FAZER LOGIN“ถึงจะรู้งั้นแล้วก็เถอะ ตาแก่ ถ้าไอ้หนูทดลองไม่รู้วิธีเรียกใช้พลังของตัวเองปู่ก็หาวิธีควบคุมพลังของเขาไม่ได้ เจ้านั่นก็ดูจะไม่รู้เรื่องจริง ๆ ความลับของพลังอมตะปู่แก้ไม่ออกหรอก ล้มเลิกเหอะ”
ราชานเหลือบมองคนหนุ่มเขม็งด้วยความหน่ายใจ “นายก็แค่อยากกลับไปใช้ชีวิตสำมะเลเทเมาของนายข้างบนนั่นเลยหาข้ออ้างให้ฉันยุติการวิจัย”
“หา? ก็ใช่น่ะสิ สถานีเส็งเคร็งนี่จะเทียบแมนชันของฉันได้ไง ว่าง ๆ ก็ลองแวะไปสิ ตาแก่ รับรองติดใจแน่”
“รายงานครับ!”
ในขณะที่เคนยูมัวแต่พูดเล่น เจ้าหน้าที่ของสถานีวิจัยก็เข้ามารายงานเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นให้กับนักวิจัยควบตำแหน่งผู้อำนวยการซึ่งมีอำนาจสูงสุดในสถานีวิจัยแห่งนี้
“ซอมบี้มีสติสัมปชัญญะตัวนั้นน่ะเหรอ?” ราชานถามย้ำด้วยความเหลือเชื่อ
“ใช่แล้วครับ ดูเหมือนหมายเลขหนึ่งหนึ่งสามจะรู้จักซอมบี้ตัวนั้นด้วยครับ”
“ขอบใจมาก คุณไปทำงานของคุณต่อเถอะ”
“ครับ!”
เจ้าหน้าที่กลับออกไป ราชานรีบดึงภาพจากกล้องวงจรปิดขึ้นมาดู ภาพบันทึกได้ถึงเพียงช่วงที่ตัวทดลองคุกเข่าตรงหน้าซอมบี้เท่านั้น หลังจากนั้นทุกอย่างก็กลายเป็นสีดำ และกล้องก็ถูกไอทมิฬซัดจนพังเสียหาย
“เหลือเชื่อ ปฏิกิริยาของซอมบี้มีสติสัมปชัญญะในตอนที่พบตัวทดลองอมตะแปลกไปอย่างเห็นได้ชัด ที่สำคัญคือพลังที่ตัวทดลองอมตะปล่อยออกมา นั่นมันมากพอจะใช้เป็นพลังงานเลี้ยงเขตหนึ่งทั้งเขตได้เป็นปีเลย!” ราชานมองค่าพลังบนหน้าจอด้วยความตื่นเต้น ตัวเลขในหน้าจอยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนสุดท้ายก็ขึ้นเพียงข้อความสีแดง
‘ไม่สามารถวัดค่าได้’
ในขณะที่ราชานกำลังตื่นเต้นกับค่าพลังของตัวทดลอง เคนยูกลับแค่นเสียงอย่างขัดใจ “ตาแก่เอ๊ย วัน ๆ ดูแต่ตัวเลขจนมองข้ามเรื่องที่สำคัญที่สุด งานวิจัยเยอะจนลืมเรื่องเก่า ๆ ที่เคยสงสัยไปจนหมดแล้วหรือไง?”
ราชานผละจากหน้าจอด้วยความฉงน “เรื่องที่ฉันเคยสงสัย?”
“คำตอบมันก็ชัดเจนแล้วไม่ใช่เรอะ เจ้านายของซอมบี้มีสติสัมปชัญญะก็คือไอ้หนูทดลองอมตะ”
“…”
สมมติฐานที่เคนยูกล่าว เมื่อประกอบกับภาพจากกล้องวงจรปิดนั้นสมเหตุสมผลเป็นอย่างยิ่ง แต่คำตอบนี้ไม่ได้ช่วยอธิบายสาเหตุที่ไอทมิฬซึ่งหล่อเลี้ยงในตัวซอมบี้มีสติสัมปชัญญะเทียบแล้วเข้าไม่ได้กับข้อมูลไอทมิฬในฐานข้อมูลของดีซีโอเลย ทั้งที่ตัวทดลองเก่าแก่อย่าง ‘No. 113’ ควรจะมีข้อมูลไอทมิฬบันทึกไว้อยู่แล้ว
ไม่แน่ว่า พลังจากตัวทดลองอมตะที่ซอมบี้มีสติสัมปชัญญะนำไปใช้จะไม่ใช่พลังจากในร่างของเขา แต่เป็นพลังเดียวกับที่ตัวทดลองได้รับมาจากการตาย
“ซอมบี้มีสติสัมปชัญญะตัวนั้นอยู่ระดับไหน?”
“ถ้าระดับพลังน่ะไม่มากหรอก คงจะพอ ๆ กับพวกระดับกลาง แต่ถ้าเรื่องการฟื้นฟูก็คงจะระดับสูง” เคนยูยักไหล่ เขาเคยถูกขอให้มาช่วยประเมินซอมบี้มีสติสัมปชัญญะมาก่อน นอกจากการฟื้นฟูที่รวดเร็ว นอกนั้นก็ไม่มีอะไรโดดเด่นเลย ทักษะการต่อสู้ก็แทบไม่มี สะเปะสะปะเหมือนซอมบี้เร่ร่อนทั่วไปที่ไม่มีคนควบคุมเสียมากกว่า
“ระดับพิเศษ”
“หา?”
ราชานเท้าคางอย่างใช้ความคิด เขาค่อย ๆ ร่างแผนการวิจัยขึ้นในหัวทีละขั้นตอนอย่างใจเย็น “เรายังไม่เคยลองตัดอวัยวะบางส่วนของซอมบี้มีสติสัมปชัญญะ บางทีอาจจะงอกขึ้นมาใหม่เหมือนระดับพิเศษก็ได้”
เคนยูไม่เคยคิดว่าจะมีพวกเนิร์ดชุดขาวที่หมกตัวอยู่แต่ในห้องวิจัยคนไหนทำให้เขารู้สึกถึงอันตรายได้ แต่เมื่อมองนักวิจัยชราในตอนนี้เขากลับหวั่นเกรงยิ่งกว่าตอนเจอคู่ต่อสู้คนใดที่เคยประมือ “ตาแก่เอ๊ย ปู่มันโหดเหี้ยมกว่าฆาตกรอย่างฉันอีก แต่เสียใจด้วย จำระดับพิเศษไม่ได้เหรอ? ‘เหมือนกับคนเป็นทุกประการ’ เจ้าซอมบี้นี่แค่พูดยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ”
“จริงอย่างที่นายว่า แต่แค่นี้ก็เกินพอแล้ว” ราชานหันมามองชายหนุ่ม “นายต้องการสร้างกองทัพอมตะไหม? เคนยู... ไม่สิ คิง”
เคนยูผงะ เขาทำงานร่วมกับนักวิจัยชราบ่อยจนพอจะเข้าใจความคิดของอีกฝ่าย ซอมบี้มักจะมีคุณลักษณะพิเศษตามพลังของเจ้านาย และพลังของเจ้าหนูทดลองคืออมตะ หากซอมบี้ที่เจ้าหนูทดลองสังหารเป็นซอมบี้อมตะ ก็แค่ให้เจ้าหนูทดลองฆ่าเพื่อสร้างกองทัพ ส่วนหน้าที่ของเขามีเพียงอย่างเดียว
ควบคุมนายแห่งกองทัพอมตะ
รออยู่นานชายชราก็ยังไม่ได้รับคำตอบจากคิงผู้เด็ดเดี่ยว สุดท้ายราชานก็ถอนหายใจพลางนวดขมับ “พาเขาไปด้วยสิ”
“หา? ไปไหน?”
“เขตการปกครองแรกแห่งมวลมนุษยชาติและศูนย์รวมผู้รอดชีวิตในยุคโลกาวินาศที่ใหญ่ที่สุด เขตการปกครองที่หนึ่ง พาเขาไปทำภารกิจร่วมกับนายซะ ฝึกให้เขาควบคุมพลังแห่งความตาย ระหว่างนั้นอาจจะปลุกอะไรบางอย่างในตัวเขาขึ้นมาก็ได้”
เคนยูเข้าใจดี ชายชราต้องการจะใช้เขาเป็นเครื่องมือในการวิจัยของตน!
ฆาตกรหนุ่มกัดฟันแน่นด้วยความโกรธ แต่ก่อนที่เขาจะได้ระบายมันออกมา เสียงสัญญาณเตือนภัยก็ดังระงม สถานีวิจัยสั่นสะท้าน หน้าจอทุกจอแสดงภาพแจ้งเตือนให้อพยพโดยด่วน ราชานรีบวิ่งไปที่แผงควบคุมเพื่อหาต้นตอแห่งแรงสั่นสะเทือน สถานีวิจัยเกิดระเบิดขึ้นหลายจุดด้วยไอทมิฬ น้ำจากมหาสมุทรภายนอกรั่วไหลเข้ามาในสถานี อากาศและแรงดันแปรผันอย่างรวดเร็ว หากยังเกิดความเสียหายไปมากกว่านี้ สถานีวิจัยเบอร์มิวดาต้องระเบิดแน่
ราชานหันขวับมองเคนยู ฆาตกรหนุ่มรีบยกมือขึ้นแสดงความบริสุทธิ์
“ฉันเปล่านะเว้ย! ถึงฉันจะเกลียดสถานีเส็งเคร็งนี่และอยากกลับขึ้นไปมากก็เถอะ แต่ฉันไม่ทำเรื่องบ้า ๆ แบบนี้หรอก”
“ทุกจุดที่เกิดความเสียหายเกิดจากการระเบิดของไอทมิฬ สถานีวิจัยใต้สมุทรเบอร์มิวดาใช้วัสดุเสริมพลังแห่งความตายที่เข้มข้นจากแดนสังหาร ผู้ปลุกไอทมิฬทั่วไปทำลายไม่ได้ มีแต่นาย!”
“ก็บอกว่าไม่ได้ทำไงเล่า! ฟังกันบ้างสิ ตาแก่!”
ผนังห้องวิจัยส่วนตัวของผู้อำนวยการสถานีระเบิดออก เคนยูแผ่ไอทมิฬสร้างเป็นเกราะป้องกันตัวเขากับนักวิจัยชราจากแรงระเบิด ไอทมิฬมหาศาลรุนแรงพวยพุ่งเข้ามาในห้องพร้อมกับผู้ที่ปลดปล่อยมันออกมา
เคนยูเลียริมฝีปาก “ถึงขั้นนี้แล้วคงไม่ห้ามฉันสู้สินะ ตาแก่”
ชายชรายกแขนห้ามคนหนุ่มเลือดร้อน “เดี๋ยวก่อน มีบางอย่างผิดปกติ”
“…ชุบชีวิต”
เสียงแหบแห้งดังแผ่วมาจากใจกลางมวลพลังแห่งความตาย ร่างภายในม่านควันทมิฬเดินเข้ามาใกล้คนทั้งสองจนเห็นได้ราง ๆ
“ไอ้หนูทดลอง!”
“ตัวทดลองอมตะ!”
ไพเรนทร์เงยหน้ามองคนที่วิจัยตัวเขามาอย่างเนิ่นนานทั้งสอง ดวงตามืดสนิทไร้ชีวิตในยามปกติกลับเปล่งประกายแดงวาบราวกับปีศาจร้ายจากขุมนรก
“ผมยอมทำทุกอย่าง ชุบชีวิตไทซะ”
ตกลงมาจากฟากฟ้าสีโลหิต ฝ่าดงกระสุนไปพร้อมกับโอบกอดคนสำคัญไว้ในอ้อมแขน พุ่งเข้าหาศัตรูไปอย่างไร้ความเกรงกลัว ไทเรสพลิกตัวหันหลังใช้ร่างที่แข็งกระด้างของตนกำบังกระสุน กอดอีกฝ่ายจนมั่นใจว่าปลอดภัย เขาควรจะตึงเครียด เขาควรจะตื่นตัวพร้อมปะทะแต่ตอนนี้ใจเขากลับสงบเหมือนได้กลับไปนั่งในมุมมืดของห้องสมุดที่คณะ มุมมืดที่มีเพียงเขากับชายผู้มืดมน แค่เราสองคนสองร่างตกกระทบพื้นอย่างแรง ฝุ่นดินคละคลุ้งบดบังการมองเห็น หน่วยสำรวจรีบสวมหน้ากากกันแก๊สแล้วถอยร่นไปด้านหลังเพื่อติดตั้งอาวุธหนัก หน่วยพิเศษที่ถูกส่งมาหลังจากมีรายงานพบตัวเป้าหมายรุดมาข้างหน้า ในมือกำอาวุธประจำกายพร้อมกำจัดภัยคุกคามอันดับหนึ่งแห่งมวลมนุษยชาติภายในฝุ่นหนาทึบที่เริ่มเบาบางลง ไทเรสประคองไพเรนทร์ยืนอย่างมั่นคง มือซีดยื่นออกมา แม้จะประหลาดใจเล็กน้อย แต่ไทเรสก็ส่งมือไปจับกับอีกฝ่ายสอดประสานนิ้วโดยไร้ความลังเล เหมือนกับตอนที่กระโดดลงมา เขาไม่มีความลังเลแม้แต่น้อยที่ต้องลงมาอยู่ในวงล้อมของศัตรู ณ วินาทีนี้ ไทเรสเชื่อใจไพเรนทร์ทุกอย่างโดยไม่ตั้งคำถามแค่มีสองเราก็เพียงพอ ทุกอย่างจะต้องออกมาดีอย่างแน่นอนซอมบี้กับเจ้านายจูงมือกันเดินอ
บทที่ 64ทุกอย่างเพื่อนายหลายวันมานี้ ตั้งแต่ที่ซอมบี้ระดับพิเศษกับเจ้านายจับตัวศาสตราจารย์ราชาน พาสคาลเป็นตัวประกันหลบหนีออกนอกเขตการปกครองที่หนึ่ง ภารกิจค้นหาเพื่อช่วยเหลือนักวิจัยและกำจัดซอมบี้ระดับพิเศษกลายเป็นวาระระดับเดียวกับภัยพิบัติเพลย์เมคเกอร์ ทว่า นอกกำแพงไม่ใช่พื้นที่ชำนาญการของพวกเขา หากไม่นับเส้นทางขนส่งระหว่างเขตที่ใช้เป็นประจำ พวกเขาก็แทบจะไม่รู้เลยว่ามีอะไรรออยู่ในทุ่งรกร้างแห่งความตายนั่นกระนั้น รัฐบาลโลกก็มีคำสั่งลงมาให้ทุกหน่วยงานร่วมมือกันออกปฏิบัติการเป็นการเร่งด่วน โชคกลับไม่เข้าข้าง ตั้งแต่ที่หน่วยสำรวจชุดแรกคลาดจากร่องรอยของผู้หลบหนีในวันที่สอง พวกเขาก็ไม่พบวี่แววของแคปซูลบนฟ้าอีกเลยผู้บัญชาการแซม มัวร์ผู้ได้รับมอบหมายให้ควบคุมปฏิบัติการระดับภัยพิบัติอย่างต่อเนื่องจึงเปลี่ยนกลยุทธ์ในการค้นหา โดยตั้งสมมติฐานอยู่ในกรอบเกณฑ์ที่ว่า ผู้ร้ายจะไม่สังหารศาสตราจารย์ราชานเพื่อเก็บไว้ใช้เป็นตัวประกัน จึงมุ่งเน้นการค้นหาไปที่สิ่งประทังชีพอย่างแหล่งน้ำ แหล่งอาหารในป่า และไฟที่ให้ความอบอุ่นในเวลากลางคืน โดยพวกเขาไม่รู้กฎเกณฑ์แห่งโลกนอกกำแพงที่ว่า กองไฟเป็นสิ่งอำนวยความสะ
บทที่ 63แมลงเม่าบินเข้ากองไฟการจุดไฟตอนกลางคืนนอกกำแพง เป็นการแสดงสัญลักษณ์ของผู้แข็งแกร่ง สัตว์ป่าในยุคสมัยใหม่และฆาตกรที่เร่ร่อนอยู่ด้านนอกต่างก็หลีกเลี่ยงไม่คิดจะเอาชีวิตไปเสี่ยง แต่ตรรกะนี้ใช้ไม่ได้ผลกับผู้ที่มั่นใจในความแข็งแกร่งของตนแมกไม้ส่งเสียง ไอทมิฬที่จงใจแผ่ออกมาเพื่อแสดงอำนาจลอยฟุ้งในอากาศ ด้านหลังของเคียต มีคนผู้หนึ่งแหวกต้นไม้รกชัฏออกมาดวงตาแดงฉานเด่นชัดในความมืด เขี้ยวแหลมสะท้อนประกายคมจากเปลวไฟ เสียงทุ้มลึกเอ่ยด้วยท่วงทำนองสละสลวยราวกับขับขานบทกลอน “คืนนี้ช่างเป็นค่ำคืนที่เหน็บหนาว กองไฟของพวกคุณดูอบอุ่นดีนี่”“อ๊ะ”“โอ้”“อ้อ”“…อะไรของมันวะ?”และนี่คือการตอบรับที่ผู้เปิดตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบได้รับจากคนทั้งสี่ที่นั่งผิงกองไฟกันอยู่บุรุษผู้เคยเป็นที่หวาดกลัวของคนทั้งเมืองกลับถูกหมางเมินอย่างไม่น่าให้อภัย เขาแยกเขี้ยวข่มขู่ “พวกเจ้าคงไม่รู้ว่าข้าเป็นใคร หากได้รู้จักชื่ออันน่าสะพรึงกลัวของข้าแล้ว ก็จงถวายเลือดบูชาข้าเสีย!”“ก็คนที่โดนแขวนในห้องทดลอง บลัดดี แมร์รีไม่ใช่เหรอ?” ไพเรนทร์หันไปถามไทเรส“เบียวขนาดนี้ พวกลัทธิแวมไพร์ชัวร์” ไทเรสเห็นด้วยผู้มาใหม่ได้ยินก็เด
บทที่ 62เดินทางอย่างไร้ทิศ “แน่ใจนะว่าทางนั้น?” ราชานมองป่ารกร้างไร้วี่แววของเส้นทางการเดินทางของแคปซูลหรือรอยล้อรถบนพื้นแม้แต่น้อย“ถ้ามาถูกทางตามที่คุณอิกอร์บอก อีกไม่นานทางทิศเหนือจะเห็นกำแพงเขตที่เก้าอยู่ไกล ๆ ครับ” ไพเรนทร์ควบคุมแคปซูลบินมาตามทางที่อิกอร์ชี้ ใช่แล้ว ชี้ในยุคโลกาวินาศนี้ หมอกโลหิตปกคลุมจนไม่เห็นดวงดาว พลังแห่งความตายซึ่งนับเป็นพลังงานอย่างหนึ่งลอยปะปนอยู่ทุกที่ รบกวนการทำงานของสนามแม่เหล็ก เข็มทิศตามแบบฉบับของยุคก่อนจึงใช้ไม่ได้ ไพเรนทร์เพิ่งได้เข้าใจถึงความล้ำหน้าของเขตการปกครองที่หนึ่งที่มีเหนือเขตอื่นก็วันนี้ วิทยาการซึ่งสามารถเอาชนะความแปรปรวนของพลังงาน สร้างระบบติดต่อสื่อสารและวางระบบไฟฟ้าได้แทบไม่ต่างจากยุคสมัยก่อนทั้งที่มีพลังแห่งความตายลอยอยู่ทุกแห่งหนอิกอร์เลยช่วยพวกเขาได้มากสุดเพียงแค่อธิบายและชี้นิ้วเท่านั้น“แล้วถ้าไม่เจอล่ะ?” ไทเรสถามทั้งสามมองหน้ากันนิ่งแล้วหันไปมองหน้าเคียตที่ทำสีหน้าว่างเปล่าตอบกลับมา“คงต้องกลับไปหาคาราวานสีเทาเพื่อถามทางใหม่”ท้องฟ้าสีแดงหมองหม่นลงจนมืดมิด ช่วงกลางคืนพวกเขาไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้เลย แม้จะผ่านกำแพงเขตการปกค
บทที่ 61ข้อเสนอคาราวานสีเทาเดินทางไปอย่างไร้จุดหมายก็จริง แต่พวกเขามีแบบแผนอยู่ และที่หมู่บ้านร้างแห่งนี้ก็เป็นสถานที่ที่พวกเขาจะแวะเวียนมาหยุดพักทุกปี เพื่อเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในไร่ของชาวบ้านเจ้าของถิ่นดั้งเดิมก่อนที่มันจะถูกทิ้งร้าง เมื่อเก็บมาจนเต็มกำลังการบรรจุของคาราวาน พวกเขาก็จะปักท่อนพันธุ์ลงไปปลูกใหม่และล้อมรั้วหนามไว้ป้องกันสัตว์ป่าและซอมบี้ มีปีหนึ่งที่โชคร้าย เมื่อคาราวานสีเทาเดินทางมาถึงก็พบรั้วหนามพังกระจัดกระจาย และมันสำปะหลังในไร่โดนรื้อถอนไปหมด จากร่องรอยไอทมิฬและร่องรอยการอยู่อาศัยในบ้านร้างทำให้คาดเดาได้ว่าเป็นฝีมือของพวกฆาตกรที่เร่ร่อนผ่านทางมา หากเป็นเช่นนั้นจริง ยอมหาเสบียงใหม่ย่อมดีกว่าเสี่ยงปะทะกับฆาตกรไลก้าผู้เกิดมาในคาราวานสีเทาพาเหล่าคนนอกทั้งสามไปช่วยกันเก็บเกี่ยวอย่างสนุกสนาน ราวกับพวกเขากำลังเล่นสนุกกันมากกว่าทำงานประทังชีวิตแสนลำเค็ญและทุกการกระทำก็ตกอยู่ในสายตาของเหล่าผู้นำที่นั่งตัดแต่งท่อนพันธุ์กันพลางประชุมพลางอย่างไม่ให้เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์แม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียว“พรุ่งนี้เราจะเดินทางกันต่อแล้ว จะเอาไงกับสามคนนั้นดี?” ตู้โจวเปิดประเด็นท
บทที่ 60ความตายเป็นสีขาว “แล้วพวกนายก็กลายเป็นหมากับแมวที่ไลก้าเคยเลี้ยง?” ไทเรสถามอย่างเหลือเชื่อ“เปล่า พวกฉันก็ยังคงเป็นพวกฉันนั่นแหละ แต่ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของไลก้า” แมวดำเลียจัดแจงเส้นขนเปื้อนฝุ่นของมัน“แต่ส่วนใหญ่ไลก้าอยากให้เราอยู่ในร่างนี้มากกว่าร่างคนน่ะ” สุนัขกล่าวต่อ“ร่างนี้ก็สบายดีออก ไม่ต้องหาเสื้อผ้ามาใส่ด้วย”คำพูดของเจ้าแมวทำให้ทุกคนเพิ่งจะนึกได้ว่าตัวตนที่แท้จริงของเธอเป็นหญิงสาว หากไลก้าเกิดนึกอยากให้ทั้งสองกลับร่างมนุษย์เมื่อไร ร่างสัตว์ที่ไร้อาภรณ์ทั้งสองเห็นจะต้องรีบหาอะไรมาปกปิดกันให้วุ่น“กลายร่างเป็นสัตว์ได้ เป็นลักษณะเฉพาะที่ไม่เคยคิดว่าจะมีได้ แต่ถึงจะไม่นับเรื่องนี้ ยังไงสองคนนี้ก็ต้องนับเป็นซอมบี้ระดับพิเศษอย่างแน่นอน เด็กตัวเล็ก ๆ แค่นี้กลับมีซอมบี้ระดับพิเศษอยู่ใต้อาณัติถึงสองตัว!” ราชานพึมพำข้อมูลที่ล้นเข้ามาในหัวอย่างคนกำลังสับสน การค้นพบครั้งนี้ทำให้เขามีคำถามที่ตอบไม่ได้มากมายเหลือเกินดีจริง ๆ ที่ออกมานอกกำแพงในบ้านร้างหลังเล็กขนาดหนึ่งห้องได้จัดสรรพื้นที่สำหรับการนอนหลับพักผ่อนโดยแมวและสุนัขผู้มาถึงก่อนได้อย่างยุติธรรม“พื้นที่ทั้งหมดเป็นของไลก้า







