เช้าวันต่อมา...
“กลับบ้านไม่เกินสองทุ่ม ถ้าสองทุ่มเธอยังไม่ถึงคอนโด ฉันจะรายงานแม่เธอ”
ชิ กลับบ้านไม่เกินสองทุ่ม ไม่งั้นจะรายงานแม่เธอ ขี้ฟ้อง
“รู้แล้วน่า พี่ย้ำกับพิ้งค์จนหลอนไปหมดแล้วเลิกทวนสักทีเถอะ”
ก็มันจริงอะ เขาพูดประโยคนี้กับฉันตั้งแต่ก่อนออกจากห้องจนมาถึงลานจอดรถข้างล่างจนฉันหลอนไปหมดแล้วก็ยังทวนไม่หยุด ทวนอยู่นั่นแหละ ทวนจนฉันจำขึ้นใจ แล้วคือเห็นฉันเป็นเด็กป.1 หรือไง เรียนเสร็จต้องรีบกลับบ้านห้ามไปเถลไถลที่ไหนอะ
ชิ!
“แล้วนี่จะให้พิ้งค์ขับคันไหนไปเรียนอะ” ฉันยืนกอดอกมองรถสองคันที่จอดอยู่ตรงหน้าด้วยความไม่สบอารมณ์ เริ่มอารมณ์เสียเพราะประโยคกวนใจของเขานั่นแหละ กะว่าจะไปมหาลัยด้วยใบหน้าเบิกบานสักหน่อย แต่ก็อย่างที่เห็นแหละทำฉันหน้าหงิกตั้งแต่เช้าเลย
อารมณ์เสีย!
“คันสีชมพูรถของเธอ”
!!!
ฉันหูผึ่งเบิกตาโตเท่าไข่หานทันทีที่ได้ยินว่ารถมินิคูเปอร์ที่จอดอยู่ตรงหน้าคือของฉัน จากที่อารมณ์เสียเมื่อกี้คือหายวับไปเลย คือเข้าใจความหมายของเธอในแบบฉันปะ มันหมายถึงว่ายกให้ฉันถูกไหม
“เดี๋ยวพี่ทาม พี่บอกของพิ้งค์หมายถึงยกรถคันนี้ให้พิ้งค์ใช้เลยใช่ไหม”
“แม่ซื้อให้เธอเป็นของขวัญวันเข้าเรียน” เฮ้ย! จริงเหรออารันซื้อให้ฉันจริงๆ เหรอ
แก~แม่สามีฉันใจดีเว่อร์อะ
“อารันซื้อให้พิ้งค์จริงๆ เหรอ” ฉันเดินเข้าไปหาตัวรถด้วยสีหน้าดีใจแบบสุดๆ ก่อนจะใช้นิ้วเรียวลูบไล้ตัวรถอย่างปลาบปลื้ม
“งื้อ~ พิ้งค์ดีใจจัง” ฉันฟุบหน้าลงกับกระโปรงรถแล้วดุกดิกขาอย่างดีใจ แม่สามีใจดีเว่อร์อะ ขนาดแม่ฉันยังไม่ซื้อให้เลย
“เลิกดีใจแล้วขึ้นรถได้แล้ว เดี๋ยวก็ไปเรียนสายหรอก ดีใจเหมือนเด็กได้ตุ๊กตาไปได้” พี่ทามที่ยืนล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่ข้างหน้ารถพูดเสียงเรียบด้วยมาดนิ่งๆ หยิ่งๆ ของเขานั่นแหละก่อนจะเดินไปขึ้นรถออดี้อาร์แปดสุดหรูสีดำของเขาที่จอดอยู่ข้างๆ รถฉัน
ชิ ตัวเองก็พูดได้สิเป็นลูกคนรวยนี่...ดีใจเหมือนได้ตุ๊กตาไปได้งั้นเหรอ นี่มันรถราคาเป็นล้านนะ! อีกอย่างไม่ให้ฉันดีใจที่ได้รถแล้วจะให้ฉันดีใจที่ได้เขาเป็นสามีหรือไง!
เหอะ!
ปึก!
ฉันเลิกสนใจพี่ทามที่ขึ้นรถไปแล้ว แล้วหันมาเปิดประตูรถของตัวเอง ขึ้นไปนั่งให้เรียบร้อยก่อนจะปิดประตูรถในเวลาต่อมา จากนั้นก็พนมมือไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในรถก่อนอันดับแรกเพื่อความสิริมงคลก่อนจะสตาร์ตรถตามด้วยคาดเข็มขัดนิรภัยในเวลาต่อมา จากนั้นก็เข้าเกียร์แล้วเหยียบคันเร่งพุ่งทะยานออกไปจากลานจอดรถทันที จนกระทั่งถึงมหาวิทยาลัย ฉันก็เข้าไปจอดหน้าตึกคณะแพทยศาสตร์ของตัวเองอย่างปลอดภัย...
@มหาวิทยาลัย
“เฮ้อ~ ขับรถวันแรก...แกขับได้ตีนผีมากพิ้งค์ แต่ไม่เป็นไรขับเร็วก็ถึงเร็วแบบนี้แหละ”
หลังจากที่จอดรถเสร็จแล้วฉันก็นั่งนิ่งคิดเรื่องการขับรถของตัวเองอยู่สักพักเพราะเมื่อกี้ฉันขับได้น่าไปสน.มาก แต่พอคิดได้ว่าขับเร็วก็ถึงเร็วฉันก็ฉีกยิ้มทันที เพราะขับเร็วก็ถึงเร็วจริงนั่นแหละถึงแม้จะโดนชาวบ้านชาวช่องบีบแตรไล่ด่าทอจนสนั่นทั่วถนนก็ตาม
ก๊อก! ก๊อก!
ขวับ!
“พี่ทาม?”
!!!
“พี่ทาม!” เชี่ย~ อุ๊ยตายคำหยาบ ฉันตีปากตัวเองทันทีที่หลุดคำหยาบออกไปอย่างอัตโนมัติเมื่อนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้ฉันขับรถตามหลังรถของพี่ทามอยู่ แต่อยู่ๆ ฉันก็มาถึงมหาวิทยาลัยก่อนพี่ทามซะอีกไม่รู้ว่าแซงพี่ทามไปตอนไหน
แล้วคือสภาพการขับรถของฉันเมื่อกี้คือ...
ตายแล้วฉันตายแน่ๆ “ตายแน่ยัยพิ้งค์โดนพี่ทามดุแน่แก หน้าถมึงทึงมาด้วย”
ปึก!
ฉันค่อยๆ ลงจากรถด้วยสีหน้าที่หดลงเหลือนิดเดียวแบบไม่ค่อยจะสู้ดีเท่าไหร่นัก เพราะตอนนี้พี่ทามเขายืนจ้องหน้าฉันตานิ่งเลยแถมยังเท้าเอวอีก เขาต้องโกรธฉันแน่ๆ ที่ขับรถเร็วชนิดฟาสแปดขนาดนั้น
“พี่ทาม~ คือพิ้งค์...” ฉันเรียกชื่อพี่ทามเสียงอ่อยพลางทำหน้าจ๋อยเหมือนน้องหมาง่องแง่งเบาๆ
“แซงซ้ายแซงขวาแบบนั้นคิดว่าตัวเองอยู่ในสนามแข่งรถหรือไง” นั่นไง ฉันว่าแล้วว่าต้องโดนดุแน่นอน คือฉันแค่ดีใจที่ได้ขับรถก็เลยลืมตัวเหยียบคันเร่งลึกไปหน่อย ทำไงดีจะเถียงกลับก็ไม่ได้เพราะหลักฐานมันคาตา งั้นยอมรับไปเถอะ
“พิ้งค์ลืมตัวอะ แต่พิ้งค์สัญญานะต่อไปนี้จะขับช้าๆ แบบเต่าล้านปีเลย แฮร่ๆ” พูดจบฉันก็หัวเราะแห้งๆ กลบเกลื่อนกลับไป ในขณะที่พี่ทามเอาแต่ยืนจ้องหน้าฉันนิ่งไม่พูดอะไรออกมาสักคำ ถามว่าอึดอัดไหม อึดอัดมาก
ฉันก็เลยคิดว่า...ฉันไม่ควรอยู่ตรงนี้นานไปมากกว่านี้แล้วแหละ ก็เลยค่อยๆ ขยับเท้าถอยหลังออกไปที่ละก้าวสองก้าวช้าๆ ก่อนจะยกมือไหว้พี่ทามแล้วพูดว่า...
“พะพิ้งค์ๆ...ปะไปก่อนนะคะ บาย” จากนั้นก็...ตึกตึกตึก รีบหมุนตัวชิ่งออกมาเลย วิ่งตุบๆ โดยไม่หันหลังไปมองพี่ทามด้านหลังแม้แต่นิดเดียว เพราะกลัวว่าภาพสีหน้าถมึงทึงนั้นจะติดตาเอา ไม่งั้นวันนี้ฉันเรียนไม่เข้าหัวแน่
หลอน!
พอวิ่งมาไกลจนมาถึงในคณะแล้ว ฉันก็หยุดวิ่งแล้วสลับเป็นเดินแทน ก่อนจะรีบเดินเร็วๆ อีกครั้งเพื่อไปขึ้นลิฟต์รวมกับคนอื่นๆ ที่กำลังจะขึ้นไปชั้นบนเหมือนกัน
ติ๊ง
ตุบ!
“อ๊ะ! ขอโทษค่ะ” ฉันชนผู้ชายคนหนึ่งหลังจากที่เดินออกมาจากลิฟต์ แต่ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร จนกระทั่งที่เขาหันมาทางฉัน...
โห... สูง หล่อ ขาว งานดีมาก
“ไม่เป็นไรครับ” พูดจาเพราะอีก ผู้ดีจากไหนเนี่ย
“เอ๋อ...ค่ะ งั้นขอตัวก่อนนะคะ”
“ครับ” ฉันก้มหัวลงเบาๆ อย่างเขินๆ ให้เขาก่อนจะเดินออกมาจากตรงนั้น แต่พอเดินออกมาได้ไม่นานฉันก็อยากกระโดดโลดเต้นทันที
เพราะเขา...หล่อมาก!! ตัวก็หอมมากด้วย
อร๊าย! พิ้งค์อยากแจกเบอร์อะ ^^ ฉันเดินพร้อมเอี้ยวตัวหันไปดูเขา บิดตัวด้วยความเขินอายจนกล้ามเนื้อคอหดเกร็งไปหมด แต่สุดท้ายก็ต้องหันกลับมาทางเดิมเมื่อแผ่นหลังกว้างๆ นั้นหายไปกับเสาอาคารในที่สุด ฉันถึงได้กลับมาเดินแบบคนปกติทั่วไป
ถ้าฉันเจอเขาอีกนะ บอกเลยมีแจกเบอร์สามตัวหลังแน่! ฮึ่ย! มันเขี้ยวผู้ชายหล่อ!
ห้องเรียน 208
หาเจอสักที... หลังจากที่เดินหาห้องเรียนอยู่สักพักฉันก็เจอห้องเรียนของตัวเองสักที หาจนเกือบจะท้อแล้วกลับไปนอนแล้วนะ แต่นึกถึงความยากลำบากที่กว่าจะสอบเข้ามาได้ก็เลยพยายามต่อจนเจอ
ฟุ่บ! ฉันนั่งลงที่โต๊ะแถวกลางของห้องหลังจากที่เดินเข้ามาข้างใน
...แต่นั่งได้ไม่ถึงห้านาทีจู่ๆ ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งหน้าตาสะสวยใช้ได้เลย จนฉันยังคิดเลยว่าผู้หญิงอะไรใช้ความสวยเปลืองมาก อ้อลืมบอกเธอมายืนค้ำหัวจ้องฉันเบาๆ ก่อนจะขยับปากสวยๆ นั้นพูดกับฉัน
“เธอนั่งที่ของฉัน” ฉันก้มลงมองที่เก้าอี้ของตัวเองทันทีก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองเธอนิดๆ ด้วยความสงสัยว่า...โต๊ะมีตั้งหลายตัวจำเป็นไหมที่ต้องมานั่งโต๊ะนี้โต๊ะเดียว ทำเป็นเด็กมอปลายที่ชอบจองโต๊ะในห้องเรียนไปได้ แต่ด้วยความที่ไม่อยากมีปัญหากันฉันเลยยอมขอโทษเธอไป
“อ้อ โทษที” ฉันขยับไปนั่งที่โต๊ะอีกตัวที่อยู่ข้างๆ แทนพร้อมกับฉีกยิ้มเป็นมิตรให้เธอ ยอมเพราะเห็นว่าสวยกว่าหรอกนะถ้าสวยเท่ากันฉันกระโดดถีบไปแล้ว
หมั่นไส้!
“เธอชื่ออะไรอะ”
“เราเหรอ...” ฉันชี้มาที่ตัวเองแบบงงๆ หลังจากที่ถูกถามชื่อ
“อื้ม เธอนั่นแหละถ้าไม่ใช่เธอแล้วจะเป็นใคร ในห้องนี้มีเธอกับเราสองคนที่นั่งอยู่” พอผู้หญิงหน้าสวยคนนี้พูด ฉันก็ปรายตามองไปรอบๆ ห้องทันทีก่อนจะเจอกับ...
“...”
“...” เอ่อ…ความว่างเปล่าและเงียบสนิทชนิดที่ท้องร้องยังได้ยิน อะไรคือการเรียนวันแรกแต่ยังไม่มีใครมา มีแค่ฉันกับยัยหน้าสวยคนนี้สองคนที่นั่งเอ๋ออยู่เหรอ
แต่ช่างมันเถอะ มาทำความรู้จักกับคุณคนสวยกว่าข้างๆ ฉันดีกว่า
“เอ่อ...เราชื่อน้ำพิ้งค์อะ แล้วเธออะ”
“เราชื่อสวย” หื้ม...นางชื่อสวยสมหน้าตามาก สวยสมชื่อ! อยากให้คนอื่นอิจฉาตาร้อนลุกขึ้นมาตบเหรอ ถึงได้ตั้งชื่อไม่ดูคนข้างๆ เลย
“อ้อ ยินดีที่ได้รู้จักนะ”
“อื้ม เช่นกัน”
“...”
“...”
ปึก!
ตึก ตึก ตึก
“เฮลโล่วเฟรนส์”
หลังจากที่ฉันกับสวยทำความรู้จักกันไปเรียบร้อยแล้ว ฉันกับสวยก็นั่งเงียบกริบไม่มีใครพูดต่อหลังจากนั้น แต่ไม่นานประตูที่ถูกปิดอยู่ก็ถูกผลักออกโดยใครบางคน
ใครบางคนที่เดินเข้ามาอย่างกับนางงามจักรวาลด้วยหน้าตาและจริตจะก้านที่ไม่ธรรมดา เพราะเธอเดินเหมือนกำลังเดินอยู่บนพรมแดงแล้วหมุนตัวฟูลเทิร์นจนเกือบหน้าคะมำตรงหน้าฉันกับสวย
ยัยนี่ดูมิสยูนีเวิร์สมากไปปะ หมุนซะฉันเวียนหัวเลย
ฟุ่บ!
ขวับ!
“ฮาย~มายเฟรนส์ วอตช์ เยอรเน้ม” เอ่อ...หันขวับมาขนาดนั้นคอเคล็ดยังอะ แต่เอาเถอะคอเคล็ดก็ไปดามเฝือกเอาเองละกันนะ
“เอ่อ...มายเนมอิส วอเตอร์พิ้งค์ แอนด์ ชี เนม บิวตี้ฟูล”
ขวับ!
เอาสิภาษาฝรั่งมาฉันก็ภาษาฝรั่งกลับนั่นแหละ
“โอ้วเยียร์ วอเตอร์พิ้งค์แอนท์บิวตี้ฟูล...ไนซ์ทูมีตยู มายเน้มอิสชิลลี่ไทยแลนด์ ^^”
ชิลลี่ไทยแลนด์? เดี๋ยวนะชีลลี่ไทยแลนด์นี่ใช่พริกไทยปะ น่าจะใช่แหละ
“อ้อ เยียร์ ไนซ์ทูมีตยูทูว”
แล้วฉันก็ยื่นมือไปเช็กแฮนด์กับนางมิสยูนีเวอร์สที่ยื่นมือมาข้างหน้าฉันกับสวยด้วยรอยยิ้มนางสาวไทย
“พวกเธอมาจากจังหวัดอะไรกันเหรอ” คุณชีลลี่ไทยแลนด์ถามฉันกับสวย
“...เรามาจากเชียงใหม่อะ” ฉันตอบกลับไป
“เรามาจากกรุงเทพ” คุณสวยตอบ แต่เดี๋ยวนะมันจะมาจากกรุงเทพได้ไงก็มันอยู่กรุงเทพแล้ว มึงงงอะไรปะเนี่ยสวย
“อ่า~ เรามาจากขอนแก่น”
“นี่ วอเตอร์พิ้งค์”
“เอ่อ...เรียกพิ้งค์เฉยๆ ก็ได้” ฉันบอกด้วยสีหน้ายิ้มแห้งๆ
“อ่าๆ พิ้งค์...พวกเธอคิดยังไงถึงได้มาเรียนแพทย์อะ เอาเธอก่อนคุณสวย นั่งเงียบเป็นผู้ดีเชียวนะ”
“ที่บ้านเราให้เรียนเพราะจะได้ช่วยดูแลธุรกิจน่ะ”
“ธุรกิจบ้านเธอป่วยเหรอ...หยอกๆ ^^”
“ไม่ได้ป่วยหรอกพ่อเราแค่อยากให้เรียนแล้วช่วยแบ่งเบางานกับพี่ชายเรา”
“อ้อ...แล้วเธออะพิ้งค์”
“เราคิดว่า...คณะนี้ผู้ชายหล่อดีก็เลยเรียน”
“เฮ้ย!! จริงดิสุดยอดเลยอะที่โลกเหวี่ยงเราสองคนมาเจอกัน ฮ่าๆ เราก็คิดเหมือนเธอเราถึงได้ลงเรียนคณะนี้”
พริกไทยลุกขึ้นมากอดฉันแล้วเขย่าตัวฉันแรงๆ เหมือนมันคลั่งอะไรสักอย่างก่อนจะกลับไปนั่งที่เดิม
เอาละฉันว่า...ฉันได้อะไรเยอะจากการมาเรียนก่อนเวลาในวันนี้แล้วแหละ อย่างเช่นเพื่อนอย่างพริกไทยดูเหมือนมันจะศีลเสมอกับฉันอยู่นะ ส่วนยัยสวยข้างๆ ฉันนั้น...ปล่อยให้มันนั่งสวยต่อไปเถอะ