เกิดใหม่เป็นองค์หญิงวิปลาส

เกิดใหม่เป็นองค์หญิงวิปลาส

last updateHuling Na-update : 2026-02-25
Language: Thai
goodnovel18goodnovel
Hindi Sapat ang Ratings
171Mga Kabanata
3.5Kviews
Basahin
Idagdag sa library

Share:  

Iulat
Buod
katalogo
I-scan ang code para mabasa sa App

หมิว นักศึกษาสาวที่เสียชีวิตอย่างไม่คาดคิด จนวิญญาณทะลุมิติแห่งกาลเวลา ไปอยู่ในร่างขององค์หญิงวิปลาส ชีวิตในยุคที่ไม่เหมือนเดิมจะเป็นอย่างไรมาลุ้น

view more

Kabanata 1

บทนำ วันสุดท้าย

第一章

入宮僅三年,陸依霜便被那位禁慾的當朝天子佔有了九百九十九次。

又一次承歡後,她小心翼翼地避開身旁熟睡的男人,帶著一身吻痕下了龍床,小聲吹了聲口哨。

很快,一道黑影悄無聲息地落在窗前。

「想好了?」 夜隱的聲音比夜色還涼。

她攏緊單薄的寢衣,聲音輕得幾乎聽不見:「想好了,我的願望是,離開皇宮。」

夜隱聲音很淡:「你的名字登記在冊,想出去絕非易事,除非……假死,改頭換面。」

「好。」 陸依霜點頭。假死也好,改頭換面也罷,總歸只要能離開這皇宮,怎樣都好。

「半月後,我來接你。」 黑影說完便消失在夜色中,彷彿從未出現過。

陸依霜望著天邊那彎殘月,長舒一口氣。

終於……要結束了。

她本就不該是這深宮之人,進來也只是一個意外。

三年前,她還是相府最不受寵的庶女。

她的嫡姐陸青儀是相府千嬌百寵的明珠,與當時還是六皇子的軒轅翊兩情相悅。

偏偏陸父認為四皇子更有潛力登上皇位,強行拆散鴛鴦,將陸青儀嫁與四皇子。

誰曾想最後登基的竟是軒轅翊。

帝王震怒,丞相被貶。

為了平息聖怒,父親把她這個不受寵的庶女送進宮當貼身宮女,任由他折磨。

她還記得第一次見到軒轅翊時的場景。

年輕俊朗的帝王一襲玄色龍袍,眼神陰鷙地盯著跪在地上的陸依霜:「陸家的女兒?」

軒轅翊果真把所有的恨都發洩在她身上。

鞭刑、罰跪、寒冬裡跪碎瓷片……她身上幾乎沒有一塊好肉。

直到那夜,他醉酒,錯把她當成陸青儀,強要了她。

這一錯,就是三年。

她夜夜承歡,實在承受不住,本想著熬到年歲出宮,可今日去領出宮牌時,卻被攔下了。

「陛下有令,不放。」 太監尖細的嗓音刺得她耳膜生疼。

那一刻,她終於明白,自己這輩子,或許都逃不出這座金籠了。

好在一年前,她無意中救了一個重傷的黑衣人。

後來才知道,他是殺手榜第一的夜隱。

「我欠你一條命,許你一個願望。」 他曾說。

如今,她的願望只有一個……

離開這裡!

她轉身,卻在回殿的剎那,對上了一雙幽深冰冷的眼睛。

軒轅翊不知何時醒了,站在廊下,眸色沉沉:「方才,去哪兒了?」

「奴婢有些渴,去喝了口水。」 她強自鎮定地撒謊。

軒轅翊的眼神陡然轉冷:「滾回來。」

她順從地回到龍床上,卻被他一把掐住下巴:「記住,沒有朕的允許,不許離開半步。」

「是。」

他滿意地鬆開手,將她按進懷裡。

她聞著他身上龍涎香的味道,數著更漏等待天明。

翌日清晨,陸依霜雙腿發軟幾乎站不穩。

軒轅翊嗤笑一聲:「沒出息,要了幾次就站不住了,坐朕的轎輦回去。」

「奴婢不敢……」

話音未落,軒轅翊便打橫將她抱起,大步走向殿外的龍輦。

「陛下!這不合規矩……」 她驚慌地抓住他的衣襟。

「閉嘴。」 他冷聲打斷,直接將她塞進轎輦。

轎輦行至浣衣局時,軒轅翊忽然抬手示意停下。

陸依霜順著他的目光望去,只見一個穿靛藍宮裝的少女正在晾曬錦緞。

這個叫綠蘿的宮女,眉眼間竟有三分像嫡姐。

「那個宮女,讓她今晚侍寢。」 軒轅翊淡淡道。

太監總管李公公立刻會意,派人告知綠蘿。

綠蘿欣喜若狂,高興了一整天,衣服翻來覆去試了個遍,甚至還來來回回沐浴了好幾次,就等著夜幕降臨。

陸依霜卻並不在意,昨夜軒轅翊要得太狠了,她只覺得頭腦昏昏沉沉的,身子格外沉重,發熱得難受。

到了當值時間,李公公見她久久沒過去,便來找她。

「李公公,我身子不適,麻煩幫我告假。」 她躺在床上,無力地開口。

李公公心疼得不行,連忙應聲:「你好好休息,陛下那邊奴才幫你去說。」

不一會兒,院子裡再次回歸平靜。

陸依霜燒得渾身滾燙,喝了藥也不見好。

晚上,她意識模糊之際,綠蘿卻紅著眼睛跑了回來,狠狠地甩了她一巴掌。

「陸依霜,你故意的是不是?!好不容易陛下看上我,我龍床都沒上,你就在這裡裝發燒,他瞬間緊張得不行,丟下我,轉頭便要來看你!」

「這些年陛下後宮空懸,唯獨你一個人能侍寢,難不成你還想獨佔陛下嗎?」

陸依霜燒得頭暈眼花,根本不明白她在說什麼。軒轅翊怎會來看她?

「我發燒是真的……」

可綠蘿根本不相信,發洩似地胡亂撲打著陸依霜。

「你個慣會勾引人的賤人、狐狸精,看我今天不把你這張勾引人的臉撕爛!」

陸依霜本就難受得緊,此刻面對莫須有的指控,更是沒忍住脫口而出:

「我都要離開了,還勾引他做什麼?」

「離開?」

一道冰冷的聲音從門外傳來,她渾身血液瞬間凝固。

軒轅翊一襲明黃龍袍站在門口,眼神陰鷙得可怕:「陸依霜,你要去哪?」
Palawakin
Susunod na Kabanata
I-download

Pinakabagong kabanata

Higit pang Kabanata
Walang Komento
171 Kabanata
บทที่ 1 โลกใบใหม่
หมิวที่ตอนนี้เข้ามาอยู่ในร่างขององค์หญิงหลิงเซียงได้สามวันแล้ว ทำให้ได้รู้ว่าองค์หญิงหลิงเซียงเป็นบุตรลำดับที่เก้าของอดีตฮ่องเต้หลงเฉิน และเป็นพระธิดาเพียงพระองค์เดียวของอดีตฮ่องเต้ที่เกิดจากอดีตฮองเฮาหลินเจิน องค์หญิงหลิงเซียงไม่มีพี่น้องร่วมมารดาเดียวกัน ด้วยความที่เป็นพระธิดาเพียงพระองค์เดียว จึงไม่ค่อยสนิทกับบรรดาพระเชษฐาเท่าไหร่ แต่ส่วนใหญ่ที่เหล่าลูกชายลูกสาวเหล่าขุนนางตระกูลใหม่มักเข้าหาองค์หญิง ก็เพราะท่านตาขององค์หญิงคือท่านแม่ทัพใหญ่ของกองทัพแคว้นเว่ยและผู้นำตระกูลเกาคนปัจจุบัน ตระกูลถือเป็นตระกูลที่มีอำนาจมากจนใคร ๆ ก็ยำเกรงด้วยความที่เป็นธิดาเพียงพระองค์เดียวและยังประสูติจากฮองเฮา จึงทำให้เป็นที่โปรดปรานของอดีตฮ่องเต้หลงเฉิน ฮองเฮาเองก็ทรงรักองค์หญิงมาก จนกลัวในอนาคตหากพระมารดาและพระบิดาไม่อยู่แล้ว จะได้รับอนาคตจากเหล่าผู้คนที่ไม่หวังดี และไม่อยากให้ธิดาเพียงคนเดียวต้องมาต้องในวังวนของความแกร่งแย่งชิงดี จึงทูลขออดีตฮ่องเต้สร้างตำหนักส่วนพระองค์ไว้นอกกำแพงวังหลวง มีเพียงประตูขนาดสองคนเดินได้เป็นทางเชื่อมเท่านั้น พอเริ่มโตขึ้นจนอายุได้สิบขวบหนาวองค์หญิงก็เริ่มมีพฤติกรรมแป
Magbasa pa
บทที่ 2 อาหารจานแรกในโลกใหม่
เมื่อทำใจยอมรับที่จะอยู่ในฐานะองค์หญิงหลิงเซียงได้แล้ว สิ่งแรกที่ทำคือตรวจดูทรัพย์สินมีค้าว่าพอที่จะนำไปขายหรือมีเงินอยู่บ้างไหม เพราะเขาจะนำไปซื้อที่ดินเก็บไว้สักหน่อย เนื่องจากตั้งใจจะออกจากวังแล้วต้องมีกิจการเป็นของตัวเองเพื่อเลี้ยงชีพสักหน่อย ไหนจะผู้ติดตามอีกหลายคน ตั้งใจแล้วว่าจะเปิดเหลาอาหาร เพราะอาชีพเดิมที่บ้านแซ่ลิ้มในโลกเดิมนั้น พ่อแม่เขาเปิดร้านอาหารและขายดีมากจนขยายสาขาไปถึงห้าสาขาแล้ว เมนูส่วนใหญ่จะเป็นสูตรอาหารไทยจากคุณยายที่เคยทำงานในวังมาก่อน และยังมีสูตรอาหารจีนจากบ้านคุณพ่ออีกด้วย ซึ่งเขาเองก็เคยช่วยงานในครัวเป็นประจำจนจำสูตรได้ทั้งหมด ขนมไทยก็ยังทำได้จนเพื่อนหลายคนในสาขาประวัติศาสตร์ไทยและสากลเคยถามว่า ทำอาหารอร่อยขนาดนี้ทำไมไม่เรียนคหกรรม แต่เขาชอบประวัติศาสตร์และสาขาที่เรียนยังได้เรียนประวัติศาสตร์ของจีนอีกด้วย แสงจันทร์รินผ่านช่องหน้าต่างไม้ลายฉลุ ส่องต้องฝุ่นละอองที่ลอยฟุ้งในอากาศ ภายในห้องลับของตำหนักไฉ่หงเงียบงันราวกับเวลาหยุดหมุน เสียงฝีเท้าเบา ๆ สามคู่ก้าวเข้ามาทีละก้าว องค์หญิงหลิงเซียงถือโคมไฟกระจกทรงกลมไว้ในมือ แสงส้มอ่อนสะท้อนเงาเรียวยาวบนพื้นหินเย็น
Magbasa pa
บทที่ 3 โดนเรียกตัวเข้าเฝ้า
เช้าวันนั้นในตำหนักไฉ่หง อากาศสดชื่นหลังสายหมอกจาง ๆ ลอยเหนือสระน้ำ เสียงนกเล็กเจื้อยแจ้วบนต้นเหมยกลายเป็นบทดนตรีอ่อนโยนของยามเช้า องค์หญิงหลิงเซียงเสด็จออกมาจากครัวเล็กด้านหลังตำหนักด้วยถ้วยโจ๊กร้อน ๆ ในมือ กลิ่นหอมของหมูสับและเห็ดหอมลอยอบอวลจนทุกคนที่อยู่ในลานต้องหันมามองไป๋กงกงกับหม่ากูกู ผู้เคยรับใช้อดีตฮองเฮานั่งอยู่ใต้ศาลาไม้ รอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้าของทั้งคู่บ่งบอกถึงความภาคภูมิใจและความคิดถึงในวันเก่า ๆ ที่ยังเคยอยู่ในวัง เสี่ยวถังจื่อกับเสี่ยวผิงจื่อ ขันทีหนุ่มทั้งสองช่วยกันจัดชามและตะเกียบอย่างคล่องแคล่ว ส่วนซินเหมยกับจูซิงนางกำนัลรุ่นเยาว์ ก็ตักโจ๊กร้อน ๆ แจกจ่ายด้วยใบหน้ายิ้มละไม เมื่อทุกคนได้ชิมต่างก็ส่งเสียงชมไม่ขาดปาก"โอ้...กลิ่นหอมชวนกินแท้ ๆ เพค่ะ" หม่ากูกู"เนื้อหมูนุ่มละลายในปาก เห็ดหอมก็หั่นบางได้พอดีคำ ฝีมือองค์หญิงยอดเยี่ยมจริง ๆ พะย่ะค่ะ" ไป๋กงกงหม่ากูกูพูดพลางยิ้มตาหยี ส่วนไป๋กงกงเอ่ยพร้อมพยักหน้าอย่างชื่นชม ขันทีหนุ่มทั้งสองก้มหน้าซดโจ๊กร้อน ๆ ด้วยความพึงพอใจ ส่วนซินเหมยกับจูซิงหัวเราะเบา ๆ เมื่อเห็นเฟิงหวงองครักษ์เงาผู้เย็นชา ยกช้อนขึ้นอย่างลังเลแต่สุดท้ายเมื
Magbasa pa
บทที่ 4 ฮ่องเต้จิ้งอู่
ตำหนักเฉียนชิงกงศูนย์กลางแห่งอำนาจสูงสุดของแผ่นดินต้าหลิง เป็นที่ประทับของฮ่องเต้จิ้งอู่ผู้ทรงอำนาจและเยือกเย็น ตั้งอยู่ลึกที่สุดภายในเขตพระราชวังชั้นใน ตัวตำหนักหันหน้าไปทางทิศใต้หลังพิงภูเขามองออกไปเห็นแนวหลังคาพระตำหนักน้อยใหญ่เรียงลดหลั่นลงไปจนสุดกำแพงวัง หลังคามุงกระเบื้องเคลือบสีเหลืองทองอร่าม สัญลักษณ์แห่งราชันย์ผู้เป็นศูนย์กลางฟ้าและดิน เมื่อแสงอาทิตย์ยามรุ่งสาดต้อง กระเบื้องเหล่านั้นสะท้อนแสงวับวาวราวเปลวเพลิงแห่งบัลลังก์หน้าตำหนักมีลานหินอ่อนกว้างใหญ่เรียงด้วยหินขาวจากภูผาหลวง เสาหินมังกรแกะสลักสองข้างประตูยืนตระหง่าน เงามังกรพันเกลียวดูราวกับจะทะยานขึ้นสู่เมฆทุกครั้งที่ลมพัด พื้นลานถูกขัดจนสะอาดสะท้อนเงาเมฆบนฟ้าได้ชัดราวกระจกภายในตำหนักกลิ่นกำยานจันทน์หอมอ่อนลอยอบอวล แสงไฟจากโคมทองส่องสว่างอบอุ่นแต่ไม่จ้า ผ้าม่านไหมสีเลือดนกพับระย้าอยู่เหนือบัลลังก์มังกร ซึ่งแกะจากไม้จันทน์แดงชิ้นเดียวทั้งแท่ง ลวดลายมังกรเก้าองค์พันรอบพนักบัลลังก์ ดวงตาแต่ละตาคมกริบราวกำลังจ้องผู้มาเข้าเฝ้าพื้นตำหนักปูด้วยไม้หอมที่ขัดจนเงามันเรียบสนิท ด้านหลังบัลลังก์เป็นฉากจิตรกรรมภูผาและทะเลเมฆ เขียนด้
Magbasa pa
บทที่ 5 เริ่มสืบหาความจริง
องค์หญิงหลิงเซียงเสด็จกลับจากเข้าเฝ้าฮ่องเต้จิ้งอู่ พระทัยกลับคลางแคลงมิอาจสงบ ดุจมีบางสิ่งปิดบังอยู่ในเงามืด มิแน่ว่าฮ่องเต้จะเป็นผู้ทำร้ายพระองค์ดังที่เคยเข้าใจภายในตำหนักไฉ่หง แสงตะเกียงนวลอ่อนส่องต้องผนังหยกขาว เงาไม้พลิ้วตามแรงลมเย็นของยามค่ำ หม่ากูกูยกถาดชาจากเตาร้อนวางลงอย่างเงียบงัน พลางเหลือบสายตาไปยังองค์หญิงผู้ยังนิ่งเงียบอยู่ริมหน้าต่าง“องค์หญิงเพคะ ทรงอย่าทรงกังวลนักเลยพ่ะย่ะค่ะ” ไป๋กงกงไป๋กงกงเอ่ยเสียงแผ่วพลางค้อมศีรษะ “ฝ่าบาททรงมีพระท่าทีต่างไปจากเดิมก็จริง แต่หม่อมฉันเกรงว่า…เบื้องหลังอาจมีผู้ใดปั้นเรื่องใส่ร้าย” ไป๋กงกงองค์หญิงทอดพระเนตรลงในถ้วยชา น้ำสีอำพันสะท้อนภาพพระพักตร์อันหม่นเศร้า“ไป๋กงกงเห็นเช่นนั้นหรือ… หากเป็นจริง เช่นนั้นผู้ใดกันเล่าที่อยู่เบื้องหลังการทำร้ายข้า” หลิงเซียงซินเหมยกับจูซิง นางกำนัลรุ่นเยาว์ยืนเงียบอยู่เบื้องหลัง สีหน้าสั่นไหวด้วยความกังวล“กระหม่อมกับเฟิงหวงตรวจตรารอบตำหนักแล้วเพคะ” ห่าวเฉิงห่าวเฉิงก้าวออกมากล่าวเสียงเรียบ “แต่พบรอยเท้าแปลกปลอมใกล้สระบัวด้านใน อาจมีผู้ลอบเข้ามายามองค์หญิงเสด็จไปเข้าเฝ้า” ห่าวเฉิงพระเนตรขององค์หญิงหล
Magbasa pa
บทที่ 6 ออกนอกวังครั้งแรก
ยามเฉินแสงอาทิตย์อ่อน ๆ ทาบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบสีทองนอกวังหลวง รถม้าสีเรียบจอดอยู่หน้าตลาดตะวันออก ผู้คนพลุกพล่าน กลิ่นขนมอบและผลไม้สดลอยคลุ้งในอากาศองค์หญิงหลิงเซียงทรงสวมอาภรณ์ผ้าฝ้ายสีงาช้าง ปิดพระพักตร์ไว้ด้วยผ้าคลุมบางเบา มีเพียงห่าวเฉิงและเฟิงหวงติดตามอยู่ห่าง ๆ ในคราบข้ารับใช้ธรรมดา“ตลาดนี้ช่างครึกครื้นนัก” หลิงเซียงพระสุรเสียงแผ่วแต่แฝงรอยยิ้มบาง “ข้าจำได้ว่าเมื่อครั้งยังเด็ก พระมารดาเคยพาข้ามาซื้อแป้งข้าวหอมเพื่อนำไปทำขนมดอกเหมย” หลิงเซียงเฟิงหวงเอ่ยเบา ๆ พลางเหลือบมองรอบตัว “ห่าวเฉิง ข้าเห็นร้านขนมฝั่งโน้นมีคนแน่นไม่ขาดสาย ดูท่าจะมีชื่อเสียงไม่น้อย” เฟิงหวงห่าวเฉินยกมือแตะด้ามดาบที่ซ่อนใต้เสื้อคลุม พลางตอบ “แม้เพียงตลาดเล็ก ๆ ก็ยังมิอาจวางใจได้ ขอให้พระองค์ทรงอยู่ใกล้ข้าพเจ้าอย่าห่างนัก” ห่าวเฉินองค์หญิงทรงหัวเราะเบา ๆ “พี่จริงจังเกินไปนักห่าวเฉิง ข้าเพียงจะซื้อแป้งข้าวกับถั่วแดงเท่านั้น มิได้คิดก่อศึก” หลิงเซียงพระสุรเสียงนั้นอ่อนโยนแต่เปี่ยมด้วยอำนาจ ห่าวเฉิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนค้อมศีรษะ “พ่ะย่ะค่ะ หากเช่นนั้น กระหม่อมจะคอยเฝ้าอยู่ใกล้ ๆ” ห่าวเฉิงพระเนตรของ
Magbasa pa
บบที่ 7 ตระกูลมู่
ตระกูลมู่เป็นหนึ่งในตระกูลขุนนางชั้นสูงที่ทรงอำนาจและได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจาก ฮ่องเต้จิ้งอู่แห่งแคว้นเว่ย และฮดีตฮ่องเต้หลายรัชกาลมาช้านาน ตระกูลนี้ไม่เพียงเป็นกำลังสำคัญทางการเมือง หากยังเป็นแบบอย่างแห่งคุณธรรม ความจงรักภักดี และความเที่ยงตรง ที่ได้รับการยกย่องไปทั่วทั้งแผ่นดินเว่ยบรรพชนของตระกูลมู่คือ มู่เจิ้น อดีตอัครเสนาบดีในยุคก่อตั้งราชวงศ์เว่ย ผู้มีบทบาทในการวางระเบียบราชสำนักและร่างกฎหมายปกครองบ้านเมืองด้วยหลักแห่งคุณธรรมและสมดุลเขาได้รับสมญาว่า มือขวาแห่งบัลลังก์ ผู้ยืนอยู่ใต้ฟ้าแต่ไม่ลืมแผ่นดินนับแต่นั้นมา ตระกูลมู่ก็สืบทอดเจตนารมณ์ของมู่เจิ้นยึดมั่นในความซื่อสัตย์ ไม่สยบต่ออำนาจและถือว่าการรับใช้ใต้หล้าเป็นหน้าที่แห่งสายเลือด ในยุคของฮ่องเต้จิ้งอู่ตระกูลมู่เป็นหนึ่งในสี่เสาหลักแห่งเว่ยร่วมกับตระกูลเกา ตระกูลฉิน และตระกูลซูมู่เทียนหยางปรมาจารย์ฝ่ายบุ๋นเป็นเสนาบดีว่าการคลัง ผู้วางระบบการเก็บภาษีที่เป็นธรรม ลดภาระแก่ราษฎร และจัดการทรัพย์สินของแผ่นดินด้วยความโปร่งใสมู่เทียนหลานบุตรชายคนโต เป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นผู้มีชื่อเสียงด้านสติปัญญา เฉียบคมแต่ถ่อมตน เป็นผู้ถวายคำแนะนำ
Magbasa pa
บทที่ 8 องค์หญิงหลิงเซียงเปลี่ยนไป
ยามบ่ายหลังออกจากวังหลวง มู่เทียนหลางตั้งใจจะกลับจวน แต่เมื่อเดินผ่านสวนหลวงก็ได้ยินเสียงนกกระจอกส่งเสียงจ้อกแจ้กกับเสียงหัวเราะเบา ๆ ของหญิงสาวแว่วมา เสียงนั้นช่างคุ้นหูอย่างประหลาด เมื่อเดินเข้าไปใกล้เขาพบหญิงสาวในอาภรณ์สีเขียวอ่อนปักดิ้นแดง กำลังย่อตัวเก็บกลีบดอกเหมยใส่มือเล่นอย่างเพลิดเพลิน ใบหน้าของนางสดใสเสียจนยากจะเชื่อว่าเป็นองค์หญิงหลิงเซียงผู้เคยเย็นชาในสายตาของผู้คน“องค์หญิง…ทรงกำลังเก็บดอกเหมยไปทำยา หรือจะทำขนมอีกหรือพ่ะย่ะค่ะ” เทียนหลางเสียงของมู่เทียนหลางดังขึ้นอย่างเรียบแต่แฝงรอยยิ้ม องค์หญิงเงยหน้าขึ้นดวงตาเป็นประกาย“ข้าจะเอาไปทำน้ำหอมต่างหาก เจ้าอยากได้สักขวดไหมล่ะคุณชายมู่ กลิ่นจะได้หอมเสียจนขุนนางฝ่ายบุ๋นทั้งวังจำหน้าเจ้าได้ขึ้นใจ” หลิงเซียงมู่เทียนหลางยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย“หอมเกินไปอาจดึงดูดผึ้งและมดพ่ะย่ะค่ะ องค์หญิงคงไม่อยากให้ข้ารับสั่งให้คนตามไล่มดในวังหรอกกระมัง” เทียนหลางองค์หญิงหัวเราะพรืดพระโอษฐ์ยกยิ้มอย่างคนไม่ยอมแพ้“ขุนนางฝ่ายบุ๋นอย่างเจ้าก็พูดเหมือนคนมีอารมณ์ขันได้ด้วยหรือนี่ ข้าเริ่มสงสัยแล้วว่าที่เจ้าทำหน้านิ่งตลอดนั้นเพราะตั้งใจหรือหน้าแข็ง” หลิงเ
Magbasa pa
บทที่ 9 เมืองไฮ่โจว
ตอนที่เข้าสัปดาห์ที่สี่แล้วที่ใช้ชีวิตเป้นองค์หญิงหลิงเซียงโดยที่ยังมีชีวิตรอดปลอดภัย แต่หลิงเซียงพึ่งได้รับรู้ว่าก่อนที่จะถูกจับตัวไปนั้น ตัวของเขาคนเดิมนั้นได้มีเรื่องบาดหมางกับพระสมกุ้ยเฟยแห่งตระกูลซู จนฮองเฮาสั่งลงโทษพระสมกุ้ยเฟยที่ทำหน้าเกินความจำเป็น ไม่แน่คนร้ายที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดอาจเป็นนางก็ได้ เพราะนางเองก็ไม่เป็นที่โปรดปราณของฮ่องเต้จิ้งอู่เท่าไหร่ อาจอยากจะมาลงที่องค์หญิงแทนแต่ดันผิดคาดกลับโดนลงโทษเสียเอง จึงอาจแค้นองค์หญิงหลิงเซียงมากเพราะความโกรธความแค้นมันสามารถฆ่าคนได้โดยง่าย คนที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยมากที่สุดก็พระสนมกุ้ยเฟยนี้แหละ พระสนมกุ้ยเฟยแห่งตระกูลซู ชื่อเสียงของนางดังก้องไปทั่ววังหลัง ทั้งในแง่ของความงามและความร้ายกาจ นางเป็นบุตรสาวคนโตของ ซูเหวินอี้มหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย ผู้มีอำนาจครอบคลุมราชสำนักกว่าครึ่ง ด้วยอำนาจของบิดาเพียงเอื้อมมือเดียวก็สามารถส่งบุตรีเข้าวังให้เป็นสนมของฮ่องเต้จิ้งอู่ได้โดยง่าย แต่ที่จริงแล้วตระกูลซูนั้นเป็นฝ่ายสนับสนุนทางฝั่งขององค์รัชทายาทจิ้งไฉ เพราะพระมารดาของรัชทายาทจิ้งไฉเป็นน้องสาวแท้ ๆ ของซูเหวินอี้แต่แม้จะได้ตำแหน่งเป็นถึงกุ้ยเฟ
Magbasa pa
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status