โอ๊ย! สายแล้ว!!
แค่วันแรกผมก็ตื่นสายซะแล้ว เมื่อคืนผมดูซีรีส์เพลินไปหน่อย ก็ดูต่อจากเรื่องที่ดูค้างไว้เมื่อวานนั่นแหละ ซึ่งผมมัวไปทำอย่างอื่นก่อน หลังจากตัวเปื้อนผมก็ออกไปอาบน้ำใส่เสื้อผ้าเสร็จ จากนั้นก็กลับมานอนดูต่อเพราะคงออกไปข้างนอกไม่ได้แล้ว และพอเรื่องนั้นมันจบผมก็ดูเรื่องใหม่ อารมณ์ประมาณว่าดูเน็ตฟลิกซ์อยู่บ้านตัวเองอะ ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ที่ไหนแล้วมาอยู่ทำไม เพราะอะไรถึงต้องมาอาศัยอยู่บ้านคนอื่นเขาแบบนี้
ตอนที่ลืมตาขึ้นมาผมก็เบิกตาโพลง ไม่มีเวลาให้ตั้งสติด้วยซ้ำ ตื่นแล้วก็รีบลงจากเตียงวิ่งออกไปอาบน้ำ จากนั้นก็วิ่งกลับมาแต่งตัวเพื่อออกมาทำงานบ้าน ผมค่อยๆ ย่องออกมาที่ห้องรับแขกเพราะกลัวว่าจะมารบกวนอะไรใครเข้า แต่พอออกมาก็ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นแล้ว พอมองไปรอบๆ มองไปที่โซฟา...มันก็แปลกๆ
“ทำไมเรียบร้อยแบบนี้ล่ะ”
ผมมองนิ่งๆ พลางใช้ความคิด มันจะเป็นไปได้เหรอที่โซฟาจะไม่มีรอยเปื้อนของคราบใดๆ เลย แถมถุงยางกับซองถุงยางก็ไม่มีบนพื้นเลยสักชิ้น หรือแม้แต่ในถังขยะเล็กๆ ที่อยู่ใกล้ๆ ก็ไม่มี
“เอ๊ะ หรือว่าเขาจะเสียบกันสดๆ เลย”
ผมเอามือลูบแขนเพราะรู้สึกขนลุก จังหวะการหายใจก็ผิดเพี้ยนไปหมดเพราะความคิดเพ้อเจ้อของผมเอง จนผมต้องสะบัดหัวแรงๆ ไล่ความคิดไร้สาระนั้นออกไป ก่อนจะเริ่มต้นทำงานในสิ่งที่ควรทำ ปัดกวาดเช็ดถูกห้องรับแขก และเช็ดกระจกเช็ดแจกัน ทำข้างล่างจนเสร็จผมก็ขึ้นไปบนชั้นสองต่อ ข้างบนมีประมาณสามห้องใหญ่ๆ ผมไม่แน่ใจว่าควรเริ่มต้นจากห้องไหนก่อนเพราะไม่อยากเสียมารยาท เลยกวาดๆ ถูๆ แค่ตรงทางเดินหน้าห้องเท่านั้น
และจังหวะที่ผมกำลังก้มๆ เงยๆ อยู่นั้น หูของผมก็ได้ยินเสียงเปิดประตู พอหันไปมองก็เห็นเจ้าของบ้านโผล่หน้าออกมาทั้งที่หัวยังยุ่งๆ อยู่
อ่า...สภาพแบบนี้ ถ้าเป็นคนอื่นคงจะดูไม่จืด ดูไม่ได้แน่ๆ แต่เผอิญว่ามันดันเป็นเขาเนี่ยแหละ คนที่เพิ่งตื่นนอนแต่ก็ยังดูหล่อแบบนี้ได้ เขาทำได้ยังไงนะ นี่สินะที่คนเขาพูดกันว่าเบ้าหน้าฟ้าประทานมันเป็นแบบนี้นี่เอง
เฮ้อ...ทำใจลำบากจัง ไม่รู้ว่าผมจะอดทนได้นานแค่ไหน เพื่อไม่ให้ตัวเองหวั่นไหวโดยเปล่าประโยชน์
“เอ่อ ผมทำเสียงดังรบกวนคุณหรือเปล่าครับ” ผมถามพลางมองใบหน้างัวเงียของเจ้านายคนใหม่
เขาอ้าปากหาวจนผมเห็นลิ้นไก่ของเขา หมดสภาพจริงๆ เลย แต่ก็นะ เขาก็ยังหล่ออยู่ดี
เขายีหัวตัวเองสองสามทีแล้วดันประตูให้เปิดกว้างขึ้น “เข้ามาก่อนสิคุณ”
ผมกะพริบตาปริบๆ กับคำชวนที่มาโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ได้ขยับเดินไปไหน คือถ้าผมเข้าไปตอนนี้ผมจะเจอคู่ขาของเขานอนตัวเปลือยไหม แล้วแบบเด็กคนนั้นจะอายหรือเปล่าที่ผมเข้าไปเห็นสภาพหลังตื่นนอน สภาพหลังผ่านค่ำคืนที่เร่าร้อนมามันคงไม่เหมาะที่จะให้คนอื่นเข้าไปเห็น
เมื่อผมไม่ขยับตัวเจ้าของบ้านก็เลิกคิ้วขึ้นสูงหนึ่งข้าง แล้วมองผมพลางถอนหายใจ “คุณต้องเข้ามาทำความสะอาดห้องผมด้วยสิ”
อ่า...ก็รู้แหละว่าต้องเข้าไปทำความสะอาด แต่ว่าเข้าไปตอนนี้มันจะดีจริงๆ เหรอ
“เอ่อ ให้ผมขึ้นมาทำทีหลังก็ได้นะครับ แบบว่า…มาทำตอนที่พวกคุณสองคนออกไปแล้วดีกว่า” ผมพูดอ้อมแอ้ม ไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าเจ้าของบ้านตรงๆ เลยด้วยซ้ำ
ทว่าความเงียบที่เกิดขึ้น ทำให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นมองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะอยากรู้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ ทำหน้าแบบไหนอยู่ แล้วพอผมมองผมก็ต้องเผลอเม้มปากเพราะว่าเขาดันมองผมอยู่เหมือนกัน หนำซ้ำยังดูเหมือนว่าเขามองผมมานานแล้วด้วย
เจ้าของห้องยืนไขว้ขาพิงสะโพกกับขอบประตู สองมือกอดอกมองมาที่ผมนิ่งๆ “จะไม่เข้ามาเก็บห้องให้ผมเหรอคุณ ผมจ้างคุณมาเป็นเมดไม่ใช่เหรอครับ”
คำพูดของเขาทำให้ผมทำปากขมุบขมิบ ผมรู้แล้วล่ะน่าว่าเขาจ้างผมมาทำอะไร ผมถอนหายใจแล้วพยักหน้าหงึกๆ ก้มเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาด จำพวกไม้กวาดที่ตักฝุ่นผงและไม้ถูพื้นก่อนจะเดินตามเขาเข้าไปในห้องนอน
ภายในห้องนอนของเขามันค่อนข้างที่จะมืด เพราะเจ้าของห้องไม่ยอมเปิดไฟ มีเพียงแสงสว่างจากนอกห้องเท่านั้นที่ส่องเข้ามา แสงสลัวๆ สาดส่องพอให้ได้มองเห็นอะไรๆ รำไรๆ เท่านั้น
ผมเดาว่าที่เขาไม่เปิดไฟคงเพราะกลัวว่า คู่ขา? คนรัก? หรืออะไรก็ตามแต่ของเขาจะตื่นล่ะมั้ง แบบนี้ผมเลยยิ่งต้องทำอะไรให้เบาที่สุดเท่าที่จะเบาได้ เดินย่องๆ เข้ามาแล้ววางอุปกรณ์ทำความสะอาดลงบนพื้นเบาๆ ยืนหันรีหันขวางเพราะไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหนก่อนดี
ระหว่างที่ผมกำลังเก้ๆ กังๆ อยู่นั้น ไฟในห้องก็กะพริบก่อนจะสว่างจ้าจนแสบตา ผมจำต้องหลับตาลงก่อนจะลืมตาขึ้นมาสู้แสงแล้วก็ต้องตกใจ เพราะว่าเขามาอยู่ตรงหน้าของผมตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ มายืนใกล้มากๆ ใกล้จนผมต้องผงะถอยไปด้านหลังเพราะความตกใจ
“ขอโทษทีนะ ห้องผมอาจจะรกไปหน่อย” เขาว่าแบบนั้นแล้วยิ้มประหลาดๆ ก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ ผมได้แต่มองตามร่างสูงๆ ของเขาไปอย่างงงๆ ก่อนจะพรูลมหายใจออกมาเบาๆ ทำไมต้องมาทำอะไรแบบนี้กับผมด้วยล่ะ ทั้งๆ ที่คนของตัวเองก็ยังนอนอยู่บนเตียงทั้งคน
ประตูห้องน้ำปิดงับลงแล้วผมถึงได้หันมามองที่เตียง แต่แล้วผมก็ต้องขมวดคิ้วเพราะว่าไม่มีใครนอนอยู่บนนั้นเลย บนที่นอนเองก็ไม่ได้ยับยู่ยี่เหมือนเพิ่งผ่านสนามรบมาหรือสงครามร้อนแรงอะไรมา แต่ว่ามันก็ยับอะนะ แต่ยับแบบที่มีคนนอนปกติ แล้ว…เด็กมหาลัยคนนั้นไปไหนแล้วล่ะ
“ไม่ได้ขึ้นมาทำกันบนนี้หรอกเหรอ แล้วไปทำกันตรงไหนวะ” ผมพึมพำออกมาเบาๆ ก่อนจะมองไปยังประตูห้องน้ำที่ปิดสนิท
แต่ว่ามาคิดๆ ดูแล้ว มันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับผมนี่นาที่ใครจะไปทำอะไรกันตรงไหน ผมเลิกสนใจเรื่องของคนอื่นแล้วเริ่มจัดการทำหน้าที่ของตัวเอง แต่ว่าผมก็ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหนก่อนดี เอาตรงๆ ผมไม่ได้ถนัดเรื่องทำความสะอาดอะไรนัก ห้องเก่าของผมก็ทำอาทิตย์ละสามวันเท่านั้น ไม่ได้ทำทุกวันเพราะต้องทำงานกลับจากทำงานก็เหนื่อยมากแล้ว แล้วที่นี่ผมต้องทำทุกวันไหม ผมต้องขึ้นมาเก็บกวาดห้องเขาทุกวันหรือเปล่านะ
ผมมองไปรอบๆ ห้อง ห้องของเขาจะว่ารกมากก็ไม่เชิง เสื้อผ้าที่ใช้แล้วก็อยู่ในตะกร้าเรียบร้อย โต๊ะทำงานก็...เอ่อ รกนิดหน่อยเพราะหนังสือกองพะเนินอยู่หลายเล่ม ส่วนบนเตียงก็ยับย่นตามปกติเพราะมีคนใช้งาน นอกนั้นแล้วก็คงเป็นฝุ่นผงตามพื้นตามชั้นหนังสือล่ะมั้ง
ผมหันซ้ายหันขวาก่อนจะเดินไปเปิดม่าน เพื่อให้ห้องดูสว่างๆ จากนั้นเริ่มต้นจากการเก็บที่นอนเป็นอันดับแรก
เอิ่ม...ผ้าห่มกับหมอนของเขามีกลิ่นหอมๆ แบบกลิ่นตัวของเขาเลยแฮะ มันเป็นกลิ่นที่ติดอยู่บนตัวของเขาเด๊ะเลย
แล้วอะไรบางอย่างก็กระซิบบอกให้ผมทำในสิ่งที่คนอื่นเขาเรียกกันว่า ‘โรคจิต’
ผมลอบมองไปยังประตูห้องน้ำ เมื่อเห็นว่ามันยังปิดสนิทอยู่ก็ก้มหน้าซุกเข้ากับหมอนทันที
“เฮ้ออออ...หอมจัง” ผมเหมือนคนที่เป็นโรคจิตเลย แต่ว่าผมควบคุมตัวเองไม่ได้ แล้วพอผมจะลองพิสูจน์กลิ่นหอมๆ ดูอีกสักครั้ง ประตูห้องน้ำก็เปิดออกมาซะก่อน ผมรีบทิ้งหมอนแล้วลุกขึ้นยืนด้วยความลนลานเพราะกลัวถูกจับได้ แล้วแสร้งทำเป็นปัดฝุ่น จัดหมอน พับผ้าห่มไปตามเรื่อง
แต่ว่ามันเงียบผิดปกติจนผมต้องลอบแอบมอง แล้วพอมองผมก็ต้องมาควบคุมจังหวะลมหายใจของตัวเองอีก ผมว่าถ้าผมอยู่กับเขานานกว่านี้ผมคงเป็นโรคหัวใจ หัวใจวายตายแบบไม่ต้องเสียเวลาสืบเลยด้วย
เขาลืมไปแล้วหรือยังไงนะว่าผมก็อยู่ในห้องด้วยอีกคน
ผู้ชายร่างสูง รูปร่างดูแข็งแรงและหน้าตาหล่อเหลา กล้ามเนื้อพอเหมาะไม่มากไม่น้อยน่าขยำ บนร่างกายมีเพียงผ้าเช็ดตัวสีเข้มผืนเดียวพันอยู่รอบเอวอย่างหมิ่นเหม่ โชว์กล้ามท้องและไรขนจางๆ ที่โผล่พ้นขึ้นมานอกเหนืออาณาเขตของจุดอันตราย ผมได้แต่มองภาพเซ็กซี่ตรงหน้าตาปริบๆ แล้วลอบกลืนน้ำลายอย่างคนหิวกระหายในเซ็กส์ ผมกลัวเหลือเกินว่าปมของผ้าเช็ดตัวจะหลุดออกจากกัน แล้วทำให้ผมเห็นอะไรต่อมิอะไรที่ผมไม่ควรเห็น
ทำไมเขาต้องเดินแก้ผ้าออกมาแบบนี้ด้วยนะ ตั้งใจจะอ่อยผมอยู่หรือไง หึ!
“อะแฮ่ม!”
เสียงกระแอมเบาๆ ทำให้ผมรู้สึกกระดากอายขึ้นมา จนต้องรีบหันหลังให้กับเจ้าของห้องผู้มีนิสัยเปิดเผย ได้ยินเพียงเสียงหัวเราะหึหึ ดังมาจากด้านหลังให้ได้ยินอยู่ไกลๆ ก่อนเสียงนั้นจะหายไป ผมเลยแอบลอบมองไปด้านหลังอย่างกล้าๆ กลัวๆ ซึ่งก็ไม่เห็นเขาอยู่ตรงนั้นแล้ว เลยถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
เขาคงเข้าไปในห้องแต่งตัว เพราะข้างๆ ห้องน้ำนั้นมีห้องอยู่อีกห้องหนึ่ง ถ้าให้เดาก็คงจะเป็นห้องเสื้อผ้าของเขานั่นแหละ เพราะว่าภายในห้องนี้ไม่เห็นมีตู้เสื้อผ้าเลยสักใบ
ผมกลับมาจดจ่ออยู่กับหน้าที่ของตัวเองอีกครั้งด้วยความรีบร้อน เพราะต้องการพาตัวเองออกไปจากจุดที่ทำให้หายใจลำบากนี้ให้เร็วที่สุด ผมจัดการที่นอนเรียบร้อยเป็นอันดับแรก แล้วตามด้วยปัดกวาดฝุ่นผงตามพื้น เช็ดโต๊ะทำงานแล้วจัดเรียงหนังสือวางซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ ผมคิดว่าหน้าที่ของผมในห้องนี้คงหมดแค่นี้แหละมั้ง
“คุณครับ เอ่อ…ผมเอาผ้าลงไปซักได้เลยใช่ไหมครับ” ผมยืนตะโกนถามเขาอยู่หน้าห้องแต่งตัว ไม่กล้าละลาบละล้วงเดินเข้าไปเพราะว่าเขายังไม่ได้อนุญาต
“อืม ตามสบายเลยคุณ แต่อย่าลืมแยกผ้าขาวออกจากตัวอื่นล่ะ”
“อ่า ครับ”
เมื่อได้รับคำตอบผมก็รีบไปหอบตะกร้าผ้าไว้ในอ้อมแขนหนึ่งข้าง แล้วหอบอุปกรณ์ทำความสะอาด ออกมาจากห้องนอนที่แสนอันตรายต่อจิตใจของผมอย่างรวดเร็ว
หลังจากจัดการงานบ้านทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ผมก็มีเวลาได้พักและเจ้านายคนใหม่ของผม วันนี้ก็ไม่ได้ออกไปไหน ผมคิดว่าเขาคงอยู่ติดบ้านในวันหยุดล่ะมั้ง
ผมเดินเข้ามาในครัวเพื่อหาอะไรกิน แต่ว่าในตู้เย็นของเขามันไม่มีอะไรเลยนอกจากไข่ไก่ไม่กี่ฟอง นี่เขาไม่คิดที่จะซื้ออะไรมาใส่ไว้ในตู้เย็นบ้างหรือไงนะ
“เฮ้อ...หิวจัง” วันนี้ผมรู้สึกหิวมากเป็นพิเศษเพราะว่าเมื่อคืนไม่ได้กินอะไรเลย
ขณะที่กำลังคิดว่าจะเอาไข่มาต้มหรือมาทอดดี หูของผมก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของคนเดินเข้ามาในครัว พอหันไปมองก็เห็นว่าเป็นเจ้าของบ้านเองนั่นแหละ ผมมองเขาตาไม่กะพริบอีกแล้ว ทำไมเขาถึงได้มีอำนาจทำลายล้างจิตใจที่อ่อนแอของผมได้ขนาดนี้นะ แล้วทำไมผมต้องเป็นคนที่อ่อนไหวให้กับความหล่อของเขาได้ง่ายๆ แบบนี้ด้วยนะ
แต่ว่า…เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน
ตอนนี้ผมไม่สามารถละสายตาไปจากเขาได้เลยจริงๆ ทั้งๆ ที่เขาก็แต่งตัวธรรมดาๆ เสื้อยืดคอย้วยๆ ตัวหนึ่งกับกางเกงยีนที่ถ้าถอดออกมาก็คงตั้งเป็นทรงได้ ผมเผ้าก็ไม่เซ็ทแต่ก็ยังดูหล่อดูเท่อยู่ดี
“เอ่อ ผม...” ผมอึกอักเพราะถูกจ้องมองไม่ต่างจากที่ผมจ้องมองเขา แถมเขายังมองแล้วยิ้มประหลาดๆ แบบนั้นใส่ผมอีกแล้ว
“คุณจะทำอาหารเหรอ?”
“อ่า ครับ แต่ว่าในตู้…”
“ขอโทษที ตู้เย็นไม่ค่อยมีอาหารสด”
เอิ่ม คือว่าอย่าพูดว่าไม่ค่อยมีดีกว่าครับ บอกว่าไม่มีอะไรเลยน่าจะถูกต้องกว่า
“ผมหิวข้าวอะ”
“ผมก็หิวเหมือนกัน งั้นเราสั่งอะไรง่ายๆ มากินด้วยกันดีไหม?”
“เอ่อ มันจะดีเหรอครับ” ผมเลิกคิ้วเพราะแปลกใจที่เขาถามมาแบบนั้น
“มันมีอะไรที่ไม่ดีงั้นเหรอ? คุณเมด?”
ผมเม้มปากเพราะถูกเรียกว่า ‘คุณเมด’ มันเขิน มันไม่ชินกับคำเรียกนี้ ได้ยินแล้วหัวใจของผมมันรู้สึกจั๊กจี้อย่างบอกไม่ถูกอะครับ ยิ่งมันออกมาจากปากของเขาด้วย ผมยิ่งรู้สึกจั๊กจี้หัวใจอย่างรุนแรงซะอย่างนั้น
“ก็ ก็คุณเป็นนายจ้าง ส่วนผมเป็นแค่ลูกจ้างนี่ครับ”
เขาเลิกคิ้วแล้วยกยิ้มที่มุมปากอย่างยียวน “ที่นี่ไม่มีชนชั้นแบบนั้นหรอกนะครับ คุณสามารถกินข้าวร่วมโต๊ะเดียวกันกับผมได้ ผมไม่ว่าอะไรหรอก อีกอย่าง…เราก็เคยกินด้วยกันมาแล้วนี่”
ใจผมกระตุกวูบไหวเพราะเขาพูดคำว่า ‘เคยกินด้วยกัน’ ด้วยน้ำเสียงที่มันฟังดูทะแม่งๆ ยังไงก็ไม่รู้ แล้วสายตาของเขาก็ยังวิบวับแบบที่หาตัวจับได้ยากอีกต่างหาก
“เอ่อ...” ตอนนี้สมองของผมแบลงค์ไปหมดแล้วนะ
เขาเดินมาใกล้แล้วโน้มใบหน้าลงมาใกล้ๆ จนผมต้องเอนตัวไปด้านหลังเพราะมันรู้สึกแปลกๆ แต่เขาก็หัวเราะหึหึใส่ข้างๆ หูผม ก่อนที่เสียงพูดจะดังตามมาคล้ายเสียงกระซิบกระซาบ “นี่คุณเมด ขอกาแฟดำให้ผมสักแก้วสิ ผมจะออกไปนั่งรอที่ห้องรับแขกนะ”
ผมที่นิ่งเหมือนวิญญาณหลุดลอยได้แต่มองตามร่างสูงที่น่าโอบกอดไปอย่างคนเหม่อๆ
ทำไมเขาถึงได้ชอบอ่อยผมอยู่เรื่อยเลยนะ ตั้งใจหรือมันแค่เป็นตัวตนของเขาจริงๆ กันแน่
เขาสั่งอาหารมาอย่างที่บอกไว้ก่อนหน้านี้ มันเป็นเซ็ทอาหารจากร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดังแถมยังแพงมากอีกต่างหาก เขาให้ผมนั่งกินด้วยกันบนโต๊ะอาหารอย่างที่พูดจริงๆ ผมรู้สึกเกร็งนิดหน่อยเพราะมั่นใจว่าแม่บ้าน พ่อบ้าน คนสวน คนงาน ไม่น่าจะได้มานั่งทานอาหารร่วมโต๊ะกับเจ้านายแบบนี้แน่ๆ
“ทานสิ คุณ...” เขาพูดแล้วมองหน้าผม คล้ายๆ ว่าไม่รู้จะเรียกผมว่ายังไง
ก็แน่สิ เรายังไม่ได้แนะนำตัวกันเลยนี่
“เอ่อ ขอโทษที่แนะนำตัวช้านะครับ ผมชื่อโยธินครับ เรียกโยเฉยๆ ก็พอครับ” แนะนำตัวเสร็จ ผมก็ยิ้มแห้งแล้งเหมือนต้นไม้ขาดน้ำมาหลายปีดีดัก ส่งยิ้มไปให้คนที่มองผมด้วยสีหน้าเหมือนกำลังพอใจอะไรสักอย่าง
“อ้อ คุณโยนี่เอง ยินดีที่ได้รู้จักนะ ผมกฤษณ์ครับ” พูดจบเขาก็ยิ้มกว้าง แล้วทำในสิ่งที่ทำให้ผมถึงกับต้องเกิดอาการสะอึกอย่างกะทันหัน
เขาคีบปลาไหลย่างแล้วยื่นแขนข้ามโต๊ะมาตรงหน้าผม จ่อมันใกล้ๆ ปาก คล้ายๆ ว่าเขากำลังจะป้อนผมอย่างนั้นแหละ แต่ว่าแบบนี้มันถูกแล้วเหรอ เขาจะป้อนผมทำไมกัน ผมเป็นลูกจ้างของเขานะ เป็นเมด เป็นคนทำความสะอาดบ้าน แค่เขาให้ผมร่วมโต๊ะอาหารด้วยนี่ก็รู้สึกแปลกแล้ว
“อ้าปากสิคุณโย” แล้วน้ำเสียงทุ้มๆ นั่นอีก
เดี๋ยวสิ อย่าเพิ่งเร่ง ผมกำลังงงไม่เห็นจะเข้าใจเลยสักนิดกับสิ่งที่เขาทำ
ผมส่ายหน้าแล้วกะพริบตาปริบๆ ตอนนี้หัวใจเต้นแรงมาก มันเต้นเหมือนจะกระดอนออกมาข้างนอกให้ได้
“รีบกินสิครับ ผมปวดแขนแล้วนะ”
ผมทำตัวไม่ถูกเลยจริงๆ แล้วคนตรงหน้าของผมก็คะยั้นคะยอ เร่งเร้าด้วยการเขย่าแขนขึ้นลง ผมชั่งใจครู่หนึ่งสุดท้ายก็ตัดสินใจอ้าปากรับปลาไหลย่างนั่นเข้าปาก แต่ยังไม่ทันจะได้เคี้ยวเขาก็ทำให้ผมเบิกตาโพลงต่อ
ตะเกียบที่เพิ่งโดนปากผมไปเมื่อกี้ถูกเขานำเข้าปากโดยที่ไม่ได้คีบอะไรแม้แต่ชิ้นเดียว
แล้ว...แล้วเมื่อกี้ น้ำลายผมไม่ได้โดนตะเกียบใช่ไหม?
แบบนี้มันไม่ใช่จูบกันทางอ้อมหรอกเหรอ...?
ผมเขินจนต้องเอามือขึ้นมาลูบแก้มทั้งสองข้าง แล้วก็รับรู้ได้ว่าแก้มของตัวเองมันร้อนอยู่หน่อยๆ ราวกับจับไข้
“อร่อย”
“เอ่อ คือ…คือว่าผม ขอเอานี่กลับไปกินที่ห้องนะครับ!”
ผมทนไม่ไหวแล้ว ทนนั่งอยู่ดูเขายั่วเขาอ่อยผมต่อไปไม่ได้แล้ว ผมจะขอคิดแบบนี้ก็แล้วกัน ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้คิดอะไรกับการกระทำของเขาก็ตาม
ผมได้ยินเสียงเขาหัวเราะ หัวเราะเหมือนพอใจที่ได้แกล้งผม ผมอยากหันไปตะโกนใส่หน้าเขาว่าอย่ามาล้อเล่นนะเพราะว่าผมอาจจะคิดจริงจังขึ้นมาก็ได้ แล้วถึงตอนนั้นผมจะไม่ทนอยู่เฉยๆ แน่
ผมจะไม่ยอมให้อ่อยผมอยู่แค่ฝ่ายเดียวหรอกจะบอกให้!
----------------------
เจ้าของบ้านสุดหล่อนักหนาในสายตาของโยธิน มองตามคนที่เดินฮึดอัดหนีไปพร้อมกล่องข้าวเพราะความเขินอายแล้วได้แต่หัวเราะออกมา เขารู้สึกว่าชายหนุ่มคนนี้ช่างน่ารักน่าแกล้ง น่ายั่วให้ใจแตกแล้วปีนขึ้นเตียงเขาจริงๆ ให้ตายสิ
“คนอะไรน่าแกล้งฉิบหาย ไม่เก็บอาการเลยสักนิด”
กฤษณ์ส่ายหัวเบาๆ ให้กับความรู้สึกเอ็นดูที่มีต่อโยธิน เขารู้แล้วว่าโยธินเป็นคนที่คิดอะไรก็แสดงออกมาทางสีหน้ากับแววตาหมดเปลือก เมื่อมองตามจนโยธินเดินลับเข้าไปด้านหลังจึงหันมาสนใจกับอาหารบนโต๊ะต่อ พลางยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ จากนั้นก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ เพราะรู้สึกเสียดาย
“ไม่น่าไปแกล้งให้อายม้วนแล้วหนีไปแบบนั้นเลย”
ไม่อย่างนั้นแล้วคงได้กินข้าวไป ได้มองใบหน้าที่สะกดใจของเขาตั้งแต่แรกเห็นให้อิ่มเอม แต่พลาดทำเสียเรื่องไปก็แล้วไป เขาจะปล่อยไปแค่วันนี้ก็คงไม่เสียหายอะไร เพราะอย่างน้อยๆ โยธินก็ไม่ได้ตะโกนด่าว่าเขาคุกคามทางอ้อม
แบบนี้มันค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อย ค่อยๆ อ่อย ค่อยๆ หยอดไปเรื่อยๆ ดีกว่ารุกหนักๆ แล้วอีกฝ่ายกลัวจนเตลิดหนีไป
คิดมาแล้วเจ้านายสุดหล่อของโยธินก็ยิ้มกว้างออกมา ก่อนจะแลบลิ้นสีสดออกมาเลียตะเกียบที่ถืออยู่อย่างเชื่องช้า