FAZER LOGINออกจากสถานีวิจัยใต้สมุทร
“มัวเหม่ออะไรอยู่ เดินมาสักทีสิวะ!”
“อะ อืม”
ไพเรนทร์รีบก้าวลงจากแคปซูลตามผู้คุมคนใหม่ ไทเรสเดินตามเขามาอยู่ไม่ห่าง ภายนอกแคปซูลขนส่งใต้น้ำจากสถานีวิจัยใต้สมุทรเบอร์มิวดาคือที่ทำการตรวจคัดกรองซึ่งเคร่งครัดเสียยิ่งกว่าด่านตรวจผู้อพยพนอกกำแพงเข้ามาในเขตการปกครองเสียอีก ที่นี่ยังเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างผืนดินกับสถานีวิจัยเพียงแห่งเดียว เนื่องจากเบอร์มิวดาเป็นสถานีวิจัยเกี่ยวกับมรณาโดยเฉพาะที่ขึ้นตรงกับดีซีโอ ทำให้เป็นศูนย์รวบรวมตัวทดลองสุดอันตรายจากทั่วทุกมุมโลก จึงต้องเข้มงวดเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้เกิดการลักลอบนำตัวทดลองออกไป หรือป้องกันในกรณีที่สถานีวิจัยถูกฆาตกรและซอมบี้ยึดครอง
กระทั่งเคนยูที่เข้าออกสถานีเป็นว่าเล่นก็ไม่เคยได้รับการยกเว้นสักครั้ง เมื่อเคนยูพิสูจน์ตัวตนเสร็จ ก็เหลือแต่ตัวทดลองที่ไม่มีข้อมูลในระบบฐานประชากรเขตหนึ่งอย่างไพเรนทร์กับซอมบี้ไทเรส ทั้งสองเดินเข้าเครื่องสแกนร่างกาย บันทึกใบหน้า รูม่านตา ข้อมูลทันตกรรม ตลอดจนลายนิ้วมือทุกนิ้ว ผ่านขั้นตอนลงทะเบียนยุ่งยากซับซ้อนมากมายจนไพเรนทร์หัวหมุนไปหมด
“หมายเลขหนึ่งหนึ่งสาม เคยอยู่ในค่ายกักกันไอทมิฬเขตที่สิบเอ็ดใช่ไหม?”
“ใช่ครับ” ไพเรนทร์ตอบเจ้าหน้าที่เสียงเบาราวกับกระซิบ เขายังกลับมาเปล่งเสียงให้ลื่นไหลดั่งปกติได้ไม่ค่อยดีนัก
“แล้วชิปจากเขตที่สิบเอ็ดหายไปไหนซะแล้วล่ะ?”
ไพเรนทร์ยกมือลูบลำคอข้างขวาโดยไม่รู้ตัว บริเวณที่เคยมีรอยแผลเป็นปูดนูนจากการฝังชิปไว้ภายในหายไปแล้วจริง ๆ ไพเรนทร์ไม่เคยสังเกตว่าชิปหายไปตั้งแต่เมื่อใด แต่เขากลับรู้สาเหตุดี
ความกลัวและเจ็บปวดแสนสาหัสบีบรัดรอบลำคอของเขา ความรู้สึกขณะที่เนื้อโดนกรีดเฉือนยังคงไม่เลือนหาย หลอดลมถูกตัดขาดจนสิ้นเสียงกรีดร้องลอดผ่าน เลือดในเส้นเลือดใหญ่พุ่งกระฉูด กระดูกสันหลังหักแตก ก่อนที่ทั้งศีรษะของเขาจะ…
ร่างของผู้ถูกตรวจสอบทรุดฮวบลงแนบโต๊ะ ไพเรนทร์สั่นไปทั้งตัว เขากุมลำคอหอบหายใจอย่างแรง สองตาเบิกโพลงเปียกชื้น เหงื่อเย็นไหลลงมาตามกรอบหน้า ไอทมิฬขมุกขมัวลอยโชยจนรอบกายมืดทะมึน
เจ้าหน้าที่ผู้ระวังตัวอย่างดีรีบลุกถอยห่างและชักอาวุธจ่อไปที่ฆาตกร เคนยูผู้ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ผู้ดูแลตัวทดลองเห็นท่าไม่ดีจึงปรี่เข้ามา
“เป็นอะไรไปอีกล่ะ ไอ้หนูทดลอง เกิดคลั่งขึ้นมาหรือไง?”
“ผะ ผม…”
ไพเรนทร์หวาดกลัว สัมผัสแห่งทัณฑ์ทรมานที่เคยได้รับยังติดอยู่บนทุกอณูในร่างกาย เขาไม่สามารถลบมันออกไปได้ตราบที่ยังมีชีวิตอยู่…
“แกก็ด้วยเรอะ? ไม่ใช่ว่ามีสติรู้คิดเป็นของตัวเองหรือไง หรือจะมาปกป้องเจ้านาย?”
ไพเรนทร์ฝืนเอนลำคอสั่นเกร็งมองตามด้วยความยากลำบาก ไทเรสลากร่างกายแข็งทื่อมายืนขวางระหว่างเขากับเคนยูไว้
จริงสิ เขายังตายไม่ได้ หากเขาตายตอนนี้ ไทเรสก็จะหายไปตลอดกาล เขาจะต้องหาวิธีพาไทเรสกลับมาก่อน
ไพเรนทร์กลืนน้ำลายพลางฝืนยันตัวกลับมานั่งให้ดี เขารวบรวมสติเท่าที่ยังคงหลงเหลือดึงความสนใจของตัวเองออกจากห้วงเวลาแสนเจ็บปวดในกรงขังแห่งความทรงจำ
“ไท ฉันไม่เป็นไร” ไพเรนทร์ตอบคำถามของเจ้าหน้าที่ซึ่งยืนจ่อปืนใส่เขาอย่างระแวดระวัง “ชิป… ผมคิดว่าโดนตัดออกไปแล้วครับ”
ไอทมิฬสงบลง เมื่อทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ ทุกคนจึงได้แต่ทำงานต่อ ด้วยสภาพที่ในใจเต็มไปด้วยความหวาดระแวง
“สรุปว่าชิปเดิมถูกผ่าออกไปแล้ว?”
“ครับ”
เจ้าหน้าที่กดเสียงเคร่งเครียด “ตามสนธิสัญญาปีดูมส์เดย์ที่สี่ ข้อที่สองจุดห้า ว่าด้วยเรื่องของทุกคนที่มีไอทมิฬในครอบครองต้องมีชิปฝังติดกับกล้ามเนื้อลำคอและห้ามนำออกไม่ว่าจะในกรณีใดก็ตาม คุณรู้ใช่ไหม?”
“เอ่อ… ครับ” ไพเรนทร์ตอบอย่างไม่แน่ใจนัก เขารู้เพียงแค่ว่าทุกคนที่ปลุกไอทมิฬต้องฝังชิปที่คอใกล้กับเส้นเลือดใหญ่เพื่อป้องกันไม่ให้ฆาตกรเสี่ยงนำชิปออกด้วยตนเอง ไม่ได้รู้เรื่องสนธิสัญญาอะไรนั่นหรอก
“งั้นคุณก็คงจะรู้ว่าการนำชิปออกมีความผิดร้ายแรง เรื่องนี้เราคงต้องส่งตัวคุณให้กับดีซีโอเพื่อสืบสวน…”
ไหล่ของเจ้าหน้าที่ถูกบีบอย่างแรงจนตัวทรุดไปข้าง เคนยูที่ไม่ได้ปล่อยไอทมิฬออกมาแม้สักเสี้ยวกลับแผ่รังสีน่าหวาดเกรงจนทุกคนในห้องสั่นผวา ชายหนุ่มโยนซองปลอดเชื้อลงบนโต๊ะ
“ชิปไม่อยู่แล้วก็แค่ฝังใหม่ ตาแก่ฝากมาให้พวกนาย”
“ศาสตราจารย์ราชานแค่บอกให้ฝังชิปเพิ่มเติม แต่ไม่ได้บอกว่าชิปเก่า…”
แรงกดดันมหาศาลแผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ราวกับเขาเป็นยักษ์ที่ยืนค้ำทั้งจุดตรวจเอาไว้
เคนยูกล่าวเสียงเย็น “นายไม่คิดจะทำอะไรนอกเหนือคำสั่งหรอกใช่ไหม?”
เจ้าหน้าที่พยักหน้ารัวเร็วอย่างร้อนรน แรงบีบที่ไหล่จึงคลายลง เคนยูกวาดตามองทั่วห้องจนมั่นใจแล้วว่าจะไม่มีใครกล้าปากโป้งก็เดินกลับไปนั่งรอที่เดิม
เจ้าหน้าที่ผู้เคราะห์ร้ายปรับลมหายใจจนกลับมาสงบลงได้ในที่สุด เขากลับมาปฏิบัติหน้าที่ต่อ “หมายเลขหนึ่งหนึ่งสาม เราจะทำการฝังชิปใหม่ให้กับคุณ ให้ความร่วมมือด้วย”
ไพเรนทร์จำตอนที่ฝังชิปครั้งแรกได้ ความรู้สึกของเข็มหัวใหญ่กว่าเข็มเจาะไขกระดูกทิ่มเข้าไปในกล้ามเนื้อและอุปกรณ์ที่หัวเข็มถ่างขยายเพื่อนำชิปเข้าไปฝังไว้นั้นเจ็บจนทนแทบไม่ไหว มือสั่นเทายกกุมคอของตัวเองตามสัญชาตญาณ แต่เขาจำเป็นต้องทำ เขารับปากแล้วว่าจะยอมทำทุกอย่าง
มือซีดลดลงไปกำแน่นบนตัก “เข้าใจแล้วครับ”
“ชิปสำหรับคุณ ทางเราได้รับเรื่องมาจากศาสตราจารย์ราชานแล้ว ศาสตราจารย์แจ้งว่าตามเงื่อนไขที่พวกคุณตกลงกัน หากคุณอยู่ห่างจากผู้ดูแลเกินสิบเมตรจะส่งสัญญาณแจ้งเตือน ห่างเกินยี่สิบเมตรชิปจะฉีดยาสลบชนิดรุนแรงอัตโนมัติ ส่วนของซอมบี้ตัวนั้นให้สวมเป็นปลอกคอ กลไกการทำงานเหมือนกัน แค่เปลี่ยนจากยาสลบเป็นระเบิด”
ไพเรนทร์ได้ยินดังนั้นก็ตกใจ เขารีบหันไปหาไทเรส เจ้าหน้าที่ในชุดเกราะต้านไอทมิฬเต็มยศนำปลอกคอเหล็กเส้นหนามาสวมเข้ากับคอของไทเรส ซอมบี้ยืนนิ่งโดยไม่ขัดขืน ดวงตาเฉยเมยสบตอบไพเรนทร์ แม้จะไร้แววตาแต่สายตาที่ไทเรสส่งมาดั่งจะบอกให้เขาไม่ต้องเป็นกังวล
เจ้าหน้าที่อีกคนถือเข็มแท่งยักษ์ดั่งขวดซอสเดินมาหาเขา ไพเรนทร์เห็นเข้าก็เกิดกลัวขึ้นมาจนต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่
“เดี๋ยวก่อน”
จู่ ๆ เคนยูก็พูดขึ้น เรียกความสนใจจากคนทั้งห้อง
“มีปัญหาอะไรเหรอครับ?” เจ้าหน้าที่ถาม
เคนยูชี้ที่ตัวเอง “ผู้ดูแลที่ว่าน่ะ หมายถึงฉันอ่อ?”
“ใช่แล้วครับ”
“สัญญาณแจ้งเตือนที่ว่า ชิปของฉันก็จะแจ้งเตือนด้วย?”
“ใช่ครับ ชิปในตัวคุณติดตั้งโปรแกรมเดียวกันไว้อยู่แล้ว ศาสตราจารย์ราชานเข้าระบบไปตั้งค่าสัญญาณแจ้งเตือนไว้ตั้งแต่เมื่อวาน พวกคุณไม่ได้ตกลงกันแล้วหรอกเหรอ?”
เคนยูตะโกนลั่นอย่างเดือดดาล “ตกลงกันก็บ้าแล้ว! ตาแก่นั่นบอกแค่ให้ฉันจับตามองไอ้หนูทดลองนี่ไม่ใช่หรือไง? ห้ามห่างเกินสิบเมตรมาจากไหน ฉันไม่ต้องเอาไอ้หนูทดลองนี่ไปนั่งตักตอนอึด้วยเลยล่ะ!”
“แค่ให้รอหน้าห้องน้ำก็พอ…”
“นั่นไม่ใช่ประเด็นโว้ย! พวกนักวิจัยมันไม่เข้าใจคำว่าชีวิตส่วนตัวกันหรือไง?! ไอ้พวกสตอล์กเกอร์โรคจิต แค่ติดกล้องทั่วสถานีวิจัยของพวกแกไปยังไม่พออีกเรอะ ถึงต้องมาใช้ฉันเป็นกล้องวงจรปิดเคลื่อนที่ไปอีกคนน่ะ หา?!”
เคนยูโวยวายเสียงดังสนั่น เขาโกรธจนกล้ามเนื้อลำคอปูดโปน แต่ไม่ว่าเขาจะระเบิดอารมณ์ออกมามากแค่ไหน กลับไม่มีไอทมิฬเล็ดลอดออกมาจากร่างเลยแม้แต่น้อย
ทั้งที่แข็งแกร่งขนาดนั้นแท้ ๆ เป็นเพราะถูกฝังอุปกรณ์ควบคุมไว้อยู่หรือ? หรือว่าเป็นความตั้งใจของเจ้าตัวกันแน่…
หน้าจอในจุดตรวจสลับภาพเป็นใบหน้าของนักวิจัยชรา เจ้าหน้าที่ของดีซีโอในห้องทุกคนเบือนหน้าไปทางอื่น แสร้งปิดหูปิดตาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ใจเย็นก่อน เคนยู”
“เย็นบ้าเย็นบออะไรวะ ตาแก่ อธิบายมาเลยนะเว้ย!”
“ฉันก็คิดจะทำแบบนั้นอยู่แล้ว สิบเมตรเป็นระยะเหมาะสมที่นายจะแผ่พุ่งไอทมิฬได้ในทันทีโดยใช้เพียงแค่สัญชาตญาณ มากเกินกว่านี้ หากเกิดเหตุไม่คาดฝันนายอาจจะหยุดยั้งเขาไม่ทันการณ์”
“ดูถูกกันหรือไง? อ่อนอย่างหมอนี่ เป็นไมล์ฉันก็หยุดได้ในเสี้ยววิโว้ย!”
“เฮ้อ คนทั้งโลกผสานรวมกันขนาดนี้แล้วก็ช่วยใช้หน่วยสากลอย่างกิโลเมตรสักทีเถอะ ถ้าอยากเปลี่ยนโปรแกรมที่ฉันตั้งไว้นักก็ไปเก็บข้อมูลและหาวิธีใช้พลังของตัวทดลองมาให้ได้เร็ว ๆ ก็แล้วกัน ข้อตกลงของพวกเราสำเร็จเมื่อไรฉันจะแก้ข้อมูลในชิปให้”
“นี่…”
“หรือถ้าไม่อยากเป็นผู้ดูแลตัวทดลองแล้ว ก็มาทำงานซ่อมสถานีวิจัยซะ”
“ไม่มีทาง!”
“งั้นก็หยุดโวยวายได้แล้ว ให้ตายเถอะ นายเป็นเด็กประถมหรือไง เสียเวลาชะมัด”
ราชานบ่นงึมงำจบภาพก็ดับไป ทิ้งให้เคนยูคำรามกระฟัดกระเฟียดอยู่ฝ่ายเดียว
“แม่งเอ๊ย!”
“เอ่อ คิงครับ”
“มีอะไรอีก ห๊ะ?!”
เคนยูหันขวับไปตวาดใส่เจ้าหน้าที่ที่เดินถือเข็มมาหาเขาจนเจ้าหน้าที่ผู้น่าสงสารสะดุ้งตัวโยน
“คือว่า… พอจะทิ่มเข็มทีไร ไอทมิฬก็ออกมาป้องกันเขาจนเจาะเข็มเข้าไปไม่ได้สักที จากข้อมูลเห็นว่าเขายังควบคุมไอทมิฬไม่ได้ ต้องรบกวนให้คุณใช้พลังฉีดฝังชิปให้เขาแล้วครับ”
เจ้าหน้าที่อธิบายเสียงสั่นด้วยความกลัวสุดขีด ตัวปัญหาด้านหลังยังก้มหน้าค้ำโต๊ะ ทำตัวเหมือนอยากจะขย้อนหลอดอาหารออกมาทั้งที่แค่โดนเจาะคอนิดหน่อยอีกต่างหาก เคนยูมองแล้วรู้สึกรำคาญสายตายิ่งนัก
นอกจากจะก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวของเขาแล้ว ยังจะบังคับให้เขาเป็นผู้ติดตั้งเครื่องทำลายความเป็นส่วนตัวด้วยตัวเองอีก
นี่มัน… นี่มัน…
“อ๊ากกกกกกก ไม่ว่าหน้าไหน ๆ ก็น่าโมโหโว้ย! พ่อจะฆ่าทิ้งแม่งให้หมด!!”
ตกลงมาจากฟากฟ้าสีโลหิต ฝ่าดงกระสุนไปพร้อมกับโอบกอดคนสำคัญไว้ในอ้อมแขน พุ่งเข้าหาศัตรูไปอย่างไร้ความเกรงกลัว ไทเรสพลิกตัวหันหลังใช้ร่างที่แข็งกระด้างของตนกำบังกระสุน กอดอีกฝ่ายจนมั่นใจว่าปลอดภัย เขาควรจะตึงเครียด เขาควรจะตื่นตัวพร้อมปะทะแต่ตอนนี้ใจเขากลับสงบเหมือนได้กลับไปนั่งในมุมมืดของห้องสมุดที่คณะ มุมมืดที่มีเพียงเขากับชายผู้มืดมน แค่เราสองคนสองร่างตกกระทบพื้นอย่างแรง ฝุ่นดินคละคลุ้งบดบังการมองเห็น หน่วยสำรวจรีบสวมหน้ากากกันแก๊สแล้วถอยร่นไปด้านหลังเพื่อติดตั้งอาวุธหนัก หน่วยพิเศษที่ถูกส่งมาหลังจากมีรายงานพบตัวเป้าหมายรุดมาข้างหน้า ในมือกำอาวุธประจำกายพร้อมกำจัดภัยคุกคามอันดับหนึ่งแห่งมวลมนุษยชาติภายในฝุ่นหนาทึบที่เริ่มเบาบางลง ไทเรสประคองไพเรนทร์ยืนอย่างมั่นคง มือซีดยื่นออกมา แม้จะประหลาดใจเล็กน้อย แต่ไทเรสก็ส่งมือไปจับกับอีกฝ่ายสอดประสานนิ้วโดยไร้ความลังเล เหมือนกับตอนที่กระโดดลงมา เขาไม่มีความลังเลแม้แต่น้อยที่ต้องลงมาอยู่ในวงล้อมของศัตรู ณ วินาทีนี้ ไทเรสเชื่อใจไพเรนทร์ทุกอย่างโดยไม่ตั้งคำถามแค่มีสองเราก็เพียงพอ ทุกอย่างจะต้องออกมาดีอย่างแน่นอนซอมบี้กับเจ้านายจูงมือกันเดินอ
บทที่ 64ทุกอย่างเพื่อนายหลายวันมานี้ ตั้งแต่ที่ซอมบี้ระดับพิเศษกับเจ้านายจับตัวศาสตราจารย์ราชาน พาสคาลเป็นตัวประกันหลบหนีออกนอกเขตการปกครองที่หนึ่ง ภารกิจค้นหาเพื่อช่วยเหลือนักวิจัยและกำจัดซอมบี้ระดับพิเศษกลายเป็นวาระระดับเดียวกับภัยพิบัติเพลย์เมคเกอร์ ทว่า นอกกำแพงไม่ใช่พื้นที่ชำนาญการของพวกเขา หากไม่นับเส้นทางขนส่งระหว่างเขตที่ใช้เป็นประจำ พวกเขาก็แทบจะไม่รู้เลยว่ามีอะไรรออยู่ในทุ่งรกร้างแห่งความตายนั่นกระนั้น รัฐบาลโลกก็มีคำสั่งลงมาให้ทุกหน่วยงานร่วมมือกันออกปฏิบัติการเป็นการเร่งด่วน โชคกลับไม่เข้าข้าง ตั้งแต่ที่หน่วยสำรวจชุดแรกคลาดจากร่องรอยของผู้หลบหนีในวันที่สอง พวกเขาก็ไม่พบวี่แววของแคปซูลบนฟ้าอีกเลยผู้บัญชาการแซม มัวร์ผู้ได้รับมอบหมายให้ควบคุมปฏิบัติการระดับภัยพิบัติอย่างต่อเนื่องจึงเปลี่ยนกลยุทธ์ในการค้นหา โดยตั้งสมมติฐานอยู่ในกรอบเกณฑ์ที่ว่า ผู้ร้ายจะไม่สังหารศาสตราจารย์ราชานเพื่อเก็บไว้ใช้เป็นตัวประกัน จึงมุ่งเน้นการค้นหาไปที่สิ่งประทังชีพอย่างแหล่งน้ำ แหล่งอาหารในป่า และไฟที่ให้ความอบอุ่นในเวลากลางคืน โดยพวกเขาไม่รู้กฎเกณฑ์แห่งโลกนอกกำแพงที่ว่า กองไฟเป็นสิ่งอำนวยความสะ
บทที่ 63แมลงเม่าบินเข้ากองไฟการจุดไฟตอนกลางคืนนอกกำแพง เป็นการแสดงสัญลักษณ์ของผู้แข็งแกร่ง สัตว์ป่าในยุคสมัยใหม่และฆาตกรที่เร่ร่อนอยู่ด้านนอกต่างก็หลีกเลี่ยงไม่คิดจะเอาชีวิตไปเสี่ยง แต่ตรรกะนี้ใช้ไม่ได้ผลกับผู้ที่มั่นใจในความแข็งแกร่งของตนแมกไม้ส่งเสียง ไอทมิฬที่จงใจแผ่ออกมาเพื่อแสดงอำนาจลอยฟุ้งในอากาศ ด้านหลังของเคียต มีคนผู้หนึ่งแหวกต้นไม้รกชัฏออกมาดวงตาแดงฉานเด่นชัดในความมืด เขี้ยวแหลมสะท้อนประกายคมจากเปลวไฟ เสียงทุ้มลึกเอ่ยด้วยท่วงทำนองสละสลวยราวกับขับขานบทกลอน “คืนนี้ช่างเป็นค่ำคืนที่เหน็บหนาว กองไฟของพวกคุณดูอบอุ่นดีนี่”“อ๊ะ”“โอ้”“อ้อ”“…อะไรของมันวะ?”และนี่คือการตอบรับที่ผู้เปิดตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบได้รับจากคนทั้งสี่ที่นั่งผิงกองไฟกันอยู่บุรุษผู้เคยเป็นที่หวาดกลัวของคนทั้งเมืองกลับถูกหมางเมินอย่างไม่น่าให้อภัย เขาแยกเขี้ยวข่มขู่ “พวกเจ้าคงไม่รู้ว่าข้าเป็นใคร หากได้รู้จักชื่ออันน่าสะพรึงกลัวของข้าแล้ว ก็จงถวายเลือดบูชาข้าเสีย!”“ก็คนที่โดนแขวนในห้องทดลอง บลัดดี แมร์รีไม่ใช่เหรอ?” ไพเรนทร์หันไปถามไทเรส“เบียวขนาดนี้ พวกลัทธิแวมไพร์ชัวร์” ไทเรสเห็นด้วยผู้มาใหม่ได้ยินก็เด
บทที่ 62เดินทางอย่างไร้ทิศ “แน่ใจนะว่าทางนั้น?” ราชานมองป่ารกร้างไร้วี่แววของเส้นทางการเดินทางของแคปซูลหรือรอยล้อรถบนพื้นแม้แต่น้อย“ถ้ามาถูกทางตามที่คุณอิกอร์บอก อีกไม่นานทางทิศเหนือจะเห็นกำแพงเขตที่เก้าอยู่ไกล ๆ ครับ” ไพเรนทร์ควบคุมแคปซูลบินมาตามทางที่อิกอร์ชี้ ใช่แล้ว ชี้ในยุคโลกาวินาศนี้ หมอกโลหิตปกคลุมจนไม่เห็นดวงดาว พลังแห่งความตายซึ่งนับเป็นพลังงานอย่างหนึ่งลอยปะปนอยู่ทุกที่ รบกวนการทำงานของสนามแม่เหล็ก เข็มทิศตามแบบฉบับของยุคก่อนจึงใช้ไม่ได้ ไพเรนทร์เพิ่งได้เข้าใจถึงความล้ำหน้าของเขตการปกครองที่หนึ่งที่มีเหนือเขตอื่นก็วันนี้ วิทยาการซึ่งสามารถเอาชนะความแปรปรวนของพลังงาน สร้างระบบติดต่อสื่อสารและวางระบบไฟฟ้าได้แทบไม่ต่างจากยุคสมัยก่อนทั้งที่มีพลังแห่งความตายลอยอยู่ทุกแห่งหนอิกอร์เลยช่วยพวกเขาได้มากสุดเพียงแค่อธิบายและชี้นิ้วเท่านั้น“แล้วถ้าไม่เจอล่ะ?” ไทเรสถามทั้งสามมองหน้ากันนิ่งแล้วหันไปมองหน้าเคียตที่ทำสีหน้าว่างเปล่าตอบกลับมา“คงต้องกลับไปหาคาราวานสีเทาเพื่อถามทางใหม่”ท้องฟ้าสีแดงหมองหม่นลงจนมืดมิด ช่วงกลางคืนพวกเขาไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้เลย แม้จะผ่านกำแพงเขตการปกค
บทที่ 61ข้อเสนอคาราวานสีเทาเดินทางไปอย่างไร้จุดหมายก็จริง แต่พวกเขามีแบบแผนอยู่ และที่หมู่บ้านร้างแห่งนี้ก็เป็นสถานที่ที่พวกเขาจะแวะเวียนมาหยุดพักทุกปี เพื่อเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในไร่ของชาวบ้านเจ้าของถิ่นดั้งเดิมก่อนที่มันจะถูกทิ้งร้าง เมื่อเก็บมาจนเต็มกำลังการบรรจุของคาราวาน พวกเขาก็จะปักท่อนพันธุ์ลงไปปลูกใหม่และล้อมรั้วหนามไว้ป้องกันสัตว์ป่าและซอมบี้ มีปีหนึ่งที่โชคร้าย เมื่อคาราวานสีเทาเดินทางมาถึงก็พบรั้วหนามพังกระจัดกระจาย และมันสำปะหลังในไร่โดนรื้อถอนไปหมด จากร่องรอยไอทมิฬและร่องรอยการอยู่อาศัยในบ้านร้างทำให้คาดเดาได้ว่าเป็นฝีมือของพวกฆาตกรที่เร่ร่อนผ่านทางมา หากเป็นเช่นนั้นจริง ยอมหาเสบียงใหม่ย่อมดีกว่าเสี่ยงปะทะกับฆาตกรไลก้าผู้เกิดมาในคาราวานสีเทาพาเหล่าคนนอกทั้งสามไปช่วยกันเก็บเกี่ยวอย่างสนุกสนาน ราวกับพวกเขากำลังเล่นสนุกกันมากกว่าทำงานประทังชีวิตแสนลำเค็ญและทุกการกระทำก็ตกอยู่ในสายตาของเหล่าผู้นำที่นั่งตัดแต่งท่อนพันธุ์กันพลางประชุมพลางอย่างไม่ให้เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์แม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียว“พรุ่งนี้เราจะเดินทางกันต่อแล้ว จะเอาไงกับสามคนนั้นดี?” ตู้โจวเปิดประเด็นท
บทที่ 60ความตายเป็นสีขาว “แล้วพวกนายก็กลายเป็นหมากับแมวที่ไลก้าเคยเลี้ยง?” ไทเรสถามอย่างเหลือเชื่อ“เปล่า พวกฉันก็ยังคงเป็นพวกฉันนั่นแหละ แต่ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของไลก้า” แมวดำเลียจัดแจงเส้นขนเปื้อนฝุ่นของมัน“แต่ส่วนใหญ่ไลก้าอยากให้เราอยู่ในร่างนี้มากกว่าร่างคนน่ะ” สุนัขกล่าวต่อ“ร่างนี้ก็สบายดีออก ไม่ต้องหาเสื้อผ้ามาใส่ด้วย”คำพูดของเจ้าแมวทำให้ทุกคนเพิ่งจะนึกได้ว่าตัวตนที่แท้จริงของเธอเป็นหญิงสาว หากไลก้าเกิดนึกอยากให้ทั้งสองกลับร่างมนุษย์เมื่อไร ร่างสัตว์ที่ไร้อาภรณ์ทั้งสองเห็นจะต้องรีบหาอะไรมาปกปิดกันให้วุ่น“กลายร่างเป็นสัตว์ได้ เป็นลักษณะเฉพาะที่ไม่เคยคิดว่าจะมีได้ แต่ถึงจะไม่นับเรื่องนี้ ยังไงสองคนนี้ก็ต้องนับเป็นซอมบี้ระดับพิเศษอย่างแน่นอน เด็กตัวเล็ก ๆ แค่นี้กลับมีซอมบี้ระดับพิเศษอยู่ใต้อาณัติถึงสองตัว!” ราชานพึมพำข้อมูลที่ล้นเข้ามาในหัวอย่างคนกำลังสับสน การค้นพบครั้งนี้ทำให้เขามีคำถามที่ตอบไม่ได้มากมายเหลือเกินดีจริง ๆ ที่ออกมานอกกำแพงในบ้านร้างหลังเล็กขนาดหนึ่งห้องได้จัดสรรพื้นที่สำหรับการนอนหลับพักผ่อนโดยแมวและสุนัขผู้มาถึงก่อนได้อย่างยุติธรรม“พื้นที่ทั้งหมดเป็นของไลก้า







