FAZER LOGINซอมบี้และเจ้านาย
วันแห่งอุบัติการณ์หมอกโลหิต
“เกิดอะไรขึ้น?!”
“หอพักมันหายไป... จู่ ๆ ก็หายไปเลย!”
“แล้วต้นไม้พวกนี้มาจากไหน? ทำไมถึงมีป่ามาโผล่ตรงนี้ได้ล่ะ หอพักหายไปไหน?!”
รอบด้านเต็มไปด้วยความอลหม่าน เสียงจากทุกทิศทางฟังดูก้องชอบกล พาให้ไทเรสปวดศีรษะยิ่งกว่าเดิม
ศีรษะ…
ไพ!!
“…”
ไม่มีเสียงใดหลุดออกมาจากลำคอของเขา เขามาช้าไป กว่าจะรู้ว่าไพอยู่ที่ไหน กว่าจะวิ่งมาถึงหอพัก ร่างของไพก็…
ไทเรสกัดฟันแน่นด้วยความเจ็บใจ น้ำตาแห่งความโศกเศร้าไหล…
ไม่ใช่น้ำตา แต่เป็นเลือด
ใช่แล้ว ในตอนนั้นเขาก็ไม่รู้ว่าตัวเองคิดอะไรอยู่ เมื่อเห็นร่างที่กำลังร่วงโรยลงมาจากดาดฟ้าหอพัก เขารู้แค่ว่าต้องวิ่งไปหาไพเรนทร์ให้ได้ และดูเหมือนว่าศีรษะของพวกเขาจะชนกันอย่างแรง พวกเขาทั้งสองตายแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย
แล้วทำไมหัวของเขาถึงได้ปวดเช่นนี้กัน ทำไมเสียงโหวกเหวกโวยวายถึงได้กวนใจเขามากกว่าปกติถึงเพียงนี้ ภายในร่างของไทเรสปวดตุบทั่วทุกอณูสร้างความอึดอัดทรมานเกินบรรยาย
ราวกับว่า มีอะไรบางอย่างกำลังถูกปลุกขึ้นมา
“ไท ไทจริง ๆ ด้วย!”
“ว้าย! เลือดเต็มไปหมดเลย นายบาดเจ็บเหรอ?”
หญิงสาวสองคนที่ไทคิดว่าน่าจะเป็นเพื่อนร่วมคณะช่วยกันพลิกตัวเขาขึ้นมา ไทเรสจึงได้เห็น ทุกอย่างกลายเป็นสีแดง เบื้องหน้าของเขาแทนที่จะเป็นหอพักซึ่งไพเรนทร์เพิ่งจะกระโดดลงมากลับกลายเป็นป่าสนสูงชะลูด ตามกิ่งใบยังเคลือบชั้นหิมะที่ละลายอย่างรวดเร็วเมื่อแวดล้อมด้วยอากาศร้อนอบอ้าวของประเทศไทย กลายเป็นสายฝนเม็ดโตตกโปรยปรายลงมา ความขัดแย้งแห่งภูมิประเทศเหล่านี้ดูราวกับภาพตัดต่อ โดยรอบเต็มไปด้วยผู้คนกรีดร้องวิ่งหนีซากศพร่างชุ่มเลือดเดินได้ นี่เขาหลุดเข้ามาในฉากกองถ่ายภาพยนตร์ซอมบี้หรืออย่างไรกัน
“ลุกไหวไหม? รีบหนีกันเถอะ พวกซอมบี้ใกล้เข้ามาแล้ว”
ซอมบี้? คนพวกนี้พูดอะไรกัน นี่เขาอยู่ในกองถ่ายจริง ๆ หรือ?
หญิงสาวทั้งสองช่วยพยุงไทเรสให้ลุกขึ้นยืน คนหนึ่งกลับกรีดร้องเสียงดังลั่นจนไทเรสแก้วหูสั่น
“ไท! นาย นายทำอะไร?!”
ไทเรสขมวดคิ้วมุ่น เขาไม่เข้าใจว่าเธอกำลังพูดเรื่องอะไร
กลิ่นคาวลอยโชยเตะจมูก รสชาติจืดชืดอมหวานปะแล่ม ๆ ที่ไม่รู้จักอบอวลอยู่ในปาก ให้ความรู้สึกเหมือนกัดเนื้อวัวดิบสอดไส้สนิม เป็นรสชาติที่น่าสะอิดสะเอียน แต่ลึก ๆ ในใจกลับบอกให้เขาขบเคี้ยว ให้เขากัดกิน และกลืนมันลงคอ
สิ่งที่อยู่ในปากของเขาคือมือของหญิงสาวคนที่กรีดร้อง
“ตา… รูม่านตาของเขาขยายค้างไปแล้ว ไทเรสตายไปแล้ว เขาเป็นซอมบี้!”
หลังจากอุบัติการณ์หมอกโลหิต ซอมบี้ที่ไม่รู้ว่ามีจุดเริ่มต้นมาจากไหนก็กระจายตัวอยู่ทั่วทุกแห่งหน แผ่นดินปะปนมั่วไปหมดจนไม่รู้แล้วว่าพื้นบริเวณที่กำลังเหยียบอยู่เคยเป็นผืนดินของประเทศใดมาก่อน มนุษย์ที่เหลือรอดไม่ว่าจะถูกวาร์ปมาจากชาติไหนต่างก็มารวมตัวกัน ช่วยกันสร้างปราการ ก่อตั้งค่ายผู้รอดชีวิตขึ้นชั่วคราวเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์เฉพาะหน้า
แต่กระนั้น ส่วนหลักในพื้นที่ที่ไทเรสอยู่ก็เคยเป็นมหาวิทยาลัยมาก่อน ประชากรในป้อมปราการส่วนใหญ่จึงเป็นนักศึกษา ข่าวลือเรื่องที่เขากลายเป็นซอมบี้แพร่สะพัดในหมู่คนพวกนั้น แม้เขาจะไม่ได้มีรูปลักษณ์ภายนอกเป็นซากศพเละเทะและไม่ได้มีดวงตาเหลือกลอยเหมือนซอมบี้ทั่วไป อีกทั้งไทเรสยังควบคุมสตินึกคิดของตัวเองได้ เขาก็ยังคงเป็นที่หวาดกลัวของมนุษย์คนอื่นอยู่ดี ไม่มีค่ายผู้รอดชีวิตค่ายไหนต้อนรับซอมบี้อย่างเขา ซ้ำยังโดนทำร้ายไล่ตะเพิดเนื่องด้วยนึกว่าเขาจะบุกโจมตี
ไทเรสรอนแรมอยู่ในสมรภูมิแห่งความตาย วนเวียนท่ามกลางผีดิบเดินได้ ไม่รู้เพราะเหตุใดเขาถึงเป็นซอมบี้ตัวเดียวที่ยังมีสติรู้คิด ไทเรสจึงต้องคอยเฝ้าสังเกตซอมบี้ตัวอื่นเพื่อความอยู่รอด
ซอมบี้พวกนี้ดูเหมือนจะเคลื่อนไหวสะเปะสะปะ แต่แท้จริงแล้วมีระเบียบแบบแผนอยู่ พวกมันมักจะเคลื่อนตัวกันเป็นกลุ่ม แต่ละกลุ่มหลังจากทำลายเป้าหมายสำเร็จก็จะเดินเซื่องซึมอยู่ที่เดิม สักพักจึงเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันอย่างเร่งรีบ ไปทำลายล้างเป้าหมายถัดไป แล้วก็วนเวียนเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ไทเรสจึงเข้าใจว่าซอมบี้เหล่านั้นทำตามคำสั่งของใครสักคน แต่เขาไม่เคยเห็นหรือสัมผัสถึงตัวผู้ที่ควบคุมพวกมันได้เลยสักครั้ง
แล้วตัวเขาเล่า ไม่มีผู้ควบคุมหรือ?
นอกจากเรื่องพฤติกรรมของฝูง ไทเรสยังได้รู้ว่าการดำรงอยู่ของซอมบี้นั้นต้องใช้พลังงาน ส่วนมากรับพลังงานมาจากการกินมนุษย์เพื่อให้ได้ริ้วพลังสีดำบางอย่าง หากริ้วพลังนั้นหมดไปจากร่าง ร่างของซอมบี้ก็จะเน่าสลาย กลับสู่ซากศพไร้ลมหายใจ
ในตัวเขาเองก็มีพลังสีดำที่ว่านี้เช่นกัน และมันก็กำลังจะหมดลง
แต่ไทเรสไม่อยากฆ่าคน
รสชาติมือของหญิงสาวยังติดอยู่ที่ลิ้น นึกถึงทีไรไทเรสก็คลื่นไส้จนแทบจะอาเจียน แต่ร่างกายกลับย้อนแย้งกับความคิด เนื้อตัวของเขาเต้นลิงโลดด้วยความหิวกระหายทุกครั้งเมื่อได้กลิ่นคนเป็น
เขาไม่อยากหายไปโดยที่ยังไม่ทันได้ทำอะไร เขายังมีสติสำนึกแห่งความเป็นมนุษย์อยู่ เขาต้องมีโอกาสกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้สิ
แต่นั่นเป็นแค่ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ไทเรสรู้ดีกว่าใครว่าเขานั้นตายไปแล้วจริง ๆ และเขาก็หาหนทางอื่นนอกจากการกินมนุษย์เพื่อที่จะไม่ให้ตัวเองหายไปตลอดกาลไม่ได้อีกแล้ว ไทเรสเดินลึกเข้าไปในซากป่าสน ล้มตัวลงนอนระหว่างรากไม้ใหญ่ เลือกที่นอนหลับสุดท้ายอันสงบเงียบที่สุดเหมือนได้กลับไปอยู่ในห้องสมุดอีกครา
ไทเรสถอนหายใจ เขาคิดถึงความสงบยามเมื่อได้นั่งเงียบ ๆ อยู่รอบตัวไพเรนทร์เหลือเกิน
ฉันขอโทษที่ช่วยนายไว้ไม่ได้ ไพเรนทร์
ไอสีดำริ้วสุดท้ายเหือดหาย วาระสุดท้ายของซอมบี้ได้มาถึงแล้ว
ไทเรสเบิกตาโพลง พลังแข็งแกร่งอัดแทรกเข้ามาในร่าง ทุกสัดส่วนรู้สึกไร้เทียมทานราวกับเขาเป็นยอดมนุษย์ ไม่สิ เป็นยอดซอมบี้!
ซอมบี้ไทเรสไม่สลายหายไป ด้วยพลังที่ได้รับมาเขาคงจะอยู่ได้ไปอีกหลายวัน
ชั่วจังหวะที่ไทเรสกำลังจะหมดพลังตาย ก็จะมีพลังส่งมาให้เขาอยู่เสมอ ไทเรสเริ่มตั้งข้อสงสัย ในเมื่อซอมบี้ตัวอื่นถูกควบคุมโดยพลังงานสีดำนี้ หรือว่าคนที่ส่งพลังมาให้เขาจะเป็นเจ้านายของเขา
ไทเรสจึงทำลายล้าง ต่อยต้นสนล้มเกลื่อนป่า มุ่งมั่นใช้พลังจนหมดเพื่อให้เจ้านายส่งพลังมาอีกครั้ง
เห็นแล้ว ทางนั้น!
ไทเรสใช้ประสาทสัมผัสทั้งหมดที่มีติดตามร่องรอยแห่งริ้วพลังที่มองไม่เห็นจนออกนอกพื้นที่มหาวิทยาลัย ผ่านสมรภูมิคนเป็นและคนตาย หนีทหารและฆาตกร ปีนเขา ลงห้วย ทำทุกวิถีทางเพื่อตามร่องรอยที่เขาสัมผัสได้
ผ่านไปหลายปี จนสิ้นสุดขอบแผ่นดินเขาก็ยังไม่เจอเจ้านาย ไทเรสตัดสินใจกระโดดออกจากผืนดิน ว่ายน้ำตามร่องรอยของเจ้านายไป มหาสมุทรกว้างใหญ่ลึกล้ำแฝงไปด้วยภยันตรายมากมาย ไทเรสเคยถูกฉลามกัดจนขาขาดเนื้อแหว่งไปหลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่เขาบาดเจ็บทพลังของเจ้านายก็จะมาช่วยเยียวยาจนร่างกายกลับมามีสภาพเดิม ซอมบี้ว่ายน้ำผ่านคลื่นไม่รู้จบ เขาหมดแรงจนจมลงไปนอนอยู่ใต้ก้นสมุทรอยู่หลายครั้ง แต่เขาไม่มีวันตาย ตราบใดที่เจ้านายยังมีชีวิตอยู่เขาก็ไม่มีวันตาย
ผ่านไปกี่ปี ไม่มีใครมานับให้ซอมบี้อย่างเขาฟัง แต่เขาเห็นการต่อสู้มามาก เขาเข้าใจว่าทำไมมนุษย์ถึงต้องฆ่ากันเองในยุคโลกาวินาศแบบนี้
เพราะผู้สังหารจะได้รับชีวิตของคนที่ตาย กลายเป็นนายแห่งผู้ถูกสังหาร
ไทเรสหวังว่าผู้ที่ ‘สังหาร’ เขาจะยังมีชีวิตอยู่
ค่ายกักกันไอทมิฬ เขตการปกครองที่สิบเอ็ด
“เฮ้ย! ตื่นสิวะ”
ไพเรนทร์เปิดเปลือกตาขึ้นช้า ๆ ภาพตรงหน้าช่างพร่ามัวราวกับอยู่บนยอดเขาอันปกคลุมไปด้วยไอหมอกหนา
“ให้ตายสิ! ช่วงนี้ชักจะบ่อยเกินไปแล้วนะ อย่าให้ฉันจับได้นะว่าแกแกล้งเป็นลมเพื่อที่จะอู้งานน่ะ”
จริงสิ ก่อนหน้านี้เขากำลังล้างห้องน้ำในค่ายกักกัน แล้วจู่ ๆ ภาพก็วูบดับไป ไพเรนทร์ยันตัวลุกขึ้นนั่ง แต่เขากลับวิงเวียนจนต้องล้มลงไปใหม่ เขานั้นมีพาหะของโรคธาลัสซีเมียตามฉบับของคนไทย บางครั้งที่กินธาตุเหล็กไม่เพียงพอก็ทำให้โลหิตจางจนวูบไปได้บ้าง แต่ก็ไม่ควรจะบ่อยเท่านี้ ในตอนนี้ไพเรนทร์รู้สึกไร้เรี่ยวแรงเหมือนกับพลังงานถูกสูบออกไปจากร่าง ไม่ต่างจากตอนที่ถ่ายเทพลังงานเข้าเครื่องกักเก็บมรณาในทุกเช้า
เป็นภาระให้คนอื่นอีกแล้ว ชีวิตของเขาช่างไร้ประโยชน์
“เดี๋ยวเถอะ อย่าเพิ่งรีบลุกสิครับ ทำไมไม่นอนรอผมมาตรวจดี ๆ เล่า”
ไพเรนทร์ชำเลืองมอง เป็นคุณหมอโรเบิร์ตผู้แสนใจดีอีกแล้ว
“ผมไม่เป็นไรแล้วครับ ขอโทษที่รบกวน คุณหมอกลับไปเถอะครับ”
“จะให้ผมกลับไปได้ยังไงกันครับ... ในเมื่อคุณฆ่าผมไปแล้ว!”
โรเบิร์ตผลักไพเรนทร์ลงไปนอนใหม่แล้วขึ้นคร่อมทับให้เขาหนีไปไหนไม่ได้ ไพเรนทร์ที่กำลังตื่นตกใจพยายามจะขัดขืน แต่ศีรษะของเขาก็ถูกชนเข้าอย่างแรง หน้าผากของคุณหมอทับหน้าผากของเขากดศีรษะไว้กับพื้นแน่น เลือดแดงฉานไหลจากร่างของโรเบิร์ตทิ่มแทงเข้าสู่ร่างของเขาผ่านทางหน้าผากที่แนบสนิท
“ผม ผมไม่ได้ฆ่าคุณ!” ไพเรนทร์ร้องเสียงหลง หน้าผากของเขาปวดแสบไปหมด อาการปวดยังร้าวกระจายจนเจ็บไปทั่วทั้งศีรษะ
“ฆาตกรไม่เคยยอมรับความผิดของตัวเองหรอก” โรเบิร์ตรวบข้อมือของไพเรนทร์ที่พยายามผลักตัวเขาออกไปกดไว้กับพื้นจนดิ้นรนขัดขืนไม่ได้อีก “ผมจะปลดปล่อยคุณจากความทรมานนี้เอง!”
“ราตรีสวัสดิ์ครับ”
“เฮือก!”
ไพเรนทร์สะดุ้งตื่นด้วยความตกใจสุดขีด เขาหอบหายใจรัวแรงแต่อากาศจากเครื่องที่ตั้งระบบควบคุมสำหรับมนุษย์ในสภาพกึ่งหลับกลับจ่ายอากาศมาได้ไม่เร็วพอจนเครื่องร้องแจ้งเตือน ไพเรนทร์หันหน้าไปมาเพื่อมองรอบด้านอย่างแตกตื่น เจ้าหน้าที่ในค่ายกักกันล่ะ? คุณหมอโรเบิร์ตล่ะ? ทำไมทุกอย่างถึงกลายเป็นสีเขียว…
ไพเรนทร์สงบลง เมื่อครู่เขาเพียงแค่ฝันร้ายไป ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในค่ายกักกันเขตที่สิบเอ็ดอีกต่อไป เขากลายเป็นหนูทดลองในสถานีวิจัยใต้สมุทรเบอร์มิวดาตั้งนานแล้ว
“ฆาตกรไม่เคยยอมรับความผิดของตัวเองอย่างนั้นเหรอ…”
ไพเรนทร์มองไอทมิฬที่ไหลเวียนผ่านฝ่ามือ ใช่แล้ว เขาปลุกพลังแห่งความตายขึ้นมาได้เพราะเขาฆ่าไท
ตกลงมาจากฟากฟ้าสีโลหิต ฝ่าดงกระสุนไปพร้อมกับโอบกอดคนสำคัญไว้ในอ้อมแขน พุ่งเข้าหาศัตรูไปอย่างไร้ความเกรงกลัว ไทเรสพลิกตัวหันหลังใช้ร่างที่แข็งกระด้างของตนกำบังกระสุน กอดอีกฝ่ายจนมั่นใจว่าปลอดภัย เขาควรจะตึงเครียด เขาควรจะตื่นตัวพร้อมปะทะแต่ตอนนี้ใจเขากลับสงบเหมือนได้กลับไปนั่งในมุมมืดของห้องสมุดที่คณะ มุมมืดที่มีเพียงเขากับชายผู้มืดมน แค่เราสองคนสองร่างตกกระทบพื้นอย่างแรง ฝุ่นดินคละคลุ้งบดบังการมองเห็น หน่วยสำรวจรีบสวมหน้ากากกันแก๊สแล้วถอยร่นไปด้านหลังเพื่อติดตั้งอาวุธหนัก หน่วยพิเศษที่ถูกส่งมาหลังจากมีรายงานพบตัวเป้าหมายรุดมาข้างหน้า ในมือกำอาวุธประจำกายพร้อมกำจัดภัยคุกคามอันดับหนึ่งแห่งมวลมนุษยชาติภายในฝุ่นหนาทึบที่เริ่มเบาบางลง ไทเรสประคองไพเรนทร์ยืนอย่างมั่นคง มือซีดยื่นออกมา แม้จะประหลาดใจเล็กน้อย แต่ไทเรสก็ส่งมือไปจับกับอีกฝ่ายสอดประสานนิ้วโดยไร้ความลังเล เหมือนกับตอนที่กระโดดลงมา เขาไม่มีความลังเลแม้แต่น้อยที่ต้องลงมาอยู่ในวงล้อมของศัตรู ณ วินาทีนี้ ไทเรสเชื่อใจไพเรนทร์ทุกอย่างโดยไม่ตั้งคำถามแค่มีสองเราก็เพียงพอ ทุกอย่างจะต้องออกมาดีอย่างแน่นอนซอมบี้กับเจ้านายจูงมือกันเดินอ
บทที่ 64ทุกอย่างเพื่อนายหลายวันมานี้ ตั้งแต่ที่ซอมบี้ระดับพิเศษกับเจ้านายจับตัวศาสตราจารย์ราชาน พาสคาลเป็นตัวประกันหลบหนีออกนอกเขตการปกครองที่หนึ่ง ภารกิจค้นหาเพื่อช่วยเหลือนักวิจัยและกำจัดซอมบี้ระดับพิเศษกลายเป็นวาระระดับเดียวกับภัยพิบัติเพลย์เมคเกอร์ ทว่า นอกกำแพงไม่ใช่พื้นที่ชำนาญการของพวกเขา หากไม่นับเส้นทางขนส่งระหว่างเขตที่ใช้เป็นประจำ พวกเขาก็แทบจะไม่รู้เลยว่ามีอะไรรออยู่ในทุ่งรกร้างแห่งความตายนั่นกระนั้น รัฐบาลโลกก็มีคำสั่งลงมาให้ทุกหน่วยงานร่วมมือกันออกปฏิบัติการเป็นการเร่งด่วน โชคกลับไม่เข้าข้าง ตั้งแต่ที่หน่วยสำรวจชุดแรกคลาดจากร่องรอยของผู้หลบหนีในวันที่สอง พวกเขาก็ไม่พบวี่แววของแคปซูลบนฟ้าอีกเลยผู้บัญชาการแซม มัวร์ผู้ได้รับมอบหมายให้ควบคุมปฏิบัติการระดับภัยพิบัติอย่างต่อเนื่องจึงเปลี่ยนกลยุทธ์ในการค้นหา โดยตั้งสมมติฐานอยู่ในกรอบเกณฑ์ที่ว่า ผู้ร้ายจะไม่สังหารศาสตราจารย์ราชานเพื่อเก็บไว้ใช้เป็นตัวประกัน จึงมุ่งเน้นการค้นหาไปที่สิ่งประทังชีพอย่างแหล่งน้ำ แหล่งอาหารในป่า และไฟที่ให้ความอบอุ่นในเวลากลางคืน โดยพวกเขาไม่รู้กฎเกณฑ์แห่งโลกนอกกำแพงที่ว่า กองไฟเป็นสิ่งอำนวยความสะ
บทที่ 63แมลงเม่าบินเข้ากองไฟการจุดไฟตอนกลางคืนนอกกำแพง เป็นการแสดงสัญลักษณ์ของผู้แข็งแกร่ง สัตว์ป่าในยุคสมัยใหม่และฆาตกรที่เร่ร่อนอยู่ด้านนอกต่างก็หลีกเลี่ยงไม่คิดจะเอาชีวิตไปเสี่ยง แต่ตรรกะนี้ใช้ไม่ได้ผลกับผู้ที่มั่นใจในความแข็งแกร่งของตนแมกไม้ส่งเสียง ไอทมิฬที่จงใจแผ่ออกมาเพื่อแสดงอำนาจลอยฟุ้งในอากาศ ด้านหลังของเคียต มีคนผู้หนึ่งแหวกต้นไม้รกชัฏออกมาดวงตาแดงฉานเด่นชัดในความมืด เขี้ยวแหลมสะท้อนประกายคมจากเปลวไฟ เสียงทุ้มลึกเอ่ยด้วยท่วงทำนองสละสลวยราวกับขับขานบทกลอน “คืนนี้ช่างเป็นค่ำคืนที่เหน็บหนาว กองไฟของพวกคุณดูอบอุ่นดีนี่”“อ๊ะ”“โอ้”“อ้อ”“…อะไรของมันวะ?”และนี่คือการตอบรับที่ผู้เปิดตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบได้รับจากคนทั้งสี่ที่นั่งผิงกองไฟกันอยู่บุรุษผู้เคยเป็นที่หวาดกลัวของคนทั้งเมืองกลับถูกหมางเมินอย่างไม่น่าให้อภัย เขาแยกเขี้ยวข่มขู่ “พวกเจ้าคงไม่รู้ว่าข้าเป็นใคร หากได้รู้จักชื่ออันน่าสะพรึงกลัวของข้าแล้ว ก็จงถวายเลือดบูชาข้าเสีย!”“ก็คนที่โดนแขวนในห้องทดลอง บลัดดี แมร์รีไม่ใช่เหรอ?” ไพเรนทร์หันไปถามไทเรส“เบียวขนาดนี้ พวกลัทธิแวมไพร์ชัวร์” ไทเรสเห็นด้วยผู้มาใหม่ได้ยินก็เด
บทที่ 62เดินทางอย่างไร้ทิศ “แน่ใจนะว่าทางนั้น?” ราชานมองป่ารกร้างไร้วี่แววของเส้นทางการเดินทางของแคปซูลหรือรอยล้อรถบนพื้นแม้แต่น้อย“ถ้ามาถูกทางตามที่คุณอิกอร์บอก อีกไม่นานทางทิศเหนือจะเห็นกำแพงเขตที่เก้าอยู่ไกล ๆ ครับ” ไพเรนทร์ควบคุมแคปซูลบินมาตามทางที่อิกอร์ชี้ ใช่แล้ว ชี้ในยุคโลกาวินาศนี้ หมอกโลหิตปกคลุมจนไม่เห็นดวงดาว พลังแห่งความตายซึ่งนับเป็นพลังงานอย่างหนึ่งลอยปะปนอยู่ทุกที่ รบกวนการทำงานของสนามแม่เหล็ก เข็มทิศตามแบบฉบับของยุคก่อนจึงใช้ไม่ได้ ไพเรนทร์เพิ่งได้เข้าใจถึงความล้ำหน้าของเขตการปกครองที่หนึ่งที่มีเหนือเขตอื่นก็วันนี้ วิทยาการซึ่งสามารถเอาชนะความแปรปรวนของพลังงาน สร้างระบบติดต่อสื่อสารและวางระบบไฟฟ้าได้แทบไม่ต่างจากยุคสมัยก่อนทั้งที่มีพลังแห่งความตายลอยอยู่ทุกแห่งหนอิกอร์เลยช่วยพวกเขาได้มากสุดเพียงแค่อธิบายและชี้นิ้วเท่านั้น“แล้วถ้าไม่เจอล่ะ?” ไทเรสถามทั้งสามมองหน้ากันนิ่งแล้วหันไปมองหน้าเคียตที่ทำสีหน้าว่างเปล่าตอบกลับมา“คงต้องกลับไปหาคาราวานสีเทาเพื่อถามทางใหม่”ท้องฟ้าสีแดงหมองหม่นลงจนมืดมิด ช่วงกลางคืนพวกเขาไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้เลย แม้จะผ่านกำแพงเขตการปกค
บทที่ 61ข้อเสนอคาราวานสีเทาเดินทางไปอย่างไร้จุดหมายก็จริง แต่พวกเขามีแบบแผนอยู่ และที่หมู่บ้านร้างแห่งนี้ก็เป็นสถานที่ที่พวกเขาจะแวะเวียนมาหยุดพักทุกปี เพื่อเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในไร่ของชาวบ้านเจ้าของถิ่นดั้งเดิมก่อนที่มันจะถูกทิ้งร้าง เมื่อเก็บมาจนเต็มกำลังการบรรจุของคาราวาน พวกเขาก็จะปักท่อนพันธุ์ลงไปปลูกใหม่และล้อมรั้วหนามไว้ป้องกันสัตว์ป่าและซอมบี้ มีปีหนึ่งที่โชคร้าย เมื่อคาราวานสีเทาเดินทางมาถึงก็พบรั้วหนามพังกระจัดกระจาย และมันสำปะหลังในไร่โดนรื้อถอนไปหมด จากร่องรอยไอทมิฬและร่องรอยการอยู่อาศัยในบ้านร้างทำให้คาดเดาได้ว่าเป็นฝีมือของพวกฆาตกรที่เร่ร่อนผ่านทางมา หากเป็นเช่นนั้นจริง ยอมหาเสบียงใหม่ย่อมดีกว่าเสี่ยงปะทะกับฆาตกรไลก้าผู้เกิดมาในคาราวานสีเทาพาเหล่าคนนอกทั้งสามไปช่วยกันเก็บเกี่ยวอย่างสนุกสนาน ราวกับพวกเขากำลังเล่นสนุกกันมากกว่าทำงานประทังชีวิตแสนลำเค็ญและทุกการกระทำก็ตกอยู่ในสายตาของเหล่าผู้นำที่นั่งตัดแต่งท่อนพันธุ์กันพลางประชุมพลางอย่างไม่ให้เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์แม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียว“พรุ่งนี้เราจะเดินทางกันต่อแล้ว จะเอาไงกับสามคนนั้นดี?” ตู้โจวเปิดประเด็นท
บทที่ 60ความตายเป็นสีขาว “แล้วพวกนายก็กลายเป็นหมากับแมวที่ไลก้าเคยเลี้ยง?” ไทเรสถามอย่างเหลือเชื่อ“เปล่า พวกฉันก็ยังคงเป็นพวกฉันนั่นแหละ แต่ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของไลก้า” แมวดำเลียจัดแจงเส้นขนเปื้อนฝุ่นของมัน“แต่ส่วนใหญ่ไลก้าอยากให้เราอยู่ในร่างนี้มากกว่าร่างคนน่ะ” สุนัขกล่าวต่อ“ร่างนี้ก็สบายดีออก ไม่ต้องหาเสื้อผ้ามาใส่ด้วย”คำพูดของเจ้าแมวทำให้ทุกคนเพิ่งจะนึกได้ว่าตัวตนที่แท้จริงของเธอเป็นหญิงสาว หากไลก้าเกิดนึกอยากให้ทั้งสองกลับร่างมนุษย์เมื่อไร ร่างสัตว์ที่ไร้อาภรณ์ทั้งสองเห็นจะต้องรีบหาอะไรมาปกปิดกันให้วุ่น“กลายร่างเป็นสัตว์ได้ เป็นลักษณะเฉพาะที่ไม่เคยคิดว่าจะมีได้ แต่ถึงจะไม่นับเรื่องนี้ ยังไงสองคนนี้ก็ต้องนับเป็นซอมบี้ระดับพิเศษอย่างแน่นอน เด็กตัวเล็ก ๆ แค่นี้กลับมีซอมบี้ระดับพิเศษอยู่ใต้อาณัติถึงสองตัว!” ราชานพึมพำข้อมูลที่ล้นเข้ามาในหัวอย่างคนกำลังสับสน การค้นพบครั้งนี้ทำให้เขามีคำถามที่ตอบไม่ได้มากมายเหลือเกินดีจริง ๆ ที่ออกมานอกกำแพงในบ้านร้างหลังเล็กขนาดหนึ่งห้องได้จัดสรรพื้นที่สำหรับการนอนหลับพักผ่อนโดยแมวและสุนัขผู้มาถึงก่อนได้อย่างยุติธรรม“พื้นที่ทั้งหมดเป็นของไลก้า







