LOGIN
หลายวันต่อมา
การแข่งขันที่เหนือเมฆวานให้เพิร์ธลงแทนในที่สุดก็วันพรุ่งนี้แล้ว เขาจึงอุตส่าห์ลางานมาเพื่อเทรนนัดนี้เป็นพิเศษ
“จำที่กูบอกได้ไหม มึงจินตนาการว่าตัวเองเป็นใคร กำลังทำอะไรอยู่ ท่าทางของมึงก็จะเป็นแบบที่มึงคิด”
“จำได้พี่”
“พรุ่งนี้ไม่ต้องคิดถึงอะไรนอกจากเส้นชัย แล้วเหยียบให้สุดตีน”
“ครับพี่”
มือหนาตบลงบนบ่าแกร่งหนักๆ พลางหยิบบุหรี่ออกมาจุดพ่นควันโขมงหลังจบภารกิจช่วยเทรนคืนสุดท้ายก่อนเข้าแข่งจริง แน่นอนว่าพรุ่งนี้เขามาเชียร์ไม่ได้ เนื่องจากติดภารกิจไปรับเพื่อนที่สนามบิน
“ไปไหนต่อพี่”
“กลับบ้าน”
“หมายถึงบ้านใหญ่?”
“อืม” ควันเทาถูกพ่นออกมาอีกครั้ง ในขณะปากขยับสายตาก็สาดส่องไปยังรถแข่ง ที่จะใช้แข่งในวันพรุ่งนี้ และต้องจอดไว้ที่โกดังเพื่อรอเช็คระบบอีกก่อนลงสนามอีกที พลันสายตาไปสะดุดที่รอยสักตรงแขนของเพิร์ธทำให้นึกถึงเหตุการณ์เมื่อหลายวันก่อน เพราะหลังจากขับรถออกมาและทิ้งท้ายไว้แค่สั้นๆ เขาก็ไม่ถามถึงเรื่องนี้อีกเลย และดูเหมือนรุ่นน้องเองก็รู้เขานั้นไม่อยากยุ่งจึงไม่ได้เล่าอะไรต่อ “มึงสักเสร็จแล้ว?”
คนถูกถามเงยหน้าขึ้นมาจากหน้าจอโทรศัพท์ เงียบไปอึดใจหนึ่ง ราวกับกำลังประมวลผลคนถามหมายถึงอะไร เมื่อนึกขึ้นได้จึงพยักหน้า
“ใช่พี่ เสร็จเมื่อสองวันก่อน”
“จีบติด?”
“ไม่อ่ะ แต่ได้คอนแทคมา นี่ผมยังไม่กล้าทักไปเลย”
“มึงตื๊อจนรำคาญอะดิ” เหนือเมฆจบบทสนทนาไว้แค่นั้น พลางเดินไปที่รถ เปิดประตูเข้าไปนั่ง และติดเครื่องยนต์ “กูไปละ หวังว่าพรุ่งนี้จะได้รับข่าวดี”
“ครับพี่ ผมจะเต็มที่กับมัน”
#บ้านใหญ่ตระกูลอัษวรวรรณ
รถหรูท่อเงียบวิ่งมาด้วยความเร็วพอประมาณ ทันทีที่ถึงประตูรั้วจะต้องตีโค้งเข้าไปจึงจะผ่อนแรงลง และจอดสนิทตรงลานจอดรถ เขาลงมาทักทายผู้รักษาความปลอดภัยก่อนถึงจะเดินเข้าไปในตัวบ้าน
“น้ำเต้าหู้หน้าปากซอย”
“ขอบคุณครับคุณเหนือ”
“ไม่หวานนะ”
“ครับ ไม่เป็นไรครับ ผมกินได้หมด”
เนื่องจากตอนนี้เป็นเวลาเกือบจะห้าทุ่ม บรรยากาศในบ้านถึงได้เงียบเชียบ เขาเดินผ่านประตูเข้ามา ตามด้วยห้องโถงแล้วถึงจะขึ้นบันไดไปอย่างช้าๆ
“พี่เหนือ”
ทว่ากลับต้องชะงักฝีเท้า เมื่อได้ยินเสียงเรียกของน้องสาวดังมาจากทางขวามือ
“อ้าวยัยน้ำ ยังไม่นอน?”
จากนั้นหล่อนจึงจะโผล่ออกมาจากที่มืด
“เพิ่งกลับมาถึงเหมือนกัน”
“หืม เรียนหนักรึไง”
“ค่ะ ใกล้จะสอบแล้ว” ร่างสูงพยักหน้าเตรียมจะเดินต่อ แต่กลับถูกคำทักท้วงจากคนเดิมขวางไว้อีก พลันถอนหายใจ หันมาทั้งตัว “แม่ให้มาถามว่าเมื่อไหร่จะมีพี่สะใภ้”
“ไร้สาระน่า” พลางชักสีหน้าใส่ “มีเวลาดูแลรึไง ก็เห็นว่าทำงานแต่งาน”
“เขาจะหาให้พี่แล้ว”
“เพื่อ?”
“อยากอุ้มหลานมั้ง”
ทันทีที่ประโยคนั้นหลุดออกมาจากปากคนเป็นน้อง ทั้งคู่ก็พากับเงียบกริบ ร่างสูงขมวดคิ้วหรี่ตาต่ำลงมองร่างเล็กตรงหน้า จากนั้นจึงจะใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้ม
“น้องไง มีให้เขาสักคนสิ”
แน่นอนว่าประโยคนั้นเรียกเสียงโวยวายจากใต้น้ำได้ทันที เธอแยกเขี้ยวใส่ พลางเท้าเอวคอดกิ่ว จังหวะพี่ชายหมุนตัวเดินพร้อมหัวเราะเบาๆ
“จะบ้ารึไงน้ำยังเรียนอยู่นะ”
“พี่ก็ทำงานอยู่เหมือนกัน บอกแม่อย่ามายุ่ง”
เช้าวันต่อมา
เหนือเมฆออกจากบ้านตั้งแต่ยังไม่เจ็ดโมง เนื่องจากมีเคสผ่าตัดด่วน แน่นอนว่าเขาไม่ได้บอกใคร แถมไม่มีใครเห็นว่าเขามา เว้นแต่น้องสาวของเขาจะบอก แต่รายนั้นคงจะเงียบกริบเพราะไม่อยากเป็นกระบอกเสียงแทนผู้เป็นแม่ ยิ่งประโยคล่าสุดของพี่ชายด้วยแล้ว หากเธอแชร์ต่อมีหวังได้ยืดยาว หรือไม่อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาเลย
แชทเพิร์ธ
เหนือเมฆ : กูมีเคส ติดต่อไม่ได้หลายชั่วโมง ถึงตอนนั้นมึงน่าจะแข่งพอดี เต็มที่ละกัน จะแพ้จะชนะก็ช่าง แต่ถ้าชนะจริงกูมีรางวัลให้
เขาทิ้งข้อความไปยังรุ่นน้อง ก่อนจะเก็บโทรศัพท์ไว้ในล็อคเกอร์ห้องพักแพทย์ จากนั้นจึงจะหายเข้าไปในห้องผ่าตัด หลังจากเปลี่ยนชุดและทำการฆ่าเชื้อแล้ว
กระทั่งแล้วเสร็จกินเวลาไปราวสี่ชั่วโมงจึงจะออกมา
“หมอเหนือคะ ว่างไหมคะ ดิฉันมีเรื่องจะปรึกษาค่ะ”
หากแต่ไม่ได้ว่างซะทีเดียว แต่ต้องเดินไปคุยกับพยาบาลผู้ช่วยเกี่ยวกับอาการคนไข้รายอื่น ซึ่งญาติผู้ป่วยปรึกษามาอีกที มาว่างจริงๆก็ตอนสี่โมง แน่นอนว่ากว่าถึงตอนนั้นหมดพลังไปแล้ว เพราะทั้งวันเขายังไม่ได้กินข้าว
“มีอะไรอีกไหม ผมกำลังจะกลับ”
เขาหันไปถามเลขาหลังเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดลำลอง หยิบกระเป๋าหนังสีดำขึ้นมาสะพายและไม่ลืมที่จะหยิบกุญแจรถ พลางเดินออกไปอย่างเชื่องช้า หลังเลขาของเขาบอกว่าไม่มีอะไรแล้ว
ได้มาเปิดดูโทรศัพท์มีเวลาสนใจมันจริงๆก็ตอนอยู่บนรถ ระหว่างติดเครื่องยนต์เพื่อวอร์มและรอเปิดแอร์ เขาใช้จังหวะนั้นในการรีแลกซ์ ปรับเบาะเพื่อเอนหลังปิดเปลือกตาสักพักก่อน
ติ๊งๆๆ
ก่อนสิ่งที่คุ้นตาเห็นเป็นประจำจะเกิดขึ้นเป็นประการถัดมา นั่นคือเสียงแจ้งเตือนโผล่ขึ้นมาทับถมกันบนจอ จนเขาต้องเลือกอ่านเรื่องที่มันสำคัญที่สุด
แชทเพิร์ธ
เพิร์ธ : พี่ ผมชนะ
นี่คงจะเป็นรอยยิ้มแรกของเขาจากที่เหนื่อยมาทั้งวันหลังได้เห็นข้อความนี้ เขาต่อสายโทรกลับไปทันทีอย่างไม่รีรอ
(ฮัลโหลพี่ พี่ต้องไม่เชื่อแน่ๆ)
“ใช่ กูถึงโทรมาไง .. ทำไม? ชนะเหรอ?”
(ครับ เอารางวัลมาเลย)
“เออ มึงก็เก่งเหมือนกันนี่หว่า ไอ้คีรู้คงดีใจ โทรบอกมันหรือยัง”
(โทรแล้วครับ แต่ไม่รับสาย)
“คงติดงาน เดี๋ยวกูโทรเอง ว่าแต่มึงอยากกินอะไร แต่ต้องพรุ่งนี้นะ วันนี้กูมีนัดแล้ว”
(ได้พี่ ผมไม่รีบ ขอบคุณครับที่อุตส่าห์สอนทริคดีๆกับผม)
“อย่ามาซึ้งกูจะอ้วก มันอยู่ที่ฝีมือมึงด้วย มึงไม่ปอดแหกมันก็ดีไปหมด ฝึกอีกเผื่อมีโอกาสได้ไปนานาชาติ”
(ครับพี่)
“แค่นี้แหละ จะขับรถ”
เขาตัดสายทิ้งทั้งที่หน้ายังเปื้อนยิ้ม จากนั้นจึงจะลดโทรศัพท์มาเปิดอ่านข้อความเพื่อนสนิทเป็นอันดับต่อไป
กลุ่มฉันสวยคนเดียว
ลลิสา : ใครมารับ เหนือใช่ไหม @เหนือเมฆ
อาคีรา : ใช่ไอ้เหนือ คีมีธุระ
ลลิสา : โอเค ประมาณห้าโมงเครื่องลงนะ เหนือมีผ่าตัดใช่ไหม ช้าหน่อยก็ได้ไม่เป็นไร สาจะนั่งรอ
ก่อนจะถอยรถออกไปเมื่ออ่านข้อความของเพื่อนจบ
เหนือเมฆ : กำลังไป
Read
และแล้วงานวิวาห์ก็เกิดขึ้น งานถูกจัดแบบไม่อลังการมาก แต่ก็ไม่น้อยหน้าใคร ด้วยสินสอดที่ใครๆต่างต้องตาลุก นี่มันตกถังขาวสารน้ำหนักสามตันชัดๆ วันหนึ่งได้บ้านพักตากอากาศ เงินสด ทองคำ เพชร และเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินอีกหลายแห่ง รอบถึงรถอีกสามคัน ไม่พอยังมีห้องเพนท์เฮาส์ที่เธอเคยอยู่ถูกยกให้ด้วย เรียกได้ว่าถอดชุดเจ้าสาวก็สวมเดรสส้นเข้ม เดินนวยนาดสะบัดผมได้เลยบอกตามตรงว่าเธอเองก็เพิ่งจะรู้ว่าเหนือเมฆรวยกว่าที่คิดก็วันนี้ไหนจะสมบัติจากพินัยกรรมที่พ่อแม่ทิ้งเอาไว้ให้เขาอีกและงานวันนี้คนที่ตกใจคงไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นโจกับตู๋ เพื่อนที่ทำงานเก่าของเธอ เพราะรู้ทีเดียวก็ตอนการ์ดเชิญถึงมือพวกเขาแล้ว แน่นอนว่ากว่าตู๋จะยอมมา และแสดงความเย็นดี เล่นเอาโจพูดจนปากเปียกปากแฉะ เกือบสิ้นพระชนม์“ยินดีด้วยนะพี่”เขายอมรับว่าวันนี้วันหนึ่งสวยที่สุด แต่ความยินดีกลับมีขีดจำกัดให้มากไม่ได้ ตู๋ยังคงมีความเสียใจแฝงอยู่ภายในนั้น แต่เพราะเชื่อว่าการรักใครสักคนต้องให้คนคนนั้นได้ดี ยินดีกับความสุขของกันและกัน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหน นั่นถึงจะเรียกว่ารักที่บริสุทธิ์เขายอมมาเพื่อให้วันหนึ่งสบายใจใช้ชีวิตข้างหน้าอย่างไม่
วันที่ท้องฟ้าแจ่มใส หลังผ่านฤดูฝนมาได้ไม่นาน แม้โบราณจะบอกว่าฟ้าหลังฝนย่อมดีเสมอ แต่กลับไม่ใช่กับเธอคนนี้ธาดา กับหน้าท้องนูนๆของเธอที่ยืนอยู่หน้าหลุมฝังศพของสามีภรรยา ผู้วายชนม์คู่หนึ่งซึ่งเธอมีส่วนรวมต่อการจากไปของพวกเขากว่าจะมายืนตรงนี้ได้มันไม่ง่ายเลย เธอจะต้องหลบหลีกผู้คนหายหน้าหายตาไปจากสังคม ตอนคลอดก็ต้องห่างไกลจากเมืองเหนือเมฆคงกำลังพลิกแผ่นดินหา และแน่นอนว่าสิ่งนั้นต้องเป็นไปไม่ได้เธอได้สัญญากับสรวงสมรแม่ของเขาเอาไว้แล้ว จะไม่โผล่หน้าออกมาให้ใครเห็นเลยสักคน โดยเฉพาะเหนือเมฆและใต้น้ำลูกๆของเธอ แลกด้วยเงินจำนวนหนึ่ง ที่สามารถอยู่ได้อีกหลายปี และเลี้ยงลูกในท้องให้สบายไปจนโต หากไม่ฟุ่มเฟือยอยู่โรงเรียนที่เยอะค่าใช้จ่าย แต่เลือกโรงเรียนรัฐทั่วไป คงอยู่ได้จนถึงมหาลัย และที่แย่ไปกว่านั้นคือ เธอจะต้องไม่ให้ลูกของเธอใช้นามสกุลเดียวกันกับพวกเขา ป้องกันการหาเจอ หากเป็นไปได้เธอจะต้องไปเปลี่ยนชื่อตัวเองข้อแม้และเงื่อนไขมีเพียงแค่นั้น ซึ่งยอมรับว่าภายในใจลึกๆเลี่ยงไม่ได้ว่าเธอนั้นน้อยใจ เพราะเธอจะไม่ได้เจอแม้กระทั่งวันหนึ่งเพื่อนสนิท และไม่สามารถกลับมาเยี่ยมเด็กๆกับผู้มีพระคุณที่บ้านเ
“อยากมีลูกเหรอคะ” ร่างเล็กเอ่ยถามหลังจากนอนอยู่ใต้ร่าง คนตัวสูงที่คร่อมลงมาทาบทับกัน เขาผงกศีรษะยันตัวขึ้นมาเล็กน้อย “มันก็ดีไม่ใช่เหรอครับ จะได้ไม่เหงา” “มันก็ดี แต่หนึ่งยังไม่พร้อมเลยอะ ยังไม่อยากถูกแย่งความรักไป อีกอย่าง คิดว่ายังเป็นแม่ที่ดีไม่ได้” กลีบปากหยักยกยิ้ม คำตอบของเธอช่างน่าเอ็นดู จนเขาต้องบีบปลายจมูกเชิดรั้นนั้นเบาๆ แล้วโน้มตัวลงมาใหม่ “รอให้หนูพร้อม เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นครับ พี่ไม่ได้รีบ” สิ่งที่เขารีบตอนนี้ คือการสอดใส่เข้าไปในตัวเธอต่างหาก ท่อนลำร้อนทั้งดุ้นของเขาตึงเครียด ตอนนี้ผงาดพองเต็มเป้ากางเกงจนอึดอัดหายใจไม่ออกแล้ว “คนดี.. คืนนี้ขอทำถึงเช้าได้ไหมครับ แบบหลายๆรอบ” มือบางถูกมือหนาดึงเข้าไปภายใน เพียงแค่นิ้วเธอสัมผัส ความเสียวซ่านก็แทรกแซงจนต้องแหงนหน้าสูดปาก เขากำลังบอกให้เธอรู้ว่าไอ้เจ้านี่ตอนนี้มันทนไม่ไหวแล้ว ขืนเธอยังชักช้าไม่สานต่อสักที เขาอาจขาดใจตายเป็นแน่ “ทำไมน้องใหญ่ขึ้นกว่าเดิมคะ” “น้อง?” “ใช่ค่ะน้อ
มื้อค่ำคืนนั้นเต็มไปด้วยความสุขและเป็นกันเองเป็นอย่างมาก อาคีรารวยล้นฟ้านับแสนล้านแต่ทำตัวกึ่งติดดิน เหนือเมฆเคยเล่าว่าเขาเปลี่ยนไปมากทุกวันนี้เพราะภรรยา เนื่องจากเธอมาจากที่ธรรมดา และแน่นอนว่าสิ่งนี้เป็นผลพลอยได้ของวันหนึ่งในค่ำคืนนี้ด้วย ก็ลองคิดดูว่าหากเขาถือตัว ดูเข้าถึงยากสิ เธอที่ไม่ค่อยสุงสิงกับผู้คนมาแต่ไหนแต่ไร จะเป็นอย่างไร ไม่ประหม่าตายเลยรึ “อันนี้อร่อย” เหนือเมฆตักเนื้อกุ้งให้ ซึ่งอยู่ในห่อหมกทะเล เธอขยับปากขอบคุณเขาเบาๆ และทานอย่างเงียบๆ สลับกับตักให้เขาบ้าง ต่างฝ่ายต่างถามไถ่ใส่ใจซึ่งกันและกัน “ขอบคุณค่ะ”สลับกับการชำเลืองมองอีกคู่ ที่พูดคุยกันอย่างน่ารัก หวานน้ำตาลแว่น ด้วยบทสนทนาสนิทสนม เป็นกันเอง แต่ใครฟังแล้วเป็นอันต้องยิ้มตามทว่าพอหันมาทางคนของตัวเองเหมือนว่าไม่แตกต่าง คนคนนี้ก็เอาใจเก่ง ประหนึ่งเธอนั้นคือเจ้าหญิงที่พลัดพรากจากพระราชวังให้ตาย “ทานเยอะๆครับ” “พี่ก็ด้วยนะ”หลังจากนั้น ทั้งสี่ก็นั่งคุยกันตามปกติ ท่ามกลางเสียงคลื่นและลมทะเล พูดคุยกันถึงแผนการของวันพรุ่งนี้ และเล่าเรื
และแล้วก็ถึงวันไปเที่ยว หลังส่งใต้น้ำขึ้นเครื่องไปฝรั่งเศสได้สองวัน เหนือเมฆ วันหนึ่ง อาคีรา และพะแพง ก็มุ่งหน้าสู่เกาะส่วนตัว “เสียดายจังที่พี่สาติดงาน” พะแพงบ่นอุบ เมื่อรายนั้นที่จัดว่าเปรี้ยวจี๊ดเสียวฟันไม่มีโอกาสได้มาทริปนี้ด้วย ทั้งที่ยากแสนยากกว่าจะได้รวมตัวกัน “อือ น่าจะหลายเดือนกว่าสัญญาจะหมด” “คราวนี้ไปถ่ายละครใช่ไหม” “เห็นว่าอย่างนั้น” วันหนึ่งนั่งอมยิ้ม ขณะฟังสองสามีภรรยาหันหน้าพูดคุยกัน ขนาดแค่ผิวเผิน เรื่องที่คุยดูปกติแต่ทำไมช่างน่ารัก อาจเป็นเพราะน้ำเสียงอาคีราอ่อนโยนมาก ดูทะนุถนอมภรรยา แถมพะแพงเองเองก็เป็นผู้หญิงที่ร่าเริง คำพูดคำจาสมวัย รอยยิ้มจึงดูสดใสไปหมด “พี่หนึ่งพาบิกีนีมาไหมคะ” “คะ?” แต่เหตุไฉนจู่ๆถึงหันมาทางเธอล่ะ ร่างเล็กที่กำลังเหม่อลอยมองพวกเขาเพลินๆถึงกับสะดุ้ง หันขวับมองอีกคนอย่างลืมตัว และแน่นอนเขาเองก็มองอยู่เหมือนกัน ราวกับกำลังรอคำตอบไม่ต่างจากคนถาม “บิกีนี? คือพี่..ไม่เคยใส่” “โหพี่หนึ่ง รูปร่างดีขนาดนี้ถ้าใส่คง
กว่าจะได้นำศพของพ่อและแม่มาทำตามพิธีทางศาสนาได้ เหนือเมฆต้องฝ่าด่านอุปสรรคมากมายหลายอย่างเลย เนื่องจากศพนั้นถูกอายัด เพื่อหาเหตุผลทางคดี ตอนนี้ทุกอย่างจบแล้ว คดีต่างๆถูกรื้อฟื้น ทรัพย์สินหลายอย่างถูกรื้อถอน สมบัติบางอย่างที่ได้มาด้วยความมิชอบธรรมก็ถูกยึดไป รวมถึงลูกน้องคนสนิทของพวกเขาด้วยที่ถูกจับเข้าตะราง เว้นก็แต่ธาดาเท่านั้นที่หาไม่เจอ ไม่รู้ว่าหล่อนเป็นตายร้ายดีอยู่ที่ไหน แน่นอนว่าในเมื่อพยายามหาแล้วยังไม่เจอ คนที่เรื่องตัวเองก็ยังยุ่งเหยิงมากพอกว่าจะเข้าที่เข้าทาง ความใส่ใจย่อมไม่ละเอียดสักเท่าไหร่นัก คงได้แต่รอและภาวนาให้หล่อนนั้นปลอดภัย และติดต่อกลับมาเองหนึ่งอาทิตย์ให้หลัง วันนี้เป็นวันที่เขากลับมายังคฤหาสน์ เป็นบ้านหลังที่เขาเกิดมาและเติบโตอยู่ที่นี่แค่วัยเด็ก หลังจากนั้นก็ไปโตที่เมืองนอกกับคุณปู่ของเขา “จะขายจริงเหรอวะ” อาคีราถาม หลังจากเงียบกันไปพักใหญ่ เขารู้มาบ้างว่าเหนือเมฆได้ทำการจ่ายเงินก้อนโตให้กับเหล่าบริวารพ่อบ้านแม่บ้าน เพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ข้างนอก แต่เรื่องจะขายคฤหาสน์ให้ทางภาครัฐเพื่อสร้างพิพิธภัณฑ์







