Masukน่านน้ำ ถูกส่งไปดูแลโครงการขอใบรับรองผลผลิตที่สวนส้มแห่งหนึ่ง แต่เมื่อไปถึง เจ้าของสวนกลับมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม "คุณเนี่ยนะ นักวิชาการที่กรมส่งมา"..."ใช่ค่ะ มีตรงไหนไม่เหมือนเหรอคะ"
Lihat lebih banyakบ่ายวันศุกร์ในห้องทำงานของกรมวิชาการเกษตร อากาศที่แสนจะอบอ้าวส่งผลให้คิ้วเรียวของหญิงสาววัยสามสิบปีขมวดมุ่นพร้อมแก้มสองข้างแดงปลั่ง
น่านน้ำ หรือ น่าน อายุสามสิบปี ทำงานที่นี่ในตำแหน่งนักวิชาการโรคพืชชำนาญการ เธอนั่งมองกองรายงานวิจัยดินที่เพิ่งจัดการเสร็จไปด้วยสายตาเหม่อลอย สลับกับมองนาฬิกาทรงกลมข้างฝาผนังเพื่อเฝ้ารอเวลาเลิกงาน
สิ่งที่เธอต้องการที่สุดในตอนนี้คือการขับรถกลับไปนอนแช่น้ำเย็น ๆ นอนงีบสักพักแล้วค่อยตื่นมาทำมื้อง่าย ๆ กิน พร้อมกับดูหนังสักสองสามเรื่อง และตื่นสายในเช้าวันเสาร์ ชีวิตของน่านต้องการแค่นี้เลย
ส่วนตำแหน่งนักวิชาการ หรือ การเป็นข้าราชการที่ได้มานั่งทำงานในกรมวิชาการเกษตรตอนนี้ นั่นเป็นความฝันของแม่น่านน้ำต่างหาก และตอนนี้น่านก็สานฝันให้แม่เรียบร้อยแล้ว
ส่วนความฝันของตัวเองน่ะเหรอ น่านไม่เคยมีสิ่งนั้นหรอก เธออยากมีแค่ชีวิตธรรมดา ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ แค่นั้นก็น่าจะพอแล้ว...
“น่าน ไปเจอพี่ที่ห้องทำงานหน่อย”
เสียงเรียกของหัวหน้าฝ่ายที่ผลักประตูเข้ามาในห้องทำงานของเธอ ปลุกให้น่านหลุดจากภวังค์ เธอถอนหายใจทิ้งเบา ๆ ก่อนจะหยิบปากกาเสียบไว้ที่คอเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนแล้วเดินเข้าห้องหัวหน้าไปด้วยความรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ
“นั่งก่อนสิ”
เมื่อน่านเดินเข้ามา ภัทรก็พยักหน้าให้เธอนั่งลงฝั่งตรงข้าม
“มีอะไรเหรอคะพี่ภัทร”
น่านเอ่ยถามระหว่างหย่อนตัวลง หัวใจของเธอเริ่มสั่นระรัวเพราะสีหน้าราบเรียบของอีกฝ่าย
“มีโครงการใหม่ส่งตรงมาจากกระทรวง นโยบายผลักดันส้มไทยไปยุโรปแบบเต็มตัว รอบนี้ไม่ใช่แค่ส่งออกทั่วไปนะ แต่เป็นการทำ Zoning เพื่อเปิดตลาดระดับบนที่ยุโรปยอมรับ”
หัวหน้าของน่านเป็นหญิงสาววัยกลางคน เธอเปิดฉากพลางเลื่อนแฟ้มสีน้ำเงินเข้มไปตรงหน้าของน่าน คนอายุน้อยกว่าเลื่อนแฟ้มไปดู
“โห ยุโรปเหรอคะ มาตรฐานเขาสูงมากเลยนะพี่ภัทร ไหนจะเรื่องสารตกค้างและแมลงวันผลไม้อีก”
น่านตอบเสียงเรียบพลางกอดอก
“ก็เพราะเป็นยุโรปนี่แหละ พี่ถึงต้องเรียกน่านมาคุย น่านเหมาะที่จะไปคุมงานนี้มากที่สุดแล้ว”
แววตาของพี่ภัทรเปี่ยมไปด้วยความหวัง
“โครงการนี้น่านต้องดูแลตั้งแต่การทำระบบ GI ควบคู่ไปกับมาตรฐาน GAP สำหรับส่งออกยุโรป เก็บตัวอย่างดิน น้ำ และเฝ้าระวังโรคพืชย้อนหลังหกเดือนเต็มเพื่อออกใบรับรอง...พี่ดูแล้ว มีแค่เธอที่ละเอียดพอจะรับมือกับโปรโตคอลจุกจิกพวกนี้ได้”
“หกเดือนเลยเหรอพี่ภัทร...แล้วน่านต้องไปตรวจสวนส้มที่ไหนคะ”
หัวหน้าของน่านเริ่มยิ้มกว้างขึ้น
“ที่ฝาง เจ้าของสวนเค้าก็ต้องการยกระดับสวนตัวเองให้เป็นเบอร์หนึ่ง เลยส่งเอกสารมาขอความร่วมมือจากทางกรม ช่างเหมาะเจาะพอดีเลย”
“ฝางเลยเหรอพี่ แถมต้องไปปักหลักตั้งหกเดือน น่านว่ามันจะ...”
“โถ่น่าน” ภัทรรีบพูดแทรก “ยุโรปเขาต้องการผลตรวจแบบต่อเนื่อง อีกอย่างเราต้องคุมเข้มการจัดการแปลงร่วมกับเจ้าของไร่เพื่อให้ผลผลิตออกมาตรงตามมาตรฐานเป๊ะๆ ระยะเวลาหกเดือนคือตัวเลขที่สากลยอมรับ คิดซะว่าได้เปลี่ยนบรรยากาศทำงานนะ”
“ฝางไกลจะแย่นะพี่ภัทร ขับรถจากตัวเมืองไปก็ครึ่งวันแล้ว แถมไปอยู่ยาวขนาดนั้น น่านขอทำแค่สรุปเอกสารอยู่ที่กรมฯ ดีกว่าค่ะ ให้คนอื่นที่เขาชอบลงพื้นที่ไปเถอะ”
น่านน้ำแสร้งปั้นหน้าลำบากใจ สายตาก็แอบมองใบหน้าของหัวหน้างานเป็นพัก ๆ
อันที่จริงการต้องไปอยู่ฝาง ไม่ใช่เรื่องลำบากสำหรับเธอขนาดนั้นหรอก แค่อาจจะเหนื่อยขับรถ แต่ในเมื่อบนโลกนี้มันมีคำปฏิเสธให้เลือกใช้เป็นร้อยเป็นพัน แค่ลองหยิบมาใช้สักคำสองคำเผื่อฟลุ๊คไม่ต้องย้ายที่ทำงานชั่วคราวก็คงไม่เสียหายอะไร
“แน่ใจนะว่าไม่อยากไป”
“มันก็...ไม่ใช่ไม่อยาก แต่งานของน่านก็มีอีกเยอะแยะเลยนะพี่ภัทร ถ้ารับโครงการนี้อีก น่าน...”
รอยยิ้มบนใบหน้าของภัทรหายไปทันที เมื่อลูกน้องฝีมือดีของเธอยืนกรานปฏิเสธ
“พอ ๆ พูดมากจริง ๆ” ภัทรตัดบทอย่างไม่จริงจังนัก “เอาเถอะ ไม่อยากไปก็ไม่เป็นไร แต่ที่พี่เรียกมาคุยก่อนคนอื่น เพราะคิดว่านี่จะเป็นโอกาสดีที่น่านจะได้รู้จักเจ้าของไร่อย่างคุณเพียงด้วย”
“คุณเพียง? ใครเหรอคะ”
“ก็เจ้าของไร่ส้มที่ส่งเอกสารมาขอความร่วมมือจากกรมนั่นแหละ เธอบอกว่าต้องการผู้เชี่ยวชาญรุ่นใหม่ที่ทำงานเนี๊ยบๆ ไปวางระบบให้ และคุณเพียงเองก็เป็นคนเก่งมากนะ บริหารสวนส้มเป็นร้อยไร่จนขึ้นชื่อว่าเป็นส้มพรีเมียมอันดับหนึ่ง ถ้าน่านได้รู้จักคนแบบนี้ไว้ พี่ว่ามันน่าสนใจออก”
ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ต่างฝ่ายต่างนิ่ง น่านสบตากับหัวหน้า หัวหน้าภัทรก็มองหน้าเธอแทบไม่กะพริบตาเพื่อเฝ้ารอคำตอบที่อาจจะเปลี่ยนไปจากเดิม
“ถ้าด้านวิชาการก็น่าสนใจอยู่หรอกค่ะ แต่ในเชิงพลังงานชีวิต น่านขอรักษาแบตตัวเองไว้ทำงานที่กรมดีกว่า เรื่องลงพื้นที่ให้คนอื่นไปเถอะ”
น่านน้ำถอนหายใจยาวพรืด ส่วนหัวหน้าของเธอก็ได้แต่ส่ายหน้า พอจะเข้าใจแล้วว่าเธอไม่สามารถเปลี่ยนคำตอบของลูกน้องคนเก่งได้
ภัทรมลมองใบหน้าของน่านน้ำอย่างพิจารณาอีกครั้ง ตั้งแต่ครั้งแรกที่น่านมาบรรจุที่นี่ จนถึงตอนนี้เกือบสามปีแล้วที่เธอรู้จักเด็กคนนี้มา ทุกอย่างยังเป็นน่านคนเดิมมาเสมอ
“โอเค ไม่ก็ไม่ แต่พี่อยากให้ดูนี่หน่อย” ภัทรพูดพลางยื่นรูปถ่ายใบหนึ่งให้
“นี่รูปสวนส้มที่ทางนั้นแนบมากับเอกสาร วิวสวยใช้ได้เลยนะ เอาภาพนี้กลับไปดูเล่น...เผื่อจะเปลี่ยนใจ”
พี่ภัทรยื่นรูปถ่ายใบนึงให้น่าน เธอยื่นมือไปแตะไหล่อีกฝ่ายเบา ๆ ก่อนจะเดินออกไปจากห้อง
น่านมองตามแผ่นหลังหัวหน้าไปจนลับตา และในวินาทีที่เธอก้มลงมองภาพถ่ายที่อยู่ในมือ มันไม่ใช่ภาพสวนส้มที่มีแต่ต้นส้ม หากแต่เป็นภาพที่มีเจ้าของไร่ส้มยืนอยู่ในภาพด้วย
หญิงสาวในภาพอยู่ในชุดเดรสผ้าป่านสีขาวสะอาดตา เธอกำลังยืนอยู่ท่ามกลางดงต้นส้มที่กำลังออกดอกสีขาวสะพรั่ง ผมยาวดัดลอนใหญ่ดูมีวอลลุ่ม ปล่อยสยายตกลงมาคลอเคลียไหล่ สีผมประกายน้ำตาลทองยิ่งทำให้เสน่ห์ของผู้หญิงคนนี้ดูเหลือล้น จนน่านจ้องมองภาพถ่ายใบนั้นแทบไม่กะพริบตา
ใบหน้าเรียวสวยรูปไข่ รับกับแก้มอิ่มเอิบ ดวงตากลมโตทว่ากลับดูนิ่งลึก จุดเด่นคงเป็นไฝเสน่ห์เล็ก ๆ ใต้หางตาซ้ายที่ทำให้น่านจ้องมองมันอยู่เนิ่นนาน คิ้วเรียวโก่งรับดวงตาเหมาะเจาะ สันจมูกโด่งเรียว ริมฝีปากกระจับเคลือบลิปสติกสีแดงอมส้มยิ่งชวนมอง
“นี่เหรอ คุณเพียงที่พี่ภัทรบอก อืม น่าสนใจ...”
น่านกระซิบกับตัวเอง แล้วเก็บภาพถ่ายใบนั้นใส่ในกระเป๋าเสื้อตรงหน้าอกข้างซ้ายก่อนจะเดินออกจากห้องทำงานของหัวหน้าไปพร้อมกับคำตอบบางอย่างที่เปลี่ยนไป...
แสงแดดยามเช้าส่องลอดผ้าม่านสีครีมข้างหน้าต่างเข้ามา พร้อมกับเสียงรถบนถนนด้านล่างที่กลายเป็นเสียงนาฬิกาปลุกสำหรับเพียงพรรณไปแล้วเช้าวันจันทร์...วันแรกของการเริ่มต้นสัปดาห์สำหรับบางคนอาจจะเป็นเช้าอันสดใส แต่สำหรับใครอีกหลายคนคงไม่ได้เป็นแบบนั้นเพียงพรรณขยับตัวก่อนจะลืมตาขึ้นช้า ๆ ตามสัญชาตญาณ เธอหันไปมองข้างตัวทันที แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า“น่าน”เสียงเรียกแผ่วเบาดังขึ้นในตอนเช้าแบบนี้เป็นเรื่องปกติไปแล้ว โดยเฉพาะวันที่แฟนเด็กของเธอต้องไปทำงานคนอายุมากกว่าค่อย ๆ ลุกจากเตียง สวมเสื้อคลุมบาง ๆ แล้วเปิดประตูห้องออกไป จึงพบว่าห้องครัวเปิดไฟสว่างอยู่และเจ้าของชื่อที่เธอเรียกหาเมื่อครู่ กำลังฟุบหน้าหลับอยู่บนโต๊ะกินข้าวโน้ตบุ๊กยังเปิดค้างไว้ ข้างกันมีเอกสารกองโต ปากกาไฮไลต์กระจัดกระจายเต็มโต๊ะ ส่วนแก้วกาแฟตรงหน้าก็ดูเหมือนจะหมดไปนานแล้วเพียงพรรณถอนหายใจเบา ๆ อย่างรู้ทัน“น่านน้ำ...”คนถูกเรียกสะดุ้งเฮือกทันที ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาแบบงัวเงีย ผมยุ่งไปหมดจนดูเหมือนลูกหมาตัวโตที่เพิ่งตื่นนอน“ฮื้อ...พี่เพียง ตื่นแล้วเหรอคะ”“ทำไมมานอนอยู่ตรงนี้คะ ตื่นมาทำงานตอนเช้ามืดอีกแล้วเหรอ”แฟนเด็
หลังจากคำขอแต่งงานในวันนั้น ทั้งคู่ต่างก็เฝ้ารอให้วันสำคัญมาถึง...ไม่มีการดูฤกษ์ ไม่มีการคุยเรื่องสินสอด ส่วนหนึ่งเพราะพ่อแม่ของทั้งคู่ไม่มีแล้ว ทางด้านเพียงพรรณมีน้องสาวสองคน และทั้งคู่ก็ดีใจกับพี่สาวมาก จนแทบจะยกหน้าที่จัดงานทั้งหมดมาไว้ในมือส่วนน่าน...หลังจากเอ่ยคำสำคัญวันนั้น เธอกลับไปจัดการงานหลายอย่างที่ยังคั่งค้าง รวมถึงเข้าไปพูดคุยกับผู้ใหญ่หลายฝ่ายเรื่องทุนวิจัยที่หลายคนมองว่าน่าเสียดายแต่การพูดคุยทุกอย่างกลับผ่านไปได้ด้วยดีนั่นเพราะน่านคิดกับชีวิตตัวเองมาดีแล้วจริง ๆตอนนี้เธอยังคงทำงานในตำแหน่งนักวิชาการโรคพืชชำนาญการ ยังสังกัดกรมการเกษตร ยังเป็นลูกน้องคนเก่งของพี่ภัทรเหมือนเดิม และยังได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือชาวบ้านเรื่องโรคพืชมากขึ้นกว่าเดิมด้วยเกือบทุกเสาร์อาทิตย์ น่านจะขับรถมาหาเพียงพรรณที่ไร่หรือบางครั้งเจ้าของไร่ส้มก็มักขับรถจากฝางลงไปหาแฟนเด็กที่เชียงใหม่ แล้วค้างที่คอนโดของน่านแน่นอนว่าเจ้าเด็กตัวโตจะดีใจทุกครั้งที่แฟนมาหา เพราะนั่นหมายความว่า ห้องที่รกจนแทบไม่มีทางเดินจะกลับมาสะอาดอีกครั้งแม้คนทำความสะอาดจะบ่นไปตลอดก็ตาม“น่าน ทำไมถุงเท้าถึงไปอยู่บนเตียงนอนได้
แสงแดดยามสายส่องกระทบแนวต้นส้มจนใบสีเขียวสะท้อนประกายระยิบระยับ ลมหนาวพัดเอื่อยผ่านไร่กว้าง เกิดเสียงใบไม้เสียดสีกันเบา ๆ กลายเป็นเสียงที่เจ้าของไร่คุ้นชินไปแล้วเพียงพรรณยืนอยู่กลางแถวต้นส้มในเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีอ่อน หมวกปีกกว้างถูกกดต่ำลงเล็กน้อยเพื่อกันแดด มือหนึ่งถือแฟ้มบันทึกข้อมูล อีกมือจับใบส้มที่มีจุดสีเหลืองซีดอยู่ตรงขอบเธอขมวดคิ้วนิด ๆ ราวกับไม่เคยเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามาก่อน“ใบนี้แปลกจัง...” ปลายนิ้วพลิกดูใต้ใบอย่างตั้งใจลักษณะคล้ายอาการเริ่มต้นของโรค แต่เพียงพรรณยังไม่แน่ใจนัก เพราะมันไม่ได้ตรงกับอาการที่เคยเจอบ่อย ๆ ในไร่“พี่เข้ม ทางนี้หน่อยค่ะ”เจ้าของไร่เรียกเสียงดังขึ้นเล็กน้อย ชายวัยกลางคนที่กำลังเดินตรวจแมลงในโซนไม่ไกลกัน รีบวางมือแล้วเดินมาหาเธอทันที“ครับคุณเพียง”“ช่วงนี้มีแมลงลงโซนนี้เยอะมั้ย”“ไม่นะครับ ลุงหมื่นเพิ่งพ่นยารอบก่อนเอง”เพียงพรรณพยักหน้าช้า ๆ ก่อนมองใบส้มในมืออีกครั้ง แล้วเธอก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดเสิร์ชข้อมูลเกี่ยวกับโรคพืช“จุดเหลืองบนใบส้ม...”“ใบส้มซีดขอบใบ...”“โรคใบด่าง...”“ทำไมมันเหมือนทุกโรคเลยนะ”เจ้าของไร่บ่นพึมพำกับตัวเองเบา ๆ จนพี่เ
เสียงดนตรีแจ๊ซเบา ๆ ลอยคลออยู่ภายในห้องจัดเลี้ยงของศูนย์วิจัย บนโต๊ะยาวกลางห้องเต็มไปด้วยอาหารและไวน์สำหรับงานเลี้ยงปิดการอบรม ผู้คนจากหลากหลายประเทศกำลังยืนพูดคุย แลกนามบัตร ถ่ายรูป และหัวเราะให้กันอย่างเป็นกันเอง“Nan! Come here!”เสียงเรียกจากนักวิจัยชาวญี่ปุ่นดังขึ้นพร้อมการโบกมือ น่านจึงยกแก้วไวน์ในมือขึ้นตอบรับแล้วเดินเข้าไปสมทบกับกลุ่มคนตรงหน้า“Your presentation today was brilliant.”“Especially the citrus disease management model. It’s practical.”“Professor Martin was impressed with you.”คำชื่นชมมากมายดังเข้าหูไม่หยุด รอยยิ้มของน่านยังคงดูเป็นธรรมชาติ เธอพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตอบคำถาม และรับฟังข้อเสนอจากหลายฝ่ายอย่างคล่องแคล่วราวกับคนที่เกิดมาเพื่องานนี้อย่างแท้จริงคนที่เกิดมาเพื่องานวิจัย ความก้าวหน้า การเติบโต ความสำเร็จ ทุกอย่างคือสิ่งที่เธอพยายามไขว่คว้ามาตลอดแต่แปลกเหลือเกิน...แม้จะยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย น่านกลับรู้สึกเงียบอย่างบอกไม่ถูกโดยเฉพาะตอนที่สายตาเหลือบไปเห็นคู่รักคู่หนึ่งกำลังยืนถ่ายรูปด้วยกันตรงริมหน้าต่าง ผู้หญิงผมทองในชุดสูทหัวเราะออกมาเบา ๆ