Mag-log inจวบจนฟ้ามืดเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองสลบไปตอนไหน แต่ตอนนี้ที่เธอค่อยๆ หยัดตัวลุกขึ้นมานั้นก็ไม่มีใครอยู่ที่นี่แล้ว เหลือแค่เธอเพียงคนเดียว ภาพแห่งความอัปยศแล่นเข้ามาให้หัว ศราถึงกับอาเจียนออกมาตรงนั้นด้วยความทรมานและรังเกียจ เธอปัดร่างกายตัวเองอย่างแรงร้องไห้ทั้งน้ำตา
“ฮึก ฮืออออออ อุแหวะ!” ทั้งร้องไห้ทั้งอาเจียนออกมาอย่างนึกสมเพชตัวเอง กลิ่นคาวคละคลุ้งติดตัวเธออย่างหลีกหนีไม่ได้ ยิ่งตอกย้ำว่าเธอพึ่งผ่านเรื่องเลวร้ายที่สุดในชีวิตมาและมันไม่ใช่ความฝัน
ครืดดดดด
เสียงโทรศัพท์สั่นขึ้นเรียกให้เธอหันไปมอง ชื่อของคนที่โทรเข้าปรากฏอยู่บนหน้าจอยิ่งทำให้เธอร้องไห้หนัก เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นกอดมันไว้แนบอกแล้วร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร เธอพยายามอย่างหนักเพื่อให้ตัวเองตั้งสติแล้วลุกขึ้นอย่างอิดโรย พาตัวเองที่เสื้อผ้ายับยู่ยี่เปรอะเปื้อนและผมเผ้ายุ่งเหยิงออกจากที่สกปรกแห่งนั้น...
เธอเดินล่องลอยไปตามทางพร้อมกับเอามือกุมที่ท้องของตัวเองด้วยความเจ็บปวดทรมาน เพราะบ้านอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยถึงไม่ได้เช่าหออยู่เหมือนคนอื่นๆ ศรานั่งอยู่ที่ป้ายรถเมล์อยู่นาน ปล่อยให้น้ำตาไหลรินลงมาจนกว่ามันจะหยุดไปเอง ถึงได้จัดผมเผ้าตัวเองและเสื้อผ้าเพื่อที่จะกลับบ้านอย่างปกติ
“ทำไมกลับมาเอาป่านนี้! โทรไปทำไมไม่รับสาย! แกไปอยู่กับไอ้ผู้ชายคนไหนมาฮะ?! เริ่มทำตัวเหลวแหลกขึ้นทุกวันแล้วนะ!!”
ทันทีที่ก้าวเข้ามาในบ้าน ผู้เป็นพ่อก็เดินเข้ามาหาพร้อมสาดคำพูดใส่เธอต่างๆ นานา แต่ตอนนี้ศราไม่มีกระจิตกระใจตอบโต้อะไรหรือแม้แต่จะคิดอะไรทั้งนั้น เธอจึงได้แค่ยกมือขึ้นไหว้ผู้เป็นพ่ออย่างยอมจำนน
“หนู..ขอโทษค่ะพ่อ...”
“บอกพ่อมาเดี๋ยวนี้ว่ามันเป็นใครที่ไหน!! ถึงได้พาแกทำตัวแย่ๆ แบบนี้!!”
“ใจเย็นก่อนเถอะค่ะคุณ ศรา...หนูขึ้นไปอาบน้ำอาบท่าก่อนแล้วลงมากินข้าวเถอะลูก” กานดาร้องห้ามสามีของตนก่อนจะหันไปมองศราที่ตอนนี้เนื้อตัวมอมแมมไปหมด แต่ก็ไม่ได้นึกสนใจสงสัยว่าเธอไปโดนอะไรมา เมื่อได้ยินอย่างนั้นศราก็เดินเข้าห้องของตัวเองไปด้วยท่าทางเหม่อลอย ภายใต้สายตาของจิณณ์เจษที่ยกยิ้มขึ้นอย่างพอใจ
เธอจัดการล้างเนื้อล้างตัวแล้วออกมากินข้าวอย่างที่กานดาบอก ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้ามีเพียงคนหนึ่งที่แปลกหน้า... ศราลอบมองชายวัยกลางคนที่นั่งข้างๆ กานดาแต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา
“อ๋อ นี่น้องชายแม่จ้ะ น้ากิตน่ะ...” กานดาเห็นสีหน้าของศราก็รีบเอ่ยขึ้นบอกเธอ
“สะ..สวัสดีค่ะ” ศรายกมือขึ้นไหว้ตามมารยาท กอปกิตเพียงแค่พยักหน้ารับเท่านั้นดูไม่ได้สนใจเธอเท่าไหร่นัก ก่อนที่ครอบครัวจะทานข้าวกันอย่างปกติ มีเพียงศราเท่านั้นที่ยังคงนั่งเงียบไม่ยอมแตะข้าวสักคำ เธอนั่งเขี่ยข้าวในจานไปมาก้มหน้าอยู่อย่างนั้นไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมามองหรือสบตากับใคร
“ทำไมไม่กินข้าว?” ศิวัชเอ่ยถามอย่างหงุดหงิด พลางมองลูกสาวตัวเองพร้อมขมวดคิ้วมุ่น ศราวางช้อนลงก่อนจะเหลือบมองผู้เป็นพ่อของตัวเอง
“หนู...กินมาแล้วค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ” ศราเอ่ยพลางลุกขึ้นแล้วกลับเข้าห้องไปโดยไม่ได้รอฟังคำพูดใดจากใครทั้งนั้น เธอล้มตัวนอนลงด้วยความรู้สึกอ่อนล้า...อย่างน้อยพรุ่งนี้ก็เป็นวันหยุดของเธอ...คิดได้แค่นั้นก็เผลอหลับไป เสียใจแค่ไหนก็สู้ความอ่อนล้าอ่อนเพลียของร่างกายไม่ได้อยู่ดี...
“หอมดีจริง...” เสียงหนึ่งดังขึ้นปลุกให้เธอลืมตาตื่น รู้สึกหนักๆ เหมือนมีอะไรมาทับร่าง...และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ จิณณ์เจษกำลังคร่อมทับร่างของเธออยู่
“พะ..พี่เจษ!”
“ชู่ววว อย่าเสียงดัง! น้ากิตนอนอยู่หน้าห้อง”
“ถ้าอย่างนั้นพี่เข้ามาทำไม!”
“ก็มาทำเหมือนเดิมไง”
“วันนี้ยังไม่สะใจพี่อีกเหรอคะ? ฮึก...ขอร้อง อย่าทำอะไรศราอีกเลยนะพี่ ฮือ...” พูดไปพลางน้ำตาไหล ยกมือขึ้นพนมไหว้ขอร้องเขา เธอยังไม่หายเจ็บเลยก็ต้องมาโดนเขาทำแบบนั้นซ้ำอีกแล้ว
“ไม่ เลิกร้องไห้ได้ยัง? รำคาญ! วันนี้ยังร้องครางเสียงหวานรับดุ้นเพื่อนกูอยู่เลย เสือกมาร้องไห้อะไรตอนนี้?”
คำพูดที่ไม่เคยดีทุกครั้งที่เขาทำแบบนี้ และไม่เคยสงสารเธอเลยสักครั้ง เธอต้องทนทรมานกับความเจ็บปวดทั้งกายและใจไปอีกคืน...หลีกหนีก็ไม่ได้ สู้ก็ไม่ได้เรี่ยวแรงก็ไม่มีเหลือ แม้แต่แรงใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปก็ไม่มีเหลือแล้ว...
ตั้งแต่จิณณ์เจษเข้ามายันออกจากห้องไปเธอก็ไม่เคยนอนหลับ...ลืมตาตื่นทั้งน้ำตาอยู่อย่างนั้นวันแล้ววันเล่า สภาพจิตใจเธอตอนนี้ไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น ยังคงเต็มไปด้วยความระแวงและหวาดกลัวทุกคนที่เข้าใกล้ แม้แต่เพื่อนร่วมห้องเธอก็ไม่กล้าเข้าหา สร้างกำแพงในใจไว้อย่างหนาแน่นจนไม่มีเพื่อนเลยสักคน...
เธอเอาแต่หมกตัวอยู่กับตัวเอง แม้แต่วันหยุดก็เอาแต่อยู่ในห้องอย่างนั้น กินยาตามที่หมอสั่งแต่ก็ยังคงไม่คลายความเจ็บปวดของร่างกายได้เลย...เธอทนความทรมานอยู่เพียงคนเดียวในห้อง...วันนี้ก็เช่นกัน
ก๊อกๆ
“อือ...ค่ะ” เธอพยายามดันตัวเองลุกขึ้นมาเพื่อเปิดประตูห้อง รู้แค่ว่าตอนนี้พ่อและกานดาออกไปขายของที่ตลาด คงจะไม่พ้นจิณณ์เจษที่เข้ามาเคาะห้องของเธอ
“น้ากิต...?” เธอค่อนข้างที่จะตกใจปนแปลกใจเมื่อคนที่ยืนอยู่หน้าประตูไม่ใช่จิณณ์เจษ แต่เป็นน้องชายของแม่เลี้ยงที่ไม่ค่อยได้พูดคุยกับเธอเท่าไหร่นัก
“มีอะไรหรือเปล่าคะ?” เธอเอ่ยถามพลางซ่อนตัวอยู่หลังประตูอย่างหวาดระแวง กอปกิตมองเธอท่าทีของหญิงสาวก็ไม่ได้พูดอะไรมากนัก
“น้าเห็นหนูไม่ออกมากินข้าวเลยทั้งวัน ไม่รู้ว่าหนูเป็นอะไรหรือเปล่าเลยเป็นห่วง” เขาเอ่ย
“เอ่อ...หนูแค่ไม่สบายนิดหน่อยน่ะค่ะ ยังไงหนูขอตัว..”
“อืม พักผ่อนเถอะ เดี๋ยวน้าไปเอาข้าวต้มมาให้”
“มะ..ไม่ต้องก็ได้ค่ะ หนู...หนู...”
“ไม่ได้สิ ไม่กินข้าวแล้วจะกินยายังไง? เดี๋ยวก็ไม่หายไปเรียนไม่ได้” กอปกิตพูดแค่นั้นก็เดินออกไป ศรามองตามหลังเขา แต่ก็ยังไม่ไว้ใจอยู่ดีถึงเขาจะดูไม่มีอะไรก็เถอะ
ไม่นานกอปกิตก็ยกข้าวต้มมาให้ในห้อง ศราเลือกที่จะเปิดห้องทิ้งไว้เพราะคิดว่ามันน่าจะปลอดภัยกว่าจะให้เดินออกไปกินข้าวต้มข้างนอกก็ไม่ไหวได้แต่ล้มตัวนอนกุมท้องของตัวเองอย่างทรมาน หากเกิดอะไรขึ้นจริงๆ แหกปากร้องไปข้างบ้านก็คงได้ยินบ้างนั่นแหละ...
“กินข้าวต้มก่อน น้าเอายามาให้ด้วย”
“ข...ขอบคุณค่ะ” เธอตอบสั้นๆ ก่อนจะลอบมองเขาที่ยังคงยืนอยู่และไม่ยอมออกไปสักทีราวกับว่าต้องการดูว่าเธอจะกินข้าวต้มจริงไหม ที่คิดแบบนั้นเพราะกอปกิตยืนมองข้าวต้มที่เธอถืออยู่โดยไม่ได้พูดอะไร...
“น้ากิต...มีอะไรหรือเปล่าคะ?”
“มี”
คำตอบเพียงสั้นๆ ของเขาทำให้ใจของศรากระตุกวูบ มือที่ถือช้อนข้าวต้มเริ่มสั่นแรงขึ้นอย่างระแวงกลัว กอปกิตมองเห็นท่าทีของเธออย่างนั้นก็ไม่ได้สนใจและเลือกที่จะพูดขึ้นมา
“หนูศรากับเจษมีอะไรกันใช่ไหม?”
เกร้งงง!
ช้อนในมือล่วงลงบนชามข้าวต้มจนข้าวต้มกระเด็น ศราเงยหน้าขึ้นมองกอปกิตด้วยแววตาที่สั่นไหว กอปกิตถอนหายใจแล้วนั่งลงบนเตียงที่เธอนั่งอยู่
“อย่าว่าน้าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ...ตอนกลางดึกน้าได้ยินเสียงของหนูกับเจ้าเจษน่ะ”
“อึก...” เหมือนมีอะไรจุกที่คอ พูดก็พูดไม่ออกได้แต่หลบเลี่ยงสายตาของกอปกิตเท่านั้น
“ถ้าพ่อของหนูและพี่กานดารู้คงเป็นเรื่องใหญ่แน่...หนูก็รู้ดีว่าตอนนี้พ่อของหนูหลงพี่กานดาแค่ไหน หนูพูดอะไรพ่อของหนูคงไม่เชื่อ”
กอปกิตพูดพร้อมเอื้อมมือไปจับมือของศราอย่างแผ่วเบา เธอรีบดึงมือนั้นออกอย่างหวาดกลัว
“แต่ถ้าหนู...ยอมทำกับน้าเหมือนที่ทำกับเจษ น้าจะไม่บอกใคร...น้าสัญญาจะไม่รุนแรงกับหนูเลย”
พูดจบก็เอื้อมมือไหคว้าชามข้าวต้มในมือศราออกไปวางที่โต๊ะหนังสือที่อยู่ใกล้ๆ เตียง หันมาคลอเคลียข้างแก้มของหญิงสาว
มือไม้เลื้อยประปรายทั่วร่างกายที่สั่นเทาของเธอ ตั้งใจจะร้องขอความช่วยเหลือแต่มันกลับจุกอก จุกคอพูดไม่ออก ร้องไม่ออกเหมือนน้ำท่วมปาก...และมันก็จบลงแบบเดิม...เหมือนกันกับเจษและเพื่อนของเจษ ถูกกระทำซ้ำอย่างนั้นจนถึงเวลาที่พ่อเธอกลับมา ทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติ
ทุกคนต่างพากันทานอาหารเย็นพร้อมหน้า มีเพียงศราที่ปฏิเสธอาหารมื้อนั้น นอนเปลือยเปล่าคละเคล้ากลิ่นคาวอยู่บนเตียง น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม เจ็บปวดทรมานจนตอนนี้ภายในใจมีแต่ความโกรธแค้น เกลียดตัวเอง เกลียดทุกคน เกลียดชีวิตที่บัดซบนี้
“ไอ้บัดซบ! ฮึก ฮืออออ”
เธอเอ่ยเสียงเรียบจับจ้องใบหน้าเขาไม่ละสายตา ไม่ต่างจากหรัญญ์ที่ยังคงนิ่งแต่ก็อึ้งที่ได้ยินเธอสั่งแบบนั้น เธอต้องการจะทำอะไรกันแน่...คงจะล้อเขาเล่นเหมือนเช่นเคย คนอย่างศราไม่น่ากล้าทำอะไรบ้าบิ่นแบบนั้นแน่...นั่นคือสิ่งที่เขาคิด“รออะไรอยู่ล่ะ? ไหนบอกว่าเท้าฉันแดงยังจะให้ฉันเดินไปหรือยังไง?” พูดทักท้วงขึ้นอีกครั้งหลังจากที่เห็นเขานิ่งอยู่นาน“ครับ...”ตอบรับแต่โดยดีก่อนจะถอดสูทของตัวเองออกมาคลุมที่หน้าขาของเธอแล้วโน้มตัวลง ศราเห็นอย่างนั้นก็รีบคว้าคอของเขากอดเอาไว้แน่น สายตายังคงจ้องมองเขาด้วยรอยยิ้มก่อนที่หรัญญ์จะใช้แขนข้างที่ว่างช้อนตัวเธอขึ้นอุ้ม อีกข้างหนึ่งถือรองเท้าส้นสูงของเธอเอาไว้ ตัวของเธอเบากว่าที่เขาคิด...แต่แรงตบไม่เบาเลย...“ไอ้หรัญญ์จะโดนแหย่อะไรอีกไหมวะ” เชนเอ่ยพลางมองหรัญญ์อุ้มคุณผู้หญิงขึ้นห้องไป คนอื่นๆ ก็ไม่ต่างกัน“งานหยาบแน่เลยว่ะ” นายน์เอ่ยต่อ“นั่นดิ...ถึงยังไงไอ้หรัญญ์มันก็ผู้ชาย” ธามพูดพลางทำหน้าเคร่งเครียด“คุณผู้หญิงไม่น่าทำอะไรหรอก...เราก็รู้ๆ
“เสพสมดั่งใจดีไหมล่ะ? คุณหัวหน้า”เธอเอ่ยขึ้นทันทีที่เขาก้าวเข้าห้องทำงานของเธอมา หรัญญ์แค่โค้งศีรษะลงเล็กน้อยให้กับหญิงสาวที่ยืนหันหน้าออกมองวิวเมืองผ่านกำแพงกระจก แต่เขาไม่ได้ตอบคำถามแนบแนมของเธอแต่อย่างใด ใบหน้าของหรัญญ์ยังคงเรียบนิ่งไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ก่อนจะปรายสายตามองเพื่อนๆ ของเขาที่ก้มหน้านิ่งทำสีหน้าเคร่งเครียดกันเป็นแถว“คุณผู้หญิงมีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ?” เขาเลือกที่จะเปลี่ยนเรื่องและถามเข้าประเด็นทันที ที่เธอเรียกเขามาทั้ง ๆ ที่ไล่เขาออกไปพักแล้ว แต่ก็อย่างว่า...เอาแน่เอานอนกับเธอไม่ได้หรอกมันอาจจะไม่ได้มีเรื่องอะไรก็ได้...“ฮึ...ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครเหรอ? แฟนนายงั้นสิ? ถึงใจดีไหมล่ะบอกให้ฉันรู้หน่อยสิ”ศราพูดขึ้นพร้อมกับหันไปมองเขา ใบหน้าสวยแสยะยิ้มจ้องมองเขาไม่วางตา สองเท้าเรียวที่ใส่ส้นสูงสีดำมันวาวเดินปราดเข้าไปหาเขาเชิดหน้าขึ้นรอคำตอบ“ผมไม่ตอบเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับงานครับ” หลุบสายตาคมจ้องมองหญิงสาวที่เชิดหน้ามองเขาพร้อมกับตอบเสียงเรียบ“เธอเป็นใครล่ะ? ตอบฉันมาสิ&rdq
“คุณช่วยผมได้อยู่แล้ว...” เขาปราดสายตามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาเป็นประกาย มือใหญ่จับมือเล็กที่ลูบไล้ลำคอของเขาพร้อมกับเลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้ มอบรสจูบที่แสนหิวโหยนั้นลงบนริมฝีปากบาง ดันตัวหญิงสาวในชุดคลุมอาบน้ำลงนอนบนโซฟา“อื้อ...” เธอครางเสียงหวานตอบรับมืออีกข้างที่ลูบไล้เรียวขาเนียน ล้วงเข้าไปใต้ร่มผ้า บีบเคล้นบั้นท้ายงอนงามนั้นอย่างแรง ชวนให้อารมณ์ไปไกลอย่างต้องการ“...เปลี่ยนสบู่เหรอ?”หรัญญ์เอ่ยถามเมื่อซุกไซร้ที่ซอกคอ พรมจูบไปทั่วคอขาวระหงส์ กลิ่นสบู่อ่อนๆ ลอยเข้ามาแตะที่ใต้จมูกโด่งคมสันของเขา เพราะมันไม่ใช่ครั้งแรกเขาจึงรับรู้ได้ทันทีว่าไม่ใช่กลิ่นเดิม“ใช่ค่ะ ชอบไหมคะ? ไม่อยากใช้กลิ่นเดิมซ้ำๆ กลัวคนแถวนี้จะเบื่อ”เธอพูดพลางเบือนหน้าหนีเล็กน้อย หรัญญ์ละจากลำคอเงยขึ้นมองหญิงสาวตรงหน้าพลางยกยิ้ม แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรออกมาไป จัดการถอดเสื้อคลุมของหญิงสาวออก“อื้อ...หรัญญ์...” ครางเสียงหวานเรียกชื่อเขาพลางยกสะโพกรับตัวตนที่ตั้งชันจนกางเกงปูดนูนเด่นชัดเป็นลำใหญ่ เสียดสีเนื้อนิ่มทั้งที่
ไม่พ้นโดนไล่ตะเพิดออกจากห้องทำงานของประธานบริษัทคนสวย หรัญญ์เดินออกมาหาเพื่อนด้วยใบหน้าคิ้วขมวด หย่อนตัวลงนั่งเก้าอี้ๆ ข้างๆ เพื่อนทั้งสองที่เขาบอกให้ออกจากห้องมาก่อนหน้า“อ้าว ไล่พวกกูออกมาแล้วมึงจะออกมาทำไม?” นายน์หันไปเอ่ยถาม เพราะปกติต้องรอพวกเขาสองคนกลับจากพักก่อนหรัญญ์ถึงจะยอมออกมาพัก ถึงจะพักแค่สิบห้านาทีก็ตาม“ดูท่าแล้วคงไม่พ้นโดนไล่ออกมา” เชนเอ่ยพลางส่ายหน้าไปมา“ถ้าอย่างนั้นใครคอยคุ้มกันคุณผู้หญิงล่ะ? หรือว่าหัวร้อนจนไม่ให้ใครเข้าไป” นายน์เอ่ย“ธามกับเรวิน...” หรัญญ์เอ่ยตอบเสียงเรียบ“แล้วคราวนี้มึงจะพักกี่นาที จะไปพร้อมพวกกูเลยไหม?” เชนหันไปถามตามปกติ“นั่นสิ พวกกูแค่มาหากาแฟกิน เดี๋ยวก็กลับเข้าไปแล้วอีกสิบนาที” นายน์พูดพร้อมยกข้อมือตัวเองขึ้นมามองนาฬิกาเรือนหรู"ครึ่งวัน...คุณผู้หญิงให้พักไปเลยครึ่งวัน” หรัญญ์เอ่ยใบหน้ายังคงขมวดคิ้วเช่นเดิม คำพูดของเขาทำให้เพื่อนร่วมสายงานทั้งสองคนถึงกับมองหน้ากันไปมาก่อนจะดึงสายตากลับไปมองหรัญญ์ที่ตอนนี่นั่งนวดข
เพี๊ยะ!!!“อย่ามาแส่อยากรู้เรื่องของฉัน!! หน้าที่ของนายก็แค่คอยดูแลปกป้องฉัน!! และฟังคำสั่งของฉันเท่านั้น!!”เธอเดินเข้าไปวาดมือขึ้นสูงแล้วฟาดลงที่ใบหน้าของคนตัวสูงกว่าเต็มแรงจนเขาหน้าหัน หรัญญ์ใช้ลิ้นดุนแก้มข้างที่โดนตบ ก่อนจะหันกับมาทำหน้าเรียบนิ่งข่มใจก้มโค้งศีรษะลงเล็กน้อยอย่างสุภาพ เขาโดนเธอตบมานับครั้งไม่ถ้วน...ทั้งมีเหตุผลทั้งไร้เหตุผลเพราะเธอคุมสติอารมณ์ของตัวเองไม่ได้“...ครับ...คุณผู้หญิง”ยอมตอบรับแต่โดยดีอย่างสงบนิ่ง ศราเห็นอย่างยิ้มก็ยิ้มเยาะและยังคงจ้องมองเขาไม่ละสายตา หรัญญ์ได้แค่เหลือบมองใบหน้าเธอครู่หนึ่งก่อนหลุบตาลงเลี่ยงสายตาของเธอเพราะไม่อยากมีปัญหาไปมากกว่านี้คนอย่างเขาไม่เคยยอมใคร แต่ก็ต้องมายอมผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ขึ้นชื่อว่าผู้จ้างวานอย่างว่าง่าย ที่ผ่านมาเขาเคยเจอแต่ผู้จ้างวานเอาแต่ใจเพราะอยากจะเข้าหาเขา แต่ไม่เคยเจอผู้หญิงที่จ้างงานคนไหนดุเดือดเลือดเย็นอย่างเธอคนนี้มาก่อน...ไม่ใช่ว่าเขาห่วงเงิน แต่เขาห่วงหน้าที่...มันคือประวัติการทำงานของเขาที่ต้องรักษาความเชื่อมั่นเอาไว้ มันจะมีผลต่
‘ศรา’ ที่แปลว่า ‘บริสุทธิ์ดั่งเจ้าหญิง’ ในตอนนี้เธอแอบหนีออกจากนรกนั่น เดินระหกระเหินไปตามทางด้วยเท้าเปล่า ปล่อยให้น้ำตามันไหลลงมาอย่างเหม่อลอย ไม่มีจุดหมายปลายทาง ไม่มีแผนที่จะหนีไปที่ไหน ไม่ไปหาญาติทั้งฝั่งพ่อและฝั่งแม่เพราะไม่อยากไว้ใจใครอีกแล้วเดินกุมท้องน้อยที่เจ็บปวดออกมารับลมตรงสะพานข้ามแม่น้ำใหญ่ รถยังคงวิ่งไปมาไม่หลับใหลต่างจากความคิดของเธอที่ต้องการจะหลับใหลไปตลอดกาลในตอนนี้...สองเท้าเปล่าปีนขึ้นบนราวสะพานอย่างไม่ได้สติ นั่งลงบนเหล็กราวสะพานนั้นเงยหน้ารับลมเย็นๆ ที่ปะทะเข้ามาโดนใบหน้า มือเล็กที่เคยจับราวสะพานไว้ปล่อยกางอ้าแขนออกรับลมนั้นก่อนจะตั้งท่าทิ้งดิ่งตัวเองลงไปหลังให้จมดิ่งสู่แม่น้ำอันกว้างใหญ่...อยากไปให้พ้นจากโลกที่โหดร้ายนี้ไปเสียเหลือเกิน“แม่หนู!!!” ไม่ทันที่จะโยนตัวลงสู่แม่น้ำอย่างใจหวัง หญิงวัยกลางคนก็รีบเข้ามากอดตัวเธอเอาไว้ ใช้แรงทั้งหมดที่มีลากเธอลงมาจากราวสะพานอย่างทุลักทุเล“ช่วยหนูไว้ทำไม!! ช่วยหนูทำไม!!! ฮือๆ”เมื่อล้มลงนั่งกับพื้นก็เอามือปิดหน้าร้องไห้โฮออกมา หญิงวัยก





![DarkZ [II] TRILOGY](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

