เข้าสู่ระบบไม่กี่ชั่วโมงต่อมา...
ปภาวีขับรถสปอร์ตคันหรูแล่นเข้ามาจอดในลานสำหรับลูกค้า VVIP ของ Velluto Club สถานบันเทิงหรูย่านกลางเมืองที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี และมักใช้เป็นที่พักใจยามมีเรื่องไม่สบายใจ เสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์จังหวะหนัก ๆ ดังทะลุออกมาถึงลานจอดรถ ไฟนีออนสีม่วงเข้มจากป้ายชื่อร้านสะท้อนกับกระโปรงหน้ารถ แสงวูบหนึ่งกระทบลงบนใบหน้าเธอพอดี เผยแววตาแข็งกร้าวที่แฝงคลื่นความรู้สึกบางอย่างซึ่งยังไม่ทันจางไปจากอก เธอก้าวลงจากรถอย่างเงียบงัน เดินฝ่ากลุ่มนักท่องราตรีที่เบียดเสียดอยู่หน้าเคาน์เตอร์ โดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง เธอเดินมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาถึงโต๊ะ VVIP ด้านในสุด ซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปในโซนเงียบสงบของร้าน แยกตัวออกจากความพลุกพล่านของผู้คน โดยที่ตินนี้มีชายหนุ่มในชุดเชิ้ตสีเข้มนั่งเอนหลังอยู่บนโซฟาหนังเรียบหรู เขาหันมองทันทีที่เห็นเธอเดินเข้ามา “หน้าบอกบุญไม่รับเลยนะครับ คุณปภาวี” เสียงทักของภาสกรฟังดูเหมือนจะเย้าแหย่ แต่ทว่าแววตากลับแฝงความเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย ทว่าคนถูกแซวอย่างปภาวีกลับไม่ตอบ เธอเพียงปรายมองเพื่อนชายคนสนิทอย่างเย็นชา ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งมือเรียวคว้าแก้ววิสกี้ขึ้นกระดกจนหมดรวดเดียว แล้วรินใหม่จากขวดอย่างไม่ลังเล ปภาวีดื่มอยู่อย่างนั้นแก้วแล้วแก้วเล่า จนภาสกรที่นั่งมองอยู่ออกอาการส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ แล้วเอื้อมมือไปคว้าแก้วจากมืออีกคนไว้ทันทีที่เห็นว่าเจ้าตัวกำลังรินจะต่อ “เฮ้ย! ใจเย็นก่อนดิไอ้ภัค ... รวดเดียวแบบนี้เดี๋ยวก็แย่เอาหรอก” “มึงอย่ายุ่ง” “กูจะยุ่ง ที่มึงนัดกูออกมา ก็เพื่อให้มานั่งดูมึงแดกเหล้าเนี่ยนะ? เมาจนสภาพเหมือนหมาแล้วยังจะทำเก่งอยู่อีก” “กูไม่เมา ... เอามา!” เธอยื่นมือจะคว้าแก้วคืน ก่อนจะรีบหน้าหันไปอีกทาง “...อึก! อ้วกก-” พูดไม่ทันขาดคำ ภาสกรขยับตัวเร็วหยิบทิชชูบนโต๊ะมายื่นให้ ก่อนจะลูบหลังเพื่อนเบา ๆ “นั่นไง กูว่าแล้ว แล้วมึงจะกลับยังไง?” “สวยแต่มารยา ... เดี๋ยวฉันจะสั่งสอนเธอเอง อึก!” “แพร่มอะไรของมึง แล้วใครสวย? กูเหรอ?” “ทุเรศ!” “เอ้า! ...ไป ๆ กูไปส่ง ขืนปล่อยมึงกลับเอง มีหวังได้เป็นศพข้างถนนก่อนถึงบ้านแน่ ๆ” หน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ ไฟหน้ารถสปอร์ตคันหรูตัดกับความมืดในยามค่ำคืน สาดแสงเจิดจ้าใส่กำแพงหินสีเทาของคฤหาสน์ตระกูลธาดาวรโชติซึ่งตั้งตระหง่านเงียบสงบอยู่ท่ามกลางสวนสนทรงสูง ภาสกรดับเครื่องก่อนหันมามองคนข้าง ๆ “มึงไหวไหมเนี่ย?” ไม่มีคำตอบจากปภาวี มีเพียงร่างบางในชุดเดรสสีเข้มที่เอนพิงเบาะอยู่ด้วยท่าทางเหนื่อยล้า ใบหน้าแดงจัดเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ ริมฝีปากบางขบเม้มแน่น เหงื่อเม็ดเล็กเกาะพราวตรงขมับ ภาสกรมองผู้หญิงตรงหน้าและถอนหายใจออกมาพรืดหนึ่ง ก่อนจะเปิดประตูออกจากรถฝั่งคนขับแล้วเดินอ้อมไปเปิดประตูอีกฝั่ง ใช้แขนแข็งแกร่งกร้ามเป็นมัด ๆ ของคนที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอประคองเพื่อนรักออกมาอย่างเบามือ “หนักชะมัด ผู้หญิงอะไรวะ” “ปากหมา!” ปภาวีครางเบา ๆ แต่กลับเอียงหน้าซบไหล่เขาอย่างหมดแรง “ก็คิดว่าหลับ” เขาว่า ก่อนจะช้อนแขนรับน้ำหนักครึ่งตัวของเพื่อนสาวไว้แนบแน่นก่อนจะเดินตรงเข้ามายังตัวบ้าน ทันทีที่ก้าวพ้นเฉลียงหน้าประตู ชนากานต์ก็โผล่ออกมาจากในบ้านด้วยสีหน้าตกใจ “คุณหนูเป็นอะไรเหรอคะ?” ภาสกรชะงักฝีเท้าเล็กน้อย ดวงตาไล่มองหญิงสาวตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกประหลาดใจแล่นผ่านวูบหนึ่งเขาไม่เคยเห็นเธอมาก่อนในคฤหาสน์หลังนี้ อีกทั้งหน้าตาก็จัดว่าสะดุดตาอยู่ไม่น้อย แต่ก่อนจะทันได้ตั้งคำถามในใจให้ลึกกว่านั้น เขาก็รีบตอบกลับด้วยน้ำเสียงสุภาพ “อะ ... อ่อครับ พอดีภัคมันดื่มเยอะไปหน่อยน่ะครับ ขับรถเองไม่ไหว ผมเลยมาส่ง” “เดี๋ยวฉันพาคุณหนูขึ้นห้องเองค่ะ” ชนากานต์พูดจบก็รีบเข้ามาประคองอีกข้าง ดวงตาแอบชำเลืองมองชายแปลกหน้าข้างตัวเจ้านายอย่างประเมินเงียบ ๆ ท่าทางเขาดูดี สุภาพเรียบร้อย ทว่าเธอกลับไม่ชอบใจเลยสักนิดที่คุณหนูยอมให้ชายคนนี้โอบพยุงแนบเนื้อแนบตัวได้ถึงขนาดนี้ “โอเคครับ ถ้างั้นฝากด้วยนะครับ” ภาสกรว่าก่อนส่งตัวปภาวีต่อให้อย่างเบามือ ดวงตาเหลือบมองใบหน้าเพื่อนสาวอีกครั้ง ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปยังรถของตัวเอง ทันทีที่เสียงรถสปอร์ตขับออกไปจากลานหน้าคฤหาสน์ ชนากานต์ก็กระชับแขนที่โอบพยุงร่างคุณหนูแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพาอีกฝ่ายก้าวขึ้นบันไดด้วยความระวัง แม้ปภาวีจะรูปร่างสมส่วน แต่แรงกดทับทั้งหมดที่เอนมาเกือบทั้งตัวก็ทำให้การทรงตัวไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด "ระวังนะคะคุณหนู" เธอเอ่ยเตือนเสียงเบา ขณะประคองร่างในอ้อมแขนแนบชิดเพราะกลัวว่าจะพากันลื่นตกบันไดเสียก่อน แต่ทว่าคนฟังกลับเพียงส่ายหน้า ส่งเสียงงึมงำคล้ายตอบรับอย่างไม่ใส่ใจ แล้วจู่ ๆ ก็หัวเราะเบา ๆ ในลำคออย่างไร้เหตุผล “คายยย ...” คนเมาพึมพำเสียงอ้อแอ้ นัยน์ตาปรือปรอยเหมือนคนละเมอ “พรีนเหรอออ ...” ชนากานต์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงงุนงง เพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะยังจำชื่อเล่นของเธอได้ “ค่ะ พรีนเอง” “เธอน่ะ ... สวยรู้ไหม” คนเมาเปรยออกมา ริมฝีปากแต้มรอยยิ้ม ขณะเสียงหัวเราะแผ่วเบาดังขึ้นคล้ายหยอกเย้า ฟังดูไม่จริงจังนัก แต่ในจังหวะที่ร่างนั้นเอนพิงเข้ามาเต็มน้ำหนัก ชนากานต์ก็ต้องรีบขยับแขนเข้าโอบประคองให้มั่น ก่อนที่อีกฝ่ายจะพร่ำต่อด้วยเสียงอ้อมแอ้ม “แต่ทำไมถึงชอบทำให้ฉันหงุดหงิดก็ไม่รู้” แม้คำพูดนั้นจะเบาราวลมหายใจที่เล็ดลอดออกมา แต่กลับสะท้อนเข้ากลางใจของคนฟังอย่างจัง จนใบหน้าของชนากานต์ร้อนวูบขึ้นมาโดยไม่อาจห้ามได้ “มีสติหน่อยสิคะคุณหนู” ร่างบางร้องปราม กลบเกลื่อนอาการหน้าแดงด้วยการเบี่ยงหน้าหลบ ทว่าก็ไม่ทัน ... มือเรียวของปภาวีกลับเลื่อนต่ำลงปลายนิ้วไล่แตะผ่านเอวสีข้าง ก่อนจะพาดลงมาตรงสะโพกอย่างแผ่วเบา ชนากานต์ผวาเล็กน้อย ใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล ก่อนจะรีบจับมืออีกฝ่ายไว้แน่น “คะ ... คุณหนู อย่า ...!” “นุ่มจัง …” ปภาวีพึมพำอีกครั้ง ดวงตาเหมือนจะปิดแต่ก็ยังฝืนลืมไว้ “เธอใช้น้ำหอมอะไร ทำไมตัวหอมแบบนี้” เสียงนั้นเบาราวกระซิบ ทว่าอุ่นร้อนอย่างลมหายใจแนบผิว ชนากานต์ถึงกับตัวเกร็ง ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นฉับพลันเหมือนมีใครมาจุดไฟไว้ตรงแก้ม เธอกะพริบตาถี่ พยายามห้ามตัวเองไม่ให้หันกลับไปสบตาคนในอ้อมแขน แต่ใจเจ้ากรรมก็ดันเต้นแรงเสียจนเหมือนจะหลุดออกมานอกอก ร้อนจนเผลอกัดริมฝีปากตัวเองแน่น หวังให้ความเจ็บเล็ก ๆ นั้นช่วยกลบเกลื่อนอาการโงนเงนของหัวใจ “คุณหนูคะ! อยู่นิ่ง ๆ ก่อนสินะคะ ขืนดื้อแบบนี้เดี๋ยวก็ได้กลิ้งตกบันไดกันพอดี!” “อ๊ะ โทษที” เสียงคนเมาอู้อี้เหมือนจะยอม แต่พอเดินไปอีกสองขั้น ก็ซบหน้าลงบนไหล่อีกฝ่ายเสียเฉย “เอ่อ ... คุณหนู!”เธอชะงักฝีเท้าทันที ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นอีกระลอก เธอยืนตัวเกร็งกลางบันได หัวใจเต้นรัวจนรู้สึกได้ถึงเสียงของมันสะท้อนในอก สูดลมหายใจเข้าปอดลึกจนสุด แล้วส่ายหน้าแรง ๆ ให้กับตัวเองเบา ๆ ราวกับจะเตือนสติ จากนั้นเธอค่อย ๆ พยุงร่างคนเมาขึ้นบันไดทีละขั้น ด้วยจังหวะที่ระมัดระวังมากขึ้นกว่าก่อนหน้า จนในที่สุดก็พาขึ้นมาถึงชั้นสองโดยไม่สะดุดหรือกลิ้งตกบันไดไปซะก่อน เมื่อขึ้นมาถึงชั้นสอง เธอก็รีบพาอีกฝ่ายพ้นจากกรอบประตูเข้ามายังห้องนอนที่ตกแต่งอย่างหรูหรา ประดับด้วยเฟอร์นิเจอร์วินเทจและแสงไฟนวลอบอุ่น แล้วพยุงให้นั่งลงบนเตียง ก่อนจะประคองร่างนั้นเอนตัวลงกับผ้านวมสีอ่อนอย่างทะนุถนอมที่สุด ทว่ายังไม่ทันจะผละออกดี มือเรียวของปภาวีก็คว้ามือของเธอไว้แน่น ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วพร่า... “อย่าเพิ่งไป ฉันไม่อยากอยู่คนเดียว ...” ประโยคดังกล่าวทำให้เธอนิ่งงันไปชั่วขณะ เสียงนั้นทั้งเว้าวอนและอ่อนอ่อนโยนจนเธอเผลอหวั่นไหวไปครู่หนึ่ง แต่ก็เพียงไม่นานก่อนที่เธอจะคิดอะไรเกินเลยไปมากกว่านั้นความรู้สึกผิดชอบชั่วดีก็แล่นย้อนกลับมา เธอหลับตาแน่นนึกถึงคำเตือนของผู้เป็นป้าที่เคยกล่าวไว้ ถ้าอยากอยู่ที่นี่ต่อก็ห้ามเข้าใกล้ ห้ามพูด ห้ามคุยกับคุณหนูเด็ดขาด เข้าใจไหม! เธอค่อย ๆ สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วระบายออกมาอย่างแผ่วเบา ก่อนจะก้มลงแกะปลายนิ้วเรียวที่กุมไว้ออกช้า ๆ ทุกการสัมผัสล้วนเต็มไปด้วยความระมัดระวังและอ่อนโยนที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้ ทว่าเมื่อเธอแกะมือที่พันธนาการเสร็จสรรพเรียบร้อยและกำลังจะเดินกลับออกไป มือเรียวของคนเมาก็คว้าข้อมือไว้อีกครั้ง และครั้งนี้คนหน้าคมก็ออกแรงกระชากจนเธอเสียการทรงตัวตกลงไปเกยบนตัวเขา แต่ที่ตกใจมากไปกว่านั้นก็คือริมฝีปากของเธอทั้งสองนั้นประกบเข้าหากันพอดิบพอดี ทั้งร่างร้อนวูบวาบอย่างควบคุมไม่อยู่ ขณะที่ปลายลิ้นค่อย ๆ ดันแทรกเข้ามาในจังหวะที่เธอเผลอเผยอริมฝีปาก ลิ้นร้อนนั้นดูดดึงริมฝีปากบางด้วยความตั้งใจ แต่สำหรับคนด้านบนอย่างชนากานต์มันคือความเผลอไผลไปกับคนที่มีประสบการณ์ “อื้อ ...!” เสียงครางนั้นหลุดออกมาจากริมฝีปากอย่างลืมตัว เพียงแค่เจอคำพูดอ่อนหวานหนึ่งประโยค เพียงแค่สัมผัสแผ่วเบา เธอก็อ่อนยวบจนไม่อาจต่อต้านอะไรได้เลย แต่ในขณะที่เธอกำลังเคลิบเคลิ้มไปกับสัมผัสนั้น จู่ ๆ คำถามมากมายพวยพุ่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ความรู้สึกอ่อนวูบถูกแทนที่ด้วยสับสนที่ตีวนในอก เหมือนกระจกบานหนึ่งถูกทุบจนแตกร้าวกลางใจ เสี้ยวหนึ่งสะท้อนภาพหญิงสาวผู้เปราะบางอ้อนวอนให้เธออยู่เคียงข้าง แต่อีกเสี้ยวกลับตะโกนเตือน ว่าเธอคนนี้เคยผลักไส ทำร้าย และเหยียบย่ำความรู้สึกกันจนแทบไม่เหลือชิ้นดี ทว่าขณะที่เธอกำลังสับสนกับความกระทำของตัวเองอยู่นั้น มือเรียวของคนเมาก็เลื่อนลงมานวดเฟ้นสะโพกสวยสร้างความวาบหวามให้เกิดขึ้นในกายจนคนที่เผลอไปดึงสติกลับมาพร้อมออกแรงทุบตีคนเมาให้ปล่อยตัวเธอเองเป็นอิสระ “ปะ ... ปล่อยพรีนนะคะคุณหนู” “ปล่อยอารายยย ม่ายปล่อยยยย” “มะ ... ไม่นะคะคุณหนู อื้อ!” น้ำเสียงเบาบางร้องห้ามออกมาพร้อมกำปั้นน้อยทุบตีคนใต้ร่างที่ยังคงดื้อดึงไม่ยอมปล่อย ยิ่งขัดขืนแรงกอดรัดก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ซ้ำคนด้านล่างยังพลิกกายขึ้นมาทาบทับร่างของเธอเอาไว้ใต้อานัส ใบหน้าคมเปลี่ยนตำแหน่งลงมาซุกไซร้ซอกคอขาวเนียนด้วยไฟปรารถนาที่กำลังปะทุขึ้น “ยะ ... อย่า ฮึก! ปล่อยพรีน” รอยกุหลาบถูกตีตราจองเอาไว้บนต้นคอขาว เสียงร้องห้ามที่กำลังดังขึ้นอยู่นั้น มันไม่มีผลให้คยเมามายมีสติยับยั้งขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย เพราะยิ่งร่างบางของคนเบื้องล่างร้องห้ามมากเท่าไหร่ ปภาวีก็ยิ่งได้ใจสร้างความวาบหวานให้เกิดขึ้นด้วยประสบการณ์ที่ตัวเองมีมากขึ้นเท่านั้น “สวย สวยที่สุด” ขณะที่ปภาวีกำลังเคลิบเคลิ้มกับสรีระงดงามของชนากานต์อยู่นั้น มือเรียวก็พลันปลดเปลื้องพันธนาการที่ร่างบางใช้ปกปิดเรือนร่างหลุดออกไปทีละชิ้น จนกระทั่งเหลือเพียงร่างเปลือยเปล่าที่แนบชิดกันด้วยไฟเสน่หา “อ๊ะ! ... คุณหนู”เสียงหวานเอ่ยเรียกคนที่กำลังครอบครองทับทิมสีหวานด้วยเสียงกระเส่า เธอนึกสมเพชตัวเองที่ยอมให้คนใจร้ายตัวเองลุกล้ำร่างกายที่ไม่เคยมีใครได้สัมผัสมาก่อนแบบนี้ เขาคือคนแรกที่ได้เชยชม และเขาก็คือคนที่กำลังจะพรากสิ่งที่เธอหวงแหนที่สุดในชีวิตไป แต่ในขณะที่ชนากานต์กำลังจมดิ่งอยู่กับห้วงอารมณ์ที่หนักอึ้งอยู่นั้น มือเรียวของคนด้านบนก็ค่อย ๆ เลื่อนไล้จากอกอุ่นขนาดคัพซีผ่านส่วนโค้งเว้ามาถึงเอวคอดกิ่ว ก่อนจะไล่ระดับลงมาจนถึงบั้นท้ายแล้วหยุดนวดคลึงเบา ๆ สร้างความสยิวซ่านไปทั่วร่าง ร่างบางเผลอยกตัวขึ้นรับสัมผัสนั้นอย่างลืมตัว เมื่อแรงปรารถนาที่เคยถูกซุกซ่อนไว้ค่อย ๆ ตื่นขึ้นช้า ๆ ท่ามกลางความเงียบที่เปี่ยมไปด้วยไฟปรารถนาที่เกิดขึ้น แล้วในขณะที่มือซุกซนกำลังทำหน้าที่อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง จมูกสวยก็สูดดมกลิ่นหอมบนเรือนร่างไม่ให้น้อยหน้ากัน ปากบางขบเม้มตีตราไปทุกจุดที่เคลื่อนผ่านจนทำให้ตอนนี้เรือนร่างเต็มไปด้วยรอยจ้ำสีแดงแทบไม่มีพื้นที่ว่าง ก่อนที่ริมฝีปากบางจะมาหยุดตรงกึ่งกลางระหว่างกาย ใบหน้าคมก้มลงกดจูบบริเวณเนินนูนของกุหลาบงามพร้อมสูดดมกลิ่นหอมของกุหลาบแรกแย้มอย่างที่เธอเองไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อน แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีหญิงสาวมากหน้าหลายตามานอนอยู่ใต้ล่างเธอแล้วก็ตาม คนนี้ช่างแตกต่างจากคนอื่นอย่างสิ้นเชิง “ฮึก ๆ ปล่อยพรีนเถอะนะคะคุณหนู ... อย่าทำแบบนี้” ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ ชนากานต์พยายามขอร้องอ้อนวอนให้คนด้านบนเห็นใจและยอมปล่อยเธอไป ทว่าอีกฝ่ายก็ทำเหมือนกับว่าเสียงของเธอเป็นเพียงอากาศที่ไร้ความหมาย ไม่มีความเห็นใจ มีแค่เพียงไฟราคะที่อีกฝ่ายจุดมันให้รุกโชนก็แค่นั้น ยิ่งร้องห้ามเขายิ่งสร้างความเสียวซ่านให้เธอนั้นรู้สึกทรมานและร้อนรุ่ม ลิ้นร้ายตวัดขึ้นลงหยอกล้อเกสรจนเธอร่างกายเธอกระสับกระส่าย มือข้างหนึ่งกดจิกดึงทึงหมอนอย่างหาที่พึ่ง ส่วนอีกข้างนั้นเผลอจิกผมนุ่มสวยของร่างสูงไว้แน่นด้วยความเสียวซ่าน ปภาวีเงยหน้าขึ้นมองคนใต้อานัดแล้วยกยิ้มอย่างพึงพอใจ ก่อนใช้นิ้วเรียวกรีดกรายไปตามกลีบกุหลาบช้า ๆ จนในที่สุด ...19:15 น.ณ โรงพยาบาลหลังจากขับรถออกมาจากร้านอาหารด้วยอารมณ์ที่ยังคุกรุ่น ปภาวีใช้เวลาพักใหญ่รวบรวมสติขับรถมุ่งหน้ามายังจุดหมายปลายทางซึ่งก็คือโรงพยาบาลที่มีใครบางคนนอนพักรักษาตัวอยู่แต่กว่าจะมาถึง ท้องฟ้า ณ ตอนนี้ก็ได้ถูกม่านรัตติกาลสีเทาเข้มกลืนกินไปเกือบหมด เหลือเพียงไฟถนนที่ทยอยสว่างขึ้นทีละดวงสะท้อนผิวถนนเป็นเงาวาว เธอดับเครื่องยนต์แล้วนั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัยครู่หนึ่งอย่างชั่งใจว่าควรขึ้นไปดีหรือไม่สุดท้ายการกระทำก็ทำงานไวกว่าความคิด มือเรียวเอื่อมหยิบช่อดอกทิวลิปสีชมพูอ่อนบนเบาะข้างคนขับขึ้นมาถือไว้แนบอกแล้วจึงเปิดประตูลงจากรถเข้าไปภายในอาคาร แสงไฟสีอุ่นจากโคมระย้าตามทางเดินได้สาดสะท้อนลงบนพื้นกระเบื้องขัดเงาเงาร่างของเธอเคลื่อนไปพร้อมจังหวะก้าวที่เงียบงัน กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศ ทำให้ความว่างเปล่าของโรงพยาบาลยามค่ำยิ่งเด่นชัดเมื่อมาถึงหน้าห้องผู้ป่วย เธอหยุดยืนอยู่ตรงนั้นชั่วครู่หนึ่งเพื่อรวบรวมความกล้า ก่อนจะยกมือแตะลูกบิดแล้วค่อย ๆ เปิดประตูเข้าไปอย่างเบามือภายในห้องเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องวัดชีพจรดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอและแสงจากโคมข้างเตียงที่ส่องลงมาบ
ภาสกรถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบลุกตามออกไปแทบจะทันที ใจเต้นโครมครามอย่างไม่รู้ว่าเหตุการณ์ต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้างปภาวีเดินฉับ ๆ เข้าไปโดยไม่สนใจสายตาของใครในร้าน เสียงส้นสูงกระทบพื้นไม้ดังกังวานตัดกับบรรยากาศเงียบสงบของร้านอาหารแค่ไม่กี่ก้าว เธอก็ไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของโต๊ะที่มีชายหนุ่มและหญิงสาวอีกคนกำลังนั่งอยู่ ดวงตาคมเฉียบของเธอจ้องไปที่ณัฐนนท์ราวกับพร้อมจะเฉือนคำถามออกจากใจตรงนั้น“บังเอิญจังเลยนะ ไม่คิดว่าจะได้เจอนายที่นี่อีก”เสียงเรียบนิ่งแต่แฝงด้วยแรงกดดันทำให้ชายหนุ่มชะงัก เงยหน้าขึ้นมามองเจ้าของเสียง พร้อมรอยยิ้มฝืด ๆ ที่แวบขึ้นมาเพียงเสี้ยววินาทีก่อนหายวับไปหญิงสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเขาก็ชะงักไปเช่นกัน ดวงตากวาดมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพินิจ ก่อนจะขยับตัวนั่งตัวตรงขึ้นเล็กน้อยและยังไม่ทันที่ใครจะพูดอะไรออกมา ภาสกรก็โผล่พรวดเข้ามาทันที ก่อนจะยกมือแตะหลังเพื่อนสาวเบา ๆ พลางกระซิบเสียงเบา“ใจเย็นก่อนไอ้ภัค มีอะไรก็ค่อย ๆ คุยกันดิวะ”“เช้าไปเยี่ยมผู้หญิงอีกคน กลางวันอยู่กับผู้หญิงอีกคน นายทำแบบนี้กับพรีนได้ยังไงห๊ะ!”คำพูดที่เปล่งออกมาชัดถ้อยชัดคำของปภาวีดัง
ห้องประชุมใหญ่บนชั้นสิบหาของบริษัท แอคซิส ไพรม์ สว่างด้วยแสงธรรมชาติที่ลอดผ่านกระจกบานสูงรอบด้าน บรรยากาศภายในเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและเปี่ยมด้วยพลังของการตัดสินใจครั้งสำคัญภาพสไลด์สุดท้ายของพรีเซนเทชันจบลงพร้อมเสียงคลิกเบา ๆ จากแท็บเล็ตในมือหญิงสาวเจ้าของบริษัทปภาวี เอนตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างสงบ แววตายังนิ่งและเฉียบขาดตามแบบฉบับของผู้บริหารหญิงที่หลายคนยกให้เป็น ‘นักเจรจาหัวเหล็ก’ แห่งวงการอสังหาฯ“...และนั่นคือโครงสร้างต้นทุนทั้งหมด รวมถึงประมาณการผลตอบแทนในไตรมาสแรกหลังเปิดโครงการค่ะ”เธอกล่าวสรุปด้วยน้ำเสียงมั่นคงชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะวางแฟ้มลงบนโต๊ะ“ผมเข้าใจแล้วว่าทำไม ‘แอคซิส ไพรม์’ ถึงเติบโตเร็วขนาดนี้ในเวลาไม่กี่ปี”ธนัช CEO จากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับต้น ๆ อีกแห่งกล่าวพลางมองเธออย่างพินิจปภาวีเพียงยิ้มนิด ๆ ไม่อธิบายใดให้เกินความจำเป็น“ข้อเสนอของคุณน่าสนใจครับ โดยเฉพาะการดึงระบบ Eco Smart Living เข้ามาเป็นจุดขายในโครงการใหม่ ผมจะนำกลับไปเสนอบอร์ดของเราอีกครั้ง”“ตามที่แจ้งในตอนแรกค่ะ หากคุณตกลงร่วมลงทุน ฉันต้องได้สิทธิ์ในการควบคุมฝ่ายปฏิบัติการแล
ราวสองชั่วโมงนับจากที่ปภาวีออกไป เสียงเคาะประตูสีขาวดังขึ้นสองสามครั้งก่อนจะถูกเปิดออก พร้อมกับเสียงของใครบางคนสนทนากับพยาบาล ทำให้เปลือกตาของคนป่วยที่ปิดอยู่ค่อย ๆ ลืมขึ้นช้า ๆ“ห้องนี้ค่ะ”“ขอบคุณครับ” เสียงตอบรับอย่างสุภาพดังขึ้นจากชายหนุ่มที่เดินตามเข้ามา เสียงนั้นคุ้นหูจนชนากานต์ขยับตัวเล็กน้อย แล้วเงยหน้ามองไปยังต้นเสียง“ณัฐ”ณัฐ หรือ ณัฐนนท์ หนุ่มเหนือวัยยี่สิบปี รูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวอมชมพูแบบคนที่เติบโตบนพื้นที่สูง ใบหน้าคมแต่ดูสุภาพ ดวงตาเรียบนิ่งแฝงความใจดี เส้นผมดำขลับตัดสั้นสะอาดสะอ้าน รอยยิ้มอ่อนโยนทำให้เขาดูน่าไว้ใจตั้งแต่แรกเห็นชายหนุ่มในชุดนักศึกษาหันมาทางเตียงทันที รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าทันใดเมื่อเห็นว่าเธอรู้สึกตัวแล้ว“ณัฐเอง พรีนเป็นยังไงบ้าง” เขากล่าวเบา ๆ ขณะเดินเข้ามาใกล้พยาบาลสาวที่พาเขาเข้ามายิ้มให้เล็กน้อย ก่อนจะขอตัวออกไปอย่างเงียบ ๆ ทิ้งให้ทั้งสองอยู่ในห้องกันตามลำพัง“เป็นไง ดีขึ้นบ้างหรือยัง” ลูกนัทเอ่ยถาม พลางหย่อนตัวนั่งลงข้างเตียง“อืม ดีขึ้นบ้างแล้ว แล้วนััทรู้ได้ไงว่าเราอยู่ที่นี่”“ป้าน้อยบอก”“ป้าน้อย?”เธอเลิกคิ้วเล็กน้อย“ใช่ พอดีนัทเห็นพรีนไม
ห้องพักผู้ป่วยพิเศษชั้นห้าถูกจัดไว้อย่างเรียบร้อย พื้นที่ภายในกว้างขวางแบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจน โซนเตียงผู้ป่วยติดตั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์ครบครัน แยกจากพื้นที่พักของญาติซึ่งมีโซฟา เตียงเสริม และห้องน้ำส่วนตัว แสงไฟสีขาวนวลให้ความรู้สึกอบอุ่น ม่านสีครีมถูกรูดเปิดครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นกระจกใสบานใหญ่จากพื้นจรดเพดาน มองออกไปเห็นวิวเมืองยามค่ำคืนได้อย่างชัดเจนปภาวีก้าวเข้ามาช้า ๆ พร้อมเสียงประตูปิดลงอย่างแผ่วเบา สายตาเหลือบไปเห็นร่างบางที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง หัวใจก็พลันกระตุกเบา ๆ อย่างห้ามไม่ได้ชนากานต์นอนนิ่ง ใบหน้าซีดเผือดจนเห็นเส้นเลือดฝาด สายน้ำเกลือไหลหยดเป็นจังหวะอยู่ข้างแขนข้างหนึ่งที่วางแนบลำตัว ผ้าห่มผืนบางคลุมร่างไว้เพียงครึ่งหน้าอก ขณะที่เปลือกตาปิดสนิทและลมหายใจสม่ำเสมออย่างคนหมดเรี่ยวแรงปภาวียืนนิ่งอยู่ปลายเตียงอยู่ครู่หนึ่ง จ้องมองคนป่วยอย่างไม่อาจละสายตา ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ข้างในกลับคล้ายจะทะลักออกมาเสียให้ได้ ทั้งห่วง ทั้งโกรธ ทั้งหวั่นไหว สารพัดอารมณ์ตีกันยุ่งไปหมดในหัวของเธอตอนนี้บอกตามตรงเลยว่าไม่ได้คิดเรื่องค่ารักษา ไม่ใช่เรื่องของแทนคุณและไม่ใช่แม้แต่เรื่องที่ผู้เป็
คำพูดเพียงไม่กี่คำกลับทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบลงฉับพลัน ชนากานต์เบิกตากว้างอย่างตกใจ ร่างกายแข็งทื่อไปทั้งร่าง เพราะไม่คิดมาก่อนเลยว่าปภาวีจะกล้าพูดอะไรแบบนั้นออกมาและยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดโต้ตอบหรือแม้แต่ตั้งสติคนร่างสูงก็ออกแรงกระชากข้อมือของเธออีกครั้ง แล้วลากตรงไปยังโรงจอดรถของบ้าน ฝีเท้าของปภาวีเต็มไปด้วยความเร่งรีบและเด็ดขาด จนร่างบางแทบตั้งตัวไม่ทันเมื่อถึงตัวรถ คนโตกว่ารีบเปิดประตูฝั่งข้างคนขับ แล้วออกแรงดันให้ชนากานต์ขึ้นไปนั่งบนเบาะโดยไม่ฟังเสียงคัดค้านใด ๆ“คุณจะพาฉันไปไหนคะ ปล่อยนะ!”“หยุดดิ้นเดี๋ยวนี้! ถ้าเธอยังขัดคำสั่งฉันอีก ฉันไม่ทำแค่ขู่แน่” บ้าอำนาจที่สุด นี่คือคำที่พูดออกจากหัวของเธอประโยคสุดท้ายหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากอิ่มอย่างเย็นชา ก่อนที่ประตูรถจะถูกปิดใส่หน้าเธออย่างแรงจนเกิดเสียงดัง ปัง ราวกับเป็นการตัดบทสนทนาไปโดยปริยาย ปภาวีเดินอ้อมมานั่งฝั่งคนขับ ก่อนจะสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วเหยียบคันเร่งขับออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่แม้แต่จะฟังคำคัดค้านจากคนด้านข้างเลยสักนิดด้านชนากานต์ที่นั่งตัวแข็งอยู่บนเบาะข้างก็ทำได้เพียงพิงพนักอย่างจำนน หัวใจเต้นแรงเพราะความตื่นกลัว แม
นับจากวันนั้น ก็ผ่านมาราวกว่าสองสัปดาห์บรรยากาศในบ้านหลังเดิมยังคงเงียบสงบ หากไม่นับความรู้สึกอึดอัดบางอย่างที่ยังคงคลุ้งอยู่ในอากาศหลังจากเหตุการณ์คืนนั้น ชนากานต์พยายามทำตัวให้ยุ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ และโชคดีที่ช่วงเวลานั้นตรงกับการเปิดเทอมพอดี เธอจึงเลือกที่จะออกจากบ้านแต่เช้าตรู่และเร็วกว่าปก
มื้อเย็นถูกจัดวางอย่างเรียบร้อยบนโต๊ะยาวไม้สัก อาหารหลากหลายชนิดถูกจัดจานอย่างสวยงาม กลิ่นหอมลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วห้องโถงใหญ่ แสงไฟสีอุ่นสาดส่องลงมาจากโคมระย้าเหนือหัว ให้ความรู้สึกอบอุ่นแต่แฝงไปด้วยบรรยากาศเคร่งขรึมบางอย่างคุณหญิงรุจิรานั่งเป็นประมุข ณ หัวโต๊ะ ฝั่งซ้ายของเธอคือ แทนคุณ ชายหนุ่มหน้าตา
รถยนต์หรูแล่นฝ่าการจราจรอันหนาแน่นของตัวเมืองเป็นเวลานานกว่าสองชั่วโมง ก่อนจะเคลื่อนตัวผ่านประตูเหล็กบานใหญ่เข้าสู่บริเวณคฤหาสน์ธาดาวรโชติ แสงแดดยามเย็นสีส้มทองส่องลอดผ่านแนวต้นไทรสูงตระหง่าน ทอดเงายาวพาดผ่านสนามหญ้าเขียวขจีที่ได้รับการตัดแต่งอย่างประณีตคุณหญิงรุจิราเป็นคนแรกที่เปิดประตูรถลงมา ก่อ
หนึ่งชั่วโมงต่อมาณ ห้างสรรพสินค้าใหญ่ใจกลางเมืองเสียงเปียโนบรรเลงคลอเบา ๆ ลอยแว่วมาจากลำโพงเหนือศีรษะ แสงไฟสีอุ่นสะท้อนพื้นกระเบื้องมันวาวตลอดโถงทางเดินห้างอันหรูหรา กลิ่นหอมของน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ลอยแตะจมูกตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไปด้านใน ชนากานต์ก้าวเดินเคียงข้างคุณหญิงรุจิราอย่างเงียบ ๆ สองมืพ







