FAZER LOGINคืนแรกในแมนชันของคิง
ไพเรนทร์และไทเรสเดินขึ้นบันไดตามเคนยูกับสาว ๆ ไปยังชั้นบนของคฤหาสน์ขนาดยี่สิบสามห้องด้วยความเงียบงัน สาวสวยคนหนึ่งเปิดประตูห้องให้กับเจ้าของบ้านแล้วพากันเข้าไป ภายในคือห้องนอนขนาดใหญ่เกินปกติหลายเท่า มุมหนึ่งของห้องมีเตียงนอนขนาดคิงไซส์ที่มีสาวสวยอกเอวสะบึมสามคนนอนทอดกายรออยู่ก่อนแล้ว
“ว้าว! คิงมาแล้ว”
“รอนานจนจะหลับแล้วน้า”
“วันนี้พาเพื่อนมาเล่นด้วยเหรอ?”
“ไม่ต้องไปสนใจพวกนั้นหรอก มาสนุกกันดีกว่า อุดอู้อยู่ในสถานีวิจัยเส็งเคร็งนั่นมาตั้งนาน เบื่อจะตายชักแล้ว”
“เอ๋ ไม่ได้เล่นด้วยกันแล้วพามาด้วยทำไมล่ะ รสนิยมใหม่เหรอ?”
เคนยูจิ๊ปากด้วยความขัดใจ เขาหันขวับไปชี้นิ้วใส่หน้าไพเรนทร์ “ไอ้หนูทดลอง ห้องนอนฉันทุบสองห้องรวมกัน ออกไปนอกห้องยังไงก็เกินสิบเมตร ดังนั้นจะไสหัวไปอยู่ตรงไหนก็อยู่ไป แต่อย่ามารบกวนฉันกับเด็ก ๆ ของฉัน เข้าใจ๊?”
“อะ อืม” ไพเรนทร์ตอบตะกุกตะกักอย่างทำตัวไม่ถูก
“คิง อย่าตะคอกสิ หนุ่มน้อยกลัวหมดแล้ว”
“พ่อหนุ่มคนนี้หน้าตาดีใช้ได้นะ ไว้หนวดเคราแล้วดูดิบเถื่อนดี ฉันชอบ”
ไพเรนทร์ผงะกับสาว ๆ ที่เข้ามาห้อมล้อมเขากับไทเรส ชายหนุ่มรีบยกมือขึ้นปัดป้องมือนุ่มนิ่มมากมายที่เอื้อมเข้ามาแล้วถอยหนีอย่างตื่นตระหนก
“คะ คุณเคน... คิงครับ” มนุษย์สันโดษผู้ไม่ถูกกับการโดนผู้คนห้อมล้อมและจับเนื้อต้องตัวอย่างไพเรนทร์พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“บอกแล้วไงว่าอย่ารบกวน!”
“แต่ แต่ว่า…”
“อะไรอีก ห๊ะ?!”
เสียงตะคอกดังลั่นจนไพเรนทร์สะดุ้ง เขากลืนน้ำลายทำใจกล้าเพื่อถามคำถาม
“จะให้ผมกับไทเรสนอนตรงไหนครับ?”
นอกจากเตียงหลังใหญ่ รอบ ๆ ห้องก็ยังมีโซฟา ฟูก และผืนพรมฟูฟ่องหนาชั้นวางไว้ทั่ว แต่ไม่ว่าไพเรนทร์หันไปมองมุมไหนของห้องก็มีแต่สาว ๆ จับจองพื้นที่กันหมดแล้ว
“จะนอนพื้นหรือนอนบนพรมเช็ดเท้าก็เรื่องของพวกนาย”
เคนยูตอบกลับอย่างไม่ใยดีแล้วโอบสาวขึ้นเตียงอย่างอดรนทนไม่ไหวแล้ว
“อื้อ อ๊า! คิง”
“อย่าจับตรงนั้นสิ คิง”
“นี่ เล่นกับฉันด้วยสิ”
ไพเรนทร์นั่งขดตัวอุดหูพิงผนังห้องฝั่งที่ไกลจากเตียงมากที่สุด กิจกรรมร่วมเพศส่งเสียงดังอย่างต่อเนื่องจนไพเรนทร์ข่มตาหลับไม่ลง นอกจากนี้ ห้องนอนของเคนยูยังลดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศเสียหนาวจัด ไพเรนทร์ได้แต่ตัวสั่นงันงกอย่างควบคุมไม่ได้ เขาไม่เข้าใจเลยสักนิดว่า สาว ๆ เหล่านั้นทนอยู่ในห้องเย็นเฉียบโดยสวมใส่เพียงผ้าน้อยชิ้นได้อย่างไร
แต่ไพเรนทร์ก็ไม่แน่ใจว่าที่เขาตัวสั่นเป็นเพราะอุณหภูมิหรือเพราะความกลัว
สุ้มเสียงแห่งการเสพสมขุดความทรงจำแสนบอบช้ำเมื่อครั้งยังอยู่ในเขตสิบเอ็ดขึ้นมา ไพเรนทร์แนบใบหน้าเข้ากับผนังเย็นยะเยือกแน่น หวังว่าความเย็นจะช่วยชะล้างความทรงจำเหล่านั้นออกไป
ความอบอุ่นคืบคลานเข้ามาอย่างฉับพลันจนไพเรนทร์สะดุ้งเฮือก เขาลืมตาขึ้นมาพบกับไทเรสกำลังใช้สองมือตะปบชายผ้าห่มที่ร่วงหล่นจากมืออย่างเงอะงะ พยายามดึงมันขึ้นมาห่มคลุมตัวเขาอยู่
“ไท… ไปเอาผ้าห่มมาจากไหนเนี่ย?”
ไทเรสชี้มือไปยังผู้หญิงคนหนึ่งบนโซฟา เธอส่งยิ้มให้ก่อนจะเดินไปร่วมสนุกกับผองเพื่อน
ไพเรนทร์หันกลับมามองไทเรส “แล้วของนายล่ะ?”
ซอมบี้เนื้อตัวแข็งขัดพยายามส่ายหน้า แต่ยิ่งอากาศหนาวเย็น ร่างไร้ชีวิตก็ยิ่งแข็งทื่อจนกลายเป็นส่ายไปทั้งตัวแลดูน่าขัน
ไพเรนทร์อมยิ้มเล็กน้อย น่าแปลกที่พออีกฝ่ายเป็นซอมบี้แล้วเขากลับไม่ได้รู้สึกอึดอัดที่จะต้องใกล้ชิดเท่าตอนไทเป็นมนุษย์ ความรักสันโดษมีผลแค่กับสิ่งมีชีวิตหรืออย่างไร หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะในร่างของไทเรสมีไอทมิฬของเขาไหลเวียนอยู่จึงทำให้ไพเรนทร์รู้สึกคุ้นเคยกับไทเรสในสภาพนี้
สภาพที่เขายัดเยียดให้กับไทเรส…
“ไม่ได้หรอก หนาวขนาดนี้เดี๋ยวนายก็ขยับไม่ได้กันพอดี งั้นเรามาห่มด้วยกันก็แล้วกัน”
เคนยูปลดปล่อยจนสมใจอยากก็ผล็อยหลับไปด้วยความอิ่มเอม ฆาตกรอันดับสองตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อไปเข้าห้องน้ำ สายตาพลันเหลือบไปเห็นสองร่างขดตัวอยู่ในผ้าห่มที่มุมห้อง ชายหนุ่มผู้ยังตกอยู่ในภวังค์ฝันสาวเท้าไปข้างหน้าอย่างเลื่อนลอย มือเอื้อมออกไปหาใบหน้าซีดขาวที่โดดเด่นขึ้นมาเหนือสิ่งอื่นใดภายใต้ความมืดมนอนธการ
ศีรษะของหนูทดลองกลับเบนหลบมือของเขา ไถลลงไปซบกับบ่ากว้างของซอมบี้ด้านข้าง มือไร้สีเลือดกอบกุมศีรษะของเจ้านาย ปกป้องคุ้มครองจากภัยร้าย ดวงตาดำมืดที่เป็นรูม่านตาเกินกว่าครึ่งจดจ้องมองผู้บุกรุกพื้นที่ส่วนตัวของพวกเขาทั้งสองด้วยสายตาดุร้ายราวกับสัตว์ป่าหวงรัง
เคนยูยกยิ้มหยัน “ฮึ ซื่อสัตย์ขนาดนี้ หมอนี่เลยอยากชุบชีวิตนายสินะ”
สายตาดุร้ายของซอมบี้เมื่อครู่กลับกลายเป็นงุนงงโดยมิได้เสแสร้ง น่าแปลกที่ดวงตาไร้แววกลับสื่ออารมณ์ออกมาได้ดีคล้ายเมื่อครั้งยังมีชีวิตถึงเพียงนี้
“อย่าบอกนะว่า ไม่รู้?” เคนยูแค่นเสียงหัวเราะ เมื่อได้รับสายตาแสดงความสงสัยมากกว่าเดิมส่งกลับมายืนยันความคิด เขาก็ยิ่งหัวเราะชอบใจ ฆาตกรอันดับสองเดินไปเข้าห้องน้ำอย่างอารมณ์ดี
ไพเรนทร์ถูกสะกิดให้ตื่นขึ้น เมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบหญิงสาวหน้าตาสะสวย ผิวสีน้ำผึ้ง เธอย้อมปลายผมเป็นสีม่วงเข้ม สวมชุดหนังรัดรูปสีดำสนิท ริมฝีปากอวบอิ่มของเธอทาลิปสติกสีแดงโลหิต ขับให้ใบหน้าสวยดุของเธอมีเสน่ห์น่าดึงดูด
“ตื่นได้แล้ว หมายเลขหนึ่งหนึ่งสาม”
“ครับ คุณโบอา”
ไพเรนทร์รีบลุกขึ้นตามคำสั่ง แต่ร่างของเขากลับไม่ขยับ ความผิดปกติทำให้อาการงัวเงียจางหาย ชายหนุ่มตื่นเต็มตาแล้วจึงได้รู้สาเหตุ รอบศีรษะของเขาถูกท่อนแขนเย็นเฉียบโอบพาด ลำคอปวดเมื่อยของไพเรนทร์ก็กำลังเอนพิงไหล่สูงของซอมบี้ด้านข้าง
นี่เขาเผลอนอนทับไทเรสหรือ สงสารไทเรสโดนทับทั้งคืนคงจะเมื่อยแย่ ถ้าซอมบี้เมื่อยได้น่ะนะ
“เอ่อ ไท ขอโทษที ฉันเผลอทับนาย”
“ฮึม”
ไทเรสส่งเสียงครืดคราดผ่านลำคอ ท่อนแขนแข็งทื่อเลื่อนออกจากศีรษะของเขาอย่างยากลำบาก ท่าทางดูราวกับหุ่นยนต์ขาดน้ำมันหล่อลื่น
“รีบหน่อย ระวังอย่าให้เสียงดังจนคิงตื่นด้วย ฉันขี้เกียจพูดกับหมอนั่น”
ไพเรนทร์พยักหน้าตอบรับแล้วขยับร่างกายปวดล้าจากการไม่ได้เอนกายนอนในท่าที่สบาย จากนั้นจึงช่วยฉุดไทเรสที่เนื้อตัวขัดแข็งเพราะอากาศหนาวเย็นให้ลุกขึ้นตาม
“ตามมา”
โบอาเดินนำตัวทดลองทั้งสอง ไพเรนทร์นึกบางอย่างขึ้นได้ก็ตื่นตระหนก เขารีบกระซิบบอกหญิงสาวด้านหน้า
“คุณโบอาครับ ผมออกไปจากห้องนี้ไม่ได้ คุณเคน…คิงบอกว่า ออกไปนอกประตูยังไงก็เกินสิบเมตร”
“ไม่ต้องห่วง ฉันให้สาว ๆ ช่วยเตรียมการตั้งแต่ก่อนพวกนายมาถึงแล้ว อ้อ ตอนเดินระวังอย่าเผลอเหยียบของพวกเธอล่ะ สาว ๆ พวกนี้ชอบนอนไม่เรียบร้อย”
ไพเรนทร์กับไทเรสเดินย่องหลบหลีกหญิงสาวที่นอนพาดแขนขาลากพื้นตามโบอาไปยังอีกฟากของห้อง ไพเรนทร์มองไทเรสด้วยความเห็นใจปนเป็นห่วง แค่เดินธรรมดาไทเรสก็เดินไม่ค่อยจะตรงอยู่แล้ว ยังต้องมาคอยระวังไม่ให้เหยียบคนอีก
โบอากดปุ่มที่ซ่อนอยู่ในผนัง เพดานเหนือศีรษะของพวกเขาทั้งสามเลื่อนเปิดออกพร้อมกับบันไดยื่นลงมายาวเหยียดจนถึงพื้นห้อง นำพาพวกเขาทั้งสามขึ้นไปสู่ห้องใต้หลังคา
หลังจากไพเรนทร์ช่วยดึงไทเรสขึ้นมาข้างบนเรียบร้อย โบอาก็กดปุ่มเก็บบันไดและเลื่อนปิดเพดาน พวกเขาขึ้นมาอยู่บนชั้นใต้หลังคาแล้ว
“ห้องลับใต้หลังคาน่ะ มีในแมนชันทุกหลังเลย พวกคนรวยในยุคก่อนคงจะมีความลับให้เก็บงำกันไม่ใช่น้อย ศาสตราจารย์ราชานส่งคนมาปรับปรุงห้องนี้เล็กน้อยตั้งแต่ก่อนที่พวกนายจะมาถึงแล้ว สาว ๆ ก็ช่วยกันเก็บกวาดเพื่อให้เราใช้ในการฝึกซ้อมโดยเฉพาะ”
ไพเรนทร์มองการปรับปรุง ‘เล็กน้อย’ อันประกอบด้วยผนังเสริมความหนาพิเศษเพื่อเก็บเสียงและป้องกันความเสียหาย ทั้งยังเคลือบด้วยพลังแห่งความตายเพื่อความปลอดภัยไม่ต่างจากกำแพงเขต แน่นอนว่าแค่นี้ก็มีมูลค่ามหาศาลมากแล้ว บางทีห้องของผู้นำบางเขตยังปลอดภัยไม่ได้เท่านี้เลยด้วยซ้ำ
“เขตหนึ่งนี่ร่ำรวยกันจังเลยนะครับ” ไพเรนทร์พึมพำ
“อยู่ไปเดี๋ยวก็ชิน” โบอายักไหล่ “นักเลงหน้าไม่อายนั่นกว่าจะตื่นก็คงจะผ่านไปครึ่งค่อนวันแล้ว ระหว่างนั้นถ้านายไม่ออกไปจากห้องใต้หลังคานี้ ก็ไม่มีทางห่างจากเตียงของหมอนั่นเกินสิบเมตร วางใจได้”
“เข้าใจแล้วครับ”
ไพเรนทร์กลับมาพูดเต็มเสียงตามโบอาหลังจากที่ไม่ต้องคอยระวังจะทำให้คนตื่น เขาเริ่มรู้สึกประหม่าจนไม่รู้จะวางสายตาไว้ตรงไหน
โบอามองประเมินนักเรียนของเธอ แม้จะได้อ่านข้อมูลการทดลองที่ศาสตราจารย์ราชานส่งมาแล้ว แต่เธอกลับไม่เห็นพลังอันยิ่งใหญ่ตามข้อมูลเหล่านั้นในร่างของชายหนุ่มผู้นี้เลยสักนิด ระดับไอทมิฬของชายหนุ่มเทียบเท่าได้กับผู้ปลุกไอทมิฬธรรมดาทั่วไปที่เคยฆ่าคนแค่ไม่กี่ครั้ง ไร้ซึ่งวี่แววของพลังมหาศาลอันประมาณค่าไม่ได้แบบที่ศาสตราจารย์ว่าไว้
“ก่อนอื่นฉันจะอธิบายว่าทำไมฉันถึงได้มารับหน้าที่สอนนายควบคุมไอทมิฬ”
ไพเรนทร์นั่งหลังตรงอย่างตั้งใจฟัง แม้จะยังหลบสายตาคมดุเหมือนงูอยู่เป็นระยะก็ตาม
“แต่เดิมวิธีในการสังหารตามแรงจูงใจของฉันคือการใช้พิษงู ดังนั้นไอทมิฬที่ถูกปลุกของฉันจึงมีคุณสมบัติเหมือนกับพิษงู หลังจากปลุกพลังฉันก็ฝึกฝนจนตอนนี้ไม่ได้ใช้ได้แค่เพียงพิษงูแล้ว พิษปลาปักเป้า พิษแมงกะพรุน พิษจากพืช พิษจากแมลง หรือแม้กระทั่งแก๊สพิษ ไอทมิฬของฉันก็สามารถสร้างได้และยังเสริมความแข็งแกร่งด้วยพลังแห่งความตายจนส่งผลร้ายแรงกว่าพิษตามปกติหลายเท่า”
ไพเรนทร์กลืนน้ำลายอึกใหญ่ด้วยความประหม่ายิ่งกว่าเดิม เพิ่มเติมความเครียดใส่เข้าไปอีกเท่าหนึ่ง เขาสังหรณ์ใจไม่ดีชอบกล
“การจะใช้พิษลอบเข้าสู่ร่างกายได้ จะต้องปกปิดร่องรอยของไอทมิฬให้เกลี้ยงเกลา เพื่อที่จะรุกล้ำผ่านกลไกการป้องกันตัวเองด้วยพลังแห่งความตายของเป้าหมายได้อย่างแนบเนียน สิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องใช้การควบคุมในระดับสูง”
โบอาชูนิ้วขึ้น เธอหล่อเลี้ยงไอทมิฬไว้ที่ปลายนิ้วเป็นก้อนกลม ก้อนทมิฬแตกออกเป็นเส้นทมิฬหลายสาย เลื้อยคลานไปรอบห้องใต้หลังคาราวกับงูนับร้อยตัวกำลังแหวกว่ายอยู่ในแทงก์น้ำ
“ตรวจจับไอทมิฬของฉันให้ได้ และใช้ไอทมิฬของนายสร้างเกราะป้องกันไม่ให้พิษของฉันเจาะเข้าสู่ร่างกายของนาย”
“ดะ เดี๋ยวก่อนสิครับ ตอนนี้เลยเหรอ? แล้วถ้ากันไม่ได้ล่ะครับ มียาถอนพิษไหมครับ?!” ไพเรนทร์ตื่นตระหนก เขายังตายไม่ได้ นี่มันแย่กว่าที่ลางสังหรณ์ของเขาคาดการณ์ไว้อีก!
ดวงตางูส่องประกายวาบอย่างเยียบเย็น
“นายก็จะตาย”
โบอาทำหน้าที่ของเธออย่างเต็มที่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นงานใด งานนี้เองก็เช่นกัน อีกทั้งเธอยังได้รับสารมาจากศาสตราจารย์โดยตรงว่า…
…ตัวทดลองนี้เป็นอมตะ ไม่ต้องยั้งมือ
ตกลงมาจากฟากฟ้าสีโลหิต ฝ่าดงกระสุนไปพร้อมกับโอบกอดคนสำคัญไว้ในอ้อมแขน พุ่งเข้าหาศัตรูไปอย่างไร้ความเกรงกลัว ไทเรสพลิกตัวหันหลังใช้ร่างที่แข็งกระด้างของตนกำบังกระสุน กอดอีกฝ่ายจนมั่นใจว่าปลอดภัย เขาควรจะตึงเครียด เขาควรจะตื่นตัวพร้อมปะทะแต่ตอนนี้ใจเขากลับสงบเหมือนได้กลับไปนั่งในมุมมืดของห้องสมุดที่คณะ มุมมืดที่มีเพียงเขากับชายผู้มืดมน แค่เราสองคนสองร่างตกกระทบพื้นอย่างแรง ฝุ่นดินคละคลุ้งบดบังการมองเห็น หน่วยสำรวจรีบสวมหน้ากากกันแก๊สแล้วถอยร่นไปด้านหลังเพื่อติดตั้งอาวุธหนัก หน่วยพิเศษที่ถูกส่งมาหลังจากมีรายงานพบตัวเป้าหมายรุดมาข้างหน้า ในมือกำอาวุธประจำกายพร้อมกำจัดภัยคุกคามอันดับหนึ่งแห่งมวลมนุษยชาติภายในฝุ่นหนาทึบที่เริ่มเบาบางลง ไทเรสประคองไพเรนทร์ยืนอย่างมั่นคง มือซีดยื่นออกมา แม้จะประหลาดใจเล็กน้อย แต่ไทเรสก็ส่งมือไปจับกับอีกฝ่ายสอดประสานนิ้วโดยไร้ความลังเล เหมือนกับตอนที่กระโดดลงมา เขาไม่มีความลังเลแม้แต่น้อยที่ต้องลงมาอยู่ในวงล้อมของศัตรู ณ วินาทีนี้ ไทเรสเชื่อใจไพเรนทร์ทุกอย่างโดยไม่ตั้งคำถามแค่มีสองเราก็เพียงพอ ทุกอย่างจะต้องออกมาดีอย่างแน่นอนซอมบี้กับเจ้านายจูงมือกันเดินอ
บทที่ 64ทุกอย่างเพื่อนายหลายวันมานี้ ตั้งแต่ที่ซอมบี้ระดับพิเศษกับเจ้านายจับตัวศาสตราจารย์ราชาน พาสคาลเป็นตัวประกันหลบหนีออกนอกเขตการปกครองที่หนึ่ง ภารกิจค้นหาเพื่อช่วยเหลือนักวิจัยและกำจัดซอมบี้ระดับพิเศษกลายเป็นวาระระดับเดียวกับภัยพิบัติเพลย์เมคเกอร์ ทว่า นอกกำแพงไม่ใช่พื้นที่ชำนาญการของพวกเขา หากไม่นับเส้นทางขนส่งระหว่างเขตที่ใช้เป็นประจำ พวกเขาก็แทบจะไม่รู้เลยว่ามีอะไรรออยู่ในทุ่งรกร้างแห่งความตายนั่นกระนั้น รัฐบาลโลกก็มีคำสั่งลงมาให้ทุกหน่วยงานร่วมมือกันออกปฏิบัติการเป็นการเร่งด่วน โชคกลับไม่เข้าข้าง ตั้งแต่ที่หน่วยสำรวจชุดแรกคลาดจากร่องรอยของผู้หลบหนีในวันที่สอง พวกเขาก็ไม่พบวี่แววของแคปซูลบนฟ้าอีกเลยผู้บัญชาการแซม มัวร์ผู้ได้รับมอบหมายให้ควบคุมปฏิบัติการระดับภัยพิบัติอย่างต่อเนื่องจึงเปลี่ยนกลยุทธ์ในการค้นหา โดยตั้งสมมติฐานอยู่ในกรอบเกณฑ์ที่ว่า ผู้ร้ายจะไม่สังหารศาสตราจารย์ราชานเพื่อเก็บไว้ใช้เป็นตัวประกัน จึงมุ่งเน้นการค้นหาไปที่สิ่งประทังชีพอย่างแหล่งน้ำ แหล่งอาหารในป่า และไฟที่ให้ความอบอุ่นในเวลากลางคืน โดยพวกเขาไม่รู้กฎเกณฑ์แห่งโลกนอกกำแพงที่ว่า กองไฟเป็นสิ่งอำนวยความสะ
บทที่ 63แมลงเม่าบินเข้ากองไฟการจุดไฟตอนกลางคืนนอกกำแพง เป็นการแสดงสัญลักษณ์ของผู้แข็งแกร่ง สัตว์ป่าในยุคสมัยใหม่และฆาตกรที่เร่ร่อนอยู่ด้านนอกต่างก็หลีกเลี่ยงไม่คิดจะเอาชีวิตไปเสี่ยง แต่ตรรกะนี้ใช้ไม่ได้ผลกับผู้ที่มั่นใจในความแข็งแกร่งของตนแมกไม้ส่งเสียง ไอทมิฬที่จงใจแผ่ออกมาเพื่อแสดงอำนาจลอยฟุ้งในอากาศ ด้านหลังของเคียต มีคนผู้หนึ่งแหวกต้นไม้รกชัฏออกมาดวงตาแดงฉานเด่นชัดในความมืด เขี้ยวแหลมสะท้อนประกายคมจากเปลวไฟ เสียงทุ้มลึกเอ่ยด้วยท่วงทำนองสละสลวยราวกับขับขานบทกลอน “คืนนี้ช่างเป็นค่ำคืนที่เหน็บหนาว กองไฟของพวกคุณดูอบอุ่นดีนี่”“อ๊ะ”“โอ้”“อ้อ”“…อะไรของมันวะ?”และนี่คือการตอบรับที่ผู้เปิดตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบได้รับจากคนทั้งสี่ที่นั่งผิงกองไฟกันอยู่บุรุษผู้เคยเป็นที่หวาดกลัวของคนทั้งเมืองกลับถูกหมางเมินอย่างไม่น่าให้อภัย เขาแยกเขี้ยวข่มขู่ “พวกเจ้าคงไม่รู้ว่าข้าเป็นใคร หากได้รู้จักชื่ออันน่าสะพรึงกลัวของข้าแล้ว ก็จงถวายเลือดบูชาข้าเสีย!”“ก็คนที่โดนแขวนในห้องทดลอง บลัดดี แมร์รีไม่ใช่เหรอ?” ไพเรนทร์หันไปถามไทเรส“เบียวขนาดนี้ พวกลัทธิแวมไพร์ชัวร์” ไทเรสเห็นด้วยผู้มาใหม่ได้ยินก็เด
บทที่ 62เดินทางอย่างไร้ทิศ “แน่ใจนะว่าทางนั้น?” ราชานมองป่ารกร้างไร้วี่แววของเส้นทางการเดินทางของแคปซูลหรือรอยล้อรถบนพื้นแม้แต่น้อย“ถ้ามาถูกทางตามที่คุณอิกอร์บอก อีกไม่นานทางทิศเหนือจะเห็นกำแพงเขตที่เก้าอยู่ไกล ๆ ครับ” ไพเรนทร์ควบคุมแคปซูลบินมาตามทางที่อิกอร์ชี้ ใช่แล้ว ชี้ในยุคโลกาวินาศนี้ หมอกโลหิตปกคลุมจนไม่เห็นดวงดาว พลังแห่งความตายซึ่งนับเป็นพลังงานอย่างหนึ่งลอยปะปนอยู่ทุกที่ รบกวนการทำงานของสนามแม่เหล็ก เข็มทิศตามแบบฉบับของยุคก่อนจึงใช้ไม่ได้ ไพเรนทร์เพิ่งได้เข้าใจถึงความล้ำหน้าของเขตการปกครองที่หนึ่งที่มีเหนือเขตอื่นก็วันนี้ วิทยาการซึ่งสามารถเอาชนะความแปรปรวนของพลังงาน สร้างระบบติดต่อสื่อสารและวางระบบไฟฟ้าได้แทบไม่ต่างจากยุคสมัยก่อนทั้งที่มีพลังแห่งความตายลอยอยู่ทุกแห่งหนอิกอร์เลยช่วยพวกเขาได้มากสุดเพียงแค่อธิบายและชี้นิ้วเท่านั้น“แล้วถ้าไม่เจอล่ะ?” ไทเรสถามทั้งสามมองหน้ากันนิ่งแล้วหันไปมองหน้าเคียตที่ทำสีหน้าว่างเปล่าตอบกลับมา“คงต้องกลับไปหาคาราวานสีเทาเพื่อถามทางใหม่”ท้องฟ้าสีแดงหมองหม่นลงจนมืดมิด ช่วงกลางคืนพวกเขาไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้เลย แม้จะผ่านกำแพงเขตการปกค
บทที่ 61ข้อเสนอคาราวานสีเทาเดินทางไปอย่างไร้จุดหมายก็จริง แต่พวกเขามีแบบแผนอยู่ และที่หมู่บ้านร้างแห่งนี้ก็เป็นสถานที่ที่พวกเขาจะแวะเวียนมาหยุดพักทุกปี เพื่อเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในไร่ของชาวบ้านเจ้าของถิ่นดั้งเดิมก่อนที่มันจะถูกทิ้งร้าง เมื่อเก็บมาจนเต็มกำลังการบรรจุของคาราวาน พวกเขาก็จะปักท่อนพันธุ์ลงไปปลูกใหม่และล้อมรั้วหนามไว้ป้องกันสัตว์ป่าและซอมบี้ มีปีหนึ่งที่โชคร้าย เมื่อคาราวานสีเทาเดินทางมาถึงก็พบรั้วหนามพังกระจัดกระจาย และมันสำปะหลังในไร่โดนรื้อถอนไปหมด จากร่องรอยไอทมิฬและร่องรอยการอยู่อาศัยในบ้านร้างทำให้คาดเดาได้ว่าเป็นฝีมือของพวกฆาตกรที่เร่ร่อนผ่านทางมา หากเป็นเช่นนั้นจริง ยอมหาเสบียงใหม่ย่อมดีกว่าเสี่ยงปะทะกับฆาตกรไลก้าผู้เกิดมาในคาราวานสีเทาพาเหล่าคนนอกทั้งสามไปช่วยกันเก็บเกี่ยวอย่างสนุกสนาน ราวกับพวกเขากำลังเล่นสนุกกันมากกว่าทำงานประทังชีวิตแสนลำเค็ญและทุกการกระทำก็ตกอยู่ในสายตาของเหล่าผู้นำที่นั่งตัดแต่งท่อนพันธุ์กันพลางประชุมพลางอย่างไม่ให้เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์แม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียว“พรุ่งนี้เราจะเดินทางกันต่อแล้ว จะเอาไงกับสามคนนั้นดี?” ตู้โจวเปิดประเด็นท
บทที่ 60ความตายเป็นสีขาว “แล้วพวกนายก็กลายเป็นหมากับแมวที่ไลก้าเคยเลี้ยง?” ไทเรสถามอย่างเหลือเชื่อ“เปล่า พวกฉันก็ยังคงเป็นพวกฉันนั่นแหละ แต่ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของไลก้า” แมวดำเลียจัดแจงเส้นขนเปื้อนฝุ่นของมัน“แต่ส่วนใหญ่ไลก้าอยากให้เราอยู่ในร่างนี้มากกว่าร่างคนน่ะ” สุนัขกล่าวต่อ“ร่างนี้ก็สบายดีออก ไม่ต้องหาเสื้อผ้ามาใส่ด้วย”คำพูดของเจ้าแมวทำให้ทุกคนเพิ่งจะนึกได้ว่าตัวตนที่แท้จริงของเธอเป็นหญิงสาว หากไลก้าเกิดนึกอยากให้ทั้งสองกลับร่างมนุษย์เมื่อไร ร่างสัตว์ที่ไร้อาภรณ์ทั้งสองเห็นจะต้องรีบหาอะไรมาปกปิดกันให้วุ่น“กลายร่างเป็นสัตว์ได้ เป็นลักษณะเฉพาะที่ไม่เคยคิดว่าจะมีได้ แต่ถึงจะไม่นับเรื่องนี้ ยังไงสองคนนี้ก็ต้องนับเป็นซอมบี้ระดับพิเศษอย่างแน่นอน เด็กตัวเล็ก ๆ แค่นี้กลับมีซอมบี้ระดับพิเศษอยู่ใต้อาณัติถึงสองตัว!” ราชานพึมพำข้อมูลที่ล้นเข้ามาในหัวอย่างคนกำลังสับสน การค้นพบครั้งนี้ทำให้เขามีคำถามที่ตอบไม่ได้มากมายเหลือเกินดีจริง ๆ ที่ออกมานอกกำแพงในบ้านร้างหลังเล็กขนาดหนึ่งห้องได้จัดสรรพื้นที่สำหรับการนอนหลับพักผ่อนโดยแมวและสุนัขผู้มาถึงก่อนได้อย่างยุติธรรม“พื้นที่ทั้งหมดเป็นของไลก้า







