Share

บทที่ 6

last update Tanggal publikasi: 2026-06-17 19:53:21

“คะ?” ขานรับอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ขณะยกมือข้างหนึ่งขึ้นซับเหงื่อเม็ดเล็กที่เริ่มผุดขึ้นตามกรอบหน้า

เมื่อสายตาของผู้เป็นป้าเพ่งมองบริเวณลำคออย่างสงสัย “รอยอะไรที่คอ?” ถามพร้อมเอื้อมมือปัดผมที่ปรกอยู่ให้พ้นทาง

“เอ่อ มะ ... มดกัดค่ะ พรีนคันเลยเกาแรงไปหน่อย”

“แน่ใจเหรอพรีน แต่ป้าว่ามันไม่ใช่รอยมดกัดเลยนะลูก ป้าว่ามันเหมือนกับรอย ... รอยดูด!”

คำสุดท้ายที่ออกจากริมฝีปากของน้อยทำให้ชนากานต์หน้าเห่อร้อนขึ้นทันที มือที่ถือจานอยู่กระชับแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว เธอก้มหน้าลงเล็กน้อยพยายามไม่แสดงพิรุธใด ๆ ออกมา ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเบาแต่มั่นคง

“มะ ...ไม่ใช่ค่ะ มดกัดจริง ๆ ไว้เดี๋ยวพรีนจะหายาทานะคะ”

“มดก็มด แต่อย่าลืมที่ป้าบอกก็แล้วกัน ป้าไม่อยากเห็นพรีนต้องมาเสียใจทีหลัง”

ชนากานต์พยักหน้ารับเบา ๆ เป็นสัญญาณว่าเข้าใจในสิ่งที่ป้าพูดเป็นอย่างดี เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะหมุนตัวกลับเพื่อเดินออกจากครัวไปยังห้องอาหาร เตรียมจัดโต๊ะตามที่ป้าน้อยได้บอกไว้แต่แรก

ทว่ายังไม่ทันได้ก้าวพ้นธรณีประตู เสียงฝีเท้าสองคู่ก็ดังขึ้นจากบันไดไม้ ในชั่วขณะสายตาสบกับบุคคลมาใหม่ร่างของเธอก็พลันชะงักงัน หัวใจเหมือนเต้นสะดุด ลมหายใจราวถูกช่วงชิงไปโดยไม่ทันตั้งตัว

คุณหญิงรุจิราประมุขใหญ่ของบ้านย่างกรายเข้ามาอย่างสง่างามโดยมีปภาวีลูกสาวเพียงคนเดียวเดินเคียงข้างมาติด ๆ

และเมื่อคนที่เธอไม่อยากพบเจอที่สุดกลับมายืนอยู่ตรงหน้าในเวลาที่ไม่พร้อม ร่างของชนากานต์ก็ชาวาบไปทั้งตัว หายใจไม่ทั่วท้องเธอ เธอไม่รู้เลยว่าเธอควรจะถอยหลังกลับเข้าไปตั้งหลักหรือยืนนิ่ง ๆ อยู่ตรงนี้แล้วปล่อยให้สายตาเย็นชาของผู้หญิงใจร้ายคนนั้นทอดมองมาด้วยความดูแคลน เหมือนอย่างที่อีกฝ่ายเคยทำเมื่อคืนที่ผ่านมา

“อ้าวหนูพรีน ตื่นแต่เช้าเลยนะลูก”

“ค่ะ”

“วันนี้หนูว่างหรือเปล่าจ๊ะ ฉันว่าจะชวนออกไปทำธุระข้างนอกสักหน่อยน่ะ”

“เอ่อคือ ...” หลุบตาลง แล้วหันไปมองป้าน้อยช้า ๆ แววตาของเธอสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด เธอไม่รู้ว่าตัวเองควรพูดว่าอะไร หรือแม้แต่ควรคิดอะไรในจังหวะนั้น

“ว่าไงจ๊ะ ว่างไหม?” คุณหญิงถามอีกครั้ง

“มะ ... ไม่ว่างค่ะคุณหญิง วันนี้พรีนว่าจะช่วยป้าน้อยทำงานในครัวค่ะ”

“อ้าวเหรอ งั้นเอาอย่างนี้ไหมเดี๋ยววันนี้น้อยไม่ต้องทำงานบ้านพักผ่อนได้เต็มที่เลย แต่มีข้อแม้ว่าน้อยจะจ้องให้ฉันยืมตัวหลานสาวหนึ่งวัน”

เพียงประโยคเมื่อครู่จบลง น้อยก็หันขวับไปมองหลานสาวทันที ชนากานต์ได้แต่ส่ายหน้าสื่อเป็นนัย ๆ ว่าตัวเธอคนนั้นไม่ต้องการที่จะไป ซึ่งน้อยเองก็คิดเช่นเดียวกันกับหลานสาว แต่ทว่าฐานะของเธอกับผู้ร้องขอนั้นต่างกันจนไม่อาจเอ่ยปฏิเสธออกมาตรง ๆ ได้

“ค่ะคุณหญิง เดี๋ยวพรีนไปธุระกับคุณหญิงท่านนะลูก ทางนี้ป้าจัดการเอง”

สุดท้ายน้อยจึงพยักหน้าตอบตกลงคุณหญิงท่านไป นั่นไม่ใช่เพราะเธออยากพักผ่อนหรือต้องการให้หลานสาวอยู่ใกล้กับปภาวีมากนัก แต่เพราะไม่อยากขัดประประสงค์ของท่าน ไม่อยากให้เรื่องเล็กกลายเป็นความขุ่นเคืองในวันหน้า

ชนากานต์ฝืนยิ้มเล็ก ๆ ทั้งที่ในใจหนักอึ้ง เธอจำใจตอบรับอย่างเรียบร้อยทั้งที่ภายในกลับรู้สึกวูบโหวง เหมือนลมหายใจติดขัด

เธอเหลือบมองปภาวีเป็นระยะ แม้จะไม่อยากสบตาหรือหันหน้าไปหา แต่ความเงียบผิดปกติของอีกฝ่ายก็ยิ่งทำให้เธอระแวง เพราะโดยปกติปภาวีไม่เคยปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปโดยง่ายไม่ว่าเรื่องเล็กหรือใหญ่ อีกฝ่ายมักจะแทรกแซง แสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจนอยู่ทุกครั้ง

แต่ครั้งนี้กลับเงียบจนน่ากลัวไม่มีคำคัดค้าน ไม่มีท่าทีขัดขวาง ไม่มีคำพูดใด ๆ ที่จะบั่นทอนหัวใจเธอเหมือนเคย หล่อนเพียงแค่มองมาอย่างนิ่ง ๆ นิ่งเสียจนเธอแอบน่าขนลุกและหวั่นใจกับปฏิกิริยาของคนตรงหน้าอยู่ไม่น้อย

หลังทานมื้อเช้าเสร็จเรียบร้อย ทั้งสามคนเตรียมออกเดินทางไปยังสุสานที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านเท่าไหร่นัก และก่อนจะก้าวขึ้นรถ คุณหญิงหันกลับมามองชนากานต์ด้วยรอยยิ้มบาง พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“หนูพรีน ไปนั่งข้างพี่ภัคเขาก็ได้ลูก ที่ว่างพอดี”

คำพูดนั้นฟังดูธรรมดา แต่กลับทำให้ชนากานต์ชะงักเล็กน้อย เธอเม้มริมฝีปากแน่น รู้สึกอึดอัดจนต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดฝืน

จะปฏิเสธก็ทำไม่ได้ จะบ่ายเบี่ยงก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอเธอจึงทำได้เพียงพยักหน้ารับคำแล้วเดินอ้อมไปยังอีกฝั่งของรถ มือเรียวที่จับประตูสั่นน้อย ๆ อย่างไม่ตั้งใจ ก่อนที่เธอจะรวบรวมความกล้า เปิดมันออกแล้วนั่งลงข้างปภาวีหญิงสาวที่นั่งอยู่ก่อนหน้านี้

แล้วเมื่อประตูรถปิดสนิท คนขับรถก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากลานจอด บรรยากาศในรถเงียบงันจนน่าอึดอัดมีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ดังแผ่ว กับเสียงลมหายใจเบา ๆ สลับกันของทุกคนแค่เท่านั้น

ชนากานต์นั่งตัวแข็งทื่อ เบือนสายตาออกไปทางหน้าต่าง โดยแขนข้างหนึ่งแนบชิดกับประตูรถราวกับต้องการถอยห่างจากคนข้าง ๆ ให้มากที่สุด

เธอพยายามจดจ่ออยู่กับภาพทิวทัศน์ริมทางที่เคลื่อนผ่านไปช้า ๆ อย่างตั้งใจ หวังให้มันช่วยกลบความอึดอัดที่แน่นค้างในอก ทว่าภายในใจกลับไม่เคยนิ่ง เธอรู้ดีว่าความเงียบของผู้หญิงคนนี้ไม่ได้หมายถึงความสงบ มันปรับเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนที่พายุจะโหมกระหน่ำเข้ามา

แล้วก็เป็นไปตามคาด เพราะสุดท้ายคำพูดเหน็บแนมก็หลุดออกมาจากปากของคนข้าง ๆ จนได้

“มองหน้าฉันมันจะตายหรือไง”

“ไม่ตายค่ะ แต่ไม่อยากมอง”

“นี่เธอ!!”

“ภัค!! หยุดหาเรื่องน้องสักวันจะได้ไหม” เสียงของคุณหญิงรุจิราดังขึ้นอย่างเฉียบขาดจนความเงียบในรถยิ่งหนักอึ้งมากกว่าขึ้นเดิม

คำสั่งนั้นแม้จะไม่ดังนัก แต่กลับมีพลังมากพอจะทำให้ปภาวีเม้มปากแน่น หันหน้ากลับไปมองกระจกฝั่งตนโดยไม่พูดอะไร แม้ภายในใจจะยังเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองที่คุกรุ่นพร้อมจะปะทุออกมาทุกเมื่อ

ด้านชนากานต์ก็ไม่ต่างเท่าไหร่นัก เธอยังคงนั่งนิ่งไม่เอ่ยคำใด เธอได้เพียงแต่จ้องมองมือตัวเองที่ประสานกันแน่นบนตักพร้อมกับความเงียบที่เธอมักใช้เป็นเกราะป้องกันตัวเองเสมอมา

ไม่นานนัก รถคันหรูเคลื่อนตัวเข้าสู่ถนนคอนกรีตสายแคบซึ่งทอดยาวผ่านแนวต้นไม้สูง ด้านหน้าคือประตูไม้สีซีดของสุสานประจำตระกูลที่ตั้งอยู่บนเนื้อที่มากกว่าสาม ห้อมล้อมด้วยต้นสนปลายแหลมและเงาแดดอ่อนของเช้าวันใหม่

เมื่อรถจอดสนิท เสียงเครื่องยนต์ก็ดับลงอย่างเงียบเชียบ สมชายคนขับประจำบ้านไม่รอช้า เขารีบลงจากที่นั่งคนขับแล้วเดินอ้อมมาเปิดประตูให้คุณหญิงรุจิราและปภาวีก้าวลงจากรถไปก่อนอย่างคล่องแคล่ว

ทิ้งให้ชนากานต์ยังคงนั่งนิ่งอยู่ตรงเบาะหลังเพียงลำพังเธอกะพริบตาช้า ๆ สายตาแนบแน่นอยู่ที่บานประตูฝั่งตน มือเรียวขยับไปแตะมือจับประตูก่อนที่จะหยุดชะงักกลางคัน เธอไม่แน่ใจว่าควรก้าวออกไปดีไหม หรือควรนั่งอยู่ภายในนี้ต่อไปอีกสักครู่

ระหว่างที่ความลังเลยังคงพันธนาการใจเอาไว้เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นอย่างเฉียบคม เย็นชา และเต็มไปด้วยแววประชดประชันที่คุ้นเคยดี

“นั่งทำบื้ออะไรอยู่ล่ะ ลงมาสิ!”

น้ำเสียงนั้นบาดลึกยิ่งกว่าคำพูดใด ชนากานต์สะดุ้งเล็กน้อย ก่อนที่เปลือกตาจะกะพริบถี่พยายามกลืนความรู้สึกทั้งหมดที่มีลงคอโดยไม่ตอบโต้อะไรกลับไป

“พูดดี ๆ กับน้องบ้างสิภัคถือว่าแม่ขอ หนูพรีนลงมาเร็วลูก เดี๋ยวเราเข้าไปข้างในกันดีกว่าค่ะ”

คุณหญิงรุจิราหันมาดุลูกสาวเสียงเข้มพร้อมระบายลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ สีหน้าสะท้อนความเบื่อหน่ายที่ต้องเห็นฉากเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะหันไปพูดกับเด็กสาวร่างบางที่ยังคงนั่งลังเลอยู่ภายในรถด้วยน้ำเสียงที่เบาลง

ทว่าคำตำหนิของมารดากลับยิ่งจุดเชื้อเพลิงในใจของปภาวีให้ลุกโชนขึ้นหญิงสาวสะบัดเสียงตอบกลับอย่างไม่ยอมแพ้ ริมฝีปากเม้มแน่นก่อนจะพูดกระแทกออกมา

“ทีกับคนใช้คุณแม่เรียก หนูพรีนอย่างนั้นหนูพรีนอย่างนี้ ประคบประหงมอย่างกับไข่ในหิน แต่พอกับภัคที่เป็นลูกแท้ ๆ คุณแม่แทบจะกินหัวภัคอยู่แล้ว!”สิ้นคำบ่นอย่างขุ่นเคือง ปภาวีก็เบือนหน้าหนีไปอีกทางด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์

คุณหญิงรุจิราเมื่อได้ยินดังนั้นก็สูดหายใจลึกอีกครั้ง พยายามระงับความหงุดหงิดที่เริ่มเกาะกินใจ ก่อนจะหันไปพูดกับเด็กสาวร่างบางที่ยังคงนั่งลังเลอยู่ในรถ

“ไปกันเถอะหนูพรีน ฉันว่าตรงนี้บรรยากาศไม่ค่อยดีเท่าไหร่”

ชนากานต์ก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนพยักหน้ารับคำเแล้วค่อย ๆ ขยับตัวลงจากรถตามคำสั่งของคุณหญิงรุจิรา ทันทีที่ปลายเท้าแตะพื้นกรวดแห้งเบื้องหน้า กลิ่นหญ้าเปียกและธูปคละคลุ้งลอยมากระทบจมูกทัน บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบ แต่แฝงความวังเวงในแบบของสุสานเก่า

คุณหญิงรุจิราเดินนำอยู่ข้างหน้า ส่วนชนากานต์เดินตามไปเงียบ ๆ โดยไม่พูดอะไร เธอไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปมองรถเพราะเธอรู้ดี...ว่าใครบางคนอาจกำลังมองเธออยู่

จริงดังคาด...

ปภาวียืนพิงขอบรถอยู่ครู่หนึ่ง แขนทั้งสองข้างกอดอกแน่นดวงตาคมจ้องมองแผ่นหลังของสองคนตรงหน้าด้วยแววตาที่อ่านไม่ออกว่าคือความน้อยใจ โกรธ หรือเสียใจริมฝีปากเม้มเข้าหากัน ก่อนจะหลุดเสียงสบถเบา ๆ ออกมา

“อย่าคิดว่าแม่ฉันจะปกป้องเธอได้ตลอดไป ยัยผู้หญิงใจแตก”

คำพูดนั้นไม่มีใครได้ยินนอกจากตัวของเธอเอง แต่ความเย็นในน้ำเสียงก็เพียงพอจะเผยให้เห็นไฟในใจที่ยังไม่มอดลงไป ปภาวีสูดหายใจลึกปัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงออกจากชุด แล้วก้าวฉับ ๆ ตามหลังสองร่างไป เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นกรวดดังเป็นจังหวะมั่นคง สะท้อนอารมณ์ที่ยังคุกรุ่นอยู่ในอก

เมื่อเดินมาถึงหลุมฝังร่างของปุณกร ธาดาวรโชติ ผู้เป็นบิดา ร่างสูงโปร่งก็ทรุดตัวลงนั่งบนพื้นหินด้านหน้าก่อนที่ดวงตาจะจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าไม่แสดงออกถึงความอ่อนแอหรืออารมณ์รุนแรงใด ๆ

ปลายนิ้วเรียวยกขึ้นปัดเศษฝุ่นออกจากขอบหินช้า ๆ ทุกท่วงท่าคงไว้ซึ่งความสง่างามและสุขุม แม้ในช่วงเวลาที่ใจแหลกสลาย ไม่มีคำพูดใด ไร้ซึ่งเสียงสะอื้น มีเพียงรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนเจ้าของร่างจะเม้มริมฝีปากที่แน่น แล้วเอ่ยออกมาด้วยเสียงเรียบเย็น

“ภัคใกล้จะเจอตัวคนร้ายแล้วนะคะคุณพ่อ ภัคสัญญาค่ะ ว่าภัคจะเอาตัวคนผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้”

น้ำเสียงทรงพลังและอัดแน่นไปด้วยความเจ็บปวด ความแค้น และความตั้งใจที่ไม่เคยสั่นคลอน ดวงตาคู่นั้นแดงเรื่อคล้ายกลั้นน้ำตาไว้ แต่กลับเปล่งประกายแรงกล้าในคราเดียวกัน

แม้มันจะถูกกลั่นออกมาจากหัวใจที่กำลังร้าวลึก แต่ทว่าทุกถ้อยคำกลับฟังหนักแน่นราวกับคำพิพากษา

“ปล่อยวางได้แล้วนะภัค คุณพ่อเขาไปสบายแล้ว แม่ว่าแค้นเคืองไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นหรอกลูก คนทำผิดเดี๋ยวเขาก็ได้รับผลกรรมที่เขาก่อ เราไม่จำเป็นต้องแบกความทุกข์นี้ไว้เองแบบนี้ก็ได้”

“ไม่ค่ะคุณแม่ ภัคไม่ปล่อยวางอะไรทั้งนั้น แล้วไม่ว่ามันจะอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ ภัคก็จะหาตัวมันให้เจอ ภัคจะทำให้มันเจ็บปวดแบบที่ภัคเจ็บปวด”

ปภาวีหันกลับไปมองคุณหญิงรุจิรามารดาของตน ดวงตาที่เคยแข็งกร้าวค่อย ๆ แดงเรื่อขึ้นทีละน้อย เมื่อคำพูดของคนเป็แม่พาดึงบาดแผลเก่าให้ย้อนกลับมาอีกครั้ง เธอพยายามสะกดกลั้นความรู้สึกนั้นไว้ แต่แล้วหยดน้ำใสก็ไหลรินลงข้างแก้มโดยไม่รู้ตัว ความเจ็บปวดที่ซุกซ่อนอยู่ภายในเผยออกมาทีละน้อยผ่านแววตาและน้ำเสียงที่สั่นไหว

ท่ามกลางความเงียบ ชนากานต์ที่ยืนเงียบมาตลอดก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“พรีนเข้าใจความรู้สึกของคุณหนูนะคะแต่พรีนว่าคุณหนูควรจะทำแบบที่คุณหญิงท่านบอกจะดีกว่าไหมคะ เพราะบางทีคนที่ชนคุณท่าน เขาอาจจะไม่ได้ตั้งใจก็ได้ค่ะ”

เธอรู้ว่าสถานการณ์ตรงหน้าคือเรื่องภายในครอบครัว และเธอเองก็ไม่มีสิทธิ์จะก้าวก่าย แต่เมื่อได้เห็นสีหน้าและแววตาของปภาวีในวินาทีนั้น ดวงตาที่แดงเรื่อคล้ายกลั้นความรู้สึกบางอย่างเอาไว้ เสียหายใจที่สั่นพร่าและหยดน้ำตาที่ร่วงลงมาโดยไม่มีคำพูดปลอบใจใดรองรับ

หัวใจของเธอกลับสะท้านวูบขึ้นมาอย่างประหลาดทั้งที่ตอนแรกสัญญากับตัวเองเอาไว้แล้วว่า จะไม่พาตัวเองจะไม่ยุ่งเกี่ยวอะไรกับผู้หญิงคนนี้อีก

... แต่เธอก็ทำไม่ได้

เพราะเพียงแค่เห็นน้ำตากับสีหน้าที่เจ็บปวดของผู้หญิงตรงหน้า มันก็ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเธอเองก็เจ็บปวดไม่ต่างกัน ซึ่งมันก็เป็นความรู้สึกที่คนอย่างเธอไม่ควรจะรู้สึกมันเลยด้วยซ้ำ

“ขี้ข้าอย่างเธอ อย่าสะเออะมายุ่งกับเรื่องภายในครอบครัวของฉัน!” ปภาวีปาดน้ำตาลวก ๆ ด้วยความหงุดหงิด แววตาแดงก่ำเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ ก่อนจะลุกพรวดขึ้นก้าวเข้าไปหาอีกฝ่ายด้วยท่าทางพร้อมจะฟาดฟัน

ทว่าเดินได้เพียงสองก้าว

“หยุดเดี๋ยวนี้นะภัค!” เสียงเข้มของคุณหญิงรุจิราดังขึ้นขัดขวางไว้ได้ทัน หยุดยั้งไม่ให้เหตุการณ์บานปลายไปมากกว่านี้

ด้านปภาวีชะงักเท้า หันขวับกลับไปมองแม่ด้วยสีหน้าไม่พอใจ ก่อนจะปรายตามาทางชนากานต์อย่างดูแคลนอีกครั้ง พร้อมคำพูดสุดท้ายที่เฉือนลึกในใจของคนฟัง

“เจียมตัวไว้บ้างนะ ยัยขี้ข้า” ริมฝีปากอิ่มเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว ใบหน้าบิดเบี้ยวจากไฟโทสะที่ลุกโชนอยู่ภายในใจ ก่อนสองเท้าจะเดินกระทืบออกไปอย่างแรง ทิ้งไว้เพียงคุณหญิงรุจิราและชนากานต์ที่ยืนนิ่ง มองตามหลังร่างของปภาวีที่เดินจากไปจนลับตา ด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในใจ

“พรีนขอโทษนะคะคุณหญิง ที่เสียมารยาทพูดออกไปแบบนั้น”

“ไม่เป็นอะไรหรอกหนูพรีน ฉันเข้าใจ เดี๋ยวหนูออกไปรอฉันที่รถก่อนก็ได้นะ ฉันขอเวลาสักพักเดี๋ยวจะตามไป”

“ค่ะคุณหญิง”

ชนากานต์เดินออกมาที่รถตามคำสั่งของคุณหญิงรุจิรา แต่เมื่อมาถึงกลับต้องหยุดชะงัก เพราะเห็นปภาวียืนรออยู่ก่อนแล้ว สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปทันที ก่อนจะหันหลังแล้วเดินไปหาที่รออื่นอย่างเงียบ ๆ ไม่อยากเผชิญหน้า

“เหอะ! ถึงกับต้องหลบหน้าฉันเลยเหรอ? หรือกลัวว่าฉันจะพูดอะไรที่มันแทงใจดำเธอเข้าให้”

“ฉันไม่ได้หลบหน้าคุณ ขอตัวนะคะ”

“มันจะเป็นยังไงนะ ถ้าคุณแม่ฉันรู้ว่าผู้หญิงดี ๆ ที่ท่านชมนักชมหนา ไม่ไปนอนถ่างขาให้ฉันเอาถึงห้อง”

“...”

“เงียบทำไมล่ะ หรือยอมรับกับการกระทำต่ำ ๆ ของตัวเองไม่ได้ อ้อ!หรือโกรธที่ฉันไม่ได้ให้ค่าตัวเธอเมื่อคืนนี้” เบ้ปาก ปลายตามองหัวจรดเท้า “แต่ก็อย่างว่านะ ผู้หญิงอย่างเธอมัน-”

เพี๊ยะ!!

ยังไม่ทันได้พูดจบประโยค เสียงฝ่ามือกระทบลงบนแก้มของปภาวีดังฉาดราวฟาดเปรี้ยงลงกลางอากาศ ใบหน้าสวยของเธอสะบัดไปตามแรงตบที่ไม่ทันตั้งตัว

“คุณจะดูถูกฉันมากเกินไปแล้วนะคะคุณภัค ฉันไม่เคยได้ต้องการเงินจากคุณ ฉันไม่ใช่ผู้หญิงขายตัว คุณก็ไม่มีสิทธิ์มาพูดจาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีฉันแบบนี้”

นี่เป็นครั้งแรกที่ชนากานต์แสดงอาการโกรธเกี้ยวและเรียกชื่อเล่นของปภาวีทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ก็ให้เกียรติโดยเรียกว่าคุณหนูมาโดยตลอด ส่วนทางด้านปภาวีก็รู้ดีว่าว่าผู้หญิงตรงหน้านั้นมีอารมณ์แบบไหน

แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็หาได้เกรงกลัวไม่ แม้จะเห็นประกายแข็งกร้าวในดวงตาของอีกฝ่ายกับท่าทีหยิ่งผยองนั้น

“เหอะ! ไม่มีสิทธิ์งั้นเหรอ?”

เสียงหัวเราะต่ำพร่า หลุดลอดไรฟันออกมาจากปภาวีก่อนที่มือเรียวยาวพุ่งเข้ากอบกุมต้นแขนของชนากานต์แน่น ราวกับจะย้ำเตือนถึงอำนาจที่เหนือกว่า พร้อมกับกงเล็บคมจิกลงบนผิวเนียนขาวจนเกิดรอยแดงชัดเจน

“อะ ... โอ๊ยคุณหนู ฉันเจ็บ”

“สองครั้งแล้วนะที่เธอตบหน้าฉัน เธอคิดว่าตัวเองสูงส่งมาจากไหนถึงได้กล้าจองหองกับฉันแบบนี้ จำใส่หัวของเธอไว้ว่าเธอมันก็เป็นแค่ขี้ข้า อย่ามาอวดดีกับฉัน!!”

“ตอแหล ทีเธอตบหน้าฉันเมื่อกี้ล่ะ ฉันไม่เจ็บหรือไง!”

“ก็คุณพูดจาดูถูกฉันก่อนนี่คะ ปล่อยนะฉันเจ็บ!”พยายามแกะมืออีกฝ่ายออกแต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ ซ้ำยิ่งพยายามแกะมากเท่าไหร่กรงเล็บนั้นยิ่งจิกลงบนผิวเนื้อเธอรุนแรงขึ้นมากเท่านั้น

“ฉันก็ไม่ได้อยากจะโดนตัวเธอนักหนาหรอกยัยขี้ข้า เธอมันน่าขยะแขยงเสียยิ่งกว่าขยะซะอีกรู้ตัวไว้ด้วย”

“ฮึก ๆ รังเกียจก็ปล่อยสิคะ ฉันเจ็บ!”

เสียงสะอื้นเจ็บปวดหลุดออกมาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลพรากไม่ขาดสาย ในที่สุดความอดทนที่เคยเก็บกลั้นไว้ก็พังทลายลง เมื่อได้ยินถ้อยคำแสนโหดร้ายที่เสียดแทงลึกเข้าไปถึงหัวใจ

คำว่า ขยะ มันไม่ใช่แค่คำดูถูกธรรมดา แต่มันคือการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์ของเธออย่างไม่มีเยื่อใย

ทั้งที่เธอเป็นห่วง ทั้งที่เธอหวังดี แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือการย่ำยี ขืนใจและพ่นถ้อยคำหยาบคายราวกับตอกตะปูซ้ำเข้าในบาดแผลที่ยังสดที่ยังไม่หายดี

หัวใจของเธอตอนนี้บอกได้คำเดียวเลยว่าแหลกสลาย...สลายลงไปอย่างไม่เหลือชิ้นดี ไม่ใช่เพียงเพราะความรุนแรงของคำพูดแต่เพราะมันออกมาจากปากของคนที่เธอจนเผลอใจคิดไปไกลกว่าสถานะเจ้านายกับคนใช้

“ทำอะไรน่ะภัค! ปล่อยแค่น้องเดี๋ยวนี้นะ”

“คุณแม่ / คุณหญิง”

เสียงสะอื้นที่พยายามกลั้นไว้สั่นพร่าในลำคอ ชนากานต์รีบเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าทันทีที่เห็นร่างของคุณหญิงรุจิราเดินตรงเข้ามา เธอไม่ต้องการให้ผู้ใหญ่ที่เคารพรักต้องมาเห็นเธอในสภาพแบบนี้ แล้วที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือเธอไม่อยากให้ท่านรับรู้ถึงรอยร้าวที่กำลังแผ่ลึกระหว่างเธอกับปภาวีลูกสาวของท่าน

“แม่บอกให้ปล่อย!”

น้ำเสียงเฉียบขาดของคุณหญิงเปล่งออกมาอย่างไม่ลังเล ขณะที่สายตาคมกริบตวัดมองลูกสาวตัวเองด้วยความไม่พอใจ ปภาวีเห็นดังนั้นจึงจำใจต้องปล่อยมือออกจากแขนของชนากานต์อย่างเลี่ยงไม่ได้ ก่อนจะสะบัดหน้าเดินขึ้นรถด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์

“ไปพรีน เดี๋ยวหนูนั่งข้างฉันก็ได้นะ ต้องไปนั่งใกล้หมาบ้าให้มันกัดเอา” คำพูดเรียบ ๆ ของคุณหญิงรุจิราเหมือนฉาบด้วยความอ่อนโยน ทว่ากลับซ่อนคมมีดที่แหลมคมจนร่างสูงที่เพิ่งนั่งกระแทกลงบนเบาะรถถึงกับหันขวับมองแม่ของตัวเองด้วยแววตาวาวโรจน์

“คุณแม่ว่าภัคเป็นหมา?”

“ก็แล้วแต่จะคิด”

“คุณแม่!!”

“หยุดโวยวายแล้วนั่งเงียบ ๆ ไปถ้าไม่อยากให้แม่ต้องโมโหไปมากกว่านี้ ชัย เดี๋ยวขับไปห้างทีนะฉันจะพาหนูพรีนไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาให้สบายใจสักหน่อย”

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • Out of Sync รักคนละตอน   บทที่ 20

    19:15 น.ณ โรงพยาบาลหลังจากขับรถออกมาจากร้านอาหารด้วยอารมณ์ที่ยังคุกรุ่น ปภาวีใช้เวลาพักใหญ่รวบรวมสติขับรถมุ่งหน้ามายังจุดหมายปลายทางซึ่งก็คือโรงพยาบาลที่มีใครบางคนนอนพักรักษาตัวอยู่แต่กว่าจะมาถึง ท้องฟ้า ณ ตอนนี้ก็ได้ถูกม่านรัตติกาลสีเทาเข้มกลืนกินไปเกือบหมด เหลือเพียงไฟถนนที่ทยอยสว่างขึ้นทีละดวงสะท้อนผิวถนนเป็นเงาวาว เธอดับเครื่องยนต์แล้วนั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัยครู่หนึ่งอย่างชั่งใจว่าควรขึ้นไปดีหรือไม่สุดท้ายการกระทำก็ทำงานไวกว่าความคิด มือเรียวเอื่อมหยิบช่อดอกทิวลิปสีชมพูอ่อนบนเบาะข้างคนขับขึ้นมาถือไว้แนบอกแล้วจึงเปิดประตูลงจากรถเข้าไปภายในอาคาร แสงไฟสีอุ่นจากโคมระย้าตามทางเดินได้สาดสะท้อนลงบนพื้นกระเบื้องขัดเงาเงาร่างของเธอเคลื่อนไปพร้อมจังหวะก้าวที่เงียบงัน กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศ ทำให้ความว่างเปล่าของโรงพยาบาลยามค่ำยิ่งเด่นชัดเมื่อมาถึงหน้าห้องผู้ป่วย เธอหยุดยืนอยู่ตรงนั้นชั่วครู่หนึ่งเพื่อรวบรวมความกล้า ก่อนจะยกมือแตะลูกบิดแล้วค่อย ๆ เปิดประตูเข้าไปอย่างเบามือภายในห้องเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องวัดชีพจรดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอและแสงจากโคมข้างเตียงที่ส่องลงมาบ

  • Out of Sync รักคนละตอน   บทที่ 19

    ภาสกรถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบลุกตามออกไปแทบจะทันที ใจเต้นโครมครามอย่างไม่รู้ว่าเหตุการณ์ต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้างปภาวีเดินฉับ ๆ เข้าไปโดยไม่สนใจสายตาของใครในร้าน เสียงส้นสูงกระทบพื้นไม้ดังกังวานตัดกับบรรยากาศเงียบสงบของร้านอาหารแค่ไม่กี่ก้าว เธอก็ไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของโต๊ะที่มีชายหนุ่มและหญิงสาวอีกคนกำลังนั่งอยู่ ดวงตาคมเฉียบของเธอจ้องไปที่ณัฐนนท์ราวกับพร้อมจะเฉือนคำถามออกจากใจตรงนั้น“บังเอิญจังเลยนะ ไม่คิดว่าจะได้เจอนายที่นี่อีก”เสียงเรียบนิ่งแต่แฝงด้วยแรงกดดันทำให้ชายหนุ่มชะงัก เงยหน้าขึ้นมามองเจ้าของเสียง พร้อมรอยยิ้มฝืด ๆ ที่แวบขึ้นมาเพียงเสี้ยววินาทีก่อนหายวับไปหญิงสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเขาก็ชะงักไปเช่นกัน ดวงตากวาดมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพินิจ ก่อนจะขยับตัวนั่งตัวตรงขึ้นเล็กน้อยและยังไม่ทันที่ใครจะพูดอะไรออกมา ภาสกรก็โผล่พรวดเข้ามาทันที ก่อนจะยกมือแตะหลังเพื่อนสาวเบา ๆ พลางกระซิบเสียงเบา“ใจเย็นก่อนไอ้ภัค มีอะไรก็ค่อย ๆ คุยกันดิวะ”“เช้าไปเยี่ยมผู้หญิงอีกคน กลางวันอยู่กับผู้หญิงอีกคน นายทำแบบนี้กับพรีนได้ยังไงห๊ะ!”คำพูดที่เปล่งออกมาชัดถ้อยชัดคำของปภาวีดัง

  • Out of Sync รักคนละตอน   บทที่ 18

    ห้องประชุมใหญ่บนชั้นสิบหาของบริษัท แอคซิส ไพรม์ สว่างด้วยแสงธรรมชาติที่ลอดผ่านกระจกบานสูงรอบด้าน บรรยากาศภายในเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและเปี่ยมด้วยพลังของการตัดสินใจครั้งสำคัญภาพสไลด์สุดท้ายของพรีเซนเทชันจบลงพร้อมเสียงคลิกเบา ๆ จากแท็บเล็ตในมือหญิงสาวเจ้าของบริษัทปภาวี เอนตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างสงบ แววตายังนิ่งและเฉียบขาดตามแบบฉบับของผู้บริหารหญิงที่หลายคนยกให้เป็น ‘นักเจรจาหัวเหล็ก’ แห่งวงการอสังหาฯ“...และนั่นคือโครงสร้างต้นทุนทั้งหมด รวมถึงประมาณการผลตอบแทนในไตรมาสแรกหลังเปิดโครงการค่ะ”เธอกล่าวสรุปด้วยน้ำเสียงมั่นคงชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะวางแฟ้มลงบนโต๊ะ“ผมเข้าใจแล้วว่าทำไม ‘แอคซิส ไพรม์’ ถึงเติบโตเร็วขนาดนี้ในเวลาไม่กี่ปี”ธนัช CEO จากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับต้น ๆ อีกแห่งกล่าวพลางมองเธออย่างพินิจปภาวีเพียงยิ้มนิด ๆ ไม่อธิบายใดให้เกินความจำเป็น“ข้อเสนอของคุณน่าสนใจครับ โดยเฉพาะการดึงระบบ Eco Smart Living เข้ามาเป็นจุดขายในโครงการใหม่ ผมจะนำกลับไปเสนอบอร์ดของเราอีกครั้ง”“ตามที่แจ้งในตอนแรกค่ะ หากคุณตกลงร่วมลงทุน ฉันต้องได้สิทธิ์ในการควบคุมฝ่ายปฏิบัติการแล

  • Out of Sync รักคนละตอน   บทที่ 17

    ราวสองชั่วโมงนับจากที่ปภาวีออกไป เสียงเคาะประตูสีขาวดังขึ้นสองสามครั้งก่อนจะถูกเปิดออก พร้อมกับเสียงของใครบางคนสนทนากับพยาบาล ทำให้เปลือกตาของคนป่วยที่ปิดอยู่ค่อย ๆ ลืมขึ้นช้า ๆ“ห้องนี้ค่ะ”“ขอบคุณครับ” เสียงตอบรับอย่างสุภาพดังขึ้นจากชายหนุ่มที่เดินตามเข้ามา เสียงนั้นคุ้นหูจนชนากานต์ขยับตัวเล็กน้อย แล้วเงยหน้ามองไปยังต้นเสียง“ณัฐ”ณัฐ หรือ ณัฐนนท์ หนุ่มเหนือวัยยี่สิบปี รูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวอมชมพูแบบคนที่เติบโตบนพื้นที่สูง ใบหน้าคมแต่ดูสุภาพ ดวงตาเรียบนิ่งแฝงความใจดี เส้นผมดำขลับตัดสั้นสะอาดสะอ้าน รอยยิ้มอ่อนโยนทำให้เขาดูน่าไว้ใจตั้งแต่แรกเห็นชายหนุ่มในชุดนักศึกษาหันมาทางเตียงทันที รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าทันใดเมื่อเห็นว่าเธอรู้สึกตัวแล้ว“ณัฐเอง พรีนเป็นยังไงบ้าง” เขากล่าวเบา ๆ ขณะเดินเข้ามาใกล้พยาบาลสาวที่พาเขาเข้ามายิ้มให้เล็กน้อย ก่อนจะขอตัวออกไปอย่างเงียบ ๆ ทิ้งให้ทั้งสองอยู่ในห้องกันตามลำพัง“เป็นไง ดีขึ้นบ้างหรือยัง” ลูกนัทเอ่ยถาม พลางหย่อนตัวนั่งลงข้างเตียง“อืม ดีขึ้นบ้างแล้ว แล้วนััทรู้ได้ไงว่าเราอยู่ที่นี่”“ป้าน้อยบอก”“ป้าน้อย?”เธอเลิกคิ้วเล็กน้อย“ใช่ พอดีนัทเห็นพรีนไม

  • Out of Sync รักคนละตอน   บทที่ 16

    ห้องพักผู้ป่วยพิเศษชั้นห้าถูกจัดไว้อย่างเรียบร้อย พื้นที่ภายในกว้างขวางแบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจน โซนเตียงผู้ป่วยติดตั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์ครบครัน แยกจากพื้นที่พักของญาติซึ่งมีโซฟา เตียงเสริม และห้องน้ำส่วนตัว แสงไฟสีขาวนวลให้ความรู้สึกอบอุ่น ม่านสีครีมถูกรูดเปิดครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นกระจกใสบานใหญ่จากพื้นจรดเพดาน มองออกไปเห็นวิวเมืองยามค่ำคืนได้อย่างชัดเจนปภาวีก้าวเข้ามาช้า ๆ พร้อมเสียงประตูปิดลงอย่างแผ่วเบา สายตาเหลือบไปเห็นร่างบางที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง หัวใจก็พลันกระตุกเบา ๆ อย่างห้ามไม่ได้ชนากานต์นอนนิ่ง ใบหน้าซีดเผือดจนเห็นเส้นเลือดฝาด สายน้ำเกลือไหลหยดเป็นจังหวะอยู่ข้างแขนข้างหนึ่งที่วางแนบลำตัว ผ้าห่มผืนบางคลุมร่างไว้เพียงครึ่งหน้าอก ขณะที่เปลือกตาปิดสนิทและลมหายใจสม่ำเสมออย่างคนหมดเรี่ยวแรงปภาวียืนนิ่งอยู่ปลายเตียงอยู่ครู่หนึ่ง จ้องมองคนป่วยอย่างไม่อาจละสายตา ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ข้างในกลับคล้ายจะทะลักออกมาเสียให้ได้ ทั้งห่วง ทั้งโกรธ ทั้งหวั่นไหว สารพัดอารมณ์ตีกันยุ่งไปหมดในหัวของเธอตอนนี้บอกตามตรงเลยว่าไม่ได้คิดเรื่องค่ารักษา ไม่ใช่เรื่องของแทนคุณและไม่ใช่แม้แต่เรื่องที่ผู้เป็

  • Out of Sync รักคนละตอน   บทที่ 15

    คำพูดเพียงไม่กี่คำกลับทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบลงฉับพลัน ชนากานต์เบิกตากว้างอย่างตกใจ ร่างกายแข็งทื่อไปทั้งร่าง เพราะไม่คิดมาก่อนเลยว่าปภาวีจะกล้าพูดอะไรแบบนั้นออกมาและยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดโต้ตอบหรือแม้แต่ตั้งสติคนร่างสูงก็ออกแรงกระชากข้อมือของเธออีกครั้ง แล้วลากตรงไปยังโรงจอดรถของบ้าน ฝีเท้าของปภาวีเต็มไปด้วยความเร่งรีบและเด็ดขาด จนร่างบางแทบตั้งตัวไม่ทันเมื่อถึงตัวรถ คนโตกว่ารีบเปิดประตูฝั่งข้างคนขับ แล้วออกแรงดันให้ชนากานต์ขึ้นไปนั่งบนเบาะโดยไม่ฟังเสียงคัดค้านใด ๆ“คุณจะพาฉันไปไหนคะ ปล่อยนะ!”“หยุดดิ้นเดี๋ยวนี้! ถ้าเธอยังขัดคำสั่งฉันอีก ฉันไม่ทำแค่ขู่แน่” บ้าอำนาจที่สุด นี่คือคำที่พูดออกจากหัวของเธอประโยคสุดท้ายหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากอิ่มอย่างเย็นชา ก่อนที่ประตูรถจะถูกปิดใส่หน้าเธออย่างแรงจนเกิดเสียงดัง ปัง ราวกับเป็นการตัดบทสนทนาไปโดยปริยาย ปภาวีเดินอ้อมมานั่งฝั่งคนขับ ก่อนจะสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วเหยียบคันเร่งขับออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่แม้แต่จะฟังคำคัดค้านจากคนด้านข้างเลยสักนิดด้านชนากานต์ที่นั่งตัวแข็งอยู่บนเบาะข้างก็ทำได้เพียงพิงพนักอย่างจำนน หัวใจเต้นแรงเพราะความตื่นกลัว แม

  • Out of Sync รักคนละตอน   บทที่ 5

    “กรี๊ดด!! จะ ... เจ็บ ฮึก ๆ คุณหนูพรีนเจ็บ”นิ้วเรียวนั้นก็หายเข้าไปภายในทีเดียวจนสุดข้อ ทำให้คนใต้ร่างที่กำลังสะท้านกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเมื่อของที่มีค่าได้ขาดพึ่งลงไปพร้อมเลือดสีแดงสดค่อย ๆ ไหลรินออกมาตามร่องนิ้ว เสียงร้องของชนากานต์ ดึงสติของปภาวีที่เคยขาดหายไปเพราะความมึนเมาให้กลับมาแม้

  • Out of Sync รักคนละตอน   บทที่ 4

    ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา...ปภาวีขับรถสปอร์ตคันหรูแล่นเข้ามาจอดในลานสำหรับลูกค้า VVIP ของ Velluto Club สถานบันเทิงหรูย่านกลางเมืองที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี และมักใช้เป็นที่พักใจยามมีเรื่องไม่สบายใจเสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์จังหวะหนัก ๆ ดังทะลุออกมาถึงลานจอดรถ ไฟนีออนสีม่วงเข้มจากป้ายชื่อร้านสะท้อนกับกระโปร

  • Out of Sync รักคนละตอน   บทที่ 3

    “พรีน หนูเป็นอะไรหรือเปล่าลูก ทำไมวิ่งหน้าตาตื่นลงมาแบบนี้”“ปะ เปล่าค่ะ”“เป็นเด็กริอาจโกหกผู้ใหญ่มันไม่ดีรู้หรือเปล่า” คุณหญิงรุจิราวางหนังสือพิมพ์ในมือลงก่อนเอ่ยถามอย่างใจเย็น เธอไม่ใช่คนไร้เดียงสาที่จะดูไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น ที่ถามออกไปก็เพียงแค่ต้องการฟังจากปากของเด็กสาวตรงหน้าให้แน่ใจว่าสิ่งท

  • Out of Sync รักคนละตอน   บทที่ 2

    “ว่าอะไรเหรอคะป้า?”“เปล่าหรอกไม่มีอะไร เอาเป็นว่าพรีนอยู่ห่างจากคุณหนูไว้น่ะดีที่สุด แต่ถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องเข้าใกล้คุณหนูจริง ๆ พรีนก็จะต้องเว้นระยะห่าง อย่าเข้าใกล้จนเกินไป เข้าใจที่ป้าพูดไหม?”“ทำไมละคะ ทำไมพรีนถึงอยู่ใกล้คุณหนูไม่ได้”เธอถามด้วยความไม่เข้าใจ เพราะเธอไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมป้า

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status