LOGINในความยุติธรรมย่อมมีอธรรม มีนรกย่อมมีสวรรค์ ดินแดนสวรรค์มีเทพเซียน นรกอเวจีย่อมมีจอมมาร นางผู้ละทิ้งทางโลกหนึ่งในเทพเซียนผู้สูงศักดิ์ต้องจำใจเป็นจอมนางเคียงคู่จักรพรรคดิ์จอมมารผู้กระหายในไอเลือด จากความอคติสู่ความรักแท้จริง…
View Moreตั้งแต่เมื่อวานที่เสียวจิ้งสนทนากับผานเยว่ถิง นางก็เก็บตัวอยู่แต่ในห้องจนจวนจะถึงวันที่ข้าจะแต่งตั้งนางเป็นจักรพรรดินีมาร นางยังไม่ออกจากห้องห้องนั้นเลยแม้แต่ก้าวเดียว เรื่องราวอะไรกันที่ทำให้นางเศร้าปานนั้น ผานเยว่ถิงเคยกล่าวถึงสตรีเซียนนางหนึ่งอันเป็นสหายรักเมื่อครั้งลงไปฝึกฝนวิชาเซียนก่อนผ่านด่านเคราะห์เลื่อนขั้นเป็นซ่างเซียนฟังมาว่าสตรีผู้นั้นรักชอบกับบุรุษผู้หนึ่งแต่มิอาจอยู่เคียงคู่กันได้ ทั้งสองต่างมีตำแหน่งสูงส่ง ต่างมีหน้าที่ ต่างมีชะตาที่ถูกกำหนด คิดๆดูแล้วหวังแต่ว่าสหายผู้นั้นจะมิใช่ผู้เป็น'ฟูเหริน'ของข้าในตอนนี้ เรื่องราวความรักในอดีตย่อมเป็นอดีตไปรื้อฟื้นย้อนคิดไปแล้วก็มีแต่ชอกช้ำกับเจ็บช้ำ สองความรู้สึกนี้แม้คล้ายกันมากแต่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ชอกช้ำอาจชอกช้ำไปจนวันตายแต่เจ็บช้ำยังพอมีเวลาที่จะรักษาให้หายได้..'โอสถได้แล้วขอรับท่านจอมมาร' น้ำเสียงสุภาพของหลิงหลิวเหว่ยดึงข้าหลุดออกจากภวังค์ อาภรณ์แพรเขียวพลิ้วไสว ใบหน้ายิ้มแย้มเห็นลักยิ้มถือถ้วยยาโอสถทิพย์มาให้แต่เดิมทีเรื่องยาคงมีแต่ไว้ใจให้ฮูหยินดูแล คราวนี้ฮูหยินกลับป่วยเสียเองมีแต่เปิ่นจวินที่จะต้องดูแลเอาอกเอาใจภร
เมื่อเล่าเรื่องราวมาถึงตรงนี้แล้วก็เกิดความรู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมา เฟิงจางจิ้งเซียนเมื่อเทียบนิสัยตอนนี้กับตอนนั้นแล้วมีเพียงสิ่งเดียวที่ไม่แตกต่างเลยคือ ความเห็นใจที่นางมีต่อสรรพสิ่ง ความอ่อนโยนในความเเข็งกระด้าง เพียงแต่ครานั้นนางยังดูสดใสและมีชีวิตชีวามากกว่านี้มาก'จริงๆเรื่องราวระหว่างเรา ข้าจำได้ชัดเจนแจ่มแจ้งทุกประการเว้นแต่เรื่องชายคนนั้นที่คล้ายว่าจะจำได้บ้าง ลืมไปบ้าง' 'ถ้าอย่างนั้นคงมิต้องรื้อฟื้นเรื่องราวระหว่างข้ากับท่านคราวนั้นอีกแล้ว'เพราะหากรื้อฟื้นไปคนที่นึกเจ็บใจคงมีแต่ข้า ข้าเท่านั้นผานเยว่ถิงพยักหน้าให้กับตัวเองดวงตาหลุบต่ำลงราวกับหวนนึกอะไรบางอย่างใจความสำคัญของเรื่องนี้เท่าที่ข้าจำได้ จำได้อย่างถี่ถ้วนคือตอนที่เฟิงจางจิ้งเซียนกำลังเลื่อนขั้นเป็นซ่างเซียน เฟิงจางจิ้งเซียนต้องรับพิษจากบุปผาสิบชนิดแต่เดิมทีพิธีนี้เป็นกฏมณเฑียรบาลของเผ่าบุปผา มีข้าและเสวี่ยอิงร่วมอยู่ด้วยในเหตุการณ์ แต่เฟิงจางจิ้งเซียนไม่สามารถผ่านด่านบุปผาพิษสิบชนิดได้ท่ามกลางความตระหนกตกใจกลับมีหลายเรื่องที่เซียนหญิงคนนั้นไม่บอกกล่าวกับใครและมิมีผู้ใดได้รู้เป็นความผิดพลาดมหันต์'เสี่ยวจิ้ง!'ภา
หลายๆวันมานี้ท่านเซียนหญิงเฟิงจางจิ้งและเสวี๋ยอิงต่างทำหน้าที่ดูแลพวกข้าได้อย่างดีเยี่ยม วิชาเซียนของพวกเขาทั้งสองเรียกได้ว่าเป็นเทพเซียนที่แท้ ข้ายังคอยเป็นที่ปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งคู่อยู่เสมอมิรู้ว่าเลื่อนขั้นไปถึงไหนกันแล้ว เสวี๋ยอิงคนนั้นยามอยู่กับเฟิงจางจิ้งเซียนเพียงลำพังแสนแตกต่างกับตอนที่พูดคุยกับพวกข้าอย่างมากข้าสังเกตเสวี๋ยอิงตั้งแต่วันเเรกจนวันสุดท้ายสรุปความได้ว่า เสวี๋ยอิงคนนี้เป็นวิหคเหมันตกาลโดยแท้ นับถือวิถีเซียนเคร่งครัด และที่สำคัญเขารักของเฟิงจางจิ้งเซียนสหายของข้าอย่างแท้จริง ข้ากับเฟิงจางจิ้งเซียนตกลงกันไว้ว่าหลังจากจบการฝึกปรือครั้งนี้จะรับข้าเข้าไปเป็นพี่เลี้ยงในวังสวรรค์'ความพยายามของพวกเจ้า เปิ่นจวินเห็นแล้วว่าสมควรแก่เวลา กระบี่ของผู้ใดจะกลับคืนสู่เจ้าของ' หลงลี่เสกกระบี่อันทรงฤทธิ์ที่ส่องแสงเรืองรองและส่งคืนสู่เซียนผู้เป็นเจ้าของ กระบี่เหล่านั้นลอยกลับมาอยู่ตรงหน้าผู้เป็นเจ้าของ'กระบี่มีจิตวิญญาณของมัน ผู้เป็นเจ้าของต้องตั้งชื่อด้วยก่อนจะเซ่นกระบี่ด้วยเลือด''ขอรับ! เจ้าค่ะ! ซือฝุ' เซียนสตรีและเซียนบุรุษทั้งหกขานรับ
'เสวี๋ยอิง เฟิงจางจิ้งเซียนฝากข้ามาตามท่านไปที่เรือนไผ่ด้านหลัง' เรือนไผ่ด้านหลังที่ว่า อยู่ริมธารน้ำตกที่ข้าใช้วิชาสนทนากับหวังเยี่ยนเกอเรือนไผ่นั่นดูเหมือนจะเป็นเรือนไผ่ที่ท่านเซียนเนรมิตขึ้นมาเพราะตอนที่ข้าไปไม่เห็นจะมีเรือนไผ่อยู่พลังเซียนของเฟิงจางจิ้งเซียนเหนือชั้นกว่าเซียนคนอื่นมากอย่างข้าคงเสกได้เพียงแค่เก้าอี้หนึ่งตัวกับวิชาเจ้าเล่ห์เล็กน้อยที่หวังเยี่ยนสอนก็เท่านั้น'รบกวนแม่นางช่วยนำทางไปที' เขากล่าวเสียงเรียบพลางสะบัดชายผ้าขาวอย่างอ่อนโยนยามอยู่ใกล้เขารู้สึกหนาวเหน็บจริงสมแล้วที่เป็นถึงวิหคหิมะ'ตามข้ามาเถิด' เขาเดินตามข้าอย่างสงบเสงี่ยมจริงแท้หรือวิสัยของพวกวิหคหิมะเป็นเช่นนี้เอง แม้แต่เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เคร่งครัดวิถีเซียน'ขอบคุณที่มาส่ง''ไม่ต้องเกรงใจ พวกท่านสูงส่งกว่าข้า ข้าย่อมยินดีช่วย' เขาพยักหน้ารับเงียบๆแล้วเดินเข้าไปนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ไผ่ฝั่งตรงข้ามกับฝั่งที่เฟิงจางจิ้งเซียนนั่งกึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่ พูดได้ว่าน่าเอ็นดู ข้าแอบมองอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลหาที่เหมาะๆสักที เสกกาน้ำชาหนึ
เมื่อถึงยามเซิน[1]หลิงหลิวเหว่ยจึงเดินมาปลุกจอมมารให้ตื่นเพื่อไปตรวจขุมนรกแล้วให้สาวใช้นำของว่างมาให้มีทั้งขนมกะโหลกอบกรอบและลิ้นแห้งทอดรวมถึงน้ำชาโม่หลี่[2]เมื่อของว่างมาถึงจึ
จอมมารหนุ่มนอนเอกเขนกอย่างเบื่อหน่าย จิตใจว้าวุ่น เอาแต่คิดไปคิดมาเรื่องอภิเษกสมรสกับธิดาเซียน เรื่องนี้แท้จริงก็ออกจะด่วนตัดสินใจอย่างขาดสติไปสักหน่อย นางเพียงแต่เหมาะสมและตราตรึงใจเขาเท่านั้น 'เยี่ยนเยี่ยน มีเรื่องกังวลใจหรือไร'หลิงหลิ่วเวายถามพลางลอบมองอาการอดอาลัยตายยากของจอมมารไปด้วย เมื่ออย
ครั้นเมื่อถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้าเฟิงจางจิ้งเห็นทิวทัศน์แปลกตาราวกับว่าไม่ได้มาที่นี่เสียนาน หลายแสนปีมาแล้วที่นางจากเมืองสุขาวดีสู่พงไพรขจีวนา[1]จึงไม่รู้สึกยินดีเท่าใดนักที่ต้องกลับมาที่นี่จื่อจิงคอยประคับประคองเฟิงจางจิ้งอย่างระมัดระวัง'เสี่ยวจิ้ง' เสียงเรียกของประมุขสวรรค์ดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงผ
หลังจากสนทนาพาทีกับหวังเยี่ยนเสร็จสิ้น เขาก็ให้สาวใช้นามว่า'จื่อจิง'มาเป็นผู้ติดตามส่วนตัวแก่ข้า อย่างน้อยชายผู้นั้นก็ยังเห็นความสำคัญของลำดับศักดิ์อยู่บ้าง นับว่าเขาพอจะรู้ธรรมเนียมปฏิบัติกับสตรีสูงศักดิ์'ขอบใจแม่นางจื่อจิงมากที่มาส่งข้า' แม้ดวงตามองไม่เห็นแต่นางรู้ทันทีว่าห้องที่ถูกจัดเตรียมไว











