LOGIN
ชั้นสองห้องสัก ทีแรกตู๋เองก็ตงิดใจแปลกๆกับคำบอกเล่าของโจเจ้าของร้านที่ทักแชทส่วนตัวมาหาเขา คล้ายเป็นการบ่นตามประสาว่าหัวบันไดวันหนึ่งนั้นไม่แห้ง เลิกรากับเซนต์ไม่ทันไร ก็มีลูกค้ามาติดซะแล้ว ทีแรกเขาคิดว่าโจคงคิดมาก ลูกค้าอาจชอบในฝีมือการสักของเธอจึงนัดสักซ้ำ ทว่าพอมาเห็นด้วยตาตัวเองจึงมั่นใจว่าที่โจคาดคะเนเดาเอาคงเป็นเรื่องจริง เนื่องจากสายตามันปกปิดกันไม่ได้ อีกอย่างผีเห็นผี เขาเองก็ชอบเธอเช่นเดียวกัน
จึงกลายเป็นว่าเหมือนทั้งคู่กำลังเขม่นกันทางสายตาโดยที่เจ้าตัวไม่รู้เรื่อง ร่างเล็กยังคงสาระวนอยู่กับการเตรียมเครื่องมือ และมอบหน้าที่ให้คนว่างอย่างตู๋เตรียมผิวก่อนขึ้นลาย ดีกว่าอยู่ว่างๆ
“เดี๋ยวมานะ”
“พี่จะไปไหน”
“ลืมโทรศัพท์ไว้ข้างล่าง มึงเตรียมผิวไปก่อนก็แล้วกัน”
“โอเค”
พยักหน้าให้กับรุ่นน้อง เธอก็เดินลงมาข้างล่างท่ามกลางการมองตามตาไม่กะพริบของเพิร์ธก่อนจะหลุดจากภวังค์จากการแสร้งทำของตกลงพื้นของตู๋ ทั้งที่รู้ว่าจะต้องเจอเขาที่อาจจะนั่งรออยู่ข้างล่าง หากแต่เรื่องนั้นไม่ได้อยู่ในหัว เธอไม่จำเป็นต้องกังวลหรืออับอาย นั่นเพราะเขากับเธอไม่ได้เป็นอะไรกัน
แต่แล้ว..
พอลงมาถึงกับไม่พบเขา ชั้นล่างนั้นว่างเปล่า น่าแปลกที่เธอกลับถอนหายลมใจเหมือนโล่งอก ทั้งที่ก่อนหน้ายังอวดเก่งอยู่แท้ๆ
ร่างเล็กเดินอ้อมไปยังเคาน์เตอร์ที่บนนั้นมีโทรศัพท์วางอยู่ ในขณะที่เอื้อมหยิบเป็นจังหวะเดียวกันกับที่แจ้งเตือนเด้งขึ้นพอดี หญิงสาวขมวดคิ้วยุ่งเมื่อเห็นว่าข้อความเหล่านั้นถูกส่งมาจากหมายเลขโทรศัพท์ที่เธอไม่ได้บันทึกมัน ทว่าเป็นข้อความที่ทำให้รู้ว่าเป็นใคร
กูอยู่หน้าร้าน ออกมาคุยกันหน่อย อย่าต้องให้เข้าไป ไม่งั้นกูจะพังให้ยับ
“เมื่อไหร่จะตายสักที”
ทันทีที่อ่านจบเธอสบถออกมาอย่างเหลืออด มือที่ถือโทรศัพท์ออกแรงกำแน่นจนรู้สึกเจ็บ ช่างใจอยู่พักว่าควรทำยังไง แต่พอคิดว่าลูกค้าข้างบนอยู่ในช่วงเตรียมผิวคงต้องใช้เวลาอีกสักพัก เผลองานนี้กว่าจะขึ้นรูปร่างเส้นคงจะติดค่ำ เธอจึงเลือกที่จะเดินออกไปก่อน โดยทิ้งข้อความไปให้ตู๋รู้ เผื่อเกิดอะไรขึ้นกับร้านหรือเธอ จะได้รู้ฝีมือใคร
วันหนึ่งผลักประตูออกมาย่ำเท้าเร็วด้วยความขุ่นมัว ทันทีที่เห็นร่างสูงคุ้นเคยนั่งอยู่บนอานรถบิ๊กไบค์กำลังพ่นควันออกจากปากอย่างสบายใจ โดยสายตานั้นทอดมายังเธอ ร่างเล็กก็ก้าวไปทันทีอย่างไม่เกรงกลัว
“พี่เซนต์ มึงเป็นเหี้ยอะไรกับกูนักหนา! ตามก่อกวนกันอยู่ได้”
และแน่นอนว่าเสียงที่ค่อนข้างจะดังนั้น เรียกคนที่กำลังยืนคุยโทรศัพท์อยู่ไม่ไกลหมุนกลับมา เพียงแต่มีรถบังเขาอยู่ วันหนึ่งจึงไม่ทันสังเกตเห็นว่าเหนือเมฆยืนอยู่ตรงนั้น
“อืม เอาตามนั้นละกัน แค่นี้ก่อนนะ”
เขาเลือกที่จะตัดสายทิ้ง เพื่อที่จะกอดอก หลุมมุมยืนพิงเสามองเธอ ชายหญิงคู่หนึ่งที่กำลังสาดอารมณ์ใส่กันอย่างไม่สนใจใครจะมอง
หลายชั่วโมงต่อมา
รอยสักของเพิร์ธที่เลือกลายมานั้นยังอยู่ในขบวนสักที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เขาจะต้องมาเติมอีกประมาณ 4-5 รอบ ซึ่งนั้นถือว่าใช้เวลาน้อยแล้วถ้าเทียบกับลงสี แต่เขาเลือกขาวดำจึงใช้เวลาน้อยกว่า แน่นอนว่าสิ่งนี้มาจากความต้องการของเพิร์ธเอง เนื่องจากอยากเข้าหาช่างสัก แม้จะรู้ว่าคู่แข่งเยอะ อาทิเช่นเพื่อนร่วมงานของเธอ ทว่าเมื่อเจ้าตัวบอกเองว่าโสด เพิ่งจะเลิกกับแฟน เขาที่มีดีกรีเป็นถึงนักแข่งรถระดับแถวหน้า แถมรูปหล่อบ้านรวย ทำไมจะไม่มีสิทธิ์
“ไงพี่ รอนานไหม”
เสียงทักทายของรุ่นน้องที่กำลังเดินลงมาจากบันได เรียกให้ร่างสูงซึ่งนั่งอยู่บนโซฟาแหงนหน้ามอง เขายังแปลกใจตัวเองว่าเพราะอะไรถึงรอได้ขนาดนี้ ทั้งอันที่จริงนี่ไม่ใช่นิสัยเขา การนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานานๆโดยไม่ลุกไปไหนนั้น มีอยู่อย่างเดียวที่เขาจะทำคือนั่งดื่มเหล้าเมาอยู่ที่คลับ กับวินิจฉัยวางแผนการรักษาคนไข้แบบเคสบายเคส และสามารถเรียกรถให้มารับเขากลับไปก่อนได้อีกต่างหาก มีอีกตั้งหลายวิธีที่เขาสามารถทำได้ ยิ่งเพิ่งจะผ่าตัดเสร็จควรจะได้พักผ่อน แต่เขากลับเลือกที่จะนั่งอยู่หลังขดหลังแข็ง จนกระทั่งเพิร์ธสักเสร็จแล้วเดินลงมา
“อย่าถามอะไรที่มึงรู้อยู่แล้ว”
เขาลุกขึ้นเต็มความสูงพลางบิดขี้เกียจยืดเส้นยืดสาย จังหวะนั้นเป็นจังหวะเดียวกันกับที่วันหนึ่งเดินลงมาพอดี เพื่อที่จะคิดเงิน และนัดรอบใหม่
“สะดวกอีกทีวันไหนคะ”
หลังจากเผลอสบตากันอีกครั้ง คราวนี้หญิงสาวเป็นฝ่ายหลบตาก่อน เนื่องจากจู่ๆเริ่มประหม่าขึ้นมาจริงๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่มีความรู้สึกนั้นเลย นอกจากความแปลกใจ เพราะคาดไม่ถึงว่าจะเจอที่นี่ แถมมาในนามเพื่อนของลูกค้า
“ไว้ผมโทรมานัดได้ไหมครับ พอดีเวลาผมไม่ตายตัว”
“ได้ค่ะ ไม่มีปัญหา”
วันหนึ่งพยักหน้าก้มลงจดบันทึกลงบนสมุดรายงาน และพิมพ์ใบเสร็จออกมาทางคอมพลางยื่นให้เพิร์ธที่กำลังรอสแกนจ่าย
“เรียบร้อยครับ” เขาพลิกหน้าจอให้เธอดูหลักฐาน “ว่าแต่คุณหนึ่งมีช่องทางการติดต่อส่วนตัวไหมครับ”
“กูไปรอที่รถนะ”
ไม่ทันได้รับคำตอบจากเธอ กลับต้องหันมายังรุ่นพี่ที่อยู่ดีๆก็โพล่งขึ้นมาอย่างไม่รู้จังหวะ นั่นทำให้เพิร์ธงุนงงไม่น้อย และวันหนึ่งก็เสียสมาธิไปด้วย เธอเผลอมองตามแผ่นหลังกว้างที่ผลักประตูเดินออกไป ก่อนจะหันมาทางอีกคน
“อย่าเลยค่ะ”
“ครับ?”
“คือหนึ่งยังไม่พร้อม เพิ่งจะเลิกกับแฟน ยังไม่อยากคุยกับใคร”
ยอมรับว่าร่างสูงที่ยืนถือโทรศัพท์ค้างอยู่หน้าชาไม่น้อย กระนั้นก็ใช่ความผิดของเธอ เขาพยักหน้าอย่างเข้าใจ และเหมือนจะชื่นชอบไปอีก เมื่อรู้ว่านอกจากเป็นคนสวยที่ห้าวเป้งแล้ว ยังเป็นคนตรงไปตรงมาอีกด้วย โดยไม่ต้องอ้อมค้อมให้เสียเวลา
“ไม่เป็นไรครับ ผมรอได้” แทนที่เขาจะถอดใจ กลับตอบออกไปแบบนั้น แน่นอนว่ามันทำให้คนฟังถึงกับอ้าปากค้าง และเลือกที่จะเงียบไป “เจอกันใหม่ครั้งหน้านะ”
ทันทีที่อีกฝ่ายพยักหน้าร่างสูงก็เดินออกมา ความคาดหวังที่ผิดพลาดทำให้เขาไม่มีแรงแม้แต่จะผลักประตู เหมือนกับว่าอีกฝ่ายปฏิเสธกันเร็วไป เขายังไม่ทันได้เริ่ม
“โทษทีพี่ รอนานเลย”
เหนือเมฆที่ติดเครื่องยนต์รออยู่ในรถหรี่ตามามอง เขาไม่ได้พูดอะไรนอกจากยกยิ้ม และถอยรถออกอย่างรวดเร็วเพราะรู้สึกว่าเสียเวลากับเรื่องนี้มากเกินไปแล้ว จนกระทั่งหลุดออกมายังถนนใหญ่ เพิร์ธเป็นฝ่ายถาม
“เป็นไงบ้างพี่”
“หมายถึงอะไร”
“ก็คนที่ผมจะจีบไง”
เขาเงียบไปอึดใจหนึ่ง ราวกับใช้ความคิด
“มึงแน่ใจนะ” หรี่ตามามอง ภายในนั้นเต็มไปด้วยความขบขัน “ว่ามึงไม่ได้โดนของ”
เสียงน้ำไหลในอ่าง ช่วยบรรเทาความประหม่าภายใต้ความเงียบได้ดีทีเดียว หลังร่างเล็กถูกเขาประคองมาถึงห้องน้ำ และให้เธอนั่งอยู่ในอ่างที่มีน้ำไม่ถึงครึ่ง โดยถอดเสื้อผ้าออกไปทั้งหมด ความตื้นเขินถาโถมหลังจากนั้น เมื่อเขาเอาแต่จ้องมองเรือนร่างเปลือยตรงหน้าตาไม่กะพริบ ความรู้สึกมายมายที่ไม่สามารถระบายกระจายไปทั่วพื้นที่สมอง คืนนี้ทั้งคู่มีสติ ไม่เหมือนคืนก่อน ถึงได้ต่างฝ่ายต่างเงียบกริบกันเช่นนี้ “หนาวหน่อย ไม่ได้ผสมน้ำอุ่น” “มะ ไม่เป็นไรค่ะ” แขนเรียวข้างที่มีผ้าพันแผลถูกเขายกไปวางบนตักแกร่งของตัวเอง ส่วนอีกข้างถูกรดด้วยน้ำจากอ่างที่ใช้มือตัก เขาทำมันอย่างอ่อนโยน ประหนึ่งอาบน้ำให้เด็ก การกระทำนี้ทำให้เธอเผลอนิ่วหน้า ก่อนก้มหน้างุดหลีกเลี่ยงการร้องไห้ ไม่เคยมีใครทำแบบนี้กับเธอ..ไม่เคยเลย “เป็นอะไรไป” “หนึ่งเป็นเด็กกำพร้า” “หืม?” จู่ๆเธอก็โพล่งขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ทำมือหนากำลังถูเนื้อเนียนอย่างละเมียดละไมชะงัก เงยหน้าขึ้นมาสบตาไหววูบ คิ้วที่ขมวดเข้าหากันของเขาบ่งบอกถึงควา
เขาพาเธอมายังคอนโดของเขาแทนที่จะพาไปโรงพยาบาล เนื่องจากอยู่ใกล้ที่สุด ความเงียบเข้าปกคลุมมาตั้งแต่ในรถ จนกระทั่งถึงห้องก็ยังไม่มีอะไรหลุดออกมาจากปากของพวกเขา ตอนนี้อยู่ในห้อง ทั่วพื้นที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยา ระหว่างทำแผล “ดีจัง ไม่ต้องไปถึงโรงพยาบาลเลย” ร่างเล็กคลี่ยิ้ม ช้อนตาขึ้นมองร่างสูงตรงหน้า ที่เอาแต่ทำหน้าเคร่งขรึม เขาเหลือบตาขึ้นมามอง พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย “แผลนี้ต้องเย็บนะ ทนไหวไหม” “ไหวค่ะ” “จะทำให้เบาที่สุด” ถึงจะบอกไปอย่างนั้น แต่เธอก็หวาดเสียวอยู่ดี พลันเบือนหน้าไปทางอื่นก็ตอนเห็นเข็ม และกัดปากเป็นการระบายความเจ็บปวด เขาเลือกที่จะเย็บสดๆเพียงเพราะต้องการให้ปากแผลปิดง่ายหายเร็วภายใต้การรอบมองของผู้รักษาเป็นระยะๆ จังหวะเข็มทิ่มทะลุเนื้อ ด้วยความกังวลว่าเธอจะเจ็บ ทว่าผิดคาดเธอไม่งอแงเลย เดาว่าการเย็บสดครั้งนี้คงจะเจ็บน้อยกว่าตอนมีดบาดเป็นไหนๆ หรือไม่ก็เจ็บจนชาไม่รู้สึกอะไร “ขอบคุณค่ะ”หลังจากเขาทำแผลเสร็จ ติดเทปบนผ้าก็อตเป็นอย่างสุดท้าย เธอก็ยิ้มให้อีกครั้ง เหนือเมฆรู้ว่ารอยยิ้มบาง
“อีหนึ่ง” มือหนาถูกกำเข้าหากันแน่นจนขึ้นสันปูด ก่อนจะเดินเร็วเข้ามาหาเธออย่างลืมตัว กะจะจัดการตามอารมณ์รุนแรงที่ไม่สามารถข่มได้เหมือนที่ผ่านมา จนลืมไปว่าตอนนี้เธอถือมืดใช้ตัวเองเป็นตัวประกันอยู่ มานึกขึ้นได้และขึงตากว้างก็ตอนที่คมมีดเฉือนลงไปบนเนื้อของหญิงสาวแล้ว ฉึก! เกิดแผลฉกรรจ์บนแขน เห็นเลือดค่อยๆซึมออกมาก่อนไหลเป็นทางตกหล่นบนพื้น เซนต์เห็นภาพนั้นถึงกับตัวแข็งทื่อทำอะไรไม่ถูก “เชี่ย หนึ่ง..นี่มึง..” “เข้ามาอีกสิ คราวนี้..” แม้ว่าจะเจ็บปวดแต่เธอก็ยังฝืน ยอมกัดฟันไว้ ก่อนจะย้ายปลายมีดมาจ่อที่คอแทน “ตรงนี้.. หลังจากนี้ก็จัดการศพของกูด้วยละกัน” เป็นจังหวะเดียวกันกับที่โทรศัพท์ดังขึ้นมาพอดี คราวนี้เป็นสายโทรเข้า เธอไม่ได้หันไปมอง ทว่าหัวใจกลับเต้นแรง ใบหน้าเห่อร้อนวูบวาบ และปวดหนึบตรงกลางอก ด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ที่ไม่เคยเจอมาก่อน เพิ่งรู้ว่าการทำตัวเองเจ็บปวดด้วยน้ำมือของตัวเอง มันเสียใจอะไรมากมายขนาดนี้ เธอจ้องเขม็งไปยังร่างสูงตรงข้าม สายตาแข็งกร้าวเอาเรื่อง ก่อนถอยมีดออกจากตัวอีกครั้ง เพื่อ
อารมณ์รุนแรงของเซนต์ หลังจากขาดสติเมื่อครู่ได้เผลอทำร้ายร่างกายวันหนึ่ง จนเธอตกใจ กลายเป็นชนวนเหตุให้ต้องปกป้องตัวเอง เขาเข้าใจมันดี เพียงแต่คาดไม่ถึงว่าครั้งนี้เธอจะใจเด็ดถึงขั้นกล้าเล่นมีด และเริ่มลังเลเมื่อสังเกตจากแววตาเห็นความนิ่ง และมุทะลุ เขาถึงได้ไม่กล้าแลก ไม่ใช่เพราะกลัวตัวเองตายหรือเจ็บ แต่กลัวว่าเธอจะเปลี่ยนใจไปทำตัวเองมากกว่า“วางมีดลงหนึ่ง เดี๋ยวก็เจ็บตัวจริงๆหรอก” “งั้นก็ออกไปสิ” “หนึ่ง.. กูไม่..” “ออกไป! ถ้ากลัวว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ มึงก็ออกไป” “ให้โอกาสกันหน่อยไม่ได้เหรอวะ” “โอกาสอะไรอีก กูให้มึงมามากแล้วเซนต์ เพราะให้มากเกินไปไง กูถึงได้เป็นแบบนี้ มึงรู้ไหม..ตอนนี้กูแม่งโคตรไม่ชอบตัวเองเลย ..เพราะมึง” เธอหมายถึงงานที่เธอรัก ชีวิตที่เธอต้องการ ผู้คนที่เคยคัดสรรให้เข้ามาในชีวิตด้วยตัวเอง และอะไรต่อมิอะไรที่เธอเคยจัดการมันได้ ด้วยสองมือของเธอ แต่วันนี้กลับกลายเป็นว่าทุกอย่างเหมือนฝืนไปหมด ยากไปหมด แม้กระทั่งที่ซุกหัวนอน เธอไม่ได้ชอบที่นี่ กลับต้องย้ายมาอย่างจำใจด้วยเหตุผลเพรา
เส้นผมของเธอถูกกระชากไปข้างหลังอีกครั้ง หลังเขาพุ่งเข้ามาอีกรอบ หญิงสาวกัดฟันกรอด ทอดมองเพดานที่อยู่ภายในม่านตา ก่อนจะตัดสินใจกระทืบเท้าเขาอีกที จากนั้นถีบกลางลำตัวจนเขาถอยร่นไปไกลพอสมควร “อีหนึ่ง!” และเพราะรู้ว่าไม่สามารถสลัดไปได้อย่างถาวร แค่ถ่วงเวลาไว้ได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น เธอจึงคิดว่าวิธีอื่น จังหวะนั้นเหลือบไปเห็นมีดจึงไม่รีรอที่จะวิ่งไปคว้าไว้ ก่อนจะชี้ไปข้างหน้าอย่างสิ้นคิด “เข้ามาสิ คราวนี้กูแทงจริงๆด้วย”“เข้ามาสิ คราวนี้กูแทงจริงๆด้วย” ในตอนนั้นเธอคิดแบบนั้นจริงๆ มือบางถึงได้ไม่สั่น แต่จับด้ามมีดแน่นและอยู่ในท่าเตรียมพร้อม ในสมองไม่มีห่วงอะไรเลย นั่นเพราะเธอตัวคนเดียว ที่ผ่านมาเธอหนีเพราะอยากมีชีวิตรอด และอาจจะรักชีวิตมากเกินไปจึงเลือกที่จะยอมเอาตัวเข้าแลก เพื่อเปิดทางให้ใครอีกคนเข้ามา คนที่ใครต่อใครบอกว่าเขาสามารถช่วยเธอได้ ทว่าตอนนี้เหมือนจะรู้แล้วว่าต่อให้เป็นคนที่มีอิทธิพลมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถปกป้องเธอได้ทัน เท่ากับตัวเธอเองที่ช่วยเหลือตัวเอง ต่อมาคือความน้อยใจต่อโชคชะตาที่มีต่อเบื้องบน เธออุตส่า
“พี่เซนต์..” ประตูถูกปิดทันทีที่ตั้งสติได้ แต่เหมือนจะเร็วไม่เท่ามือเขา ที่คว้าบานประตูไม่กลัวจะถูกปิดทับ ความรู้สึกกลัวถาโถมในใจเพียงชั่วพริบตาเดียว เป็นชนวนเหตุทำให้หัวใจเต้นแรง เธอทำอะไรไม่ถูกรนไปหมด “มึงต้องเชิญกูเข้าห้องหนึ่ง ไม่ใช่ปิดประตูใส่” “ขึ้นมาได้ไง” ประตูบานนั้นยังคงถูกยื้อยึดฉุดกระชาก กระทั่งฝ่ายหญิงพ่ายแพ้เพราะทนแรงอีกคนไม่ไหว บานประตูถูกผลักเข้ามาพร้อมกับร่างเล็กที่ปลิวไปตามแรง “ง่ายจะตาย” เท้าเล็กถอยร่นไปข้างหลัง ดวงตาขึงกว้างตอนประตูปิดกลับ “บอกแล้วไง มึงหนีไม่พ้น” เพิ่งจะตระหนักได้ว่ามีเงินเช่าคอนโดที่ราคาแพง ความปลอดภัยก็จะแพงตามด้วย อันที่จริงที่นี่ก็ไม่เลว แต่เขาอาจจะใช้กลอุบายพร้อมกับเงินมากกว่าถึงได้เข้ามาได้สำเร็จเซนต์จัดเป็นคนหน้าตาดีมากคนหนึ่ง ถ้าไม่ได้รู้จักมากพอ ดูเผินๆเขาดูเหมือนคนไม่มีพิษไม่มีภัย ด้วยบุคลิกท่าทางที่ดูใจดี แต่ใครจะรู้ว่าเขานี่แหละคือวายร้าย คนเลวคนหนึ่งที่ควรไปนอนในคุก มากกว่าเดินคลุกคลีอยู่กับคนปกติและคนอย่างเซนต์มักจะใช้เงินฟาดหัวคนอื่นเพื่อแลกกับสิ่งที







