Masukมาอยู่ในร่างหญิงปัญญาอ่อน ถูกตราหน้าว่าเป็นลูกโจรที่เคยเข่นฆ่าผู้คนไปทั่ว ซ้ำร้ายเขายังต้องการล้างแค้นแทนพ่อโดยใช้หัวใจเป็นเดิมพัน
Lihat lebih banyakหมู่บ้านสี่แจเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ในเขตภาคอีสาน ทิศตะวันตกติดกับแม่น้ำ ทิศใต้ติดกับภูเขา ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตรกรรมและรับจ้างเป็นหลัก
ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลง สองแม่ลูกเพิ่งกลับจากรับจ้างดำนา เดินมุ่งหน้าไปยังบ้านของตนที่อยู่ท้ายหมู่บ้านด้วยความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วที่ทั้งสองจะได้ไปรับจ้างดำนาเพราะในหมู่บ้านนี้มีเพียงนาของเสงี่ยมเท่านั้นที่จ้างคนงาน เขาเป็นเศรษฐีที่มีนาข้าวเกือบสองร้อยไร่ นอกนั้นถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไปก็ทำคนละไร่สองไร่เท่านั้น เพราะการทำนานั้นลำบากนักต้องใช้จอบขุด เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่มีต้นไม้มากและเป็นป่ารก ใช้ควายไถไม่ได้ แต่นาของเสงี่ยมนั้นจ้างคนถางป่าและตัดไม้ออกจึงสามารถใช้ควายไถได้ เขาจึงมีพื้นที่เพาะปลูกมากกว่าทุกคนในหมู่บ้านนี้
ทั้งสองกำลังจะเดินผ่านหน้าบ้านผู้ใหญ่บ้าน
“คำพอง” ผู้เป็นแม่ที่รีบสาวเท้าตามลูกหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงผู้ใหญ่บ้านเรียกเสียงกระซิบกระซาบ
คำพองหันไปถามผู้ใหญ่หลอดเสียงเบา “มีอะไรหรือคะพ่อผู้ใหญ่” น้ำเสียงแบบนี้เธอรู้สึกไม่ค่อยไว้ใจนัก คำพาผู้เป็นลูกชายวัยสิบห้าปีก็หยุดฟังเช่นกัน
“วันนี้กินเข้าแต่หัววันแล้วรีบดับไฟนะ แล้วพากันอยู่อย่างเงียบ ๆ” พ่อใหญ่หลอดบอกเธอเหมือนเช่นทุกครั้งที่จะมีเหตุเกิดขึ้น
“อีกแล้วหรือคะ”
“อืม รีบกลับบ้านเถอะ ฉันจะรีบไปบอกคนอื่น”
“ค่ะ” คำพองได้ยินผู้ใหญ่บ้านพูดดังนั้นก็รีบจูงมือลูกชายจากไปโดยเร็ว เธอเป็นห่วงสามีกับลูกอีกสองคน นี่เป็นสัญญาณเตือนจากผู้ใหญ่บ้านว่าวันนี้โจรกำลังจะเข้ามาปล้นในหมู่บ้าน ถ้าทุกคนไม่ออกไปอยู่ทุ่งนาก็ต้องรีบกินข้าวกินปลาแล้วรีบดับไฟตะเกียงและอยู่กันอย่างเงียบกริบห้ามส่งเสียงใด ๆ ทั้งสิ้น
มาถึงบ้าน ผู้เป็นสามีที่ขาขาดข้างหนึ่งกำลังนึ่งข้าวไว้รอ เขานั่งอยู่บนตั่งที่ทำจากไม้ ขาข้างที่ถูกตัดมาถึงครึ่งแข้งพาดไว้บนตั่งไม้เช่นกัน ขาอีกข้างชันเข่าขึ้น เขาใช้ไม้ค้ำในการเคลื่อนกายไปยังที่ต่าง ๆ ที่ไม่ไกลมากนัก พอไม่เห็นลูกสาวคนเล็กคำพองก็ถามสามีด้วยความร้อนใจ
“พี่เข้ม คำแพงไปไหนคะ”
“พี่ใช้ให้ไปเก็บหัวปลีมาต้มซุบ เอ็งถามทำไมเหรอ” ตั้งแต่เขาพิการฐานะทางครอบครัวก็ลำบากลงเรื่อย ๆ จนตอนนี้หาข้าวสารจะนำมาต้มก็แทบจะไม่มี
ทั้งบ้านเหลือข้าวสารไม่ถึงครึ่งกระบุง เขายังไม่รู้เลยว่าจะไปหาข้าวมาจากไหน เพราะงานทุกอย่างต้องอาศัยการเดินแต่เขาเองเดินไกลไม่ได้ ล่าสัตว์หรือหาของป่าก็ทำได้แค่คิด เพราะถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านมาแล้วเกือบปีตั้งแต่โดนหมอตัดขา แต่แผลก็ยังอักเสบอยู่เรื่อย ๆ โดนไม้เกี่ยวแผลเข้าหน่อยก็เลือดไหลออกมาไม่หยุด หรือไม่แผลก็อักเสบบ่อยครั้ง เขาจึงต้องทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ที่บ้าน ปลูกพืชผักสวนครัวอยู่กับลูกสาวคนเล็ก ปกติคำแพงก็ไปรับจ้างช่วยแม่กับพี่ชาย แต่เพราะพี่สาวป่วยหนักมาหลายวันเธอจึงจำเป็นต้องอยู่บ้านช่วยพ่อดูแลพี่สาว
“โจรจะเข้าบ้านวันนี้ค่ะ ผู้ใหญ่บ้านบอกมา”
นัยน์ตาคมเข้มดำมืดลงอีกเมื่อได้ยินคำว่าโจร หลายเดือนแล้วที่โจรไม่ได้เข้ามาปล้นในหมู่บ้านแห่งนี้ ยังไม่ทันที่เข้มจะกล่าวอะไรลูกสาวคนเล็กวัยสิบสามปีก็เดินขึ้นมาบนเรือนพอดี
“หัวปลีได้แล้วค่ะพ่อ” เข้มรับหัวปลีกล้วยนวลที่ลูกสาวยื่นมาให้
“พ่อจะทำอะไรกินหรือคะ” คำแพงแอบสงสัย หมูไม่มี ปลาไม่มี หนูไม่มี กบเขียดก็ไม่มี แล้วพ่อเอาหัวปลีมาทำอะไรกิน
“ต้มซุบใส่ปลาร้า” วันนี้ไม่มีอะไรให้ทำกินแล้ว ยังดีที่ยังมีปลีกล้วยนวลที่เขาปลูกไว้หลายกอ รอว่าวันนี้ภรรยากับลูกชายไปรับจ้างได้เงินมาคงพอซื้ออาหารมาทำกินได้ คำว่าหาเช้ากินค่ำไม่เกินจริง
“แล้วพี่คำแก้วอาการดีขึ้นไหมครับพ่อ” คำพาเอ่ยถามถึงอาการป่วยของพี่สาวด้วยความเป็นห่วง
“ยังเลย นอนไม่ได้สติเหมือนเดิม พ่อให้คำแพงเช็ดตัวให้ทั้งวัน” คำแก้วมีไข้สูงตลอด เขากลัวจริง ๆ กลัวว่าลูกสาวจะเป็นอะไรไปอีกคน เพราะในหมู่บ้านมีคนป่วยตายไปหลายคนแล้ว
“งั้นฉันพาลูกไปอาบน้ำก่อนนะ แล้วจะรีบมาช่วยพี่” น้ำที่ตักมาใส่โอ่งไว้ เอาไว้ใช้ในยามจำเป็น เพราะอย่างไรบ้านของเธอก็อยู่ท้ายสุดของหมู่บ้าน และยังติดกับลำธารและใกล้ภูเขาอีก จึงไม่ลำบากหากต้องไปหาบน้ำมาดื่มมาใช้
“ไปเถอะ ไม่ต้องห่วง พี่จะทำอาหารรอ”
สิ้นคำของสามีเธอกับลูกอีกสองคนก็รีบไปอาบน้ำทันที อีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงดวงตะวันก็จะลาลับขอบฟ้าแล้ว
คำพองเดินเบาเข้าไปดูลูกสาวคนโตที่นอนหลับใหลหายใจรวยรินมาหลายวัน หลังมือแตะที่หน้าผากและใบหน้าแดงระเรื่อเพราะพิษไข้ของลูกเบา ๆ ริมฝีปากของเธอแห้งผาก
“ลูกแม่ไข้ไม่ลดเลย” น้ำใสในตาเริ่มเอ่อคลอ รู้สึกสงสารลูกจนเจ็บไปถึงหัวใจ เธอไม่รู้ว่าต้องรักษาลูกด้วยวิธีไหนลูกถึงจะหาย เธอเป็นไข้สูงมาเกือบสองสัปดาห์ กินยาฝนที่หมอยาสมุนไพรเรียกว่ายาเย็นแต่ไข้ของลูกสาวก็ไม่ลดลงบ้างเลย จนสองสามวันมานี้ เธอนอนนิ่งไม่ตื่นขึ้นมากินข้าวกินยาเลย “แม่จะทำอย่างไรดี หรือแม่ต้องยอมเสียเอ็งไป” น้ำตาหยดแรกหยดลงบนพื้นข้างกายลูก คำแก้วเป็นเด็กที่มีความบกพร่องทางปัญญาตั้งแต่กำเนิด ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว ยังต้องมาป่วยหนักแบบนี้อีก
ริมฝีปากของผู้เป็นแม่ประทับลงจุมพิตหน้าผากอันร้อนผ่าวของลูกสาวแผ่วเบา
“คำพอง”
“ฮึ!” เธอขานรับสามีเสียงขึ้นจมูก
“ไปกินข้าวกันก่อนเถอะ” เข้มเองก็สงสารลูกเหลือเกิน เงินก็ไม่มี โรงหมอก็อยู่ไกลเกือบห้าสิบกิโลเมตร หากจะต้องไปรักษาก็ต้องเดินเท้าไป เขาเองก็เดินไกลขนาดนั้นไม่ได้
“ค่ะ” เธอคลานถอยหลังออกไปอีกห้องหนึ่งของบ้านเพื่อทานข้าวร่วมกัน
ทั้งสี่คนรับประทานอาหารเย็นพร้อมกันกับซุบดอกกล้วยนวลแกล้มกับยอดกระถินที่มีอยู่ข้างรั้วบ้านอย่างเอร็ดอร่อย
“กูจะตั้งชื่อให้มันว่า ‘กันตา’ ก็แล้วกัน” หลวงตากล่าวเสียงเรียบ ไม่ได้ตอบคำถามตามที่สนธยาอยากได้ยิน สนธยาทำหน้างอแงแล้วบ่นหลวงตาเสียงขุ่น “โธ่หลวงตา กระผมไม่ได้มาให้หลวงตาตั้งชื่อให้ขอรับ ลูกกระผมยังไม่เกิดจะรู้ได้ยังไงว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย” คำแก้วคิดตามที่หลวงตาพูดตลอดจึงยิ้มออกมาแล้วกล่าวออกไป “ขอบคุณเจ้าค่ะหลวงตา” สนธยายังทำหน้างง คำแก้วจึงสนทนากับหลวงตาต่อ “กันตา แปลว่าอะไรหรือเจ้าคะ” เธออยากรู้ความหมายของชื่อนี้ว่าจะไพเราะเหมือนกับคำว่ากันตาหรือไม่ “หมายความว่า เป็นสุข สาวสวย” สนธยานิ่งฟังและคิดตาม พอจับใจความได้ว่าตัวเองกำลังจะได้ลูกสาวจึงหันหน้าไปถามภรรยาเสียงสั่น “ระ เรากำลังจะได้ลูกสาวใช่ไหมคำแก้ว” คำแก้วพยักหน้าแล้วฉีกยิ้มกว้างให้สามี เขามัวแต่ตื่นเต้นจนจับคำพูดของหลวงตาไม่ถูก “ขอบคุณขอรับหลวงตา” สนธยาก้มกราบหลวงตาด้วยความเคารพและศรัทธา เขาดีใจเป็นที่สุดไม่ว่าลูกที่เกิดมาจะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม แต่เขาอยากรู้เพศก่อนใครเท่านั้น เรื่องนี้เขาจะเก็บไว้เป็นความลับจนกว่าคำแก้วจะคลอด “หึ ๆ” หลวงตาม
“ขอบใจสนมากนะที่ทำตามสัญญา” พิสมัยเอ่ยขึ้นเมื่อเดินออกมาจากสำนักงานที่ดิน เธอและลูก ๆ ช่วยกันทำงานเก็บเงินเดือนละห้าร้อยบาทเพื่อผ่อนบ้านพร้อมที่ดินกับสนธยาจนสำเร็จ ต่อไปนี้เธอก็จะมีสมบัติเป็นของตัวเองสักที ไม่ต้องระแวงว่าจะไม่มีที่อยู่อาศัยอีกต่อไป “ฉันไม่มีทางทำให้พ่อต้องผิดหวังแน่ครับ” อย่างน้อยพิสมัยก็คือเมียคนหนึ่งของพ่อ และมีชัยกับบัวฮองก็เป็นน้องของเขา จะปล่อยให้พวกเขาไปตกระกำลำบากไร้ที่ซุกหัวนอนก็คงไม่ใช่ แต่ถ้าเขาจะแบ่งที่ดินให้เปล่าโดยไม่เสียอะไรสักบาทพิสมัยก็คงไม่รู้ค่าของมัน “น้าเข้าใจแล้วว่าทำไมพี่สงกับพี่วดีถึงได้ไว้ใจสนขนาดนี้” หากเธอได้ครอบครองทรัพย์สมบัติทั้งหมดตั้งแต่แรก สนธยาก็คงไม่ได้อะไรเลย เธอช่างเป็นคนที่เห็นแก่ตัวที่สุด ถ้าไม่สิ้นไร้ไม้ตอกแบบนี้เธอก็คงคิดไม่ได้ ขอบคุณสนธยาที่ทำให้เธอมีสติในการใช้ชีวิตมากขึ้น “ครับ” สนธยาตอบเพียงสั้น ๆ สิ่งที่เขาทำลงไปเขาไม่เคยหวังผล ไม่ว่าพิสมัยจะคิดได้หรือไม่ก็ตาม เขาทำเพราะคิดว่าอยากทำเท่านั้น พิสมัยเห็นคำแก้วกำลังเดินมาหาสามีเธอจึงเอ่ยถาม “ท้องได้กี่เดือนแล้วเนี่ย” เธอดูมีน้ำมีน
วันนี้เป็นวันที่พวกเขาวางแผนไว้ก่อนจะมาที่นี่ คำแก้วกับสามีและน้องทั้งสอง เคลื่อนกายอย่างว่องไวเข้าไปในเขตบ้านของเสือสำรวย ตอนนี้เป็นเวลาเกือบตีหนึ่ง ภายในบ้านทรงไทยของมันใหญ่โตโอ่อ่า ด้านหลังเป็นคอกควายขนาดใหญ่มีควายอยู่เกือบห้าสิบตัว มีเวรยามรักษาอยู่สามคนพวกมันกำลังนอนหลับปุ๋ย พวกมันคงไม่คิดว่าจะมีคนเข้ามาบ้านเสือสำรวยในยามวิกาล จึงไม่มีใครระวังตัวสนธยาส่งสัญญาให้คำแพง คำพาและคำแก้วพุ่งลูกดอกยาสลบใส่พวกมัน แล้วเขาก็รีบวิ่งขึ้นเรือนโดยมีคำแก้ววิ่งตามไปพุดซ้อนได้ยินเสียงคนเดินขึ้นมาบนเรือนก็สะดุ้งตื่นทันที เธอกับสามีนอนอยู่ลานด้านนอก เพราะสำรวยจะได้เคลื่อนกายได้สะดวกตอนเข้าห้องน้ำ เพราะตอนนี้ร่างกายเขาก็ยังขยับลำบาก“พี่สำรวยโจรขึ้นบ้านเรา” เธอเขย่าแขนสามีจนสำรวยลืมตาขึ้นอย่างมึนงง และคว้าปืนที่วางอยู่ข้างกายขึ้นมาโดยอัตโนมัติ แต่ทุกอย่างเป็นไปอย่างเชื่องช้าเพราะแขนของมันไม่ค่อยมีแรง สนธยาปรี่เข้าไปแล้วใช้กำปั้นหนักหมื่นทุบเข้าที่ต้นคอของพุดซ้อนหนึ่งที เธอสลบไปอย่างง่ายดายส่วนคำแก้วปรี่เข้าไปหาสำรวยก่อนที่มันจะเหนี่ยวไก แล้วใช้เครื่องช็อตไฟฟ้าที่มีกำลังไฟไม่แรงมากเข้าช็อตที่ตัวมัน
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปหลังจากที่เกิดเรื่องขึ้นในคืนนั้น แม้เข้มไม่ได้ไปป่าวประกาศบอกกับใครว่าครอบครัวของเขาเอาชนะเสือสำรวยได้ แต่อาการบาดเจ็บปางตายของสำรวยก็ส่งผลให้คนในหมู่บ้านกล่าวขานกันไปทั่วข่าวของเสือสำรวยดังกระฉ่อนไปยังหมู่บ้านข้างเคียงและลามไปยังหมู่บ้านต่างตำบลต่างอำเภอภายในเวลาอันรวดเร็ว แม้แต่กลุ่มโจรด้วยกันยังงงว่าใครกันที่ล้มเสือสำรวยได้หมดสภาพเช่นนี้ ซ้ำลูกน้องอีกสองคนยังเหมือนคนพิการอีกด้วย ชาวบ้านต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นเพราะคำแก้วลูกของเสือเข้ม เสือสำรวยถึงต้องใส่เฝือกไม้ไผ่เกือบทั้งตัว กระดูกทุกส่วนบนร่างกายเคลื่อนที่ออกจากจุดเดิมเกือบทั้งหมด แม้แต่หมอเองก็ยังงง ชาวบ้านที่ได้ยินข่าวนี้ต่างยินดีและสาปส่งเขาทั้งนั้น “คำแก้วน่าจะฆ่ามันให้ตายไปเลย ไม่น่าปล่อยให้มันไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มที่บ้านได้หรอก” “นั่นน่ะสิ ฉันอยากได้ควายฉันคืนจัง มันขโมยไปตั้งสิบตัว” “ฉันก็เหมือนกัน สร้อยคอทองคำหนักหนึ่งบาทของฉันมันก็เอาไป” ชาวบ้านบ้านสี่แจต่างโจษจันกันเรื่องโจรที่มาปล้นบ้านของเข้มในคืนนั้น ไม่มีใครเข้าข้างโจรเลยสักคน ยิ่งร





