู่ในห้องน้ำ เพราะทุกคนกำลังตื่นเต้นกับการที่เจ้าของงานจะกล่าวบอกข่าวดีบางอย่าง...“คุณศรา” เสียงทุ้มดังขึ้นหน้าห้องน้ำทำเอาศราที่กำลังคิดเรื่องอื่นถึงกับสะดุ้งโหยง“หรัญญ์...”“ครับ...ไม่ต้องกลัวนะครับ ผมจะเฝ้าอยู่หน้าห้องน้ำจนกว่าคุณจะออกมา”เขาพูดขึ้นราวกับว่ารู้ความรู้สึกของเธอ ศรายิ้มบางๆ แม้ว่าเขาจะมองไม่เห็นสีหน้าของเธอตอนนี้ แต่อย่างน้อยเขาก็กำลังทำให้เธอสบายใจ“อือ...”เธอตอบเขาไปเบาๆ ก่อนจะหายใจเข้าลึก จัดการอารมณ์ตัวเองพร้อมกับมองตัวเองที่หน้ากระจก...ตั้งมั่นกับใจว่าจะต้องไม่อ่อนไหวแม้แต่นิดเดียวไม่อย่างนั้นจะเสียแผน...เงาในกระจกเริ่มปรากฏเงาอื่นนอกจากเธอ...ศราเบิกตากว้างรับหันควับไปด้านหลัง แต่ทว่า...“อื้อ!...” เธอถูกมือหนาปิดปากและจมูกเอาไว้ทันทีโดยไม่ทันได้ส่งเสียงร้องออกมา สติเริ่
เดินเข้าห้องทำงานมาก็เห็นเชนและเรวินยืนรออยู่ก่อนแล้วพร้อมเอกสารในมือ การทำงานของทีมเขานั้นรวดเร็วยิ่งกว่าไรเดอร์ส่งอาหารเสียอีก และอาจจะเป็นเพราะมันใช่งานยากเสียเมื่อไหร่แค่สืบประวัติของคนธรรมดา“ฮึ...ได้ดั่งใจดีจริง” ศราเอ่ยพลางยกยิ้ม ปราดสายตามองเชนและเรวินอย่างพอใจก่อนที่ตน
บรรยากาศภายในรถก็ยังคงเงียบเชียบเหมือนเดิม ศรานั่งไขว่ห้างกอดอกมองออกไปนอกรถ มีเพียงหรัญญ์เท่านั้นที่ลอบมองเธอเป็นระยะผ่านกระจกหน้ารถ“เรื่องที่ฉันให้ไปสืบ...ได้เรื่องว่ายังไงบ้าง” เธอเอ่ยถามขึ้นทั้งที่ไม่หันกลับมามองเขา“ผมให้เชนกับเรวินสืบให้อยู่ครับคุณศรา”
ไม่ทันที่หรัญญ์จะพูดจบเสียงกรีดร้องของศราก็ดังขึ้นจากในห้อง หรัญญ์รีบเปิดประตูเข้าไปทันทีพร้อมทั้งนายน์และธาม...มันเกิดขึ้นแบบนี้ขึ้นแทบทุกวัน...“คุณศรา” หรัญญ์เอ่ยพร้อมเอื้อมมือไปปิดฝักบัวและคว้าผ้าขนหนูที่แขวนไว้มาคลุมร่างของเธอเอาไว้ เขาอุ้มเธอออกจากมุมห้องอาบน้ำเหมือนเช่นเ
และแล้วเขาก็ได้แค่เปิดประตูฝากชามข้าวต้มให้นายน์เอาไปเก็บแทนและกลับเข้ามาเฝ้ายืนเธอข้างเตียงเหมือนเช่นทุกคืน แม้ว่าตัวเขาจะยังไม่ได้กินอะไรเลยก็ตามแต่ก็ต้องทำตามหน้าที่ ส่วนศรานั่งเล่นไอแพดอยู่บนเตียงเป็นที่เรียบร้อย“นายกินอะไรมาหรือยัง?” อยู่ๆ เธอก็เอ่ยถามทั้งที่ไม่ได้ละสายตา