“นึกว่ากลับไปแล้ว”
“ก็จะกลับนั่นล่ะค่ะแต่พอดีหนูนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่บนรถก่อน ไม่คิดว่าพี่แฟรงค์กับพี่ปริมจะตาดีมองเห็น”
“ไอ้แฟรงค์เลยชวน?”
”ใช่ แต่หนูไม่อยากขึ้นไปนะหนู... / ถ้าไม่ได้อยากขึ้นไปคราวหลังก็แค่ปฏิเสธ อย่าทำแบบนี้อีก จำไว้ว่าวันนั้น...เธอกับฉันแค่วันไนซ์สแตนด์”
“...” โห พูดเหมือนฉันอยากจะมาตื๊ดเขาเรื่องชู้สาว พูดเหมือนฉันจำไม่ได้เลยว่าวันนั้นแค่น้ำแตกแล้วแยกทาง หลงตัวเองเกินไปรึเปล่า?
“เธอเข้าใจที่พูดใช่ไหม”
“คิดว่าหล่อมากเหรอ?” ไม่ใช่เรื่องที่ฉันต้องตอบคำถามเขาเพราะฉันไม่จำเป็นต้องทำความเข้าใจกับเรื่องที่ฉันไม่อยากจำแม้แต่เศษเสี้ยววินาทีเลยไม่จำเป็นต้องเข้าใจอะไรทั้งนั้น ฉันไม่ตอบและฉันถามแทน โมโหนะเนี่ย โมโหมากด้วย
“ว่าไงนะ?”
“คิดว่าตัวเองหล่อมากเหรอถึงได้กล้าพูดจาแบบนี้” เสียงฉันค่อนข้างเอาเรื่องแต่เขาก็ยังมีสีหน้าเรียบเฉย
“เปล่า”
“เหรอ? ถ้างั้นคราวหลังก็ไม่ต้องพูด ที่มานี่ก็เพราะโดนหัวหน้าสั่งให้มาไม่ได้อยากมาเลยสักนิด พี่บอกว่าไม่ให้โอกาสเรื่องงานแล้วก็จบไม่ใช่เหรอหนูไม่ได้เซ้าซี้อะไรต่อนี่ ขึ้นไปก็เห็นอยู่ว่าส่งสายตาขอความช่วยเหลือหรือว่าอ่านตาไม่ออก อ่านไม่ออกก็ไม่เป็นไรถ้าไม่รู้ก็รู้ไว้ซะ หนูไม่ได้อยากมา ไม่ได้คิดจะมา ไม่ต้องย้ำเรื่องวันนั้นบ่อยไม่อยากได้ยิน แสลงหู ไม่อยากจำด้วยซ้ำจำไว้!” ใจฉันอยากจะด่าเลยด้วยซ้ำแต่ไม่เอาดีกว่า เอาแค่พอดี ๆ พอถึงแม้ในใจจะมีคำด่าประมาณสามล้านคำมานำเสนอไอ้คนมั่นหน้าคนนี้ พูดจบก็ไม่ได้สะบัดหน้าหนีหรอกค่ะฉันจ้องหน้าเขารอฟังว่าเขาจะแสดงความคิดเห็นอะไรออกมาว่ายังไง
“ก็ดี”
“ก็ดี? พูดจาแย่ ๆ กับผู้หญิงแล้วก็พูดแค่นี้นี่นะ?” ฉันนี่อึ้งเลยค่ะ พูดออกมาได้ยังไง
“อื้ม แยกกันตรงนี้เลยดีไหม”
“...” ฉันไม่เคยเกลียดเขาที่เปิดซิงฉันตอนเมาเพราะในคลิปที่เขาเปิดให้ฟังถึงฟังแค่ครั้งเดียวก็จับใจความได้ว่ามันเป็นเพราะความเมาเลยสมยอมกันทั้งคู่แต่ตอนนี้ฉันชักจะเริ่มเกลียดขี้หน้าเขาแล้ว นิสัยแย่!
ไม่อยากพูดกับเขาอีกแม้แต่คำเดียวฉันเลยแค่จ้อง ด่าทางสายตาแล้วเดินไปที่รถของตัวเองทันที เกลียดขี้หน้าผู้ชายคนนี้แล้ว อย่าได้พบได้เจอกันอีกเลย!
#SHEYNNIS END
#TUN TALK
บรื๊น!
เสียงรถผู้หญิงคนนั้นนำหน้าออกไปก่อนผมก็ขับตามไปเหมือนกัน แต่แค่ขับตามหลังกันออกจากที่ผับของผมเท่านั้นเพราะถ้าผมไม่ออกมาก็ต้องไปอธิบายกับไอ้แฟรงค์อีกว่าทำไมไม่ไปกับรุ่นน้องของมัน
“ที่มานี่ก็เพราะโดนหัวหน้าสั่งให้มาไม่ได้อยากมาเลยสักนิด”
ผมรู้ว่าเธอมาขอโอกาสเรื่องงานอีกครั้งเพราะโดนสั่ง เห็นสีหน้าท้อแท้ตอนที่วิ่งมาทักผมก็พอดูออกแล้วแต่ที่เมื่อกี้ผมพูดจาแย่กับเธอมันเป็นเพราะเธอไม่รู้จักปฏิเสธสองคนนั้นแล้วยอมให้ตัวเองถูกลากขึ้นไป ยอมให้คนอื่นคิดว่าเธอมีซัมธิงอะไรกับผมต่างหาก
ผมไม่ชอบ วันไนซ์สแตนด์ก็คือวันไนซ์สแตนด์ต่อให้ผมจะ...เปิดบริสุทธิ์เธอก็ตาม
ช่างเถอะ ยังไงซะก็คงไม่ต้องเจอกันอีกเป็นครั้งที่สี่หรอก
ตื๊ดดดด ตื๊ดดด
ติ๊ด!
(ค่ะพี่ตุลย์)
“เป็นยังไงบ้าง แพ้หนักไหม” ผมเลิกสนใจเรื่องของคนอื่นแล้วหยิบโทรศัพท์มาโทรหาคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตอย่างน้องสาวคนเดียวของผมในระหว่างที่รถกำลังติดไฟแดงและข้างหน้ารถผมก็คือรถของผู้หญิงแปลกหน้าคนนั้น
(วันนี้น้องกินได้แค่ข้าวต้มจืด ๆ) เสียงทางนั้นสั่นนิดหน่อย ดูหน้าผ่านหน้าจอก็รู้ว่าเหนื่อย
“ให้พี่ไปหารึเปล่า”
(ไม่เป็นไรค่ะ มาก็ไม่ได้ทำให้ตังหายแพ้หรอกน่า)
“ก็พี่เป็นห่วง”
(ตังรู้ แต่ไม่ต้องห่วงหรอกพี่ตุลย์ตังมีป้าแจ๋วกับน้ามีคอยดูแลอยู่ค่ะ)
“ถ้าไม่ไหวก็บอกเดี๋ยวพี่ไปหา”
(อยู่ได้ค่ะ)
“โอเค ถ้างั้นเราพักผ่อนเถอะพี่ไม่กวนแล้ว” ผมอยากคุยกับน้องอีกหลายอย่างแต่ปลายสายไม่ค่อยอยากคุยกับใครผมก็ไม่กล้าขัดใจ
(ค่ะ รักพี่ตุลย์นะคะ)
“พี่ก็รักตัง”
(...) ^^
ติ๊ด!
ตังเมมองผมแต่ไม่ได้พูดอะไร แค่มองแล้วยิ้มบาง ๆ ก่อนที่น้องสาวคนเดียวของผมจะกดวางสายไป
“...” น้องผมควรจะมีชีวิตที่สดใสกว่านี้ ถ้าไม่มีไอ้เวรนั่นมาทำลายทุก ๆ อย่างในชีวิตน้องผมคงเป็นผู้หญิงที่เพียบพร้อมและมีความสุขจนน่าอิจฉามากคนหนึ่ง
...พี่จะเอาความสุขกลับมาให้เราได้ยังไงตังเม ที่สำคัญพี่จะเอาเลือดหัวไอ้เหี้ยนั่นออกมาล้างเท้ายังไงเราถึงจะไม่เสียใจ!!!
บรื๊น!!!
โครม!!!
“...Sh-t!” ผมมองภาพเหตุการณ์ตรงหน้าที่เกิดขึ้นภายในเสี้ยววินาทีที่ผมเผลอลืมตัวและตกลงไปในห้วงอารมณ์ของความโกรธที่เรียกว่าโกรธจัดจนแทบอยากฆ่าใครสักคนให้ตาย
รถสีขาวคันข้างหน้าที่ผมขับตามหลังมาเกือบหนึ่งกิโลเมตรถูกชนท้ายจนด้านหลังบุบลงไปมากพอสมควรทั้งที่มันก็แค่จอดติดไฟแดงเป็นคันแรกอยู่เฉย ๆ
“อ่าส์!!!” วันนี้มีเรื่องให้เหนื่อยหลายเรื่อง สมองไม่ได้หยุดพักเลยว่ะ!
ผมทั้งสบถทั้งถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงก่อนที่จะลงจากรถเพื่อไปคุยกับคู่กรณี เมื่อกี้ผมลืมตัว ผมโกรธจนลืมสนใจสิ่งรอบตัวไปชั่วขณะ ผมคิดและแค้นไอ้เหี้ยนั่นมากเกินไปจนเผลอกำพวงมาลัยจนเต็มแรงแล้วขยับเท้าจากเบรคไปที่คันเร่งเต็มแรง
ผมประมาทเอง
ก๊อก ๆๆ
ผมเดินมาที่รถของเธอ มาหยุดตรงข้างประตูได้เกือบสิบห้าวินาที ยืนนานพอประมาณจนมั่นใจว่าคนที่เห็นเหตุการณ์รถชนท้ายกันต้องกำลังจ้องมองมาที่ผมแน่แต่คู่กรณีของผมกลับนิ่งเงียบไม่เปิดประตูลงมานั่นเลยเป็นสาเหตุให้ผมต้องเคาะกระจกเรียกเธอ
ก๊อก ๆๆ
ผมเคาะอีกครั้งพร้อมกับขยับลงไปให้ใกล้กระจกมากขึ้นเพื่อมองเธอให้ชัดกว่านี้ว่าเป็นอะไรทำไมไม่ลงมาจากรถจะได้เคลียร์กันเพราะยิ่งช้ายิ่งทำให้รถติดหนักแต่พอมองเข้าไปในรถได้ชัด ๆ ผมก็เห็นว่าเธอกำลังนั่งเกร็งและมองมาที่ผมด้วยอาการตัวสั่น
ก๊อก ๆๆ
”โอเครึเปล่า” ผมเคาะเรียกเธออีกครั้งพร้อมกับหูที่ได้ยินเสียงนกหวีดของเจ้าหน้าที่จราจรที่กำลังเป่าและเดินมาทางนี้เพื่อช่วยเคลียร์สถานการณ์
ก๊อก ๆๆ
“โอเคไหม” ผมถามอีกครั้งด้วยเสียงที่ดังขึ้นแต่คนข้างในก็เอาแต่จ้องผมด้วยอาการของร่างกายที่สั่นเทา แววตาของเธอตอนนี้บอกชัดเจนว่ากำลัง...กลัว
ก๊อก ๆๆ
“เปิดประตู” ผมเคาะแล้วบอกเธออีกครั้งแต่คนข้างในก็ยังมีท่าทางเหมือนเดิม
ปี๊ด ๆๆๆ
เสียงเป่านกหวีดดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ บรรยากาศรอบ ๆ เป็นยังไงตอนนี้ผมไม่รู้ คนอื่นเห็นผมเคาะกระจกรถคู่กรณีแล้วตะโกนเรียกจะหาว่าผมหัวร้อนรึเปล่าผมไม่ได้สน ผมสนแค่ยัยนี่เป็นอะไรของเธอวะ!
ก๊อก ๆๆ
“เปิดประตูสิวะ!” ผมเคาะแรงขึ้นเสียงที่ตะโกนก็ดังขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งโมโหทั้งไม่เข้าใจว่าเธอเป็นอะไร ก็แค่รถชนท้ายกันแค่นี้ทำไมถึงได้ตกใจกลัวขนาดนี้ ทำท่าแม่งอย่างกับตัวเองไปขับรถชนใครตาย
ปี๊ด ๆๆๆ
“คุณ ๆๆ ใจเย็น ๆ ผมเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ผมเคลียร์ให้ดีกว่าครับ คุณถอยออกมาก่อนดีกว่าทำแบบนี้คู่กรณีจะกลัวนะครับ” เสียงตำรวจเดินมาถึงแล้วแถมยังพยายามจะช่วยเคลียร์ด้วยแต่ผมก็ไม่ได้สนใจ ไม่แม้แต่จะเสียเวลาหันไปมองตำรวจนายนี้ด้วยซ้ำ
ก๊อก ๆๆ
“เป็นอะไรวะ! ตั้งสติแล้วเปิดประตูรถ!” เสียงผมดังมากขึ้นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ตรงมาถึงตัวผมทันที
“คุณ! คุณเป็นคนชนท้ายเขานะ ใจเย็น ๆ หน่อยครับ ถอยออกมาให้เจ้าหน้าที่จัดการให้”
“ผมรู้! แต่ยัยนี่กำลังเป็นบ้าอะไรก็ไม่รู้จะให้ผมใจเย็นยังไง!” ผมสะบัดมือออกจากตำรวจที่ทำท่าจะล็อคแขนผมให้ถอยออกห่างจากรถแล้วตะคอกใส่แบบไม่สนใครหน้าไหนจากนั้นก็ก้มลงไปตะโกนเรียกพร้อมกับเคาะกระจกด้วยมืออีกข้างส่วนอีกข้างก็ดึงที่เปิดประตูไปด้วยทั้งที่ความจริงมันเปิดไม่ได้แน่นอนถ้ารถยังล็อคอยู่
ก๊อก ๆๆ
“เป็นอะไรของเธอวะ! เปิดประตู!”
“คุณ! ถ้าทำแบบนี้ผมจะจับคุณแล้วนะ!”
“อย่าเพิ่งยุ่งได้ไหมวะคุณตำรวจ! เปิดประตู! เซย์นิส! เปิดประตูสักทีสิวะ! เซย์นิส! เซย์!” ผมทั้งเคาะทั้งตะโกนทั้งกระชากประตูอย่างบ้าคลั่งเพราะคนในรถเป็นอะไรก็ไม่รู้ที่ผมไม่เข้าใจเลยสักนิดแต่พอผมเรียกชื่อซ้ำ ๆ เธอก็ทำหน้าอย่างกับคนที่เพิ่งได้สติกลับมาแต่มันก็แค่นิดหน่อยเท่านั้น
ก๊อก ๆๆ
“เปิดประตูเซย์นิส!”
กึก!
แล้วสุดท้ายที่เปิดประตูที่ถูกผมกระชากซ้ำ ๆ อยู่หลายครั้งก็ใช้งานได้สักที ประตูถูกเปิดออกจนกว้างในทันทีด้วยฝีมือของผมเอง
“เป็นอะไร” ตอนแรกผมอยากจะตะคอกใส่ให้ดังลั่นว่าเป็นบ้าอะไรแค่รถโดนชนท้ายถึงได้ไม่มีสติขนาดนี้แต่พอได้เห็นหน้าเธอโดยที่ไม่ผ่านกระจกกับฟิลม์รถที่ค่อนข้างมืดผมก็เพิ่งรู้ว่าหน้าเธอซีดมากแค่ไหนเสียงที่อยากตะคอกใส่ให้สุดเสียงเลยเปลี่ยนเป็นการถามด้วยความร้อนใจที่ไม่ได้ดังมากพร้อมกับมือที่มันขยับไปแตะลงที่แขนของเธอ
“...” เธอมองผมแล้วน้ำตาก็ไหล มือที่แตะแขนเธอแค่แผ่วเบาสัมผัสได้ถึงอาการสั่นสะท้านทำให้สมองผมยิ่งเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
“เซย์นิส เป็นอะไร”
“...ฮึก!” เสียงแรกที่ได้ยินจากเธอที่ผมพยายามทั้งเคาะกระจกรถทั้งตะโกนเรียกอย่างบ้าคลั่งคือเสียงสะอื้นที่ดังออกมาเหมือนคนที่พยายามกลั้นเสียงเอาไว้จนกลั้นไม่อยู่ ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองรึเปล่าแต่เสียงสะอื้นแค่สั้น ๆ ที่ได้ยินจากเธอมันฟังดูหวาดหวั่นและเจ็บปวดทรมานมาก
“เซย์... / หนูกลัว~ ฮึก~ หนูกลัว~ ฮื่อ ๆๆ หนูกลัวมันอีกแล้ว~ ฮื่อ ๆๆ หนูกลัวมันอีกแล้ว~”