LOGINสี่ปีต่อมา
ณ โรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่ง
“หม่ามี๊!” เด็กชายตัวน้อยหน้าตาออกไปทางลูกครึ่ง ผิวขาว จมูกโด่ง คิ้วหนาคมเข้ม ใบหน้าฉายแววหล่อใสไร้เดียงสาในวัยสามขวบเศษ เอ่ยปากพร้อมกับโผลเข้ากอดเรือนร่างระหงของคุณแม่วัยสาว ทันทีที่เห็นเธอเดินเข้ามาหยุดอยู่ที่หน้าประตูรั้วของโรงเรียน
“ว่าไงสุดหล่อ วันนี้เป็นเด็กดีหรือเปล่าครับ” หยาดพิรุณเอ่ยถามไอคิโด้ พร้อมกับย่อตัวลงแล้วกระชับอ้อมแขนอันอบอุ่นเข้าหาลูกชายตัวน้อยของเธออย่างแนบแน่น
“เป็นฮะ! วันนี้ผมช่วยคุณครูเก็บขยะแล้วก็ช่วยเพื่อนๆ ยกของด้วยนะฮะ” เจ้าตัวเล็กตอบกลับอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“เก่งมากครับคิโด้ ไหนมาให้หม่ามี๊หอมให้ชื่นใจหน่อยซิ” หยาดพิรุณจรดปลายจมูกลงบนแก้มนุ่มสีแดงสดฟอดโตๆ ทั้งสองข้าง ของเจ้าตัวน้อย ก่อนจะลุกขึ้นแล้วพูดกับคุณครูหนุ่มที่ยืนรอส่งอยู่ที่หน้าประตูรั้วของโรงเรียน
“ขอบคุณมากนะคะ ที่ช่วยดูแลให้ แล้วก็ต้องขอโทษด้วยที่มารับแกช้ากว่าผู้ปกครองของเด็กคนอื่นๆ” หยาดพิรุณในวัยยี่สิบสองปี กับลูกชายวัยสามขวบย่างเข้าสี่ขวบเงยหน้าสบตากับคุณครูหนุ่มรูปหล่อ
“เป็นหน้าที่ของคุณครูอยู่แล้วครับ” ครูหนุ่ม หันมาแล้วยิ้มให้พร้อมก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อพูดกับไอคิโด้ลูกชายของเธอ
“กลับบ้านดีๆ นะครับสุดหล่อ” คิโด้เงยหน้ามองคุณครูหนุ่มอย่างรู้ทัน ก่อนจะตอบกลับไป
“แน่นอนอยู่แล้วฮะ ไปกันเถอะฮะหม่ามี๊!” คิโด้ ฉุดเรียวแขนเล็กของผู้เป็นแม่อย่างเร็วพลัน เพื่อให้ไปยังรถแท็กซี่ที่จอดรออยู่ เพราะไม่อยากให้เธอพูดคุยกับคุณครูหนุ่มต่อนานเกินไปกว่านี้ สายตาดุมองลูกชายอย่างรู้เจตนา เพราะเจ้าตัวน้อยรีบหลุบตาลงต่ำแต่ก็ไม่วายดึงแขนคนเป็นแม่ให้เดินไปที่รถ
“ไปเถอะฮะ! นะฮะๆ” เด็กน้อยพยายามเร่งเร้า
“ขอตัวก่อนนะคะคุณครู” เธอยิ้มให้อย่างเป็นมิตร ก่อนเจ้าลูกชายจอมดื้อ จะฉุดแขนของเธอให้ไปที่รถ
“คิโด้! เมื่อกี้ทำตัวไม่น่ารักเลยนะครับ” หยาดพิรุณสบตาลูกชายอย่างดุๆ เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยทำท่าทางไม่เหมาะสมที่ทำเหมือนไม่ชอบใจ ขณะที่คุณครูพูดคุยอยู่กับเธอ
“ผมทำอะไรเหรอฮะ” เด็กน้อยแววตาใสซื่อบริสุทธิ์มองทอดออกไปยังนอกหน้าต่างของรถที่นั่งอยู่ ซึ่งแล่นด้วยความเร็วพอประมาณ (ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ต่อการกระทำที่สุดแสนจะดื้อรั้นของตัวเอง) โดยไม่ยอมที่จะหันกลับมามองหน้าของเธอ ในขณะที่คนเป็นแม่ได้แต่ถอนหายใจบางๆ พลางส่ายหน้าไปมาเมื่อเห็นว่าเป็นความไร้เดียงสาของเจ้าตัวน้อย
“วันนี้มีการบ้านไหมครับ” หยาดพิรุณเปลี่ยนเรื่องคุย ขณะที่รถแล่นมาจนถึงครึ่งทาง
“มีฮะ! แต่ทำเสร็จแล้ว” คิโด้ยอมพูดด้วย แล้วยิ้มออกมาด้วยความน่ารักน่าชัง
“เก่งมากครับ!” เธอกล่าวชื่นชมพลางลูบที่ศีรษะเล็กของเจ้าตัวน้อย
“หม่ามี๊ฮะ! เย็นนี้ทำข้าวไข่เจียว กับต้มจืดตำลึงได้มั้ยฮะ” คิโด้หันมาสบตากับผู้เป็นแม่ สายตาอ้อนวอน พลางกระพริบตาปริบๆ แววตาดุแปรเปลี่ยนเป็นสายตาอบอุ่นแล้วตอบกลับลูกชายจอมดื้อรั้น
“ได้สิครับ แต่ว่าคิโด้ต้องเป็นเด็กดี รีบกลับบ้านไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะครับ โอเคไหมเอ่ย” พูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน โดยใช้จิตวิทยาของคนเป็นแม่
“โอเค!” คิโด้ตอบกลับเสียงใส สองมือน้อยๆ พลันยกขึ้นทำท่าตกลง ก่อนจะสวมกอดผู้เป็นแม่อีกครั้ง เธอกอดตอบพร้อมก้มลงหอมหน้าผากของลูกชายอย่างเอ็นดู พลางคิดใจในว่า
หากเมื่อสี่ปีที่แล้ว เธอตัดสินใจที่จะไม่อุ้มท้องเด็กคนนี้ เธอคงพลาดและรู้สึกเสียดายไปตลอดชีวิตที่ต้องสูญเสียสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตไป เพราะไอคิโด้เปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของเธอ แม้ว่าเขาจะไม่ได้เกิดมาจากความรักของพ่อและแม่ แต่เด็กคนนี้ก็ได้คว้าหัวใจของเธอไปหมดทั้งดวงแล้ว
ไอคิโด้น่ารัก ไร้เดียงสา และบอบบางเกินกว่าที่เธอจะทอดทิ้งเขาไปจากอ้อมอกได้ แม้ว่าทุกครั้งที่เธอจ้องมองและสบสายตาของเขา จะเห็นแววตาที่ร้ายกาจที่ตามหลอกหลอน และ ตอกย้ำฝันร้ายที่ตามติดเธออยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาตลอดสี่ปี แต่เธอก็ยังรักเขามากที่สุด และจะไม่มีวันทอดทิ้งเด็กคนนี้เป็นเด็ดขาด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
เช้าวันต่อมา
สองแม่ลูกวิ่งวนอยู่ภายในห้องนอนชั้นสองของบ้านไม้เก่าๆ หลังหนึ่งที่ดูสงบร่มรื่น ตั้งอยู่ท้ายซอยที่ค่อนข้างจะลึกอยู่พอสมควร ด้วยค่าเช่าที่แสนจะถูกด้วยราคาเดือนละไม่กี่พันบาท ทำให้เธอเลือกพักอาศัยอยู่ที่นี่มาเป็นระยะเวลาหนึ่งปีแล้ว
“สายแล้วๆ” ร่างบางวิ่งวุ่นไปมาเพื่อเตรียมสัมภาระหลังจากจัดเตรียมมื้ออาหารให้กับลูกชาย และมื้อกลางวันของตัวเอง
“ถุงเท้า รองเท้า! กระเป๋า ปิ่นโต!”
“อยู่นี่ฮะๆ”
“ดื่มนมหรือยังครับคิโด้”
“เรียบร้อยแล้วฮะ”
“ใส่รองเท้าหรือยังครับ”
“เรียบร้อยแล้วฮะ” เด็กน้อยในชุดนักเรียนของโรงเรียนอนุบาลก็วิ่งวุ่นไม่ต่างจากผู้เป็นแม่
“งั้นไปเร็วเข้า! รถแท็กซี่ขับมารอแล้ว” มือบางคว้าที่ข้อมือน้อย ๆ ของลูกชาย ก่อนเจ้าตัวน้อยจะรั้งเรียวแขนของเธอเอาไว้
“หม่ามี๊! ลืมปิ่นโตไปทำงานด้วยหรือเปล่าฮะ”
“จริงด้วย! ขอบใจมากจ้ะ สุดหล่อของหม่ามี๊” ใบหน้าเนียนโน้มลงหอมแก้มยุ้ยๆ ของลูกชายตัวเล็กน่ารักของเธอ ก่อนจะรีบวิ่งไปคว้าปิ่นโตสำหรับมื้อกลางวัน แล้วกลับมาจูงแขนคิโด้ไปที่หน้าประตูรั้ว ก่อนจะกวาดสายตาดูความเรียบร้อยรอบๆ บริเวณบ้านอีกครั้งก่อนออกจากบ้าน แล้วตรงดิ่งไปยังโรงเรียน ก่อนจะเลยไปที่ทำงานของตัวเอง
“เดี๋ยวเย็นนี้ หม่ามี๊มารับนะครับ”
“รักหม่ามี๊นะฮะ” เด็กน้อยพูดเสียงใส พลางยิ้มให้กับผู้เป็นแม่ เธอยิ้มรับอย่างตื้นตันก่อนจะตอบกลับไปอย่างอิ่มเอมใจ
“รักคิโด้เหมือนกันครับ” หยาดพิรุณสวมกอดเจ้าตัวน้อย ก่อนจะโบกมือลา เมื่อส่งเขาถึงมือของครูประจำชั้น ไอคิโด้โบกตอบ แล้วยิ้มให้กับคนเป็นแม่ แววตาเป็นประกายของเธอดูเศร้าหมองลงเรื่อยๆ เมื่อต้องมองดูรถที่ค่อยๆ เคลื่อนออกห่างจากหน้าประตูรั้วของโรงเรียน ทำเธอใจหายวูบทุกครั้งเมื่อมองหน้าลูกชายที่ค่อยๆ ไกลห่างจนลับตาไป แม้จะเป็นแบบนี้มาเกือบจะหนึ่งปีแล้ว แต่เธอก็ยังไม่คุ้นชินเสียที เมื่อต้องห่างจากลูกชายตัวน้อยเพื่อไปทำหน้าที่ของตัวเอง
ร่างระหงวิ่งลงจากรถแท็กซี่ เพื่อต่อรถไฟฟ้าเข้าไปทำงานในตัวเมือง แน่นอนว่านี่เป็นวันแรกของการเริ่มต้นทำงานใหม่ ซึ่งเธอจะสายไม่ได้ หยาดพิรุณวิ่งลงจากสกายวอล์ค (Sky Walk) ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อของบีทีเอส เพื่อตรงไปยังเรือนไทยหรูหราหลังใหญ่ที่มีบริการฟิตเนสและสปาซึ่งเป็นสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอ
“สวัสดีค่ะ คือฉันมาเริ่มงานวันแรกค่ะ” หยาดพิรุณเอ่ยทักทาย เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลที่เป็นคนรับเธอเข้าทำงาน พร้อมกับเหลือบมองดูนาฬิกาที่ข้อมือแล้วยิ้มออกมาบางๆ เพราะเธอทำเวลาได้ฉิวเฉียดจริงๆ
“สวัสดีค่ะคุณหยาด มาตรงเวลาดีนะคะ เดี๋ยวแนะนำตัวอีกครั้งแล้วกัน พี่ชื่ออุษา เรียกพี่อุเฉยๆ ก็ได้ มีอะไรก็ปรึกษาพี่ได้ตลอดเลยนะคะ ไปค่ะ...เดี๋ยวจะพาไปดูสถานที่ทำงานใหม่” อุษาทักทายและแนะนำตัวอย่างเป็นมิตรผิดกับพนักงานคนอื่นๆ ที่มองเธออย่างไม่ค่อยจะเป็นมิตรเท่าไหร่ แต่หยาดพิรุณก็ไม่ได้ใส่ใจนัก เพราะเธอพึ่งจะมาเริ่มงานวันแรก พนักงานของที่นี่อาจจะยังไม่คุ้นเคยกับเธอเท่าไหร่ เลยทำให้มองเธอด้วยสายตาแบบนั้น อยู่นานไปเธออาจจะได้รับรอยยิ้มต้อนรับที่ดีจากเพื่อนร่วมงานของที่นี่ก็เป็นได้
อุษาพาเธอไปยังห้องทำงานในฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาด ซึ่งถูกจัดเป็นโซนตามตำแหน่งและหน้าที่ โดยเธอจะนั่งอยู่กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของแผนกฟิตเนส โดยที่เธอทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้กับแผนกสปา
หลังจากนั้นอุษาก็ให้คนมาตามเธอไปที่ห้องทำงานของวีรนุชซึ่งเป็นกรรมการบริหารและผู้จัดการฝ่ายสปาของที่นี่ ซึ่งตามตำแหน่งและหน้าที่แล้ววีรนุชคือเจ้านายของเธอโดยตรง ถึงแม้จะยังอ่อนด้อยจากประสบการณ์แต่หยาดพิรุณก็จะตั้งใจอย่างเต็มที่เพื่อให้สมกับวุฒิการศึกษาที่เธอพึ่งจะได้รับไปหมาดๆ
หยาดพิรุณยิ้มปลื้มปริ่ม เพราะในที่สุดเธอก็จะได้ใช้วิชาความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาหารายได้ เพื่อเลี้ยงดูลูกชายตัวน้อย ๆ ของเธอได้อย่างเต็มที่เสียที หลังจากที่ต้องรบกวนคุณตาและคุณยายของไอคิโด้มาเกือบ ๆ สี่ปีเต็ม
สี่ปีต่อมาณ โรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่ง“หม่ามี๊!” เด็กชายตัวน้อยหน้าตาออกไปทางลูกครึ่ง ผิวขาว จมูกโด่ง คิ้วหนาคมเข้ม ใบหน้าฉายแววหล่อใสไร้เดียงสาในวัยสามขวบเศษ เอ่ยปากพร้อมกับโผลเข้ากอดเรือนร่างระหงของคุณแม่วัยสาว ทันทีที่เห็นเธอเดินเข้ามาหยุดอยู่ที่หน้าประตูรั้วของโรงเรียน“ว่าไงสุดหล่อ วันนี้เป็นเด็กดีหรือเปล่าครับ” หยาดพิรุณเอ่ยถามไอคิโด้ พร้อมกับย่อตัวลงแล้วกระชับอ้อมแขนอันอบอุ่นเข้าหาลูกชายตัวน้อยของเธออย่างแนบแน่น“เป็นฮะ! วันนี้ผมช่วยคุณครูเก็บขยะแล้วก็ช่วยเพื่อนๆ ยกของด้วยนะฮะ” เจ้าตัวเล็กตอบกลับอย่างชัดถ้อยชัดคำ“เก่งมากครับคิโด้ ไหนมาให้หม่ามี๊หอมให้ชื่นใจหน่อยซิ” หยาดพิรุณจรดปลายจมูกลงบนแก้มนุ่มสีแดงสดฟอดโตๆ ทั้งสองข้าง ของเจ้าตัวน้อย ก่อนจะลุกขึ้นแล้วพูดกับคุณครูหนุ่มที่ยืนรอส่งอยู่ที่หน้าประตูรั้วของโรงเรียน“ขอบคุณมากนะคะ ที่ช่วยดูแลให้ แล้วก็ต้องขอโทษด้วยที่มารับแกช้ากว่าผู้ปกครองของเด็กคนอื่นๆ” หยาดพิรุณในวัยยี่
“หนึ่งแสนบาท! คงจะเพียงพอสำหรับค่าตัวของเธอ” เขาพูดพร้อมยื่นมันให้ร่างบางที่หันหลังอย่างทุกข์ใจแสนสาหัสที่ถูกย่ำยีความเป็นอิสตรีของเธอจนไม่หลงเหลืออะไรเลย“เอาเงินของแกคืนไป! ฉันไม่ได้ขายตัว แล้วฉันก็ไม่ใช่โสเภณี แต่แกพรากทุกอย่างไปจากฉัน ฉันขอสาปแช่งให้แกไม่มีความสุข ขอให้แกทรมานเหมือนอย่างที่ฉันเป็น!” หยาดพิรุณขยำเช็คแล้วหันกลับมาปาใส่หน้าของเขาเต็มๆ ก่อนที่เธอจะดีดตัวลุกขึ้นเพื่อไปหยิบเสื้อผ้าที่วางกองอยู่ที่พื้นสายตาคมกริบมองตามอย่างไม่เข้าใจ ว่าสรุปแล้วผู้หญิงคนนี้เป็นอะไรกันแน่ เธอไม่ใช่ผู้หญิงขายบริการจริงๆ งั้นหรือ คิ้วหนาขมวดเข้าหากันยุ่งเหยิงก่อนจะเดินตามเธอไปที่หน้าห้องน้ำ ร่างบางชะงักงันเมื่อเห็นเขาเดินเข้ามาใกล้ เธอปาดน้ำตาแล้วถอยห่างออกมาจากเขา“โอเค เดี๋ยวฉันจะเซ็นเช็คให้ใหม่” เควิ่นพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลกว่าเดิม เธอปรายหางตามองเขาอย่างนึกรังเกียจต่อสิ่งที่เขากระทำ“เก็บมันไว้เป็นค่าทำศพของแกเถอะ เพราะคนเลวๆ แบบนี้ มันคงไม่ตายดีแน่!” พูดจบก็ปาดน้ำตาทิ้ง แล้วผลักเข้าที่แผงอกของเขาอย
“ปละปล่อยนะ! ถอยออกไป อย่ามาแตะต้องตัวฉัน!” แม้จะตะโกนอย่างสุดเสียง แต่ก็คงไม่มีใครได้ยินเพราะห้องพักของที่นี่ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดีเพื่อเก็บเสียงรบกวนของภายนอกและจากภายใน“เธอยังไปไหนไม่ได้ ไอ้คริสมันไม่บอกเธอเหรอว่า ฉันต้องแลกด้วยเงินสี่ล้านกว่าเพื่อจะได้นอนกับเธอ” สายตาคมมองดูเธออย่างแทะโลม เมื่อนึกไปถึงบทเลิฟซีนที่ร้อนแรงระหว่างเธอและเขาเมื่อคืนก่อน เธอสะบัดแขนทิ้ง แล้วถอยห่างออกมา เขาขยับตาม“คริส! คือใครฉันไม่รู้จัก” ร่างบางพยายามอธิบาย แต่กลับถูกเขายิ้มเย้ยอย่างดูแคลน เพราะคิดว่าเธอจะอัพเรทค่าตัวเสียมากกว่า“อย่าพูดมากน่า! กับเธอ แค่ครั้งเดียวมันไม่พอหรอกนะ สำหรับเงินมากมายขนาดนั้น” ว่าแล้วก็ปราดเข้าไปคว้าร่างบางแล้วจ้องมองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ชุดเมดสีฟ้าขาวดูหวานละมุนทำเขาใจเต้นตูมตาม เมื่อหวนนึกถึงบทรักที่เร้าร้อนที่พึ่งจะมอบให้เธอไปเมื่อครั้งก่อน“พูดเรื่องอะไร! ถอยออกไปนะ ถ้าครั้งนี้ทำกับฉันเหมือนครั้งก่อน ฉันจะแจ้งตำรวจจริงๆ ด้วยว่าแกข่มขืนฉัน!” หยาดพิรุณผลักไสเรือนกายกำยำให้ออกห่าง“หึ! ข่มขืนเหรอ รับเงินฉันไปแล้วสองหมื่น แบบนี้ไม่เรียกว่าข่มขื่นหรอก เค้าเรียกว่าขาย
“เป็นยังไงบ้างหยาด ไม่สบายหายดีแล้วเหรอ” รุ่นพี่ร่วมงามเอ่ยถาม หลังจากที่เห็นหน้าค่าตาเธอในรอบหลายวัน“คิดว่าดีขึ้นมากแล้วค่ะ แต่ว่าขอยังไม่ทำโอทีนะคะ” หยาดพิรุณปกปิดเรื่องเลวร้ายของตัวเองเอาไว้อย่างแนบเนียนที่สุด เพราะเธอจะให้ใครรู้เรื่องนี้ไม่ได้โดยเด็ดขาด“ได้สิ! วันนี้ไม่มีใครลางาน เราก็เลิกงานกลับบ้านปกติได้เลยนะ”“ขอบคุณมากค่ะ” หยาดพิรุณหันมากล่าวขอบคุณหัวหน้างาน ก่อนจะปิดตู้ล็อคเกอร์หลังจากที่เปลี่ยนชุดทำงานแล้วเดินไปทำหน้าที่ของตัวเองร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีดำดูสมาร์ทเดินเข้ามาที่โรงแรมระดับห้าดาว ด้วยมาดของนักธุรกิจ ซึ่งดูแปลกตาไปกว่าทุกวัน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่แปลกไปเลย คือหุ่นล่ำๆ และความหล่อเหลาของเขา ทำเอาพนักงานสาวๆ ตั้งแต่ทางเข้ามาจนถึงเคาน์เตอร์ต้อนรับด้านหน้าต่างมองตามกันเป็นแถว“ฮัลโหล! มีอะไรวะ กูมาประชุมที่โรงแรม” เควิ่นรับสายของคริส ที่โทรมาจากผับ ขณะที่เดินเข้าไปหยุดยืนที่หน้าล็อบบี้“เออไม่เจอกันเลยว่ะ จะถามเรื่องคืนนั้นว่าเป็นยังไงบ้างวะ แล
“ช้าไปแล้วสาวน้อย! จะมาปฏิเสธตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้วมั้ง” สายตาคมกริบปรายตาดูความแข็งแกร่งที่ผลุบเข้าผลุบออกบริเวณใจกลางดอกไม้ช่องามที่บานสะพรั่งอยู่ตรงหน้า“ไอ้คนชั่ว! เอาตัวของแกออกไปจากฉันเดี๋ยวนี้ เอามันออกไป!” แววตาใสแปดเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาที่เอ่อไหลท่วมท้นบนใบหน้าสวยงามด้วยความหวาดกลัวอย่างสุดขีด"ช่วยด้วยค่ะ! ใครก็ได้ช่วยฉันที" หยาดพิรุณดิ้นรน พร้อมกับตะโกนอย่างสุดเสียง อีกแต่ฝ่ายกลับยิ้มเยาะ เพราะเธอคงไม่รู้ว่าต่อให้ตะโกนดังแค่ไหน เสียงของเธอก็ไปไม่ถึงคนข้างนอกอยู่ดี เพราะเควิ่นไม่เพียงแต่รู้ว่าห้องของเขานั้นถูกออกแบบมาเพื่อเก็บเสียงได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเคยทดสอบกับผู้หญิงหลายต่อหลายคนที่เคยพาพวกเธอมาขึ้นสวรรค์ที่นี่แล้วอีกด้วย ทำให้เขาย่ามใจไม่กลัวว่าเธอจะแผดเสียงขึ้นมาจนลั่นห้องสักแค่ไหน“สะดีดสะดิ้งแบบนี้กะจะอัพค่าตัวด้วยใช่ไหม นี่ไอ้คริสมันไม่ได้บอกหรือไง ว่าฉันจ่ายค่าจ้างตัวเธอไปเป็นเงินเท่าไหร่แล้ว” เควิ่นพูดพลางกระแทกกระทั้นเข้าใส่เธอแบบไม่ยั้ง“ไอ้สารเลว! แกพูดเรื่องอะไร ถอยไปเดี๋ยวนี้นะ ถอยออกไป!” หยาดพิรุณร่ำไห้ แม้จะเจ็บปวดแค่ไหนก็ตาม แต่เธอก็กัดฟันพูด เพื่อให้มันยอ
แกร๊ก!มือหนาใหญ่ผลักประตูเข้ามาด้านในแล้วค่อยๆ เดินเข้าไปในห้องนอน ความเงียบสงัดดูผิดปกติกว่าทุกครั้ง เพราะสาวๆ ที่ส่งมาก่อนหน้านี้จะต้องจัดแจงเปิดน้ำอุ่นในอ่างเพื่อเตรียมต้อนรับเขาแล้ว แต่ครั้งนี้กลับแปลกไปจากครั้งผ่านๆ มา“ไหนวะ! ผู้หญิงของไอ้คริส!” เควิ่นเดินไปหยุดยืนอยู่ปลายเตียงก่อนจะเห็นร่างบอบบางรูปร่างสมส่วนนอนหลับตาพริ้มอยู่บนที่นอน มีเพียงแสงไฟสลัวจากโคมไฟข้างเตียงที่เปิดทิ้งไว้เพื่อพอให้เห็นเรือนร่างอยู่รำไร“นอนหลับต่อหน้าแขกเลยนะ แม่คุณ!” เควิ่นพึมพำก่อนจะเพ่งสายตามองร่างระหงที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงนอน ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แล้วมาหยุดอยู่หน้าอกอวบอิ่มที่รัดรึงอยู่ภายใต้เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวปกปิดด้วยกระดุมมิดชิดจนเกือบจะถึงต้นคอมือหนาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาบันทึกวิดีโอเป็นภาพใบหน้าและเรือนร่างเพียงครึ่งตัว เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานว่าเขาได้รับของขวัญแทนเงิน 4 ล้าน เรียบร้อยแล้ว“หน้าก็สวย ผิวพรรณก็ดี อกก็ใหญ่พอได้ ขอดูหน่อยแล้วกันว่าของจริงหรือผ่านมีดหมอ” ว่าแล้วมือหนาก็เอื้อมไปปลดกระดุมเสื้อออกทีละเม็ดๆ เผยให้เห็นเนินเนื้อนุ่มนิ่มขาวอวบอิ่มขนาดคัพ D อยู่ตรงหน้าทำตาลุกว







