Masukไม่กี่ชั่วโมงต่อมา...
ปภาวีขับรถสปอร์ตคันหรูแล่นเข้ามาจอดในลานสำหรับลูกค้า VVIP ของ Velluto Club สถานบันเทิงหรูย่านกลางเมืองที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี และมักใช้เป็นที่พักใจยามมีเรื่องไม่สบายใจ เสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์จังหวะหนัก ๆ ดังทะลุออกมาถึงลานจอดรถ ไฟนีออนสีม่วงเข้มจากป้ายชื่อร้านสะท้อนกับกระโปรงหน้ารถ แสงวูบหนึ่งกระทบลงบนใบหน้าเธอพอดี เผยแววตาแข็งกร้าวที่แฝงคลื่นความรู้สึกบางอย่างซึ่งยังไม่ทันจางไปจากอก เธอก้าวลงจากรถอย่างเงียบงัน เดินฝ่ากลุ่มนักท่องราตรีที่เบียดเสียดอยู่หน้าเคาน์เตอร์ โดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง เธอเดินมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาถึงโต๊ะ VVIP ด้านในสุด ซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้าไปในโซนเงียบสงบของร้าน แยกตัวออกจากความพลุกพล่านของผู้คน โดยที่ตินนี้มีชายหนุ่มในชุดเชิ้ตสีเข้มนั่งเอนหลังอยู่บนโซฟาหนังเรียบหรู เขาหันมองทันทีที่เห็นเธอเดินเข้ามา “หน้าบอกบุญไม่รับเลยนะครับ คุณปภาวี” เสียงทักของภาสกรฟังดูเหมือนจะเย้าแหย่ แต่ทว่าแววตากลับแฝงความเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย ทว่าคนถูกแซวอย่างปภาวีกลับไม่ตอบ เธอเพียงปรายมองเพื่อนชายคนสนิทอย่างเย็นชา ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งมือเรียวคว้าแก้ววิสกี้ขึ้นกระดกจนหมดรวดเดียว แล้วรินใหม่จากขวดอย่างไม่ลังเล ปภาวีดื่มอยู่อย่างนั้นแก้วแล้วแก้วเล่า จนภาสกรที่นั่งมองอยู่ออกอาการส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ แล้วเอื้อมมือไปคว้าแก้วจากมืออีกคนไว้ทันทีที่เห็นว่าเจ้าตัวกำลังรินจะต่อ “เฮ้ย! ใจเย็นก่อนดิไอ้ภัค ... รวดเดียวแบบนี้เดี๋ยวก็แย่เอาหรอก” “มึงอย่ายุ่ง” “กูจะยุ่ง ที่มึงนัดกูออกมา ก็เพื่อให้มานั่งดูมึงแดกเหล้าเนี่ยนะ? เมาจนสภาพเหมือนหมาแล้วยังจะทำเก่งอยู่อีก” “กูไม่เมา ... เอามา!” เธอยื่นมือจะคว้าแก้วคืน ก่อนจะรีบหน้าหันไปอีกทาง “...อึก! อ้วกก-” พูดไม่ทันขาดคำ ภาสกรขยับตัวเร็วหยิบทิชชูบนโต๊ะมายื่นให้ ก่อนจะลูบหลังเพื่อนเบา ๆ “นั่นไง กูว่าแล้ว แล้วมึงจะกลับยังไง?” “สวยแต่มารยา ... เดี๋ยวฉันจะสั่งสอนเธอเอง อึก!” “แพร่มอะไรของมึง แล้วใครสวย? กูเหรอ?” “ทุเรศ!” “เอ้า! ...ไป ๆ กูไปส่ง ขืนปล่อยมึงกลับเอง มีหวังได้เป็นศพข้างถนนก่อนถึงบ้านแน่ ๆ” หน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ ไฟหน้ารถสปอร์ตคันหรูตัดกับความมืดในยามค่ำคืน สาดแสงเจิดจ้าใส่กำแพงหินสีเทาของคฤหาสน์ตระกูลธาดาวรโชติซึ่งตั้งตระหง่านเงียบสงบอยู่ท่ามกลางสวนสนทรงสูง ภาสกรดับเครื่องก่อนหันมามองคนข้าง ๆ “มึงไหวไหมเนี่ย?” ไม่มีคำตอบจากปภาวี มีเพียงร่างบางในชุดเดรสสีเข้มที่เอนพิงเบาะอยู่ด้วยท่าทางเหนื่อยล้า ใบหน้าแดงจัดเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ ริมฝีปากบางขบเม้มแน่น เหงื่อเม็ดเล็กเกาะพราวตรงขมับ ภาสกรมองผู้หญิงตรงหน้าและถอนหายใจออกมาพรืดหนึ่ง ก่อนจะเปิดประตูออกจากรถฝั่งคนขับแล้วเดินอ้อมไปเปิดประตูอีกฝั่ง ใช้แขนแข็งแกร่งกร้ามเป็นมัด ๆ ของคนที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอประคองเพื่อนรักออกมาอย่างเบามือ “หนักชะมัด ผู้หญิงอะไรวะ” “ปากหมา!” ปภาวีครางเบา ๆ แต่กลับเอียงหน้าซบไหล่เขาอย่างหมดแรง “ก็คิดว่าหลับ” เขาว่า ก่อนจะช้อนแขนรับน้ำหนักครึ่งตัวของเพื่อนสาวไว้แนบแน่นก่อนจะเดินตรงเข้ามายังตัวบ้าน ทันทีที่ก้าวพ้นเฉลียงหน้าประตู ชนากานต์ก็โผล่ออกมาจากในบ้านด้วยสีหน้าตกใจ “คุณหนูเป็นอะไรเหรอคะ?” ภาสกรชะงักฝีเท้าเล็กน้อย ดวงตาไล่มองหญิงสาวตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกประหลาดใจแล่นผ่านวูบหนึ่งเขาไม่เคยเห็นเธอมาก่อนในคฤหาสน์หลังนี้ อีกทั้งหน้าตาก็จัดว่าสะดุดตาอยู่ไม่น้อย แต่ก่อนจะทันได้ตั้งคำถามในใจให้ลึกกว่านั้น เขาก็รีบตอบกลับด้วยน้ำเสียงสุภาพ “อะ ... อ่อครับ พอดีภัคมันดื่มเยอะไปหน่อยน่ะครับ ขับรถเองไม่ไหว ผมเลยมาส่ง” “เดี๋ยวฉันพาคุณหนูขึ้นห้องเองค่ะ” ชนากานต์พูดจบก็รีบเข้ามาประคองอีกข้าง ดวงตาแอบชำเลืองมองชายแปลกหน้าข้างตัวเจ้านายอย่างประเมินเงียบ ๆ ท่าทางเขาดูดี สุภาพเรียบร้อย ทว่าเธอกลับไม่ชอบใจเลยสักนิดที่คุณหนูยอมให้ชายคนนี้โอบพยุงแนบเนื้อแนบตัวได้ถึงขนาดนี้ “โอเคครับ ถ้างั้นฝากด้วยนะครับ” ภาสกรว่าก่อนส่งตัวปภาวีต่อให้อย่างเบามือ ดวงตาเหลือบมองใบหน้าเพื่อนสาวอีกครั้ง ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปยังรถของตัวเอง ทันทีที่เสียงรถสปอร์ตขับออกไปจากลานหน้าคฤหาสน์ ชนากานต์ก็กระชับแขนที่โอบพยุงร่างคุณหนูแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพาอีกฝ่ายก้าวขึ้นบันไดด้วยความระวัง แม้ปภาวีจะรูปร่างสมส่วน แต่แรงกดทับทั้งหมดที่เอนมาเกือบทั้งตัวก็ทำให้การทรงตัวไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด "ระวังนะคะคุณหนู" เธอเอ่ยเตือนเสียงเบา ขณะประคองร่างในอ้อมแขนแนบชิดเพราะกลัวว่าจะพากันลื่นตกบันไดเสียก่อน แต่ทว่าคนฟังกลับเพียงส่ายหน้า ส่งเสียงงึมงำคล้ายตอบรับอย่างไม่ใส่ใจ แล้วจู่ ๆ ก็หัวเราะเบา ๆ ในลำคออย่างไร้เหตุผล “คายยย ...” คนเมาพึมพำเสียงอ้อแอ้ นัยน์ตาปรือปรอยเหมือนคนละเมอ “พรีนเหรอออ ...” ชนากานต์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงงุนงง เพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะยังจำชื่อเล่นของเธอได้ “ค่ะ พรีนเอง” “เธอน่ะ ... สวยรู้ไหม” คนเมาเปรยออกมา ริมฝีปากแต้มรอยยิ้ม ขณะเสียงหัวเราะแผ่วเบาดังขึ้นคล้ายหยอกเย้า ฟังดูไม่จริงจังนัก แต่ในจังหวะที่ร่างนั้นเอนพิงเข้ามาเต็มน้ำหนัก ชนากานต์ก็ต้องรีบขยับแขนเข้าโอบประคองให้มั่น ก่อนที่อีกฝ่ายจะพร่ำต่อด้วยเสียงอ้อมแอ้ม “แต่ทำไมถึงชอบทำให้ฉันหงุดหงิดก็ไม่รู้” แม้คำพูดนั้นจะเบาราวลมหายใจที่เล็ดลอดออกมา แต่กลับสะท้อนเข้ากลางใจของคนฟังอย่างจัง จนใบหน้าของชนากานต์ร้อนวูบขึ้นมาโดยไม่อาจห้ามได้ “มีสติหน่อยสิคะคุณหนู” ร่างบางร้องปราม กลบเกลื่อนอาการหน้าแดงด้วยการเบี่ยงหน้าหลบ ทว่าก็ไม่ทัน ... มือเรียวของปภาวีกลับเลื่อนต่ำลงปลายนิ้วไล่แตะผ่านเอวสีข้าง ก่อนจะพาดลงมาตรงสะโพกอย่างแผ่วเบา ชนากานต์ผวาเล็กน้อย ใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล ก่อนจะรีบจับมืออีกฝ่ายไว้แน่น “คะ ... คุณหนู อย่า ...!”“คืออะไรคะพี่รัน มีอะไรปิดบังพรีนอยู่หรือเปล่า”“ปะ เปล่า ไม่มีอะไร จริงไหมคุณ”“จริงครับจริง”ภาสกรจำต้องฝืนยิ้มรับ พลางพยักหน้าประกอบคำพูดของแฟนสาว ทั้งที่ในใจแทบอยากหลุดหัวเราะกับท่าทีพิรุธของพวกตัวเอง“จริงครับ พี่รันเขาแค่ เอ่อ ยังไม่รู้จะอธิบายยังไงดี”ชนากานต์หรี่ตามองทั้งสองคนอย่างจับพิรุธดวงตากลมใสไล่มองจากใบหน้าพี่สาวไปยังภาสกรสลับกันไปมา ราวกับพยายามค้นหาความจริงบางอย่างที่ซ่อนอยู่“พวกพี่แปลก ๆ นะคะ”“แปลกตรงไหน ไม่มี๊” รติมารีบตอบเสียงสูงเกินปกติ จนภาสกรต้องรีบยกมือขึ้นลูบหน้าผากอย่างปลง ๆ“ก็วันนี้แดดมันร้อนน่ะครับ ทุกคนเลยดูตื่น ๆ กันหน่อย”คำแก้ตัวนั้นฟังไม่ขึ้นเอาเสียเลย ชนากานต์ยิ่งขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม“พี่ต้นโกหกไม่เก่งเลยนะคะ”“อ้าว”ภาสกรถึงกับไปไม่เป็น รติมาเห็นดังนั้นจึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที“เอาเป็นว่าพรีนไปล้างมือเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนดีไหม เดี๋ยววันนี้พี่มีเซอร์ไพรส์”“เซอร์ไพรส์อะไรคะ”“บอกแล้วจะเรียกว่าเซอร์ไพรส์ได้ยังไง”ชนากานต์ยังคงมองทั้งคู่ด้วยความสงสัย แต่สุดท้ายก็ยอมพยักหน้าเบา ๆ“ก็ได้ค่ะ”เธอลุกจากเก้าอี้ ก่อนวางกรรไกรตัดกิ่งไม้ลงบนโต๊ะ แล้วเดินกลับเ
หลังจากมื้อค่ำผ่านพ้นไป บรรยากาศภายในคฤหาสน์ยังคงเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและรอยยิ้มบทสนทนาของผู้ใหญ่ไหลเรื่อยตั้งแต่เรื่องสุขภาพ การเดินทาง ไปจนถึงเรื่องราวในอดีตที่ถูกหยิบขึ้นมาเล่าอย่างออกรส จนหลายครั้งเสียงหัวเราะก็ดังลั่นไปทั่วห้องรับแขกกระทั่งเวลาล่วงเข้าสี่ทุ่มชินพัฒน์ที่นั่งฟังทุกคนคุยกันเงียบ ๆ มาตลอดจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก“ผมมีเรื่องอยากขอร้องทุกคนครับ”ประโยคนั้นทำให้ทุกสายตาหันมามอง เขาหันไปสบตานิลเนตร ก่อนยิ้มบาง“ผมอยากกลับเชียงใหม่พรุ่งนี้เลย ได้รึเปล่าคะรับ”ปภาวีที่กำลังยกแก้วน้ำขึ้นจิบชะงักเล็กน้อย“ได้สิคะคุณพ่อ ภัคก็อยากเซอร์ไพรส์น้องพรีนจะแย่อยู่แล้ว”“ขอบคุณที่รักลูกสาวพ่อนะภัค ขอบคุณที่ให้โอกาสขอบคุณจริง ๆ ลูก ไม่รู่ว่าป๋านนี้เด็กคนนั้นจะรู้หรือเปล่าว่าพ่อมารักษาตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ สงสัยคงยังคิดว่าพ่อนอนรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลเชียงใหม่เหมือนเดิม”“น้องพรีนยังไม่รู้ค่ะคุณพ่อ คุณแม่ เพราะอยากเก็บเป็นความลับไว้เซอร์ไพรส์”“ดีเลยภัค พ่ออยากไปยืนอยู่ตรงหน้า แล้วบอกเขาด้วยตัวเองว่าพ่อหายแล้ว”“เห็นด้วยค่ะ”นิลเนตรพยักหน้ารับ พลางยิ้มทั้งน้ำตาส่วนคุณหญิงรุจิราที่นั
ช่วงหัวค่ำแสงไฟจากโคมระย้าคริสตัลกลางโถงใหญ่ส่องประกายอบอุ่นไปทั่วคฤหาสน์ บรรยากาศภายในบ้านเงียบสงบ มีเพียงเสียงข้าวของกระทบกันเบา ๆ จากห้องอาหารด้านในป้าน้อยกำลังช่วยแม่บ้านจัดโต๊ะมื้อค่ำอย่างขะมักเขม้น ขณะที่คุณหญิงนั่งรออยู่ในห้องรับแขก พลางเหลือบมองนาฬิกาเป็นระยะ“นี่ก็ได้เวลาแล้วนะ ทำไมภัคยังไม่กลับอีก”“คงใกล้ถึงแล้วล่ะค่ะคุณหญิง”ยังไม่ทันสิ้นเสียง เสียงเครื่องยนต์รถก็ดังแว่วมาจากหน้าคฤหาสน์ป้าน้อยชะเง้อมองทันที ก่อนจะรีบเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน“เดี๋ยวน้อยออกไปรับเองค่ะ”หญิงวัยกลางคนก้าวเร็ว ๆ ไปยังประตูใหญ่ ก่อนเปิดออกกว้างด้วยรอยยิ้มต้อนรับตามปกติแต่ทันทีที่เห็นคนที่ยืนอยู่หน้าบ้านรอยยิ้มนั้นก็หยุดค้างดวงตาเบิกกว้างขึ้นทันที“พัฒน์?”เสียงเรียกสั่นพร่าแทบไม่เชื่อตัวเองชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้างนิลเนตรเงยหน้ามอง ก่อนรอยยิ้มอบอุ่นจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า“พี่น้อย”เพียงได้ยินคำเรียกนั้น น้ำตาของป้าน้อยก็เอ่อคลอในทันที“โอ๊ย พัฒน์จริง ๆ ด้วย”เธอรีบก้าวเข้าไปหา ก่อนเอื้อมมือไปแตะแขนอีกฝ่ายราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะเลือนหายไป“หายแล้วเหรอ มองเห็นแล้วจริง ๆ เหรอ”“ครับพี่น้อ
มันเหนือความคาดหมายไปไกลกว่าที่เธอเคยจินตนาการไว้ จากเด็กชายตัวอ้วนผิวคล้ำที่เคยวิ่งตามหลังเธอต้อย ๆ ในวัยเด็ก เด็กที่ดูไม่ค่อยสนใจการเรียน ใครจะไปคิดว่าเด็กคนนั้นจะเติบโตมาเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอในวันนี้ปภาวีกะพริบตาช้า ๆ คล้ายเรียกสติกลับคืน ก่อนจะเอ่ยถามออกไปในที่สุด“นายเป็นหมอประจำอยู่ที่โรงพยาบาลนี้เหรอ”“ครับ”“แล้วทำไมนายถึงได้ไปอยู่ที่โรงพยาบาลฝั่งโน้นแล้วยังตรวจไข้ให้พรีนอีกด้วยอ่ะ”“ผมไปหาคุณพ่อครับ คุณพ่อผมเป็นผู้อำนวยการอยู่ที่โรงพยาบาลฝั่งโน้น” เขาตอบเรียบ ๆ ก่อนจะเอ่ยเสริมอย่างสุภาพ “แล้ววันที่พี่เห็นผม ผมไม่ได้เป็นคนตรวจไข้หรอกนะครับ รวมถึงเคสของน้องพรีนด้วย”“เดี๋ยวนะ ฉันงงหมดแล้ว นายหมายความว่ายังไง”“วันนั้นที่น้องพรีนเข้าโรงพยาบาล หมออีกท่านเป็นคนเจ้าของไข้ แต่พอดีตอนนั้นท่านติดเคสด่วนกะทันหัน ผมเลยอาสามาแจ้งแทนเท่านั้นเองครับ”เขาอธิบายเหตุการณ์วันนั้นด้วยความใจเย็น จริง ๆ แล้วเขาเพียงไปหาพ่อตามปกติอย่างเช่นทุกวัน ซึ่งวันนั้นบังเอิญว่าเขามีธุระสำคัญที่จะต้องคุยกับนายแพทย์คนหนึ่งจึงทำให้กลับช้ากว่าปกติ ในขณะที่เขากับแพทย์รุ่นพี่กำลังคุยกันอยู่ท
ก่อนที่เสียงทักทายของใครบางคนจะดังแทรกเข้ามาจากทางประตู“ขออนุญาตครับ”บานประตูเลื่อนเปิดออกช้า ๆ พร้อมเสียงเสียดสีแผ่วเบา น้ำเสียงนั้นนุ่มลึก สุภาพ และมีจังหวะการพูดที่ทำให้หัวใจของเธอสะดุดไปหนึ่งจังหวะมันคุ้นหูอย่างประหลาดเหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน หรือว่าจะเป็น!ความคิดยังไม่ทันสิ้นสุด ปภาวีก็หันขวับไปตามสัญชาตญาณ สายตาเบิกกว้างโดยไม่รู้ตัว เมื่อภาพตรงหน้าปรากฏชัดร่างสูงในชุดกาวน์สีขาวสะอาดยืนอยู่ตรงกรอบประตู แสงไฟเหนือศีรษะสะท้อนผ้าสีอ่อนจนดูสว่างตา ใบหน้าคมคุ้นเคยนั้นทำให้เธอชะงักไปชั่วขณะ“แทนคุณ!”ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ อย่างสุภาพ ก่อนจะยกมือไหว้เล็กน้อย“สวัสดีครับ พี่ภัค”คำทักทายสั้น ๆ แต่ชัดเจนในน้ำเสียง ทำให้ปภาวีนิ่งค้างไปชั่วอึดใจ เหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุนลงชั่วคราว เธอยกเรียวนิ้วยาวขึ้นขยี้เปลือกตาเบา ๆ ราวกับต้องการยืนยันว่าภาพตรงหน้าไม่ใช่ภาพลวงตาเพราะเท่าที่จำได้ อีกฝ่ายนั้นเป็นหมอประจำโรงพยาบาลทางฝั่งธนบุรีไม่ใช่แถวนี้ แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้มายืนวางมาดนิ่งอยู่ตรงหน้าเธอได้“สวัสดีครับคุณน้า” แทนคุณหันไปกล่าวทักทายนิลเนตรและชินพัฒน์ด้วยน้ำเสียงสุภาพ พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนที่
ว่าจบเขาก็ลุกขึ้นเต็มความสูง เหยียดแขนขึ้น บิดไหล่เบา ๆ คลายความเมื่อยล้าจากการนั่งรออยู่นาน ก่อนจะหมุนตัวเดินนำไปอย่างรู้ทาง ก่อนหยุดที่หน้าห้องหนึ่ง“ห้องนี้แหละ” พยักเพยิดหน้าเล็กน้อย พร้อมปรายตามองเพื่อนสาวที่เดินตามมาห่าง ๆ“แกไม่เข้าไปด้วยกันเหรอ?”ยังไม่ทันที่ภาสกรจะเอ่ยตอบ เสียงสั่นของโทรศัพท์ในกระเป๋าก็ดังขึ้น เขาหยิบออกพร้อมก้มมองหน้าจอแล้วเห็นว่าชื่อ ตติญาน้องสาวปรากฏเด่นอยู่กลางจอ จึงยกเครื่องขึ้นโชว์ให้เพื่อนดูแทนคำตอบปภาวีเหลือบตามองแล้วพยักหน้ารับเบา ๆ อย่างเข้าใจ“เดี๋ยวฉันตามเข้าไปทีหลัง ไปคุยธุระแป๊บนึง” เขาว่าพลางยกมือตบไหล่เพืีอนสาวเบา ๆ อย่างเป็นมิตร ก่อนถอยหลังสองก้าว กดรับสายแล้วหมุนตัวเดินลับไปทางปลายโถงอย่างเร่งรีบโดยที่ปภาวียังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมราวสิบนาที แล้วจึงหันกลับมาที่ประตูตรงหน้าอีกครั้ง มือเรียวเอื้อมบิดลูกบิดอย่างช้า ๆ แล้วผลักเข้าไปภายในห้องด้วยความระมัดระวังเพียงก้าวแรกที่ก้าวเข้ามา หัวใจก็เต้นแรงขึ้นอย่างน่าประหลาด มันมีทั้งความตื่นเต้นและความกังวลในเวลาเดียวกัน หรือว่าอาการเกล่านี้จะเป็นเพราะนี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่เธอจะได้เห็นหน้าบ
ห้องประชุมใหญ่บนชั้นสิบหาของบริษัท แอคซิส ไพรม์ สว่างด้วยแสงธรรมชาติที่ลอดผ่านกระจกบานสูงรอบด้าน บรรยากาศภายในเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและเปี่ยมด้วยพลังของการตัดสินใจครั้งสำคัญภาพสไลด์สุดท้ายของพรีเซนเทชันจบลงพร้อมเสียงคลิกเบา ๆ จากแท็บเล็ตในมือหญิงสาวเจ้าของบริษัทปภาวี เอนตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างสงบ
ราวสองชั่วโมงนับจากที่ปภาวีออกไป เสียงเคาะประตูสีขาวดังขึ้นสองสามครั้งก่อนจะถูกเปิดออก พร้อมกับเสียงของใครบางคนสนทนากับพยาบาล ทำให้เปลือกตาของคนป่วยที่ปิดอยู่ค่อย ๆ ลืมขึ้นช้า ๆ“ห้องนี้ค่ะ”“ขอบคุณครับ” เสียงตอบรับอย่างสุภาพดังขึ้นจากชายหนุ่มที่เดินตามเข้ามา เสียงนั้นคุ้นหูจนชนากานต์ขยับตัวเล็กน้อ
19:15 น.ณ โรงพยาบาลหลังจากขับรถออกมาจากร้านอาหารด้วยอารมณ์ที่ยังคุกรุ่น ปภาวีใช้เวลาพักใหญ่รวบรวมสติขับรถมุ่งหน้ามายังจุดหมายปลายทางซึ่งก็คือโรงพยาบาลที่มีใครบางคนนอนพักรักษาตัวอยู่แต่กว่าจะมาถึง ท้องฟ้า ณ ตอนนี้ก็ได้ถูกม่านรัตติกาลสีเทาเข้มกลืนกินไปเกือบหมด เหลือเพียงไฟถนนที่ทยอยสว่างขึ้นทีละดว
ภาสกรถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบลุกตามออกไปแทบจะทันที ใจเต้นโครมครามอย่างไม่รู้ว่าเหตุการณ์ต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้างปภาวีเดินฉับ ๆ เข้าไปโดยไม่สนใจสายตาของใครในร้าน เสียงส้นสูงกระทบพื้นไม้ดังกังวานตัดกับบรรยากาศเงียบสงบของร้านอาหารแค่ไม่กี่ก้าว เธอก็ไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของโต๊ะที่มีชาย







