เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา
ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเปราะบางมากกกกก ไม่ใช่ในทางด้านร่างกายหรอกนะแต่เป็นทางด้านจิตใจของผมต่างหาก ก็คุณเจ้านายคนใหม่ของผมนี่สิ ไม่รู้ว่าตั้งใจอ่อยกันหรือว่ามันยังไงกันแน่ ทำไมเขาถึงชอบอาบน้ำเวลาที่ผมขึ้นทำเก็บกวาดห้องให้เขานัก แล้วชอบเดินออกมาทั้งที่ตัวเปียกๆ มีเพียงผ้าเช็ดตัวผืนเดียวพันอยู่รอบเอวที่น่าโอบกอดนั่น กล้ามเนื้อน่าขยำ น่าลูบ น่าคลำ น่าซบไซ้
แต่หยุดก่อน...ผมก็ไม่ได้อยากจะมองนักหรอก แต่จะให้ทำยังไงได้อะก็ตาของผมมันเหลือบไปมองเอง
ผมพยายามห้ามตาตัวเองแล้ว แต่ว่าหัวใจกับสมองของผมนี่สิมันไม่เชื่อฟังผมเลย
ดีหน่อยที่วันนี้เขาออกไปทำงาน ผมเลยไม่ต้องทนหายใจลำบากเพราะเขาคอยจะยั่ว (?) อารมณ์ผมอยู่บ่อยๆ
เรื่องยั่วไม่ใช่ว่าผมคิดเอาเองเหมือนที่ผ่านๆ มาแล้วนะ ผมว่าเขาตั้งใจยั่วตั้งใจอ่อยผมจริงๆ นั่นแหละ อย่างเช่นเมื่อวานตอนเย็นเขาชวนผมออกไปซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อซื้อของสดมาไว้ เผื่อว่าผมจะทำกับข้าวกับปลาให้เขากินไม่ต้องกดแอปสั่งฟู้ดมาส่งบ่อยๆ
เอาจริงเรื่องทำกับข้าวผมก็พอทำได้แหละ แต่ก็ไม่ได้อร่อยเว่อร์วังขนาดนั้น อย่างที่บอกว่าผมอยู่ตัวคนเดียวตั้งแต่ที่พ่อแม่เสีย ดังนั้นแล้วถ้าไม่หัดทำกินเองก็คงต้องพึ่งอาหารถุงหรือไม่ก็สั่งฟู้ดต่างๆ แต่ผมว่ามันค่อนข้างสิ้นเปลืองอยู่นะ ถึงแม้ว่าผมจะมีปากเดียวท้องเดียว แต่วันหนึ่งๆ มันก็ต้องกินสามมื้อใช่ไหมล่ะ ไหนจะกาฟงกาแฟที่ไม่ต่ำกว่าวันละสองแก้วอีก สองแก้วก็ปาไปหลักร้อยแล้ว ไหนจะค่ารถไฟฟ้าไปทำงาน ค่าวิน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าจิปาถะอีก นับรวมๆ แล้วเดือนหนึ่งก็หลักหมื่น
เพราะงั้นแล้ว เรื่องอาหารทำได้ก็ทำ ถึงไม่ได้ทำทุกวันแต่ถ้าทำวันหยุดหรือหลังเลิกงาน มันก็ช่วยประหยัดไปได้มากอยู่เหมือนกัน
เอาล่ะ วันนี้ที่บ้านหลังนี้มีเพียงผมอยู่คนเดียว เพราะงั้นบ้านทั้งหลังก็ตกเป็นของผม (?) ผมหมายถึงในตอนนี้อะนะ
ผมหอบแมคบุ๊คออกมาจากห้องที่ทั้งเล็กและอุดอู้ เพื่อมายึดพื้นที่ในห้องรับแขกที่กว้างขวางและปลอดโปล่ง วางแมคบุ๊คไว้บนโต๊ะกระจกหน้าโซฟา ก่อนจะเดินไปเอาน้ำทับทิมกับขนมมานั่งกินระหว่างเล่นโซเชี่ยล ผมเข้าออกแอปนั้นแอปนี้เป็นว่าเล่นเพื่อหาสิ่งที่น่าสนใจ ทว่ามันก็ไม่มีอันไหนที่ดึงดูดความสนใจของผมไปได้เลย สุดท้ายก็ต้องมาจบที่เน็ตฟลิกซ์ ดูซีรีส์ตาแฉะอีกตามเคย
ผมเลือกซีรีส์ฝรั่งซึ่งเป็นซีซั่นสองของช่วงนี้ ดูๆ ไปมันก็สนุกดี แต่ว่าผมเบื่อตัวเอก ไม่รู้ว่าอวดเก่งหรืออะไร สุดท้ายก็ตกหลุมพรางตัวร้ายอยู่ดี แต่ก็นั่นแหละ ในเมื่อได้ดูแล้วจะเลิกดูก็ไม่ได้ ก็ตามมันมาจากซีซั่นแรกนี่เนอะ
ขณะที่กำลังเพลินๆ กับการดูซีรีส์ โทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างๆ แมคบุ๊คก็ส่งเสียงร้องเตือนขัดจังหวะ ผมจำต้องเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมาดู พอเห็นเป็นแจ้งเตือนจากแอปสีเขียวๆ ซึ่งมีชื่อของคนที่ผมบันทึกเอาไว้ว่า ‘คุณกฤษณ์’ มุมปากของผมมันก็ยกโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มอัตโนมัติ
เราแลกคอนแทคกันเมื่อวานตอนที่ออกไปซูเปอร์มาร์เก็ตด้วยกัน แล้วเขาก็เป็นคนขอแลกกับผมก่อนด้วยนะ โดยที่ให้เหตุผลว่าเวลามีเรื่องอะไรเร่งด่วนจะได้ติดต่อผมได้ อย่างเช่นลืมเอานั่นเอานี่ไป แล้วจะไลน์มาบอกให้ผมเป็นคนเอาไปให้ แม้ไม่อยากคิดบ้าๆ เข้าข้างตัวเอง แต่ก็ขอคิดหน่อยเถอะ นี่เขาอยากคุยกับผมใช่หรือเปล่า...?
ผมเม้มปากระหว่างที่กดเข้าไปในแอป เนี่ยแค่ขนาดรูปโพรไฟล์ของเขาก็ทำให้ผมใจสั่นหวั่นไหวได้แล้ว
นิ้วโป้งของผมจิ้มเข้าไปอ่านข้อความของเขาทันที หลังจากที่ชื่นชมรูปโพรไฟล์ที่ยิ้มกระชากน้ำลายนั้นแล้ว
Krit คุณโยตอนเย็นไม่ต้องทำอาหารเผื่อผมนะ คุณทำแค่ของคุณก็พอวันนี้ผมกลับดึก
อ่า...ทำไมรู้สึกโหวงๆ ในอกแปลกๆ
ผมกดจิ้มสติ๊กเกอร์โอเคตอบกลับไปตัวเดียว ถึงแม้ว่าในใจอยากถามว่าจะไปไหนเหรอ ทำไมถึงต้องกลับดึกด้วย แต่ว่าผมไม่มีสิทธิ์ไปถามอะไรซอกแซกเขาแบบนั้นนี่นะ
ถอนหายใจออกมาด้วยความเซ็งอย่างไม่รู้ว่าทำไมต้องเซ็ง จากนั้นออกจากเน็ตฟลิกซ์ ปิดแมคบุ๊คเมื่อดูเวลาแล้วเห็นว่านี่มันบ่ายสามโมงกว่าๆ เข้าไปแล้ว
“เฮ้อออออ บ้านหลังใหญ่ขนาดนี้เขาอยู่คนเดียวได้ยังไงเนี่ย” ขนาดผมอยู่คนเดียวแค่ไม่กี่ชั่วโมง ผมก็รู้สึกเหงาแล้วอะ เพราะแบบนี้ไงผมถึงได้ขายบ้านเก่าของพ่อแม่เพื่อไปซื้อคอนโดฯ อยู่ ถึงแม้ว่าคอนโดฯ ของผมจะไม่ได้กว้างไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากมาย แต่มันก็เหมาะกับคนที่อยู่คนเดียวอย่างผมล่ะนะ แถมยังมีลูกบ้านคนอื่นๆ อยู่เป็นเพื่อนด้วยก็เลยไม่ค่อยเหงาเท่าไหร่ วันดีคืนดีห้องข้างๆ ก็ครางเสียงดังชวนให้รู้สึกสยิวกิ้วตาม
ผมลุกจากโซฟาในมือหอบแมคบุ๊คกับโทรศัพท์ หลังจากที่เอาแก้วน้ำกับจานขนมไปเก็บไว้ในครัวแล้ว และกำลังจะเดินกลับห้อง โทรศัพท์ที่เป็นเหมือนเจ้ากรรมนายเวรของผมก็กรีดร้องขึ้นมาอีก คราวนี้ผมไม่ได้ใจเต้นหรือยิ้มมุมปากอีกแล้ว เพราะคนที่โทรเข้ามาไม่ใช่เจ้านายคนใหม่ผู้ชอบทำให้หัวใจของผมเต้นรัว หากแต่เป็นไอ้ฟูจิเพื่อนเลิฟเพียงหนึ่งเดียวของผมนั่นเอง
“ว่าไงจิ” ผมกดรับแล้วกรอกเสียงลงไป ขณะขาก็ก้าวเดินกลับห้องของตัวเอง
[ทำไมเสียงหงอยเป็นหมาเหงา ที่ถูกทิ้งเฝ้าบ้านแบบนั้นอะโย] เบื่อจริงพวกที่ฟังแค่เสียงแล้วรู้ได้ถึงอารมณ์ของผมเนี่ย
“เบื่ออะจิ อยากออกไปทำงาน อยากไปลั้ลลาอะ” ความจริงผมไม่ใช่คนชอบเที่ยวกลางคืนหรอก แต่ก็มีบ้างเวลาที่เบื่อหรือเซ็งจริงๆ
[แน่ะเพิ่งวันจันทร์เองนะอีโย อยากเมาแล้วเหรอ มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าเล่าได้นะ]
“คืนนี้มารับไปร้านพี่ย้งหน่อยดิ แล้วจะเล่าให้ฟัง” ร้านพี่ย้งเป็นร้านเหล้ากึ่งผับแถวอารีย์ แต่ยุคโควิดระบาดแบบนี้โซนผับเลยปิด เปิดแค่โซนนั่งกินนั่งดื่มธรรมดาแถมยังถูกจำกัดเวลาเมาอีกต่างหาก
[ร้านพี่ย้ง? โย มันไกลมากเลยนะนั่น] ฟูจิถอนหายใจใส่หูผม
“น่านะ มารับหน่อย อยากเมาอะ” ก็ไม่รู้หรอกว่าทำไมตัวเองถึงอยากเมาจนต้องอ้อนวอนเพื่อนขนาดนี้
สงสัยกูจะเหงา…? เหงาเป็นหมาเฝ้าบ้านอย่างที่มันพูดจริงๆ
[เออๆ ส่งโลฯ มา แต่อย่ากวนตีนส่งรูปปลาโลมามาให้กูนะอีโย มุกนี้คนเล่นดาษดื่นแล้ว]
อ่า...ถ้ามันไม่ดักคอไว้ก่อน ผมกะว่าจะเสิร์ชหารูปปลาโลมาแล้วส่งไปให้มันจริงๆ นะ
“บ้า ใครเขาจะไปทำแบบนั้น”
[ไม่ทำก็ดี งั้นแค่นี้นะใกล้เลิกงานแล้ว กูเก็บของสแกนบัตรกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่คอนโดฯ ก่อน]
ไอ้ฟูจิลูกครึ่งไทยญี่ปุ่น ไม่ใช่ญี่ปุ่นดินแดงนะครับ แต่เป็นประเทศญี่ปุ่นจริงๆ พ่อของมันเป็นคนญี่ปุ่นแต่มาทำงานอยู่ที่สาขาในไทยเลยทำให้ได้เจอกับแม่ของมัน แล้วก็รักกันจนให้กำเนิดทายาทเกิดมาเป็นเด็กชายโคจิมะฟูจิขึ้นมา
หลังวางสายจากไอ้ฟูจิเพื่อนเลิฟ ผมก็จัดการส่งโลเคชั่นไปให้มันในทันที ก่อนจะส่งข้อความเข้าไปในห้องแชทของผมกับคุณเจ้าของบ้าน บอกเขาว่าผมขออนุญาตออกไปเจอเพื่อนและขออนุญาตกลับดึก หรือบางทีอาจจะไม่กลับคืนนี้แต่จะกลับพรุ่งนี้เช้าเลย
ผมวางโทรศัพท์ไว้บนที่นอนเพื่อจะพาตัวเองไปอาบน้ำ แต่ขายังก้าวไปไม่ถึงไหนเสียงแจ้งเตือนจากแอปสีเขียวก็ดึงรั้งผมไว้ ผมหมุนตัวกลับมาแล้วคว้ามันขึ้นมาจากที่นอน เจ้านายคนใหม่ของผมส่งข้อความมาแหละ ผมแอบขมวดคิ้ว ใจเต้นนิดหน่อยกับข้อความของเขา
Krit จะไปก็ได้แต่อย่าค้างที่อื่นเลย กลับมานอนบ้านเถอะคุณ
ข้อความสั้นๆ ที่ทำให้นอกจากจะงงแล้ว ยังทำให้ใจสั่นอีกต่างหาก
ผมยังไม่ได้ตอบเขาในทันทีเพราะมัวแต่กลอกตาไปมาอยู่ ในอกมันรู้สึกแปลกและไม่เข้าใจ
“อุ๊ย!” ขณะที่คิดๆ อยู่นั้นโทรศัพท์ในมือดันสั่นขึ้นมาดื้อ ผมตกใจจนอุทานออกมาแล้วเอามือลูบอก
แม่ม...อยากจะด่า แต่พอเห็นเบอร์ที่โทรมาแล้วด่าไม่ลง แล้วไม่ได้โทรเฉยๆ ด้วยนะ แต่โทรแบบวิดีโอคอลมา
แล้วผมต้องทำหน้ายังไงอะ ต้องทำหน้าแบบไหนไม่ให้เขารู้ว่าผมเขิน
“สะ สวัสดีครับ” ทำไมต้องเสียงสั่น ไม่กล้าแม้แต่จะมองคนในโทรศัพท์ตรงๆ ด้วยซ้ำ ผมทำตัวกระแดะมากนะตอนนี้ ทำอย่างกับว่าไม่เคยเจอหน้าเขาอย่างนั้นแหละ ทั้งๆ ที่ก็อยู่บ้านหลังเดียวกัน เจอหน้ากันทุกวันเช้าเย็น
[จะไปเที่ยวไหนเหรอคุณถึงต้องค้างที่อื่น]
“เอ่อ...” ผมกะพริบตาปริบๆ มองใบหน้าหล่อเหลาตาละห้อยเพราะเขาถามเสียงดุ
[ความลับเหรอครับคุณ ทำไมบอกกันไม่ได้] อ้าว แล้วทำไมต้องมาถามอะไรเอาแต่ใจแบบนี้กับผมล่ะ ผมยิ่งใจง่ายๆ อยู่
“มะ มันก็ไม่ใช่ความลับอะไรหรอกครับ” เรามองสบตากันผ่านกล้อง ผมเลยต้องเม้มปากอย่างเขินๆ “คือว่าเพื่อนผมชวนไปกินเหล้าน่ะ” โกหก ผมโกหก เพื่อนไม่ได้ชวนแต่ผมนี่แหละชวนเพื่อน
[อืม ที่ไหนเหรอคุณ] ผมต้องบอกเขาสินะ
“แถวอารีย์ครับ”
[ร้าน?] ต้องบอกชื่อร้านอีกเหรอ
“90’s Lism” บอกไปแล้วว่ะครับ
[โอเค ผมต้องวางแล้ว เที่ยวให้สนุกนะคุณ]
อ่า...สายตัดไปพร้อมกับใบหน้าหล่อเหลาที่หายไปจากหน้าจอ ผมยืนอึ้งอยู่สักพักก่อนจะออกไปอาบน้ำแบบงงๆ
หนึ่งชั่วโมงนิดๆ ไอ้ฟูจิก็มาถึง ผมเดินออกมายืนรอมันที่ทางเข้าโครงการ เพราะคนนอกไม่สามารถเข้าไปข้างในได้หากไม่ได้รับอนุญาต
“ไกลฉิบหาย” ขึ้นมานั่งบนรถได้ไอ้ฟูจิก็สาดคำหยาบคายใส่ผมทันที
“อย่าบ่นน่า ขับรถไป” ผมบอกอย่างไม่ใส่ใจสีหน้าหงุดหงิดของเพื่อนเลิฟ
นานพอควรกว่าเราจะมาถึงร้านพี่ย้งได้ ผมกับฟูจิแวะทักทายเจ้าของร้านที่หน้าตารกรุงรังไปด้วยหนวดเครานิดหน่อย พอหอมปากหอมคอก่อนไปยังโต๊ะที่จองไว้หน้าเวที ที่โต๊ะนั้นเวลานี้มีชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่และหน้าตาเคร่งขรึมมีหนวดเคราเป็นทรงนั่งอยู่ก่อนแล้ว นั่นก็คือพี่แดนไทยสุดที่รักของไอ้ฟูจิมันนั่นเองครับ
ผมยิ้มกว้างเมื่อพี่แดนไทยโบกมือให้ด้วยรอยยิ้ม ผมโบกมือตอบจากนั้นเดินไปนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับไอ้ฟูจิที่ตอนนี้แทบจะนั่งเกยอยู่บนตักพี่แดนไทยแล้ว ทำอย่างกับว่ากลัวใครจะไม่รู้อย่างนั้นแหละว่านี่คือผัวกู!
บนโต๊ะมีกับแกล้มสองสามอย่าง ยำสามกรอบ ถั่วต่างๆ และเฟรนช์ฟรายส์กับแจ็คแดเนียลอีกหนึ่งขวดที่พร่องลงไปนิดหน่อย
“สวัสดีครับพี่ไทย”
“กันเองน่าไม่ต้องไหว้หรอกคนสวย” พี่แดนไทยพูดยิ้มๆ ชมผมอย่างที่เคยชมมาตลอด จากนั้นจัดการชงเหล้าให้ผมกับฟูจิด้วยท่าทางคุ้นชินและเชี่ยวชาญ
ผมยิ้มเขินเพราะถูกชมว่าสวยถึงแม้จะได้ฟังอยู่บ่อยแล้วก็ตาม จากนั้นรับแก้วเหล้ามาจากพี่แดนไทยที่ให้เกียรติชงให้มาจิบดื่มแก้กระหาย ตาก็มองไปรอบๆ ร้าน ในเวลาทุ่มเศษๆ แบบนี้ ไม่น่าเชื่อว่าโต๊ะจะเกือบเต็มหมดทุกโต๊ะ ผู้คนมากมายนั่งพูดคุยกินดื่มกันอย่างเฮฮาสนุกสนาน แต่ว่าแผ่นหลังของใครบางคนทำไมมันดูคุ้นตาผมจัง
แต่ว่าคงไม่ใช่หรอกมั้ง...หรือว่าจะใช่วะ?
“มองอะไรอยู่ เหม่ออะไรโย กินเหล้าสิ ไหนมึงบอกว่าอยากเมาไง”
ผมละสายตาจากผู้ชายคนนั้นที่นั่งหันหลังให้ มาสนใจไอ้เพื่อนเลิฟที่ค่อนขอดผมด้วยคำพูดของผมเอง จากนั้นก็ยกแก้วเหล้าขึ้นชนกับเพื่อนร่วมโต๊ะ มองตากันอย่างรู้ใจแล้วกระดกรวดเดียวหมดแก้วภายในเวลาอันรวดเร็ว
“อ่า แม่ง! บาดคอฉิบหายเลยครับ” ผมพูดยิ้มๆ ขนลุกนิดหน่อยเวลาที่แอลกอฮอล์วิ่งปราดไปทั่วร่างกาย
แก้วแรกหมดไป แก้วที่สองตามมาติดๆ แล้วก็ยกแก้วชนกันติดๆ หมดไปอีกแก้วสำหรับค่ำคืนนี้
ไอ้เหี้ย! ถึงผมบอกว่าอยากจะเมาแต่ก็ไม่อยากมอมตัวเองปะวะ
“ขอบคุณครับ ไม่หมดแก้วนะ ข้าวยังไม่แดก” พอเหล้าเข้าปากก็เริ่มพูดจาไม่สุภาพใส่พี่แดนไทยไปอีก
“แหมอีโย สองแก้วไม่เมาง่ายขนาดนั้นหรอกไหมดอก” นี่ก็อีกคน ผัวชงเหล้า เมียก็พูดชงให้กูแดกจัง เข้ากันดีเหลือเกินนะพวกมึง
“ไม่เมาง่าย แต่ท้องกูว่างไหมล่ะ แดกตอนท้องว่าง เดี๋ยวเมาอ้วกตายห่ากันพอดี” ผมเถียงเพราะร่างกายของผมมันเป็นแบบนั้นจริงๆ ถ้ากินเหล้าตอนท้องว่าง แม่งนอกจากจะเมาง่ายแล้วยังเสือกอ้วกง่ายอีกต่างหาก
“เออๆ งั้นจะแดก’ไร เดี๋ยวเดินไปสั่งให้” ไอ้ฟูจิถามเสียงดัง เพราะเสียงเพลงเริ่มดังขึ้นกว่าเดิมแล้ว
เพลงยุคเก้าศูนย์เหมือนชื่อร้านนั่นแหละ เพลงเก่าเพลงเก็บ แต่แม่งเสือกกินใจยิ่งกว่าเพลงสมัยใหม่อีกต่างหาก
“อีโยอย่าเบะปาก ฮึบไว้ อย่าร้องไห้”
นี่ผมกำลังจะร้องไห้เหรอครับ ไม่รู้ตัวเลย นี่กูเมาแล้วเหรอวะ เพลงแม่งก็ไม่รู้จะเศร้าไปไหน แล้วกูแม่งก็เสือกอิน มรสุมชีวิตช่วงนี้แม่งห่าเหวมากพูดเลย ไม่อยากเศร้าแต่พอเหล้าเข้าปากก็พร้อมจะเศร้าได้ง่ายๆ
“ที่รักดูอีโยด้วยนะ เดี๋ยวเดินไปสั่งข้าวให้มันแดกแป๊บ”
ไอ้ฟูจิเดินลิ่วๆ ไปหาพนักงานที่บาร์เหล้าซึ่งรู้จักและคุ้นเคยกันดี ตอนนี้ผมจึงต้องอยู่ในความดูแลของพี่แดนไทย แล้วพี่มันก็แม่งดูแลกูดีม๊ากกกกกกกมากกกกกกก ชงเหล้าให้กูแดกถี่ไม่พอ คะยั้นคะยอให้กูแดกหมดแก้วอีกแล้วครับ
แดกเหล้าตอนท้องว่างหมดแก้วสามแก้วติด กูคงอ้วกแบบไม่ต้องสืบหาสาเหตุ
ข้าวผัดง่อยๆ มาเสิร์ฟหลังจากที่ผมนั่งมองไอ้ฟูจิตะแง้วๆ กับพี่แดนไทยจนรู้สึกอิจฉาตาร้อนผ่าว ข้าวผัดถูกผมซัดเรียบภายในเวลาอันรวดเร็ว มันก็ไม่ได้อร่อยมากมายหรอกแต่ที่กินก็เพราะหิว แล้วก็ต้องกินเพื่อไม่ให้ท้องว่าง แต่ว่าแดกข้าวตอนนี้มันจะไปหักล้างกับแอลกอฮอล์ที่วิ่งอยู่ในเส้นเลือดทันปะวะ
“สวัสดีครับ ขอชนแก้วหน่อยดิ” ใครวะเนี่ย
ผมเงยหน้าขึ้นมองผู้ชายที่มาขอชนแก้ว เขาตัวสูง ผิวขาว ย้อมผมสีน้ำตาลทอง ใส่เสื้อยืดสีดำกางเกงสีเดียวกัน รองเท้าไม่รู้ ไม่ได้มองลงไปถึงขนาดนั้น เขายิ้มให้ผมอย่างเป็นมิตรดูสีหน้าของเขาแล้วเหมือนว่าเขาอยากผูกมิตรกับผมมากเลยนะ ผมเลยหยิบแก้วเหล้าที่เพิ่งถูกเติมจนเกือบล้นแก้วขึ้นมาชนกับเขา แล้วเราก็ดื่มเหล้าพร้อมกัน
“ขอนั่งด้วยได้ไหมครับ”
“อ่า...จิ เขานั่งด้วยได้ไหม” ก็ต้องหันไปถามผู้ปกครองก่อนอะนะ
“เชิญตามสบายเลยครับ” ฟูจิตอบรับยิ้มๆ แล้วหันไปซุกซบกับพี่แดนไทยต่อ
ไม่สนใจกูเลยนะพวกมึงสองคน ถ้าจะนัวกันแต่หัววันแบบนี้ก็ไม่น่ารับนัดกูไหมเล่า เอ่อ…แต่จะว่าไปแล้ว เป็นผมเองนี่แหละที่วอแวให้มันมารับ เป็นผมเองสินะที่ผิด
“อยากรู้จักชื่อจัง ถามได้ไหมครับ” มึงก็ถามกูอยู่นี่แล้วไง
“เอ่อ โยครับ”
“ผมนัทครับ ยินดีที่รู้จัก” ว่าแล้วก็ยื่นแก้วมากระทบแก้วผมจนเกิดเสียงดังแกร๊งงงง
เออ กูต้องแดกอีกแล้วสินะ สมพรปากกูเหลือเกิน อยากเมา...ก็ได้เมา
ไอ้สัดหมา! ยังไม่ทันสามทุ่มดีด้วยซ้ำ แต่ทำไมกูรู้สึกเมาเร็วจังวะ รู้สึกเหมือนร้านมันโคลงๆ เหมือนอยู่กลางทะเลเลยอะ
“โยมีแฟนไหม?” เดี๋ยวนะ ถามกันโต้งๆ แบบนี้เลยเหรอ
ผมหันไปมองคนถามที่นั่งอยู่ข้างๆ เขาเองก็มองผมตาไม่กะพริบแถมยังยิ้มกว้างอีกต่างหาก แววตาอยากได้ผมอย่างไม่ปิดบังจนผมรู้สึกขนลุกเกรียวกราวไปทั้งตัว
“โสด” ผมตอบไปตามตรง ก็โสดอะ ไม่อยากปิดกั้นตัวเอง ไม่โสดธรรมดาๆ นะ โสดแล้วก็จนด้วย
“ว้าว!” เขายิ้มกว้างกว่าเดิม แววตาระยิบระยับราวกับดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน “ไม่น่าเชื่อ”
“ทำไมถึงไม่เชื่อล่ะครับ” ผมถามเขาแล้วจิบเหล้าเบาๆ ไปด้วย
“ก็คุณหน้าตาดีขนาดนี้ บอกว่าโสดใครจะเชื่อล่ะครับ”
“โสดจริงๆ ครับ” ก็ยอมรับแหละว่าตัวเองก็เป็นคนที่หน้าตาดีมากคนหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ตอแหลครับ โสดก็บอกโสด ไม่โสดก็บอกไม่โสดจะมาโกหกทำไม โกหกแล้วได้งาน ได้ตังค์หรือไง
“งั้น...ผมขอจีบโยได้ไหม?”
“เอ่อ...” เอาง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ เพิ่งเจอกันเองนะ แถมเจอในร้านเหล้าด้วยเนี่ยนะ
“ไม่ได้เหรอครับ” แล้วดูทำหน้าเหมือนหมาที่เจ้าของไม่รักเลยอะ
“ก็ไม่เชิง แต่ว่าผม...” ยังพูดไม่ทันจบ อีกฝ่ายก็ยื่นโทรศัพท์ตัวเองมาให้ผมแล้ว
“ถ้างั้นขอเบอร์หน่อยดิ หรือจะเป็นไลน์ก็ได้นะ”
“โอเค” ก็ไม่รู้จะปฏิเสธไปทำไม ผมเอาโทรศัพท์ของเขามากดเบอร์ตัวเองลงไป จากนั้นกดโทรออกมายังเครื่องของผมก่อนส่งคืนเจ้าของ
“นัทแอดไลน์โยได้ปะ”
“ได้ดิ”
“งั้นแอดเลยนะ”
“อืมมมม”
แล้วเราก็ไม่ได้คุยกันอีก นัทก้มหน้าก้มตาแอดเฟรนด์ผมส่วนผมตั้งหน้าตั้งตากินเหล้าต่อ ตาก็มองไปรอบๆ ดูคนนั้นคนนี้ไปเรื่อย โยกตัวตามเพลงบ้างอะไรบ้าง ก่อนที่สายตาจะไปหยุดอยู่ที่ใครบางคนซึ่งกำลังมองมาที่ผมพอดี
ผมตาโตอ้าปากค้าง ไอ้แผ่นหลังที่ว่าคุ้นๆ น่ะ มันใช่เขาจริงๆ ด้วยแฮะ
‘ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ’ ผมขยับปากถามขณะที่เราจ้องตากันอยู่
‘อยากมา ทำไม? ผมมาไม่ได้เหรอ?’
อ่า...ถ้าผมแปลไม่ผิด เขาพูดว่าอยากมาทำไมจะมาไม่ได้ประมาณนี้ แล้วมันก็ถูกของเขาอะนะ อยากมาก็มา
แต่ว่าทำไมต้องมาร้านนี้ล่ะ ร้านเหล้ามีเป็นร้อยเป็นพัน ทำไมมาร้านเดียวกันกับผมล่ะ ที่ถามผมตอนวิดีโอคอลมาก็เพราะจะตามผมมาใช่หรือเปล่า
ก็ไม่ได้อยากจะคิดเข้าข้างตัวเองหรอกนะ แต่ว่าอะไรมันจะประจวบเหมาะนั้นกันล่ะ
ผมว่านะ…เขาต้องตามผมมาชัวร์ๆ เลย