Masuk1 ปีหลังจากเหตุการณ์ระทึกขวัญที่ป่าห้วยเสือหมอบ บาดแผลทางกายของเขาได้จางหายเหลือเพียงรอยแผลเป็นจางๆ ที่ต้นแขนซ้าย เดฟตัดสินใจครั้งสำคัญที่จะไม่ย้ายเข้าสู่กรุงเทพฯ ตามคำชวนครั้งแรกของอิงฟ้า เขาค้นพบว่าความสุขที่แท้จริงคือการได้กลิ่นดิน กลิ่นสาบควาย และการเห็นรวงข้าวสีทองในบ้านเกิด ส่วน อิงฟ้า เมื่อเธอเห็นความมุ่งมั่นของชายหนุ่ม จึงตัดสินใจกลับมาใช้ความรู้ที่ติดตัวมา พัฒนาที่ดินดั้งเดิมของยายเข็มให้กลายเป็น ฟาร์มสเตย์ & คาเฟ่ โดยปล่อยให้คาเฟ่สาขาทั่วกรุงเทพฯ อยู่ภายใต้การดูแลของแม่เธอที่เริ่มสนุกกับการบริหารธุรกิจบรรยากาศยามเย็นที่บ้านนอกแสงอาทิตย์สีส้มทองกระจายไปทั่วท้องทุ่งนากว้างสุดลูกหูลูกตา ลมพัดเอื่อยๆ พาเอากลิ่นหอมของรวงข้าวที่พร้อมจะเก็บเกี่ยวลอยละล่องมาปะทะจมูก ตัวคาเฟ่ไม้ดีไซน์ทันสมัยแต่กลมกลืนกับธรรมชาติถูกเติมเต็มด้วยลูกค้าที่แวะเวียนมาสัมผัสความสงบเดฟในวันนี้ดูภูมิฐานขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เขาไม่ได้อยู่ในชุดมอมแมมเหมือนวันวาน แต่สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตาคลุมทับด้วยสูทลำลองสีน้ำตาลอ่อน กางเกงสแล็คเข้ารูปดูดีจนจ่อยที่ยืนมองอยู่ไกลๆ ยังอดแซวไม่ได้ "พี่เดฟวันนี้หล่อเป็นพิเศษ
หนึ่งสัปดาห์เต็มๆ ที่เสียงเครื่องช่วยหายใจกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของอิงฟ้า ห้องพักฟื้นพิเศษในโรงพยาบาลที่ควรจะเงียบสงบ กลับเต็มไปด้วยความหนักอึ้งของความคิดและความกังวลที่ถมทับอยู่บนบ่าเล็กๆ ของหญิงสาวอิงฟ้านั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงคนไข้ มือของเธอกุมมือหยาบกร้านจากการทำงานหนักของ เดฟ ไว้แน่น ตอนนี้มือคู่นั้นกลับดูซูบซีดไร้เรี่ยวแรง ผิวหนังของเขาเริ่มกลับมามีเลือดฝาดบ้างเล็กน้อยหลังจากได้รับเลือดทดแทน แต่ดวงตาคมเข้มกลับยังคงปิดสนิท"พี่เดฟ... หนึ่งอาทิตย์แล้วนะที่พี่หลับไปแบบนี้ รีบตื่นขึ้นมาได้แล้ว" คนตัวเล็กกระซิบแผ่วเบาพลางใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นลูบไล้ไปตามแขนที่ไม่ได้ถูกพันแผล "พี่หายดีเราจะได้ไปอยู่กรุงเทพฯ กันไง แต่ถ้าพี่ดื้อไม่ไปอิงก็จะมาอยู่นี่ถาวรเลย"หยดน้ำตาของเธอหยดร่วงลงบนหลังมือของชายหนุ่ม อิงฟ้ารีบปาดมันออก เธอสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ร้องไห้ให้เขาเห็น เพราะกลัวว่าถ้าเขาได้ยินเสียงเธอร้องไห้ แล้วจะคิดมากแก๊ก... เสียงประตูห้องพักฟื้นเปิดออกเบาๆ ยายเข็ม เดินถือปิ่นโตเข้ามาพร้อมกับไม้เท้าคู่ใจ ใบหน้าของหญิงชราดูอิดโรยแต่ยังคงพยายามส่งยิ้มให้หลานสาว"อิงลูก... กินข้าวหน่อยไหม
การค้นหาครั้งสุดท้ายกลางดึกแสงไฟสปอร์ตไลท์หลายสิบดวงสาดส่องไปทางซอกหินที่เจ้าบราวน์พยายามจะมุ่งหน้าไป ทีมค้นหาต้องใช้มีดพร้าฟันเถาวัลย์ที่รกและยังต้องปีนป่ายขึ้นไปบนโขดหินที่ลื่นแฉะจากฝนเมื่อวันก่อนอีก"ตรงนั้น! ในซอกนั้นมีช่องว่าง!" จ่อยที่วิ่งตามสุนัขตำรวจไปติดๆ ตะโกนบอกเจ้าหน้าที่ แสงไฟฉายสาดไปเจอรูเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่หลังเถาวัลย์หนา ซึ่งหากไม่สังเกตดีๆ จะไม่มีทางเห็นเลยเจ้าบราวน์มุดเข้าไปทันทีพร้อมเสียงขู่คำรามในลำคอที่บอกถึงความตื่นเต้น ทีมกู้ภัยรีบมุดตามเข้าไปในถ้ำที่คับแคบและมีแต่ความอับชื้น กลิ่นแรกที่ปะทะจมูกคือกลิ่นคาวเลือดที่เน่าเสียที่ชวนคลื่นไส้"สาดไฟไปทางขวาสิ! นั่นมัน...!"ท่ามกลางแสงไฟที่ตัดผ่านความมืด ทุกคนถึงกับชะงัก ร่างหนาของเดฟนอนสงบนิ่งอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนพิงผนังถ้ำ สภาพของเขาดูไม่ได้เลย เสื้อยืดที่ขาดรุ่งริ่งเปื้อนไปด้วยเลือดและหนอง ใบหน้าซูบตอบและซีดเผือดจนเป็นสีเทา"พี่เดฟ!!!" จ่อยถลาเข้าไปหาคนแรก แต่นายกู้ภัยดึงตัวไว้ "ใจเย็นน้อง! อย่าเพิ่งขยับตัวเขา!"กู้ภัยรีบเอานิ้วแตะที่ข้างลำคอที่มันเย็น ทุกวินาทีที่ผ่านไปเหมือนหยุดนิ่ง พ่อวัดที่ตามเข้ามาถึงกับกลั
บรรยากาศที่ศูนย์อำนวยการชั่วคราวริมชายป่าเริ่มปกคลุมไปด้วยความหดหู่และสิ้นหวัง แสงอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับขอบฟ้าในวันที่สองเป็นสัญญาณเตือนว่ากำลังจะจบไปอีกหนึ่งวัน เจ้าหน้าที่กู้ภัยหลายนายเดินกลับออกมาจากแนวป่าด้วยสภาพอิดโรย บางคนถึงกับถอดหมวกออกแล้วส่ายหน้าช้าๆ เป็นสัญญาณที่รู้กันว่า โอกาสรอดแทบเป็นศูนย์"ผู้กองครับ ผมว่าเราต้องประเมินสถานการณ์ใหม่" หัวหน้าชุดกู้ภัยเดินเข้ามาพูดด้วยเสียงหม่นลง"หายไปสองวันเต็มๆ กับแผลถูกยิงที่เสียเลือดมากขนาดนั้น ไหนจะเรื่องการขาดน้ำและติดเชื้อในป่าที่ชื้นแบบนี้... ในทางทฤษฎี ร่างกายมนุษย์ไม่น่าจะทนไหวแล้วครับ"คำพูดนั้นไม่ได้เบาพอที่จะรอดพ้นหูของอิงฟ้า เธอเงยหน้าที่นองไปด้วยคราบน้ำตาขึ้นมองกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่เริ่มเก็บอุปกรณ์"หมายความว่ายังไงคะ... พวกคุณจะหยุดหาเหรอ?" "ไม่ใช่จะหยุดครับคุณอิงฟ้า แต่เราอาจจะต้องเปลี่ยนจากชุดค้นหาผู้ประสบภัย เป็นการค้นหา... ร่างผู้เสียชีวิตแทนในวันพรุ่งนี้" ผู้กองตอบด้วยความลำบากใจ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเห็นใจแต่เขาก็ต้องยอมรับความจริงตรงหน้าพวกลูกน้องเสี่ยชัยที่ถูกจับได้บางส่วนต่างก็ให้การตรงกันว่าเห็นเดฟถูกยิงเข้า
ภายในความมืดมิดของถ้ำเล็กๆ ชายป่าห้วยเสือหมอบ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณที่คับแคบและชื้นแฉะ เดฟ นั่งพิงโขดหินที่เย็นเฉียบ ร่างกายของเขาสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่เพราะความหนาวของลมป่ายามค่ำคืนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะสภาวะช็อกจากการเสียเลือดที่ดำเนินมาหลายชั่วโมงบาดแผลที่ต้นแขนซ้ายซึ่งถูกกระสุนเจาะทะลุ บัดนี้เนื้อรอบๆ เริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงช้ำและบวมเป่ง เลือดสีแดงคล้ำยังคงซึมไหลผ่านรอยฉีกขาดของเสื้อยืดที่เขาพยายามฉีกมาพันแผลไว้แต่มันชุ่มจนไม่อาจซับน้ำเหลืองและเลือดได้อีกต่อไป ทุกครั้งที่เขาขยับตัว ความเจ็บปวดจะแล่นเข้าสู่ไขสันหลังเหมือนถูกเข็มพันเล่มทิ่มแทงพร้อมกัน จนเขาต้องกัดฟันกรอดเพื่อไม่ให้ส่งเสียงร้องออกมา เพราะรู้ดีว่าพวกหมาหมู่ของเสี่ยชัยกำลังวนเวียนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนี้"อึก... อิง..."เดฟพึมพำชื่อหญิงสาวคนรักด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า สติของเขาสลัว ๆ เหมือนเปลวเทียนที่กำลังจะดับลง แสงไฟจากกระบอกไฟฉายของพวกมันวูบวาบไปมาอยู่ด้านนอกถ้ำ ลอดผ่านเถาวัลย์ที่ปกคลุมปากทางเข้าเข้ามาเป็นระยะ เสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำลงบนใบไม้แห้งดัง กรอบแกรบ ใกล้เข้ามาทุกที‘กูจะตายที่นี่ไม่ไ
หลังจากอิงฟ้าเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พ่อวัดขับรถมาส่งเธอถึงที่คอนโดหรูกลางเมืองก่อนจะแยกตัวไปทำธุระต่อ ร่างบางเดินลากกระเป๋าเข้ามาในห้องด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้า แม้กายจะถึงที่พัก แต่ใจของเธอยังคงวนเวียนอยู่กับชายหนุ่มที่ทุ่งนาคนนั้นอยู่เลยเธอวางของทิ้งไว้บนโซฟา แล้วเดินตรงไปยังห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น แต่ในจังหวะที่เดินผ่านโต๊ะข้างเตียง ลมโกรกจากหน้าต่างที่ลืมปิดก็พัดวูบเข้ามาแรงๆ จนผ้าม่านสะบัดไปโดนกรอบรูปกระจกที่ตั้งอยู่เพล้ง!เสียงกระจกแตกละเอียดกระจายเต็มพื้น อิงฟ้าสะดุ้งสุดตัว หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม รีบก้มลงไปมองรูปในกรอบนั้น... มันเป็นรูปคู่ใบเดียวที่เธอแอบถ่ายกับเดฟตอนที่เขากำลังเผลอยิ้ม ซึ่งเธอเพิ่งจะเอามาวางไว้ตรงนี้เอง รอยร้าวของกระจกบาดลึกผ่านใบหน้าของเดฟในรูปพอดี"โอ๊ย..."อิงฟ้าบ่นพึมพำพลางเอื้อมมือจะไปเก็บเศษกระจก แต่ปลายนิ้วกลับโดนด้านคมกระจกบาดจนเลือดสีแดงสดซึมออกมาเธอมองหยดเลือดที่ไหลลงบนรูปเดฟด้วยความรู้สึกโหวงๆ ในใจอย่างบอกไม่ถูก ความเย็นเฉียบแล่นพล่านไปตามกระดูกสันหลัง ลางสังหรณ์บางอย่างที่รุนแรงกว่าครั้งไหนๆ กำลังร้องเตือนเธอว่ามีบางอย







