เข้าสู่ระบบหิรัญญิการ์ สาวมาดมั่นที่ประกาศลั่นว่าไม่คิดคบเด็ก แต่กลับไปก่อวีรกรรมเด็ดจนต้องคอยหลบหน้าคู่กรณีซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน ทักษกร ชายหนุ่มรูปหล่อมาดเนี้ยบที่เธอไม่เคยชอบเลยสักนิด แต่ไม่รู้ว่าฟ้าแกล้งหรือใครลิขิต ให้เธอกับเขาต้องเวียนมาพบกันอยู่รำ่ไป ในขณะที่เธอคอยหลบ อีกฝ่ายกลับเร่งตามหาสาวปริศนาที่เพียงพบกันคราแรก ก็ประทับอยู่ในใจเขาไม่ลืม ไปพร้อมๆ กับแอบพึงใจมัณฑนากรสาว โดยหารู้ไม่ว่าแท้จริงแล้วเธอคือคนเดียวกัน จากที่เคยตั้งใจไว้ว่าจะไม่คบผู้หญิงอายุมากกว่า แต่มาคราวนี้ต้องยอมเปลี่ยนความตั้งใจ หลบได้หลบไปสิ ให้รู้ไปว่าเมื่อเข้ามาอยู่ในหัวใจรักของทักษกรคนนี้เเล้ว ก็ยากที่จะหนีเขาไปง่ายๆ
ดูเพิ่มเติม“ต่อแต่นี้เราอย่าได้เจอกัน
ขอให้มันจงเป็นวันสุดท้าย
เพราะรู้ดีว่าไม่มีความหมายถึงเจ็บเพียงใดฉันก็ต้องตัดใจ
ก็คนนั้นเขาก็ยังพบเธอ
ก็เห็นเธอยังไปเดินกับเขา
ไม่เคยนึกเลยว่าจะทำกับเรา
อุตส่าห์เอาใจเอาความรักจริงมอบให้เธอ
ที่แท้เปลืองตัว”
ขณะที่บนเวทีในผับดังย่านทองหล่อ นักร้องหนุ่มหุ่นเซียะกำลังร้องคร่ำครวญเพลงเก่าที่นำมาร้องใหม่ โดยใส่อารมณ์ร่วมอย่างเต็มที่ทั้งน้ำเสียงและลีลาท่าทาง จนเรียกให้คนฟังด้านล่างต่างพากันร้องตามไปด้วย
ทว่า...
บนโต๊ะทางด้านขวามือห่างจากเวทีพอสมควร หญิงสาวสวยเจ้าของนามหิรัญญิการ์ในชุดกางเกงยีนส์ขาสั้นเหนือเข่าอวดช่วงขาขาวเรียวยาวกับเสื้อเชิ้ตแขนสี่ส่วนเข้ารูปสีขาวแบบเก๋ กำลังส่งเสียงต่อว่าต่อขานหญิงสาววัยใกล้เคียงกัน ที่นั่งอยู่ด้านข้างด้วยน้ำเสียงยานคางจากฤทธิ์สุราที่ดื่มเข้าไปไม่น้อย
“พี่พริ้งนะพี่พริ้ง พลูก็คิดว่าจะมีเซอร์ไพรส์อะไร ที่แท้เป็นปาร์ตี้สละโสดหนีน้องไปแต่งงานนี่เอง” พูดพลางก็ดื่มเหล้าในแก้วที่ถืออยู่เข้าไปอึกใหญ่ “สัญญากันไว้ดิบดีว่าจะอยู่บนคานทอง...ฝังเพชรด้วยกัน จู่ๆ ก็มาตัดช่องน้อยแต่พอตัวทิ้งกันไปดื้อๆ ซะงั้น อย่างนี้ก็ได้หรือคะ”
ณัฐมนที่ถูกต่อว่าต่อขานยังไม่ได้เอ่ยปากพูดโต้ตอบอะไรออกไป ชานนท์ที่นั่งจ้องนักร้องบนเวที
ตาหวานเชื่อมก็หันมาเถียงแทนขึ้นว่า
“นี่...นังพลู พี่พริ้งเค้าทำถูกแล้วที่เอาตัวรอดหนีลงจากคานไปได้ ใครจะมัวมาดักดานเกาะคานปล่อยให้ความสาวความสดร่วงโรยเหี่ยวเฉาไปตามกาลเวลาเหมือนหล่อนล่ะยะ ยิ่งสูงก็ยิ่งหนาว”
ดวงหน้าของคนพูดนั้นหล่อเหลาจนสาวๆ พากันมองเหลียวหลัง ถ้าเสียงที่พูดไม่ออกอาการกระตุ้งกระติ้งก็ไม่มีใครคาดเดาเพศที่แท้จริงได้เป็นแน่
“นัง...นนนี่ แกอย่ามาทำเป็นสู่รู้หน่อยเลย ฉันไม่เคยเหี่ยวเฉาอย่างที่แกพูดซะหน่อย แล้วก็ไม่เคยคิดจะปล่อยให้ความสาวความสดของฉันมันร่วงโรยด้วย ฉันมีความสุขกายสบายใจมากๆ ต่างหาก ยิ่งสูงสำหรับฉันไม่ใช่ยิ่งหนาว แต่ยิ่งมองเห็นอะไรๆ ได้อย่างชัดเจนต่างหากย่ะ”
คนชอบอยู่บนที่สูงพูดเสียงสะบัดพลางส่งค้อนให้ผู้เป็นเพื่อนขวับใหญ่ แล้วยกแก้วที่มีน้ำสีเหลืองอำพันเหลืออยู่เกือบครึ่งแก้วขึ้นกระดกลงคอจนหมด
“เฮ้ย...ยายพลู เบาๆ หน่อยอย่าวู่วาม ทำเป็นดื่มแบบพวกคอทองแดงไปได้ แกมันคอแป๊บ เดี๋ยวก็เมาแย่หรอก”
ปิยะชาติ ชาวหนุ่มผมยาวหน้าเหี้ยมท่าทางติสต์แตก แต่ความจริงเป็นคนเรียบร้อยสะอาดสะอ้านจนใครต่อใครคิดไม่ถึงเอ่ยเตือน แต่ว่าเจ้าตัวชอบทำตัวเป็นพี่ใหญ่ในกลุ่มด้วยอายุที่มากกว่าคนอื่นถึงสองปี
“พี่ชาติ ถ้าจะเมาก็คงไม่ถึงกับแย่หรอกน่า ไหนๆ พี่พริ้งก็อยากจะไปลงนรก เอ๊ย ขึ้นสวรรค์ พลูก็จะ
ดื่มอวยพรให้พบกับความสุขสมหวังดังตั้งใจไงค้า” คนพูดพูดยานคางพลางยกขวดเหล้าเทใส่แก้วตัวเองเพียวๆ แล้วดื่มลงคอทันที ท่ามกลางเสียงร้องของทุกคนในโต๊ะ
“เฮ้ย!!!”
หิรัญญิการ์หัวเราะคิกคักกับท่าทางของกลุ่มผองเพื่อนก่อนจะยกมือขึ้นโบกไปมา นัยน์ตาคู่สวยฉ่ำหรี่ปรือ
“จะร้องกันทำไม” แล้วจึงหันไปทางชานนท์ “นังนนนี่ แกเป็นคนบอกฉันเองไม่ใช่หรือว่า การดื่มเหล้าให้อร่อยลิ้นและไม่เสียรสชาติต้องไม่ผสมอะไรลงไปเลย แค่เหล้าเพียวๆ ตามด้วยน้ำแข็งเปล่าก็อร่อยแล้ว” พูดจบก็ยกแก้วน้ำแข็งเปล่าตรงหน้าดื่มตามลงไปทันที
“นี่...นังพลู” ชานนท์เรียกเพื่อนเสียงแหลม “คนที่ทำแบบที่ฉันพูดได้ต้องดื่มเหล้าเก่งๆ แบบพี่ชาติ
หรือฉันเท่านั้น ไม่ใช่แกที่ดื่มเหล้าสองแก้วแต่เมาเป็นขวด” พูดพลางก็ยื้อแย่งแก้วเหล้าจากผู้เป็นเพื่อนเอาไปวางจนพ้นมือของอีกฝ่าย แล้วจึงหันไปทางหญิงสาวเจ้าของงานปาร์ตี้สละโสด “พี่พริ้งช่วยห้ามมันหน่อยสิครับ”
สาวสวยที่ถูกขอร้องให้ช่วยห้ามซึ่งเป็นเจ้าของงานปาร์ตี้สละโสด มองสาวรุ่นน้องที่รู้จักสนิทสนมด้วยเคยทำงานด้วยกันที่บริษัท แม้ว่าตอนนี้ตัวเธอจะลาออกไปแล้วก็ตาม สนิทจนถึงขั้นเคยสัญญาว่าจะอยู่ขึ้นคานเป็นเพื่อนกัน นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
“พี่ขอโทษนะพลูที่จู่ๆ ก็แต่งงาน และพี่...ก็ไม่ได้ทิ้งอย่างที่พลูว่านะแต่เป็นเพราะความรักมันโบยบินมาหาพี่จนตั้งตัวไม่ติดต่างหากล่ะจ๊ะ”
คนที่เพิ่งค้นพบว่าการอยู่บนคานนานๆ บางช่วงก็เหงาไม่ใช่น้อย ครั้นมีคนมาสอยจึงไม่รีรอที่จะ
กระโดดลงมาแม้จะรู้ว่าแข้งขาอาจจะหักก็ยอม บอกเหตุผลด้วยสีหน้าและน้ำเสียงเจือไปด้วยความสุข ซึ่งคำพูดดังกล่าวหิรัญญิการ์ที่ตอนนี้สติสัมปชัญญะที่ไม่ค่อยสมบูรณ์ครบถ้วนนักฟังแล้วอดเบ้ปากเล็กน้อยออกมาไม่ได้
“ความรักโบยบินมาหาจนตั้งตัวไม่ติดหรือคะ เฮ้อ...ช่างเป็นคำพูดน้ำเน่าจริงๆ ทำเป็นยายสาไปอีกคนแล้ว ยายนั่นแอบรักเจ้านายที่บริษัท รักเขาข้างเดียวเหมือนข้าวเหนียวนึ่ง น้ำท่วมไม่ถึงก็แห้งเหี่ยวเฉาตาย ทั้งที่รู้ว่าเล่นกับไฟแต่ทำไมคนเราจึงโหยหากันนักไอ้ความรักเนี่ย มันเป็นแค่นามธรรม จับต้องก็ไม่ได้”
“อ้าว...ยายพลู” มาริสาผู้ถูกพาดพิงถึงส่งเสียงโวยวาย “แกวกมาพูดแขวะเรื่องฉันอีกแล้วนะ อุตส่าห์นั่งฟังเพลงเงียบๆ ถึงฉันจะได้เพียงแค่แอบรักเขาข้างเดียว แต่ก็ยังโชคดีที่ได้รู้จักกับความรักว่ามันเป็นยังไง ถึงจะไม่สมหวังแต่ก็ไม่เสียชาติเกิด และยังโชคดีที่ไม่ได้เป็นอย่างในเพลงที่นักร้องเพิ่งร้องจบนั่น”
“โชคดีตรงไหน” คนใจอคติกับความรักเอ่ยถามเสียงสูง “การแอบรักเนี่ยมันเรียกว่าโชคดีด้วยเหรอยายสา โชคร้ายล่ะสิไม่ว่า”
มาริสาขยับปากจะเถียงออกไป แต่ถูกณัฐมนขยิบตาส่งสัญญาณให้เงียบก่อนจะหันไปพูดกับ
หิรัญญิการ์“ฟังพี่นะพลู สักวันถ้าพลูเจอคนที่ใช่จะเข้าใจ จงจำไว้เถอะ ทุกอย่างถ้าไม่เจอกับตัวเองจะไม่รู้ซึ้งหรอกจ้ะ อยู่บนที่สูงมองอะไรได้ชัดเจนอย่างที่พลูพูดก็จริง แต่บางครั้งมันก็เหงานะ”
“แกรอฉันด้วยนังแจ๊ด”ทักษกรมองตามหลังสองกะเทยแล้วส่ายหน้าไปมา นึกถึงหญิงสาวต้นเหตุที่นอกจากจะอ้วกใส่เข้าจนเหม็นไปทั้งตัวแล้ว ยังเกือบทำให้เขาถูกกะเทยปล้ำพลางคิดในใจอย่างเข่นเขี้ยวฝากไว้ก่อนเถอะ!เมื่อชายหนุ่มกลับไปยังโต๊ะอีกครั้งและมองไปยังโต๊ะของหญิงสาวที่ฝากความเลอะเทอะไว้ให้ เขาก็ไม่เห็นเจ้าตัวอยู่ที่นั่นแล้ว ซึ่งท่าทางดังกล่าวก่อความสงสัยให้เกิดกับฌอนไม่น้อย“คุณกรหายไปไหนมา แล้วมองหาใครอยู่หรือครับ”“ปละ...เปล่า” คนถูกถามตอบน้ำเสียงตะกุกตะกักเล็กน้อย“แล้วนั่นทำไมเสื้อเปียกล่ะครับ” คนเป็นน้องเขยเอ่ยถามเมื่อเห็นอกเสื้อของอีกฝ่ายที่สวมเสื้อสีฟ้าอ่อน เมื่อเปียกจึงเห็นรอยได้อย่างชัดเจน“ถูกคนอ้วกใส่” ทักษกรตอบออกไปตามตรง“ถูกคนอ้วกใส่หรือครับ” ฌอนย้อนถามเสียงดัง“ใช่ ผู้หญิงด้วยนะ”คำพูดของทักษกรทำให้ฌอนอดที่จะนึกถึงผู้เป็นพี่สาวขึ้นมาไม่ได้ เขาพยายามเมียงมองไปที่โต๊ะก็ไม่เห็นหรือว่าเจ้าตัวกลับไปแล้ว โทร.หาก็เป็นฝากข้อความ แล้วผู้หญิงที่ไหนกันนะถึงกล้าอ้วกใส่พี่ภรรยาเขาได้แล้วคนเนี๊ยบกริบอย่างอีกฝ่ายไม่โกรธแย่หรือแต่ท่าทางที่เห็นไม่บ่งบอกว่าโกรธเลยนี่นา“แถมอ้วกแล้วหนีอีกต่างหาก”
หญิงสาววิ่งลัดเลาะไปยังรถยนต์ของตัวเอง ก่อนจะเปิดประตูหยิบขวดน้ำมาบ้วนปาก จนกลิ่นไม่พึงประสงค์ค่อยๆ หายไป แล้วจึงเข้าไปนั่งสงบสติอารมณ์ภายในรถพลางนึกทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อกี้เมื่อกี้...เธออ้วกใส่ผู้ชายคนนั้น ผู้ชายที่ชื่อทักษกรนี่นะเวรละยายพลู แถมอ้วกใส่แล้วหนีอีกต่างหาก ถ้าเกิดเจอเขาอีกครั้งเธอจะทำหน้าอย่างไรล่ะนี่แต่...วงจรชีวิตของเธอกับเขาไม่น่าจะมาบรรจบพบกันได้หรอกน่า คิดได้ดังนั้นดวงหน้าของคนอ้วกแล้วหนีก็ยิ้มย่องผ่องใส แล้วต้องสะดุ้งเมื่อเสียงสมาร์ตโฟนในกระเป๋าใบใหญ่ดังขึ้น เมื่อเห็นชื่อของผู้เป็นเพื่อนที่หน้าจอก็รีบกดรับทันที“ว่าไงยายสา”“ฉันไม่ว่า แต่จะด่าแกยายพลู ฉันออกมาไม่เจอก็นึกเป็นห่วง กลัวว่าแกแอบไปอ้วกอยู่ที่ไหน”‘ฉันไม่ได้แอบแต่อ้วกใส่โต้งๆ เลยแหละ แถมอ้วกใส่คนที่แกชื่นชอบด้วยแหละยายสาเอ๋ย’ หิรัญญิการ์ตอบเพื่อนอยู่ในใจแต่ปากก็พูดออกไปว่า“ฉันอยู่ที่รถกำลังจะกลับแล้ว ฝากแกบอกพวกที่โต๊ะด้วยแล้วกันว่า ฉันขอตัวกลับก่อน มึนหัวชะมัด”“แล้วแกขับรถกลับคนเดียวได้เหรอ ให้ฉันนั่งไปเป็นเพื่อนไหมล่ะ”“ไม่ต้อง” หิรัญญิการ์พูดปฏิเสธทันควัน “แกกลับไปนั่งกับพวกพี่พริ้งเถอะ
ซึ่งฟังแล้วไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไหร่ และตัวภรรยาเขาก็เคยบอกว่าพี่ชายเคยตั้งสเปกเอาไว้ว่า ผู้หญิงที่จะมาเป็นแฟนหรือภรรยาต้องไม่ใช่ผู้หญิงที่อายุมากกว่า พูดตรงๆ ก็คือไม่ชอบคนอายุมากกว่านั่นเองซึ่งหิรัญญิการ์อายุมากกว่าเขาสามปีก็ย่อมมากกว่าทักษกรสามปีด้วยเช่นกัน เรียกว่าตกสเปกตั้งแต่ยังไม่ทันแนะนำให้รู้จักกันเลยก็ว่าได้ฌอนคิดแล้วก็อดขำไม่ได้ เรียกว่าทั้งคู่น่าจะไม่มีวาสนาต่อกันด้วยเหตุผลที่ว่านี้เขาก็คิดว่าชีวิตของทั้งคู่คงยากที่จะโคจรมาเจอกันอีก ดังนั้นไม่บอกน่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด ฌอนจึงหันเหหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่นในทันควัน“ได้ยินหนูวาบอกว่าคุณกรจะเปิดบริษัทใหม่หรือครับ”พอพูดถึงเรื่องงานที่ตัวเองกำลังจดจ่ออยู่ทักษกรก็เบนสายตากลับมาทันที“ใช่ ผมจะเปิดบริษัทสำหรับรีโนเวท เพราะไหนๆ เราก็มีบุคลากรด้านนี้ที่มีความสามารถพร้อมอยู่แล้วตอนนี้บริษัทที่รับทำแล้วมีฝีมือดีๆ มีอยู่ไม่กี่แห่ง ดังนั้นเราต้องฉวยโอกาสนี้ไว้”“ผมเห็นด้วยครับ ตอนนี้คนหันมานิยมรีโนเวทบ้านกันมากกว่าจะรื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่ ผมเคยเห็นตึกแถวบางแห่งรีโนเวทออกมาจนจำสภาพเดิมไม่ได้เลยครับ”“ใช่ ผมจะใช้ชั้นที่เคยเป็นห้องป
“พลูไม่เห็นจะเหงา” หิรัญญิการ์เถียงเสียงดัง “คอยดูสิ อีกไม่นานพี่พริ้งก็จะเป็นเหมือนยายหนิง ที่หลังแต่งงานแล้วชวนไปไหนก็ไม่ไป เพราะต้องรีบกลับบ้านไปหาข้าวปลาไว้คอยท่าสามีที่ไม่รู้ว่าจะกลับตอนไหน กลายเป็นยายเพิ้งที่แม้แต่วันหยุดยังต้องทำงานงกๆ สภาพตอนนี้ดูได้ที่ไหน”“ยายหนิงอาจจะมีความสุขที่ได้ทำแบบนั้นก็ได้ คนเราต้องมองต่างมุม แกมองในมุมมองด้านเดียวของแกเท่านั้นนังพลู” ชานนท์พูดกับเพื่อนทว่าดวงตานั้นจ้องมองนักร้องบนเวทีตาเป็นมัน “แหม...นักร้องบนเวทีเนี่ยน่าสอยไปนอนซบชะมัด”“อาจจะเป็นอย่างที่นนนี่ว่านะพลู” ณัฐมนพยักหน้าเห็นด้วยกับชานนท์ “เรามองว่าหนิงมีชีวิตที่วุ่นวายแต่เจ้าตัวอาจจะมีความสุขกับชีวิตอย่างนั้นก็ได้ใครจะรู้ และที่พลูว่าสภาพดูไม่ได้น่ะมันขึ้นอยู่กับคนคนนั้นต่างหาก เพื่อนพี่หลายคนหลังแต่งงานก็ยังใช้ชีวิตเป็นปกติ ทุกอย่างอยู่ที่การจัดสรรเวลาเท่านั้นเองจ้ะ”ดวงหน้าสะสวยของหิรัญญิการ์ที่ตอนนี้แดงก่ำเพราะร่ำสุราเข้าไปหลายแก้วเผยรอยยิ้มหมิ่นๆ“เอาเถอะ ใครจะมีความสุขก็มีไป แต่พลูยินดีที่จะไม่เลือกมีความสุขแบบนั้น ขอมีความสุขในรูปแบบของตัวเอง”ณัฐมนมองรุ่นน้องสาวแล้วยิ้มกว้าง เพ