LOGINสาวงามในบทขับลำนำมีหลายประเภท ที่ได้ยินบ่อยๆ ก็มี สาวงามสร้างชาติ สาวงามล่มอาณาจักร สาวงามอาภัพรัก สาวงามร้อยเล่ห์ อ้อ...ที่ขาดไม่ได้เลย คงจะเป็น สาวงามสู้ชีวิต ถ้าให้ลองจัดประเภท อัยน์นา คงเป็นหญิงงามชื่อแปลกที่ครอบครองตำแหน่งทั้งหมดที่พูดมาแบบเกือบจะเหมาเรียบ ไม่ใช่เพราะเธอสวย ไม่ใช่เพราะเธอดวงดีหรือดวงซวย คุณหนูอัยน์นาคนนี้ได้ทุกตำแหน่งมาครองเพราะเธอ 'เป็นเหยื่อ' ต่างหาก แต่เป็นเหยื่อประเภทที่สามารถเปลี่ยนให้คนที่มั่นใจว่าเธอเป็นเหยื่อ กลายเป็นเหยื่อที่น่าสงสารยิ่งกว่าได้ในชั่วพริบตา นี่คือเรื่องราวของผู้หญิงที่ดูคล้ายซินเดอเรลล่า แต่ดันเป็นซินเดอเรลล่าเจ้าเล่ห์ที่พร้อมจะผลักแม่เลี้ยงกับพี่สาวทั้งสองลงเหวทุกเมื่อ กับ คนที่เป็นเหมือนเจ้าชายอสูร แต่ดันเป็นเจ้าชายอสูรที่หล่อที่สุด สุภาพที่สุด สุขุมที่สุด ดูนิ่งที่สุด แต่ก็เจ้าเล่ห์ที่สุดเท่าที่เคยมีมา เมื่อเจ้าชายอสูรกับซินเดอเรลล่าร้อยเล่ห์มาพบกัน การฟาดฟันระหว่าง "นางเอก" กับ "เจ้าชายอสูร" จึงเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้...แต่ต่อให้เลี่ยงได้ก็คงไม่มีใครยอมเลี่ยงหรอกมั้ง ก็ทั้งคู่ดูจะสนุกกับการฟาดการฟันครั้งนี้มากนี่นา
View Moreแถบผ้าเนื้อโปร่ง สีแดงจัด ไล้ผ่านเอวขาวนวลคอดกิ่วอย่างเอื่อยเฉื่อยยามร่างระหงสะบัดส่ายไปมาตามจังหวะกลองรูปร่างกลมแบนขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กในมือนักดนตรีผิวคร้ามแดด ทุกครั้งที่เจ้าหล่อนเคลื่อนไหว หน้าอกสล้างใหญ่ใต้แถบผ้าแพรกระจ้อยร่อย จะกระเพื่อมไหว เต้นเร่า ราวกับส่วนแน่นหนันชวนอึดอัดนั้น ต้องการขึ้นมาอวดเนื้อหนังเนียนนุ่มประดับกากเพชรส่องประกายต่อหน้าชายทุกผู้ในย่านร้านค้าใจกลางเมืองหลวงอาณาจักรเวเนเซียอันเป็นศูนย์กลางความเจริญในภูมิภาคนี้
อีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง ที่นางระบำกรีดตาเย้ายวน เผยอปาก เขย่าร่าง
เจ้าหล่อนโยกย้ายเชิญชวนอย่างชำนิชำนาญ เรียกแววตาหิวกระหายจากบุรุษเพศได้อย่างน่าพิศวง
ไม่เพียงสายตาเท่านั้น ลีลาชวนหยุดหายใจจากแม่นักเต้นสาวหน้าตาสะสวยเส้นผมยาวเหยียดตรงสีดำขลับที่กำลังร่ายระบำเรียกแขกบนระเบียงสถานเริงรมย์ที่ใหญ่ที่สุดในย่าน ยังเรียกเสียงครางฮือจากหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ได้เป็นระยะ สมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นการร่ายระบำของ ‘กุหลาบทะเลทราย’
“...น่าฟัดเป็นบ้า...” เสียงใครคนหนึ่งพึมพำอย่างลืมตัวตอนแม่นักเต้นที่สืบเชื้อสายจากต่างแดนเร่งจังหวะสะบัดส่าย ทำเอาคนผิวขาวจัดรูปร่างอ้อนแอ้นในชุดคลุมมีฮู้ดปกปิดเรือนผม ผู้มีดวงตาคมกริบ และมีริมฝีปากสีแดงจัดโดยธรรมชาติคล้ายหญิงสาวร้อนแรงบนระเบียงนั่น เกิดอาการใบหน้าร้อนฉ่าเพราะความขุ่นเคืองผสมกระดากอายอย่างไร้สาเหตุ
ยิ่งเห็นสายตาริษยา รังเกียจ คละเคล้ากับสายตาไม่ชอบใจที่ชาวเมืองเพศหญิงหลายๆ คนในบริเวณนั้นใช้มองนางระบำ สายเลือดซาเมียร์ในร่าง ก็ยิ่งทำให้หญิงสาวผู้ยืนแทรกตัวยืนดูการเต้นระบำท่ามกลางฝูงชน ทั้งโกรธทั้งอับอายจนอยากกรีดร้องขับไล่ตั้งแต่หญิงคณิกาเชื้อสายซาเมียร์คนนั้น นักดนตรีชราผิวคร้ามแดดที่ไม่ต้องบอกก็พอเดาออกว่าเป็นสายเลือดซาเมียร์เช่นเดียวกัน เจ้าของกิจการค้าประเวณีผู้นึกอุตริสั่งให้กุหลาบงามประจำร้านออกมาเรียกแขกแต่เช้าตรู่ ไปจนถึงฝูงชนที่ดูเหมือนจะมีทุกความรู้สึกต่อคนซาเมียร์ เว้นก็แต่ความเห็นอกเห็นใจและการให้เกียรติในฐานะที่เกิดเป็นมนุษย์เหมือนๆ กันเท่านั้น
มันน่าเจ็บใจนัก...
เธอกัดฟันแน่น แล้วรีบละสายตาจากสตรีเชื้อสายเดียวกันก่อนจะทนระงับสติอารมณ์ไม่ไหว
หญิงสาวร่างเล็กในชุดกระโปรงสีตุ่น สวมผ้าคลุมมีฮู้ดสีเขียวเก่าคร่ำคร่า เคลื่อนตัวฝ่าฝูงชนออกไปอย่างเป็นธรรมชาติ ภายในใจ ไม่มีเรื่องใด นอกจากความเจ็บปวดลึกล้ำเกี่ยวกับความจริงแสนเศร้าที่ว่า สาวงามผู้มีหน้าที่ ‘บำรุงบำเรอมนุษย์เพศชายเพื่อเสกสร้างเม็ดเงินให้เจ้าของอาคารผู้มีอภิสิทธิ์เหนือเธอทุกประการ’ นางนี้ เป็นหนึ่งในบรรดาผู้สืบเชื้อสายชาวซาเมียร์ ที่ถูกพรากชิงมาจากดินแดนอันเป็นที่รู้จักกันในนามดินแดนขอบฟ้าจรดผืนทรายตั้งแต่เมื่อราวยี่สิบปีก่อน ด้วยคมหอก คมดาบ และวิทยาการที่ก้าวหน้ากว่า
นางเป็นทาสเชลย...เหมือนแม่ผู้ให้กำเนิดเธอ
“นายท่านคะ นายท่านรูปหล่อคนนั้นน่ะ” น้ำเสียงแหบพร่าทรงเสน่ห์สำเนียงแปลกแปร่งจากบนระเบียง ดึงให้คนที่กำลังจะเดินจากไป อดเหลียวมองไปทางที่ใครหลายคนในบริเวณนี้มองไม่ได้
ดูเหมือนจู่ๆ กุหลาบทะเลทรายดอกสวยจะหยุดร่ายระบำและเพ่งความสนใจไปยังชายคนหนึ่ง ทำเอาชายคนที่ว่า ตกเป็นเป้าสายตาจากผู้คนในบริเวณนั้นโดยอัตโนมัติ
ชั่วเสี้ยววินาทีที่เธอเหลียวมองตาม นัยน์ตาสีนิล ก็สบเข้ากับดวงตาสีเทาคมกริบที่ทำให้รู้สึกถึงกลิ่นน้ำหอมชวนเมามาย ราตรีดิบเถื่อน ใบมีด และโซ่ตรวน ได้อย่างน่าพิศวง
แทนที่ชายร่างสูงไว้ผมสีดำยาวเหยียดตรงเหมือนพวกกวีราชสำนักทว่าสวมเสื้อคลุมหนังสีดำยาวทับชุดกางเกงสีเดียวกันดูรัดกุมเหมือนพวกนักเผชิญโชคคนนั้นจะมองนางระบำบนระเบียง เขากลับมองตรงมาทางเธอ ทำเอาคนมีเชื้อสายซาเมียร์...แม้จะเพียงครึ่ง อดสงสัยขึ้นมาไม่ได้ ว่าเผลอทำตัวผิดสังเกตอะไรให้เขารู้ว่าจริงๆ แล้วเธอเป็นใครเข้าหรือเปล่า
ผมสีดำขลับ... เธอรำพึง ถ้าไม่ใช่ว่ามีเชื้อสายซาเมียร์ด้วยอีกราย ก็ต้องเป็นเชื้อสายตระกูลขุนนางใหญ่จากอัสกันด์ อาณาจักรเก่าแก่ที่เล่าลือกันว่ามีบรรพบุรุษกลุ่มเดียวกับชาวซาเมียร์
“นายท่านชุดดำ” แม่กุหลาบทะเลทรายดอกใหญ่บนระเบียงสถานเริงใจสำหรับพวกผู้ชายเรียกซ้ำอย่างไม่ยอมแพ้ “มัวสนใจอะไรกันคะ ข้ายืนร่ายระบำอยู่ตรงนี้ เพื่อท่าน”
“เอาแล้วไง ซามีร่า แม่สาวจอมทะนง” ใครคนหนึ่งในกลุ่มคนหนุ่มที่เธอจำได้ว่าสองในเจ็ดเป็นลูกขุนนางผู้มั่งคั่งผิวปากหวือเมื่อเอ่ยประโยคนั้น
และใครอีกคนในกลุ่มนั้นก็หัวเราะรับ พยักหน้าเออออ “อยากจะบอกว่าหมอนั่นซวยอยู่หรอกนะ แต่ดูท่าไอ้หมอนั่นจะโชคดีมากกว่า”
โชคดีที่จะได้เข้าหอนางคณิกาไปหาความสำราญกับ ‘ซามีร่า’ ตั้งแต่เช้าตรู่...? คิดได้เพียงเท่านั้น คนร่างเล็กใต้เสื้อคลุมสีตุ่นแบบมีฮู้ดตัวยาวกรอมเท้าก็เผลอทำตาเขียวใส่คนที่ทำให้อดรู้สึกไม่ได้ว่าเอาแต่จ้องมองเธอมาตลอดทันที ก็เอาสิ ไปสิ หันไปมองตามที่สาวงามร้องขอ จะมัวมองมาทางนี้ทำไม เดี๋ยวทางนี้ก็พลอยเป็นจุดสนใจไปด้วยพอดี!
นึกได้ไม่ทันจะขาดห้วงคิด ซามีร่า หญิงงามเมืองเลื่องชื่อ ก็เอ่ยประโยคถัดไปด้วยน้ำเสียงของสตรีที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจและชอบเอาชนะ
“พึงใจสุภาพสตรีตรงนั้นมากกว่าเหรอคะ” เจ้าหล่อนถาม “แหม สวมผ้าคลุมปิดหน้าปิดตาไว้อย่างนั้น อยากรู้นัก จะงามสักแค่ไหน”
พอเจ้าหล่อนพูดเพียงเท่านั้น ใครสักคนในบริเวณที่เธอยืนอยู่ ก็ยื่นมือมาเปิดฮู้ด ทำเอาคนไม่ทันตั้งตัวอย่างเธอ ตกใจจนแทบปรับสีหน้าไม่ทัน
เสียงฮือฮาบังเกิดทันทีที่ผ้าสีตุ่นเปิดออก เผยให้เห็นใบหน้าขาวนวลแลดูอ่อนเยาว์ที่ประดับด้วยนัยน์ตาสีดำ สีเดียวกับเรือนผมหยิกหยักศกซึ่งมองจากส่วนที่โผล่พ้นเสื้อคลุมก็พอจะเดาได้ว่ามันทั้งยาวและเรียงตัวกันเป็นระเบียบเหมือนระลอกคลื่นบนผืนน้ำ แต่ละองค์ประกอบตั้งแต่ใบหน้าเล็กเรียวรูปหัวใจ ดวงตาเปล่งประกาย คิ้ว จมูก และริมฝีปากสีแดงจัดตามธรรมชาติ ล้วนดูน่ารักน่าถนอม แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีความคมเข้ม เต็มไปด้วยเสน่ห์แห่งสายเลือดซาเมียร์ชวนหลงใหล
“คุณหนูอัยน์นา!” ชายหนุ่มสองคนที่เพิ่งจะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความโชคดีของชายชุดดำแทบจะโพล่งออกมาเป็นเสียงเดียวกัน เรียกเสียงฮือฮาจากคนในบริเวณนั้นได้อีกเกือบเท่าตัว
“ตายจริง...คุณหนูแกรนเทรนท์มาทำอะไรในที่แบบนี้คะ” ซามีร่าถามเสียงเครียด นางคว้าผ้าแพรสีกุหลาบผืนใหญ่มาคลุมร่าง หมดความสนใจในตัวชายแปลกหน้ารูปงามทันที
แม้แต่หญิงงามเมืองผู้น่าจะชอบดึงดูดความสนใจมากกว่าเที่ยวแจกจ่ายความสนใจให้สตรีนางอื่น ก็ดูจะตกใจ ที่จู่ๆ ก็เห็นเธอมาปรากฏตัวแบบนี้
“เอ่อ...คือ...” ‘คุณหนูอัยน์นา’ คิดว่าควรจะพูดอะไรสักอย่าง
เธอขยับริมฝีปากเอ่ยด้วยท่าทีกระอักกระอ่วน แววตาที่เคยแข็งกร้าว มาดมั่น เปลี่ยนเป็นแววตากวางน้อยพลัดถิ่น
“ขอโทษค่ะ” อัยน์นารีบบอกด้วยสำนวนสำเนียงอย่างสุภาพสตรีชั้นสูง น้ำเสียงเธอยามเอื้อนเอ่ยฟังดูนุ่มนวลอ่อนน้อม ยากจะหาใครเหมือน “อย่าซักเลยนะคะ” เธอวิงวอน ดวงตาซื่อใสดูตื่นกลัว ริมฝีปากน่าถนอมสั่นระริก “ฉัน...ฉันบอกไม่ได้จริงๆ”
“คนเขาจะเล่าลือในทางไม่ดีนะคะ” ซามีร่าขมวดคิ้วคมๆ เข้าหากันจนเป็นปม “ช่างเถอะค่ะ ต่อให้ไม่ต้องบอก ใครใคร เขาก็รู้กันทั้งนั้น นี่คุณหนูโดนท่านหญิงพริสซิลล่า กับท่านหญิงแอนนาเบลแกล้งใช้ให้ออกมาทำอะไรๆ ให้อีกแล้วใช่ไหมคะ” ถ้าประโยคหลังจากริมฝีปากราชินีกุหลาบเป็นของที่จับต้องได้ มันคงเคลือบอาบหยาดละอองความขุ่นเคืองไว้จนทั่ว
นั่นทำให้อัยน์นาพอใจ เมื่อได้รู้ว่าสตรีชื่อคล้ายอาณาจักรเล็กๆ กลางโอเอซิสที่ล่มสลายนางนี้ เป็นคนที่รักและพร้อมจะโกรธแทนคนสายเลือดซาเมียร์เหมือนๆ กันสมคำร่ำลือ
ใครใครก็รู้กันทั้งนั้นว่าเธอเป็นลูกนอกสมรสที่เกิดจากเจ้ากรมการเมือง ริชาร์ด แกรนเทรนท์ กับสตรีชาวซาเมียร์ที่รับอุปการะไว้ในคฤหาสน์ ซามีร่าเป็นนางคณิกาที่ได้รับความนิยมย่อมรู้จักชายได้ดีมียศมากหน้าหลายตา การที่นางจะเคยได้ยินชื่อและเรื่องราวเธอมาก่อน จึงเป็นเรื่องที่คาดเดาได้
“พวกพี่สาวไม่ได้แกล้งค่ะ” อัยน์นาตอบคำถามหญิงงามเมืองอย่างสุภาพ แววตาสีนิลคู่นั้นช่างดูซื่อใส เหมือนไม่เข้าใจว่าการกลั่นแกล้งที่ซามีร่าพูดถึง หมายถึงการที่พี่สาวต่างมารดาแกล้งสั่งให้เธอซึ่งมีสายเลือดซาเมียร์อยู่กึ่งหนึ่ง ออกมาเตร็ดแตร่ใกล้ๆ ย่านหอนางคณิกาชื่อดัง ที่มีจุดขายเรื่องการให้บริการโดยสาวๆ ชาวซาเมียร์เพียงลำพังเพราะอยากทำร้ายจิตใจน้องสาวต่างมารดาอย่างเธอ...หรือไม่ก็อยากให้เกิดผลเสียอะไรต่อน้องสาวเลือดผสมมากกว่านั้น
สาวน้อยเชื้อสายซาเมียร์ในย่านที่มีสำนักนางคณิกาเชื้อสายซาเมียร์...ถ้าเกิดมีผู้ชายไร้สติสักคนหรืออาจจะหลายคนเข้าใจผิดขึ้นมา เรื่องมันจะไม่จบลงอย่างสวยงามแน่นอน
“พวกพี่สาวแค่อยากดื่มน้ำทับทิมน่ะค่ะ” เธออธิบายด้วยรอยยิ้มที่แม้จะดูสวย แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเศร้าสร้อยอย่างน่าประหลาด
ท่าทีสุภาพ แววตาสงบเสงี่ยม น้ำเสียงอ่อนน้อม สามอย่างนี้ เป็นคุณสมบัติชั้นดีที่ทำให้ใครต่อใครนึกเอ็นดู
“อันตรายนะคะ” ซามีร่าเองก็เป็นคนหนึ่งที่รู้สึกแบบนั้น เจ้าหล่อนยกมือขึ้นเท้าเอว วางท่าเหมือนอยากตบหน้าใครสักคน หรืออาจจะหลายคน
และอัยน์นาก็รู้ดี ว่าผู้โชคร้ายที่ว่านั้นไม่ใช่เธอหรือใครคนใดคนหนึ่งในบริเวณนี้
“เคยได้ยินว่าธิดาคนเล็กของท่านเจ้ากรมการเมืองมักโดนพี่สาวกับแม่เลี้ยงรังแก ท่าจะจริง” เจ้าของหุ่นสะท้านใจชายเอ่ยด้วยแววตาวาวโรจน์ “น่าชังนัก พวกช่างริษยาอาฆาต รังแกกระทั่งคนไร้ทางสู้ที่ไม่เคยคิดจะสู้”
“ไม่ใช่หรอกค่ะ พวกพี่สาวแค่อยากได้น้ำทับทิมคนละแก้วสองแก้ว แต่ที่คฤหาสน์ไม่ได้รับผลไม้ชนิดนี้เอาไว้ พวกพี่สาวอยากดื่มมาก แล้วฉันก็อยู่ตรงนั้นพอดี พวกพี่สาวก็เลยขอให้ช่วยออกมาหาให้เพราะไม่มีใครว่างพอน่ะค่ะ” เธออธิบายน้ำเสียงร้อนรน ดวงตาคู่สวยเริ่มเปล่งประกายมากขึ้นเพราะมีหยาดน้ำสีใสคลอเคล้าอยู่ในนั้น “จริงๆ นะคะ” อัยน์นายืนยันสำทับ น้ำเสียงเหมือนจะร้องไห้
“โถ แม่คุณ...” หญิงวัยกลางคนเจ้าของร้านขายผลไม้ในบริเวณนั้นรำพึงออกมาเป็นคนแรก หลังจากที่ทุกคนยืนนิ่งเงียบกันอยู่พักใหญ่
นางรีบหยิบทับทิมใส่ตะกร้าหวายแล้วแทรกตัวผ่านฝูงชนเข้ามายื่นตะกร้าให้เธอ ดวงตาฉายแววปรานี “คุณหนู นี่ค่ะทับทิม เอาไปเถอะนะคะ ท่านเจ้ากรมการเมืองคุณพ่อของคุณหนูเคยช่วยเหลือพวกเรามามาก แค่ทับทิมแค่นี้ เรื่องเล็กน้อย”
“แต่ว่า...” เธอค้านเสียงสั่นเครือ
“นะคะ รับไปเถอะ แล้วก็รีบๆ กลับคฤหาสน์เถอะค่ะ เดี๋ยวจะโดนดุเอาอีก ได้ยินว่าคราวก่อนตอนโดนใช้ให้ออกมาซื้อกำยานก็โดนหาเรื่องทุบตี...”
คราวนี้คุณหนูอัยน์นาถึงกับบ่อน้ำตาแตก ได้แต่ก้มหน้านิ่ง เหมือนพยายามสั่งให้น้ำตาที่ร่วงลงมาเหมือนเม็ดแก้วหยุดไหลโดยเร็ว
“ผมมีรถม้าครับ ผมจะไปส่ง” หนึ่งในกลุ่มชายหนุ่มเจ็ดคน คนที่เธอจำได้ว่าเป็นลูกขุนนางมียศไม่เบา รีบขันอาสา
แต่เธอส่ายหน้า ปฏิเสธ
“ไม่เหมาะหรอกค่ะ คุณแม่...เอ่อ ท่านผู้หญิงเจ้ากรมการเมืองท่านไม่ชอบค่ะ คฤหาสน์อยู่ไม่ไกล ฉันเคยเดินไปกลับมาแล้ว ไม่ลำบากหรอกค่ะ”
“ไม่ลำบากที่ไหนกัน ได้ยินว่าคุณหนูสุขภาพไม่แข็งแรงด้วยนี่ครับ ดูสิ ผอมจนแทบจะไม่มีเอว....” บุตรชายขุนนางรีบชะงักปาก เมื่อนึกได้ว่าเผลอเผยเรื่องที่แอบจ้องมองรูปร่าง ‘คุณหนูอัยน์นา’ อย่างใส่ใจเกินงาม
ทั้งอย่างนั้น พวงแก้มคนที่แน่ชัดว่าโดนลอบสังเกตเรือนร่างก็ยังขึ้นสีแดงระเรื่อ ดูบริสุทธิ์ไร้เดียงสา น่ารักใคร่
เธอช้อนดวงตาเศร้าสร้อยขึ้นสบตาบุตรชายขุนนางใหญ่ด้วยแววตาตำหนิระคนอับอาย ทำเอาอีกฝ่ายเผลอขยับริมฝีปากคล้ายจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็ได้แต่จ้องมองเธอด้วยแววตาที่เธอรู้จักเป็นอย่างดี
แววตาของผู้ชายที่อยากดึงหญิงสาวเข้าหาอ้อมกอด...
“ถ้ากังวลว่าท่านผู้หญิงจะไม่ชอบใจก็ให้เรียกรถม้ารับจ้างเถอะนะคะ” เจ้าของร้านขายผลไม้เสนอ “ถ้าทำอย่างนี้ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องอะไรแล้ว ดิฉันมีลูกสาวสองคน ทั้งคู่อายุน้อยกว่าคุณหนูนิดหน่อย จะให้เธอนั่งไปส่ง ทำแบบนี้ท่านผู้หญิงจะได้หาช่องรังแกไม่ได้”
“ท่านผู้หญิงคอยใส่ใจเพราะหวังดีค่ะ” เธอบอก ทั้งๆ ที่น้ำตาไหลไม่หยุด
ดูเผินๆ เหมือนช่วยแก้ต่าง แต่การกระทำนั้นกลับยิ่งขับให้ผู้คนในบริเวณนั้นยิ่งเกลียดชังแม่เลี้ยงกับพี่สาวทั้งสองของเธอ เท่าๆ กับที่สงสารเธอกว่าใคร
ท่ามกลางกระแสความเห็นใจ อัยน์นาเหลียวมองไปทางชายต้นเหตุที่ทำให้ ‘คุณหนูอัยน์นา’ ต้องเผยตัวตนเล็กน้อย
ชายแปลกหน้านั่นไม่ได้อยู่ตรงนั้นอีกแล้ว แต่สัญชาตญาณในการเอาตัวรอดที่บ่มเพาะมาตั้งแต่เริ่มจำความได้ ก็ทำให้อัยน์นาอดรู้สึกไม่ได้ ว่าสักวันหนึ่ง คนคนนี้จะกลับมาสร้างความวุ่นวายให้เธอ
เธอกับเขาจะต้องได้พบกันอีกแน่นอน...
จนถึงตอนนั้น เธอจะรับมือสถานการณ์นั้นไหวรึเปล่า ‘คุณหนูอัยน์นา’
ไหวสิ หญิงสาวผู้มีสายเลือดทาสเชลยกับสายเลือดชนชั้นสูงอย่างละครึ่งตอบตัวเองทันที
‘เธอทำได้ทุกอย่าง ถ้าอยากจะทำ’ อัยน์นาได้แต่นึกกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ วูบหนึ่ง แววตาซื่อใสฉายแววท้าทาย ขับให้ใบหน้ารูปหัวใจสวยน่ารักเหมือนตุ๊กตาแกะสลักล้ำค่าดูเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก
“อยู่ที่นี่เราไม่เรียกต้นห้อง ไม่เรียกสาวใช้ ไม่เรียกคนรับใช้ ทุกคนอยู่ในฐานะพนักงานค่ะ” อัยน์นาอธิบาย “แต่ละคนจะมีหน้าที่รับผิดชอบคนละอย่าง ไม่ก้าวก่ายภาระการงานกันและกัน ไม่มีการใช้งานเกินหน้าที่”“ฟังดูเป็นระบบแบบพ่อค้าพ่อขายเต็มที่เลยนะคะ” คนฟังออกความเห็นอย่างอดไม่ได้อัยน์นาหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงฟังดูสบายๆ ดูสดใสจากใจจริง“ก็ฉันเป็นภรรยาพ่อค้านี่คะ”“แต่เป็นพ่อค้าที่มีความสามารถ แล้วก็สง่างามเสียยิ่งกว่าขุนนางคนไหน” มาธากล่าวแก้พออีกฝ่ายพูดถึงไซรัสขึ้นมาแบบนี้ อัยน์นาก็เหมือนไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดีแตกต่างจากมาธา ที่ดูเหมือนจะมีเรื่องอยากพูดเต็มไปหมด“หลังจากคุณหนูขึ้นรถม้าออกจากบ้านมา ท่านผู้หญิงก็เรียกดิฉันเข้าไปพบ” มาธาเริ่มเล่า น้ำเสียงอัดอั้น “ท่านพูดไม่ทันจะจบ ดิฉันก็เดาได้ ว่าอยากกดดันให้ออกจากบ้าน ดิฉันก็เลยชิงลาออกมา”“ตายจริง” อัยน์นาไม่ได้ตกใจ เธอรู้สึกแย่แทนมาธาต่างหาก มาธาทำงานอยู่ที่นั่นตั้งแต่ยังเล็ก อยู่มาตั้งแต่ก่อนที่เธอจะเกิดเสียอีก เรียกได้ว่าเป็นคนเก่าคนแก่คนหนึ่ง ต่อให้มาธาเคยเป็นต้นห้องให้เธอตามคำสั่งเจ้ากรมการเมืองแล้วอย่างไร นั่นใช่เหตุผลที่ท่านผู้หญิงควรแล้
เมื่ออัยน์นาคล้อยหลัง ไซรัสก็ออกจากห้องนอน เดินลงบันได มุ่งหน้าเข้าหาห้องทำงานช่วงที่เดินผ่านห้องรับรองห้องใหญ่ซึ่งเวลานี้ปิดประตูแน่นสนิท เขาอดคิดไม่ได้ ว่านายหญิงคนใหม่ของอาคารหลังนี้คงไม่อยากให้เขาหรือใครเข้าไปรบกวน เพราะต้องการใช้บ่ายวันนี้เฟ้นหาคนงานหญิงคนใหม่ที่ตัวเองจะไว้ใจได้...ฟังจากที่เธอพูดวันนี้ เขาก็เดาออกทุกอย่างอัยน์นารู้แล้วว่าที่นี่วางระบบการทำงานไว้ลงตัวดีอยู่แล้ว จึงตระหนักว่าไม่ควรก้าวก่ายให้วุ่นวาย ทั้งอย่างนั้นก็เต็มใจจะรับคนงานหญิงเข้ามาตามที่เขาเสนออีกสองรายมองเผินๆ เหมือนจะทำเพื่อรักษาน้ำใจคนที่มาสมัครงาน และเป็นการถนอมน้ำใจ รับความปรารถนาดีจากเขาด้วยการยอมรับคนเข้ามาช่วยดูแลตัวเธอเองในเรื่องจุกจิก อาทิ การเตรียมน้ำให้อาบ การเตรียมเสื้อผ้า การช่วยแต่งตัวแต่งหน้า การคอยเป็นตัวกลางติดต่อระหว่างเธอกับใครต่อใครแต่เขาแน่ใจว่าไม่ใช่แบบนั้นด้วยลักษณะนิสัยอย่าง ‘คุณหนูอัยน์นา’ เอาเข้าจริงแล้ว สาวน้อยแรกแย้มนางนี้ ก็แค่อยากให้ที่นี่มีคนที่เรียกได้ว่าเป็นคนของตัวเองจริงๆ เสียบ้างพ่อค้าหนุ่มเดินเข้าห้องทำงาน ทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ตัวเดิมที่นั่งมาร่วมสองเดือนครึ่ง จ้อ
ดูไซรัสจะแปลกใจไม่น้อยเพราะสิ่งที่เธอพูดเขาประคองร่างเธอให้หันหน้าเข้าหา จ้องลึกลงในตา“คนงานหญิง?”“ค่ะ” อัยน์นาตอบด้วยรอยยิ้มเหมือนเคย ทั้งที่ตอนนี้ นอกจากจะสงสัยว่าเขาจะถามทำไมแล้ว ในใจยังนึกหวั่นว่าเขาจะคิดอะไรพิเรนทร์ๆ ขึ้นมาจริงๆ “ทำไมเหรอคะ”“ทำไมถึงเรียกว่าคนงานหญิง”เพราะแววตาเขาดูสนใจใคร่รู้มากกว่าจะคิดอย่างอื่น อัยน์นาถึงค่อยผ่อนคลายลง“ก็ที่นี่ไม่มีคนรับใช้ชายไม่ใช่เหรอคะ” เธอคิดอย่างนี้จริงๆ “ในเมื่อที่นี่ไม่มีคนรับใช้ จะให้เรียกคนงานที่รับเข้ามาใหม่ว่าสาวใช้ได้ยังไงกัน ทั้งดูแปลกๆ ทั้งดูไม่ยุติธรรมยังไงก็ไม่รู้”“แต่ถ้าดูตามหน้าที่ ก็ควรเรียกสาวใช้ไม่ใช่รึ”“ถ้าดูจากสถานการณ์ของคุณ ฉันว่าไม่ควร คุณคงไม่อยากให้ทุกคนที่ทำงานที่นี่อยู่ก่อนแล้วกับคนที่จะรับเข้ามาใหม่เกิดสับสน วางตัวลำบาก หรือแบ่งแยกชนชั้นกันใช่ไหมคะ” บอกแล้ว เจ้าของร่างอ้อนแอ้นก็รีบเลื่อนมือขึ้นกุมมือแข็งแกร่ง แล้วกลับหลังหันตั้งใจจะพาตัวเองกับชายคนนี้ออกจากสถานการณ์ล่อแหลม แต่กลับโดนอีกฝ่ายดึงเข้าสวมกอดจากด้านหลัง “ภรรยารอบคอบอย่างนี้ เห็นทีต่อไปคงต้องรบกวนให้ช่วยดูแลเรื่องคนงานแทนซะแล้ว” ลมร้อนๆ ที่ราดร
หลังร่วมโต๊ะอาหารกลางวันในห้องไม่ใหญ่ไม่เล็กบนชั้นสอง ไซรัสก็พาเธอเดินสำรวจอาณาจักรที่เขาครอบครองด้วยตัวเอง นัยว่าถ้าติดใจสงสัยเรื่องไหนให้ถามเขาได้เต็มที่ และอัยน์นาก็ยินดีใช้สิทธิ์นี้แม้จะรู้ดีว่าทุกสิ่งที่เขาพูดล้วนเป็นเพียงสิ่งที่เขาอยากให้เธอได้ยิน อยากรู้...ว่าเขาจะอธิบายข้อสงสัยยิบย่อยในใจเธออย่างไรบ้างเขาพาเธอเดินดูทุกอย่างไล่จากตึกแถวสามชั้นสองหลังที่เพิ่งซื้อ...ตึกแถวทั้งสองหลังที่ว่านี้ตั้งโอบรับตึกหลักซึ่งปลูกเป็นอาคารสี่ชั้นที่ใหญ่โตโอ่โถงกว่าอาคารจำนวนชั้นเท่ากันหลังอื่นๆ ถึงหนึ่งในสามเท่า มองภาพรวมจากลานน้ำพุแล้ว ตึกแถวสามชั้นทั้งสองหลังชวนให้นึกถึงภูเขาสองลูกย่อมที่หนุนอยู่หลังเขาลูกใหญ่ คำอธิบายที่หลุดลอดจากริมฝีปากไซรัสไม่มีอะไรน่าสนใจ พวกมันฟังดูเหมือนสิ่งที่พ่อครัวกับโทมัสและคนงานรายอื่นๆ เคยพูดไม่มีผิด ชวนให้เดาได้ว่าเขาน่าจะเคยอบรมผู้ติดตามและคนงานเกี่ยวกับการตอบคำถามเรื่องเหล่านี้ถัดจากด้านนอกตัวอาคารคือโถงกว้างที่ดัดแปลงเป็นร้านค้า อัยน์นาพบว่าไซรัสแบ่งพื้นที่ส่วนนี้เป็นสองส่วนเท่าๆ กัน ไม่ขาดไม่เกินแม้แต่น้อย ส่วนหนึ่งค้าขายแพรพรรณ มีโต๊ะให้คำปรึกษาเรื่องบริ





