ログイン“พรีน หนูเป็นอะไรหรือเปล่าลูก ทำไมวิ่งหน้าตาตื่นลงมาแบบนี้”
“ปะ เปล่าค่ะ” “เป็นเด็กริอาจโกหกผู้ใหญ่มันไม่ดีรู้หรือเปล่า” คุณหญิงรุจิราวางหนังสือพิมพ์ในมือลงก่อนเอ่ยถามอย่างใจเย็น เธอไม่ใช่คนไร้เดียงสาที่จะดูไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น ที่ถามออกไปก็เพียงแค่ต้องการฟังจากปากของเด็กสาวตรงหน้าให้แน่ใจว่าสิ่งที่เธอคิดนั้นไม่ได้ผิดเพี้ยนไป “คุณหนูไม่ได้ทำอะไรพรีนค่ะคุณหญิง พรีนแค่” “เธอมาฟ้องอะไรแม่ฉัน!” ไม่ทันที่ชนากานต์จะทันได้พูดจบ เสียงแหลมของปภาวีก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางบันได ร่างสูงก้าวลงมาด้วยทีท่าที่ดูเกรี้ยวโกรธ หยุดยืนมองทั้งสองคนด้วยสีหน้าไม่พอใจอย่างถึงที่สุด “ไม่มีใครฟ้องอะไรทั้งนั้นน่ะ แล้วนี่ไปกินรังแตนที่ไหนมา ถึงได้โหวกเหวกโวยวายแต่เช้าแบบนี้” คุณหญิงรุจิราตอบกลับเรียบ ๆ แต่แววตาคมกลับจับจ้องลูกสาวไม่วางตา ปภาวีชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเบนสายตามองไปชนากานต์ที่ยืนก้มหน้าอยู่ข้างโต๊ะอาหาร ดวงตาคมวาวด้วยความหงุดหงิด “ก็ถามยัยเด็กนั่นดูสิ ว่าขึ้นไปทำอะไรบนห้องของภัค” “แม่ใช้ให้หนูพรีนขึ้นไปตามแกลงมากินข้าว ทำไมต้องโมโหอะไรขนาดนั้นด้วยหึ” “คุณแม่ก็รู้ว่าภัคไม่ชอบให้ใครก้าวก่ายพื้นที่ส่วนตัว โดยเฉพาะยัยเด็กคนนี้” “ทำไม น้องเป็นยังไง” ปภาวีหัวเราะหึในลำคอ สายตาไล่มองคนอายุน้อยกว่าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างไม่ปิดบังความรังเกียจ “สกปรก” “ยัยภัค!” เสียงของคุณหญิงรุจิราดังขึ้นทันที แม้จะไม่ได้ตะโกน แต่ก็หนักแน่นพอจะทำให้คนฟังรับรู้ถึงความไม่พอใจ ปภาวีหันกลับมามองมารดา สีหน้าเรียบนิ่งเหมือนคนที่ไม่คิดว่าตัวเองพูดอะไรผิด “ขอโทษน้องเดี๋ยวนี้” “ขอโทษเรื่องอะไร” “ทำผิดเรื่องอะไรก็ขอโทษเรื่องนั้นนั่นแหละ” “ถ้าอย่างนั้นก็รอไปเถอะ เพราะภัคไม่ได้ทำอะไรผิด ขอตัว” พูดจบร่างสูงก็หมุนตัวรีบก้าวออกจากห้องอาหารแห่งนี้ทันที แม้เสียงเรียกของคุณหญิงรุจิราดังตามหลัง แต่ทว่าปภาวีกลับไม่แม้แต่จะชะลอฝีเท้าลงเลยสักนิด “กลับมาเดี๋ยวนี้นะ ยัยภัค!” “ปล่อยคุณหนูเธอไปนะคะคุณหญิง พูดอะไรไปตอนนี้ก็ยิ่งเหมือนเอาฟืนไปใส่ไฟเปล่า ๆ” “ยัยภัคทำนิสัยอย่างนี้จนเคยตัว ต่อไปก็คงไม่เห็นหัวฉันแล้วล่ะมั้งน้อย” “ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ คุณหญิงให้เวลาคุณหนูเธอหน่อยนะคะ” “ให้เวลาน่ะฉันเข้าใจ แต่ถึงยังไงยัยภัคก็ไม่ควรมาพูดจาแย่ ๆ ใส่คนอื่นแบบนี้” “น้อยเข้าใจคุณหญิงนะคะ แต่น้อยเองก็เข้าใจคุณหนูด้วยเหมือนกัน คุณหญิงก็น่าจะรู้ดีว่าเมื่อก่อนคุณหนูเธอไม่ได้เป็นคนแบบนี้ เธออาจจะยังเสียใจเรื่องของคุณท่าน ยังไงน้อยก็อยากให้คุณหญิงลองใจเย็นกับเธอดูสักนิด” คุณหญิงรุจิราเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาคมทอดมองออกไปทางประตูที่ปภาวีเพิ่งเดินจากไป เหมือนกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดเหล่านั้นอยู่ในใจ แต่ไม่นานนักเธอก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะส่ายหน้า “ฉันเย็นมามากพอแล้ว แล้วฉันก็คิดว่าเวลามันคงจะช่วยอะไรยัยภัคไม่ได้แล้วล่ะ นับวันยิ่งจะมีแต่หนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ อดีตที่มันผ่านไปแล้วก็ไม่ปล่อยให้มันผ่านไป ยังยึดติด ยังเคียดแค้น แล้วก็เอาความแค้นความเสียใจของตัวเองมาเป็นข้ออ้างในการทำร้ายจิตใจคนอื่น แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน” “น้อยเองก็ไม่รู้จะช่วยคุณหนูยังไงดีค่ะคุณหญิง” “น้อยไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น เดี๋ยวยัยภัคน่ะฉันจัดการเอง มา ๆ มาทานข้าวกันก่อนดีกว่า” “เอ่อป้า พรีนขอตัวก่อนนะคะ” “จะไปไหนอีกล่ะพรีน” น้อยเอ่ยถาม “นั่นสิ ไม่ทานข้าวด้วยก่อนเหรอหนูพรีน มานั่งข้างฉันก็ได้นะ มาเร็ว” “ไม่ดีกว่าค่ะคุณหญิง พรีนยังไม่หิวค่ะ ขอตัวนะคะ” ในขณะเดียวกันเสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นหินดังเป็นจังหวะ ปภาวีเดินลิ่วออกจากห้องอาหารมายังสวนหย่อมข้างบ้านด้วยอารมณ์คุกรุ่น แสงแดดยามสายส่องลอดใบไม่ลงมาเป็นลำ เธอเงยหน้าขึ้นรับแสงงก่อนพ้นลมหายใจแรง ๆ ออกมาเพื่อระบายอารมณ์ “คุณแม่นะคุณแม่ เห็นคนอื่นดีกว่าลูกของตัวเอง ฮึ!” เธอพึมพำด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง เพราะรู้สึกไม่ชอบใจกับการกระทำของผู้เป็นแม่ จากที่เธอไม่ชอบหน้าเด็กคนนั้นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งได้มาเห็นแม่ของตัวเองออกตัวปกป้องอีกฝ่ายอย่างกับจงอางหวงไข่แบบนี้ ความเกลียดก็ยิ่งทวีคูณ ญาติติโกโหติกาก็ไม่ใช่ ซ้ำยังเป็นเพียงแค่หลานสาวคนใช้ ถึงจะเป็นคนใช้คนสนิทยังไงซะก็ยังคงเป็นขี้ข้าอยู่วันยังค่ำ ครืด ครืด <<< Ton Calling >>> ชื่อและภาพของผู้โทรปรากฏอยู่บนหน้าจอ ทำให้ปภาวีหรี่ตาลงแล้วถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนกดรับสายด้วยเสียงที่เย็นลงเล็กน้อย “ว่า” “สะดวกคุยไหมวะ” สิ้นคำถามจากต้นสาย เธอก็เหลียวซ้ายแลขวาอย่างระมัดระวัง ก่อนยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูอีกครั้ง “อืม คุยได้” “คือเมื่อสองวันก่อนฉันไปในที่เกิดเหตุมาแล้วบังเอิญเจอกับตาคนนึงกำลังเดินเก็บของเก่าอยู่” “แล้ว?” “แกเอาของชิ้นนึงมาเสนอขายให้ แล้วบอกว่าเก็บได้จากแถว ๆ นี้ กูเห็นว่ามันแปลกดีก็เลยซื้อเอาไว้” “แค่นี้?” “มันก็เกือบจะแค่นั้นแหละ แต่คุยกันไปคุยกันมาแกบอกกูว่าเก็บได้จากตรงนี้ตั้งแต่อุบัติเหตุรถชนกันเมื่อสิบเก้าปีก่อน” ปภาวีขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยิน ก่อนถามต่อ “ว่าไงนะ?” “มันเป็นสร้อยเก่า ๆ แล้วก็มีจี้คล้ายดอกไม้อะไรสักอย่าง ฉันดูไม่ออก” “สร้อย? สร้อยอะไร” “ไม่รู้ เลยจะมาถามอยู่นี่ไงว่าแกเคยเห็นคุณลุงใส่สร้อยบ้างหรือเปล่า เผื่อบางทีสร้อยเส้นนี้อาจจะเป็นของคุณลุงก็ได้” “ไม่แน่ใจอะ เอาเป็นว่าเก็บสร้อยเส้นนั้นเอาไว้ให้ดีก็แล้วกัน เดี๋ยวถ้าว่างเมื่อไหร่ฉันจะเข้าไปดูเอง” “ตามนั้น ว่าแต่ตอนนี้อยู่ไหนเนี่ยไอ้ภัค เข้าไปหาที่บริษัทก็ไม่เจอ หรือว่ากำลังตีหรี่...” เพล้ง!! เสียงของแข็งตกกระทบพื้นหินกรวด ดังกังวานสะท้อนอยู่ในอากาศ ปภาวีชะงักลดโทรศัพท์ลงจากหู คิ้วสวยขมวดแน่นก่อน ก่อนดวงตาคมจะหันขวับกลับไปมองทางต้นเสียง “ใครน่ะ!” “...” “มีไรเปล่า?” คนในสายถามขึ้นหลังได้ยินเสียงผิดปกติดังแว่วเข้ามาทางโทรศัพท์ “เปล่า แค่นี้ก่อนนะ” ทันทีที่พูดจบเธอก็กดวางสาย ก่อนจะตะโกนขึ้นอีกครั้งอย่างหงุดหงิด “ฉันถามว่าใครอยู่ตรงนั้น!!” ทว่าไร้ซึ่งเสียงตอบรับ มีเพียงความเงีบกับลมวูบหนึ่งที่พัดผ่าน เธอไม่รอช้า ก้าวฉับเข้าไปยังมุมที่เกิดเสียงแล้วก็ได้เห็นร่างของคนที่ไม่คิดว่าจะเจอในเวลานี้ “เธอเองเหรอ” เสียงเรียบนิ่งเอ่ยขึ้นช้า ๆ ทว่าแฝงไปด้วยความเย็นเยียบจนบรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่งทันทีที่ได้สบตากับผู้หญิงตรงหน้า สองขาก้าวไปใกล้ สองแขนสองขึ้นกอดอกดวงตาคมกริบจ้องเขม็งราวจะฉีกเนื้อคนตรงหน้าให้แหลกเป็นชิ้น ๆ “เอ่อคือ พะ พรีนขอโทษค่ะ พรีนไม่ได้ตั้งใจมาแอบฟังคุณหนูคุยโทรศัพท์นะคะ” เสียงเล็กสั่นพร่า ดวงตาหลุบต่ำอย่างหวาดหวั่น ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันขณะพยายามข่มความกลัวที่ตีตื้นขึ้นมาจนถึงอก “หึ! ไม่ได้ตั้งใจ แต่รีบปฏิเสธทั้งที่ฉันยังไม่ทันได้ถามเนี่ยนะ ยัยโง่!” เสียงเย้ยหยันเย็นชาเสียดแทงเหมือนคมมีดกรีดลึกลงในใจชนากานต์ จบประโยคนั้นปภาวีก็ก้าวเข้ามาใกล้ มือเรียวที่เปี่ยมไปด้วยแรกกระชากแขนอีกฝ่ายด้วยแรงโทสะ “อ๊ะ!” ชนากานต์หลุดเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจ ก่อนตามด้วยความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นวาบเข้าหัวใจจนน้ำตาคลอเบ้า ทั้งแรงบีบและแรงอารมณ์ของอีกฝ่ายที่ถาโถมมาพร้อมกันราวกับพายุลูกใหญ่ แรงบีบคั้นทำให้ต้นแขนเล็กเนียนขาวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงช้ำ เธอพยายามดึงแขนกลับแต่ทว่าแรงที่มีนั้นน้อยกว่าคนร่างสูงเสียเหลือเกิน มือเล็กสั่นระริก น้ำเสียงติดสะอื้นเบา ๆ ขณะที่พยายามเปล่งออกมาจากลำคออย่างอยากลำบาก “ฮึก ๆ ปะ ปล่อยแขนพรีนก่อนนะคะคุณหนู พรีนเจ็บ” “อย่าสำออยไปหน่อยเลย อ้อ!แน่จริงเธอก็เรียกแม่ฉันมาช่วยอีกสิ เรียกสิ เรียกเลย!” ถ้อยคำค่อนแคะดุจเหล็กแหลมถูกปล่อยออกมาจากเรียวปากของปภาวีพร้อมกับแรงบีบที่เพิ่มขึ้นอย่างไร้ความปรานี ชนากานต์ทำได้เพียงส่ายหน้าเบา ๆ ด้วยความเจ็บ เม้มริมปากแน่นพยายามกลั้นเสียงสะอื้นไว้ไม่ให้ดังออกมา ทว่าก็ไม่อาจห้ามน้ำตาที่ไหลอาบสองแก้มได้ ทันใดนั้นเอง เสียงเข้มของใครบางคนก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง “ปล่อยน้องเดี๋ยวนี้นะภัค!” “เหอะ! พูดไม่ทันขาดคำ เป็นห่วงเป็นใยกันจริง ๆ เลยนะคะ” ร่างสูงแค่นหัวเราะเบา ๆ น้ำเสียงของปภาวีเปื้อนไปด้วยความประชดประชัน ก่อนหันไปมองมารดาด้วยสีหน้าไม่พอใจ แต่กระนั้นมือเรียวก็ยังคงบีบรัดอยู่ที่แขนของอีกฝ่ายเอาไว้แน่น นิ้วสวยกดจิกลงบนแขนอยู่อย่างนั้นซ้ำ ๆ จนเกิดเป็นรอยเล็บ “แม่บอกให้ ปล่อย แขน น้อง!” “ก็ไม่ได้อยากจะจับมากนักหรอกค่ะ สกปรก” เธอสบถด้วยน้ำเสียงรังเกียจ แล้วสะบัดแขนของชนากานต์ออกอย่างแรง ทำให้ร่างบางเวถลาถอยหลังไปสองก้าว ก่อนจะล้มลงกับพื้นอย่างหมดแรง “อะ โอ๊ย!” “ฝากไว้ก่อนเถอะ! ฉันจะทำให้เธออยู่ที่นี่ไม่ได้เลยคอยดู” น้ำเสียงกร้าวต่ำเย็นเยียบ สันกรามขบแน่นจนเห็นเป็นรอยนูน ลมหายใจสะท้อนแรงจากอก ขณะมองเหยื่อในสายตาอย่างไร้ความเมตตา “หลีกไป!!” เสียงขาดห้วนถูกปล่อยออกมา ก่อนที่เธอจะจงใจเดินกระแทกไหล่ใส่ชนากานต์เต็มแรง แล้วหมุนตัวเดินออกไปโดยไม่หันกลับมามอง “ภัคหยุด! แม่บอกให้หยุด!!” “จะตามมาว่าอะไรภัคอีกละคะ” หันขวับกลับมาถามมารดาด้วยน้ำเสียงประชดประชันเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง “ทำไมต้องทำร้ายน้องขนาดนั้น จงเกลียดจงชังอะไรนักหนา แม่ยังไม่เห็นว่าน้องเขาจะทำอะไรให้แกเลยนะ” “ไม่ชอบคือไม่ชอบ เกลียดก็คือเกลียด ภัคเคยบอกคุณแม่ไปแล้วนี่คะ” ปภาวีเน้นทุกถ้อยคำอย่างชัดเจนและหนักแน่น แล้วต่อให้เธอจะต้องพูดอีกสักกี่สิบครั้ง เธอก็ยังยืนยันเหมือนเดิมว่าเธอเกลียดผู้หญิงคนนั้นที่สุด เธอเกลียดชนากานต์โดยไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล เพราะสำหรับความรักบางครั้งมันก็ไม่คำอธิบาย ซึ่งความเกลียดก็เช่นเดียวกัน “ถ้าเกลียดก็ไม่ต้องยุ่งกันสิ ไม่เห็นจะต้องลงไม้ลงมือแบบนี้ แม่ไม่ชอบเลยนะภัค!” “ภัคไม่เคยคิดที่จะยุ่งกับยัยนั่นเลยสักนิด แต่ยัยต่างหากที่ชอบเข้ามายุ่งวุ่นวายกับภัคเอง” “ยุ่ง? ยุ่งอะไร” ถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง เพราะเธออยากจะรู้สาเหตุเหลือเกิน ว่าเป็นเพราะอะไรทำไมลูกสาวของเธอถึงได้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนี้ “ยัยนั่นไปแอบฟังภัคคุยโทรศัพท์กับต้น พอภัคจับได้ก็ทำท่าจะเดินหนี ทีนี้คุณแม่จะยังเข้าข้างอยู่อีกไหมคะ” “บางทีน้องอาจจะแค่เดินผ่านไปก็ได้ ภัคอคติเกินไปหรือเปล่า” “ในสายตาของคุณแม่ภัคคงจะเป็นลูกที่แย่มากเลยใช่ไหมคะ” เอ่ยถามเสียงเบาลงกว่าทุกครั้ง ดวงตาคู่สวยที่เคยแข็งกร้าวกลับวูบไหวในชั่ววินาที ความรู้เสียใจและน้อยใจค่อย ๆ ตีตื้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้เมื่อได้ยินคำพูดของผู้เป็นแม่ ด้านคุณหญิงรุจิราเมื่อได้เห็นแววตาของคนเป็นลูกยืนนิ่งไปครู่หนึ่งหัวใจหนักอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก เธอไม่ได้มีเจตนาที่จะพูดต่อว่าลูกสาวออกไปแบบนั้น “ไปกันใหญ่แล้วภัค ฟังแม่นะ” “ภัคไม่ฟัง ขอตัวนะคะ” “เดี๋ยวสิภัค ภัค!” *** “บอกป้ามาพรีนว่ามันเกิดอะไรขึ้น” เสียงของน้อยเข้มขึ้นเล็กน้อย ขณะยืนกอดอกจ้องหลานสาวที่นั่งสะอึกสะอื้นอยู่บนเตียง “คือพรีน ฮึก ๆ พรีน” “ไปทำอะไร ทำไมคุณหนูเธอถึงได้โกรธขนาดนั้น” “พรีนเดินตามคุณหนูออกไป แล้วบังเอิญได้ยินคุณหนูเธอคุยโทรศัพท์อยู่กับเพื่อนค่ะ” “ป้าเคยบอกพรีนแล้วใช่ไหมว่าอย่ายุ่งวุ่นวายหรือไปเข้าใกล้คุณหนูเธอ ทำไมพรีนไม่ฟังป้าบ้าง” น้อยพูดพลางส่ายศีรษะเบา ๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยใจ “คุณหนูไม่ได้ทานข้าวตั้งแต่เมื่อวาน เลยตั้งใจจะไปตามมาทานข้าวก็แค่นั้นเอง” “มันไม่ใช่แค่นั้นหรอกพรีน ป้าบอกอะไรไปพรีนต้องเชื่อฟังป้าไม่ใช่ทำตามใจตัวเองแบบนี้ นี่เพิ่งจะวันที่สองยังเจ็บตัวขนาดนี้แล้ว ขืนอยู่ต่อไปป้าจะมั่นใจได้ยังไงว่าคุณหนูเธอจะไม่ทำร้ายพรีนอีก” น้อยถอนหายใจติดกันหลายครั้ง สายตาวาววับด้วยความกังวล เธอไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าทำไมหลานสาวถึงได้ฝืนคำเตือนเธอแบบนี้ทั้งที่ปกติก็เป็นเด็กว่านอนสอนง่าย นี่ยังดีที่คุณหญิงท่านออกมาช่วยไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นเธอไม่กล้าคิดด้วยซ้ำว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง “พรีนผิดเองค่ะ พรีนไปยุ่งกับคุณหนูเธอเอง ฮึก ๆ” “เฮ้อ! ป้าว่าพรีนออกไปอยู่ที่อื่นก่อนดีกว่า เดี๋ยวป้าจะจัดการหาห้องเช่าราคาถูก ๆ ให้” เสียงของน้อยแน่วแน่และเด็ดขาด น้ำเสียงนั้นบ่งบอกได้ดีว่าเธอตัดสินใจดีแล้วก่อนที่จะพูดออกมา เธอผิดเองที่พาหลานสาวเข้ามาอยู่ที่นี่ มัวแต่คิดจะให้หลานมีชีวิตที่ดีจนลืมคิดถึงผลที่จะตามมา ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ดีเสียปล่อยให้ลุกลามจนยากจะควบคุม เธออาบน้ำร้อนมาก่อนเธอจึงมองออกว่าตอนนี้หลานสาวของเธอกำลังมีความรู้สึกอะไรยังไงกับคุณหนูของบ้านนี้ “ไม่นะคะ พรีนไม่ไป พรีนอยากอยู่กับป้าน้อย” เสียงสะอื้นสั่นเครือ มือเล็กคว้าแขนผู้เป็นป้าไว้แน่นเขย่าเบา ๆ อย่างเว้าวอน พร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบแก้มไม่หยุด “ไม่ได้ พรีนอยู่ที่นี่ไม่ได้ ไปเก็บของให้เรียบเดี๋ยวป้าจะขออนุญาตคุณหญิงท่านออกไปส่ง” “ให้พรีนอยู่ที่นี่เถอะนะคะ พรีนไม่อยากไป พรีนเป็นห่วง-” คำพูดหยุดลงกะทันหัน เด็กสาวยกมือขึ้นปิดปากตัวเองแทบไม่ทัน เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังจะเผลอพูดบางอย่างที่ไม่ควรพูดออกไป “ห่วง ห่วงใคร?” “เปล่าค่ะ” ชนากานต์รีบตอบกลับ พลางก้มหน้าหลบสายตา แต่ทว่าท่าทีลุกลี้ลุกลนแบบนั้นกลับยิ่งทำให้คนเป็นป้ายิ่งเกิดความสงสัย “บอกป้ามาว่าเมื่อกี้ที่พรีนพูดว่าเป็นห่วง เป็นห่วงใคร!.” “เอ่อ” “ป้าจะพูดเป็นครั้งสุดท้ายนะพรีน ถ้าอยากอยู่ที่นี่ต่อ ห้ามยุ่งวุ่นวายกับคุณหนูอีก ห้ามอยู่ใกล้คุเธอเด็ดขาด เข้าใจไหม!” “ ทะ ทำไมล่ะคะ” “สักวันพรีนจะรู้เองว่าทำไมป้าต้องสั่งห้ามเราอยู่แบบนี้ แต่ถ้าพรีนไม่ฟังแล้วยังดึงดันที่จะเข้าใกล้เธอ คนที่จะต้องมานั่งเสียใจทีหลังมันก็คือตัวของพรีนเอง ป้าเตือนได้แค่นี้แหละ” “ค่ะ พรีนจะไม่เข้าใกล้คุณหนูเธออีก” ถึงจะยังไม่เข้าใจทั้งหมด แต่เธอก็ตอบรับไปก่อนเพื่อที่จะได้มีโอกาสอยู่ต่อที่คฤหาสน์แห่งนี้ ส่วนคำตอบที่ค้างคาก็ค่อยหาจังหวะถามใหม่อีกที “รับปากแล้วทำให้ได้ด้วยล่ะ ป้าไม่ได้อยากจู้จี้จุกจิกอะไรกับเรามากนักหรอกนะ เอาล่ะวันก็พักผ่อนอยู่ในห้องนี่แหละ แล้วตอนเย็นค่อยออกไปช่วยป้าทำกับในครัว” “ค่ะ” เย็นวันเดียวกัน ในครัวคฤหาสน์ซึ่งเปิดประตูทิ้งไว้ให้ลมลอดผ่าน ส่งโชยกลิ่นหอมของเครื่องเทศและสมุนไพรลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณ ทั้งตะไคร้ ข่า ใบมะกรูด และพริกแห้งที่น้อยกำลังโขลกอยู่ในครกหินอย่างสม่ำเสมอ ผสมปนเปกับกลิ่นหอมของข้าวสวยที่เพิ่งหุงสุกใหม่ ๆ ชนากานต์ยืนอยู่ที่เคาร์เตอร์กลาง มือเรียวจับด้ามมีดแน่น ขณะปลายนิ้วข้างหนึ่งแตะหัวหอมแดงลูกเล็กเรียงกันเป็นแถว เธอก้มหน้าลงอย่างตั้งใจดวงตาจับจ้องไปยังจังหวะมีดที่ขยับขึ้นลงอย่างบรรจง ค่อย ๆ หันทีละแว่นอย่างสม่ำเสมอ แต่ในขณะที่ความตั้งใจแน่วแน่นั้นกำลังดำเนินไป กลิ่นฉุนของหอมแดงก็ลอยตีจมูกอย่างไม่ทันตั้งตัว ความเผ็ดร้อนของมัน ซึมเข้าสู่ดวงตา ทำให้น้ำใส ๆ ไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ วินาทีนั้นเธอชะงักมือวางมัดลงข้างเขียงอย่างระมัดระวัง ก่อนยกมือขึ้นเช็ดหยาดน้ำตาออกจากหางตาเบา ๆ ด้วยท่าทางสงบนิ่ง “แสบตาเหรอพรีน” เสียงของน้อยดังขึ้นทางด้านหลังด้วยความห่วงใยเมื่อเห็นท่าทีที่แปลกไปของหลานสาว “นิดหน่อยค่ะ พรีนไม่ทันระวัง” หันกลับมายิ้มให้ผู้เป็นป้าเล็กน้อย ทันทีดวงตายังแดงอยู่จาง ๆ “ไปล้างตาก่อนก็ได้ลูก เดี๋ยวตรงนี้ป้าจัดการเอง” “ไม่เป็นไรค่ะป้าน้อย พรีนยังไหว” เธอบอกแค่นั้นแล้วหันกลับไปตั้งใจทำกับสิ่งตรงหน้าอีกครั้ง แต่ทว่าจังหวะนั้นเสียงฝีเท้าเบา ๆ เดินเข้ามาใกล้พร้อมกับกลิ่นน้ำหอมอ่อนจางที่อบอวลด้วยกลิ่นดอกไม้ฝรั่งเศสอย่างเป็นเอกลักษณ์ “แต่ฉันว่าหนูพรีนไปล้างตาก่อนก็ดีนะจ๊ะ ดูสิตาแดงหมดแล้ว” สิ้นประโยคนั้นชนากานต์ก็สะดุ้งเล็กน้อยก่อนหันกลับมามองทางต้นเสียง “ไปสิ เดี๋ยวฉันช่วยน้อยทำเอง” “ไม่เป็นไรค่ะคุณหญิง พรีนดีขึ้นแล้วค่ะ” พูดเสียงเบาพลางยกมือเรียวขึ้นเช็ดหางตาอีกครั้ง การกระทำเหล่านี้ทำให้หญิงสูงวัยหัวเราะเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “อย่างนั้นก็ได้ ว่าแต่หนูพรีนทำอาหารเป็นด้วยหรือจ๊ะ” “ทำเป็นค่ะ พรีนช่วยแม่ทำประจำตอนอยู่บนดอย” เธอตอบด้วยน้ำเสียงและแววตาที่สดใส เมื่อนึกถึงกิจกรรมดี ๆ ที่เธอกับแม่มักร่วมกันทำอยู่บ่อยครั้ง “เก่งจริงเชียว นี่ถ้าได้หนูพรีนมาเป็นลูกสาวอีกคนของฉันก็คงจะดีไม่น้อยเลยนะ น้อยว่าไหม?” มือที่กำลังหั่นผักของหญิงรับใช้ชะงักลงเล็กน้อยก่อนเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นนาย รอยยิ้มบางปรากฏอยู่บนริมฝีปากตามมารยาท แต่หากสังเกตให้ดีจะเห็นได้ว่ารอยยิ้มนั้นกลับซ่อนความกังวลใจอยู่ลึก ๆ เธอไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธออกไปหากเพียงแต่สบตากับคุณหญิงอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเหลือบไปมองหลานสาวของตนที่ยืนอยู่ใกล้เคียงอย่างเงียบงัน แล้วทางด้านชนากานต์เองเธอก็รับรู้ได้ถึงอารมณ์อึดอัดที่ลอยอวลอยู่ในอากาศ แม้คุณหญิงท่านจะพูดด้วยเจตนาดีและเต็มไปด้วยความเอ็นดู แต่คำพูดนั้นกลับไปแตะความรู้สึกบางอย่างของป้าซึ่งเธอรู้ดีว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่นัก ดวงตากลมโตหลุบต่ำ หลีกเลี่ยงการสบตากับผู้เป็นป้าโดยอัตโนมัติ บรรยากาศภายในครัวแปรเปลี่ยนเป็นความเงียบงันอยู่ชั่วครู่ราวกับลมหายใจของใครบางคนติดขัดอยู่กลางอก กลิ่นหอมของต้มกะทิข่าไก่ที่กำลังเดือนพล่านอยู่บนเตาไม่อาจลบความอึดอัดบางเบาที่ลอยคลุ้งอยู่ภายในห้องได้เลย ชนากานต์ตกอยู่ในสถาการณ์ที่ยากจะหลีกเลี่ยงแบบนี้จึงเลือกที่จะเบี่ยงตัวหันกลับไปสนใจกับหัวหอมที่ยังหั่นค้างไว้แม้เสียงของคุณหญิงจะยังคงเอ่ยต่ออย่างอ่อนโยนก็ตาม แต่ในขณะนั้นเอง ทั้งสามคนที่อยู่ภายในห้องครัวกลับไม่รู้เลยว่า มีดวงตาคู่หนึ่งกำลังเฝ้ามองอยู่จากกรอบประตูอย่างเงียบงัน ดวงตาคมใต้กรอบหน้าเรียวทอดมองเข้ามาด้วยแววเยียบเย็น ปภาวียืนนิ่งอยู่ตรงนั้นสายตาหยุดอยู่ที่ใบหน้าอ่อนโยนของมารดา ซึ่งฉายรอยยิ้มที่เธอคุ้นตาแต่สำหรับวันนี้ รอยยิ้มนั้นกลับทำให้ใจเธอร้อนรุ่มอย่างไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ ก่อนจะเลื่อนสายตามองไปยังผู้หญิงอีกคนที่เธอไม่อาจมองด้วยสายตาอื่นได้เลยนอกจากความเกลียดชัง คลื่นอารมณ์คับแค้นพวยพุ่งแน่นอยู่เต็มอก ริมฝีปากบางกระตุกเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน ก่อนที่เจ้าตัวจะหมุนตัวจากไปอย่างเงียบงันทิ้งไว้เพียงความรู้สึกกรุ่นขุ่นที่ไม่มีใครได้ทันเห็น19:15 น.ณ โรงพยาบาลหลังจากขับรถออกมาจากร้านอาหารด้วยอารมณ์ที่ยังคุกรุ่น ปภาวีใช้เวลาพักใหญ่รวบรวมสติขับรถมุ่งหน้ามายังจุดหมายปลายทางซึ่งก็คือโรงพยาบาลที่มีใครบางคนนอนพักรักษาตัวอยู่แต่กว่าจะมาถึง ท้องฟ้า ณ ตอนนี้ก็ได้ถูกม่านรัตติกาลสีเทาเข้มกลืนกินไปเกือบหมด เหลือเพียงไฟถนนที่ทยอยสว่างขึ้นทีละดวงสะท้อนผิวถนนเป็นเงาวาว เธอดับเครื่องยนต์แล้วนั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัยครู่หนึ่งอย่างชั่งใจว่าควรขึ้นไปดีหรือไม่สุดท้ายการกระทำก็ทำงานไวกว่าความคิด มือเรียวเอื่อมหยิบช่อดอกทิวลิปสีชมพูอ่อนบนเบาะข้างคนขับขึ้นมาถือไว้แนบอกแล้วจึงเปิดประตูลงจากรถเข้าไปภายในอาคาร แสงไฟสีอุ่นจากโคมระย้าตามทางเดินได้สาดสะท้อนลงบนพื้นกระเบื้องขัดเงาเงาร่างของเธอเคลื่อนไปพร้อมจังหวะก้าวที่เงียบงัน กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศ ทำให้ความว่างเปล่าของโรงพยาบาลยามค่ำยิ่งเด่นชัดเมื่อมาถึงหน้าห้องผู้ป่วย เธอหยุดยืนอยู่ตรงนั้นชั่วครู่หนึ่งเพื่อรวบรวมความกล้า ก่อนจะยกมือแตะลูกบิดแล้วค่อย ๆ เปิดประตูเข้าไปอย่างเบามือภายในห้องเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องวัดชีพจรดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอและแสงจากโคมข้างเตียงที่ส่องลงมาบ
ภาสกรถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบลุกตามออกไปแทบจะทันที ใจเต้นโครมครามอย่างไม่รู้ว่าเหตุการณ์ต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้างปภาวีเดินฉับ ๆ เข้าไปโดยไม่สนใจสายตาของใครในร้าน เสียงส้นสูงกระทบพื้นไม้ดังกังวานตัดกับบรรยากาศเงียบสงบของร้านอาหารแค่ไม่กี่ก้าว เธอก็ไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของโต๊ะที่มีชายหนุ่มและหญิงสาวอีกคนกำลังนั่งอยู่ ดวงตาคมเฉียบของเธอจ้องไปที่ณัฐนนท์ราวกับพร้อมจะเฉือนคำถามออกจากใจตรงนั้น“บังเอิญจังเลยนะ ไม่คิดว่าจะได้เจอนายที่นี่อีก”เสียงเรียบนิ่งแต่แฝงด้วยแรงกดดันทำให้ชายหนุ่มชะงัก เงยหน้าขึ้นมามองเจ้าของเสียง พร้อมรอยยิ้มฝืด ๆ ที่แวบขึ้นมาเพียงเสี้ยววินาทีก่อนหายวับไปหญิงสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเขาก็ชะงักไปเช่นกัน ดวงตากวาดมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพินิจ ก่อนจะขยับตัวนั่งตัวตรงขึ้นเล็กน้อยและยังไม่ทันที่ใครจะพูดอะไรออกมา ภาสกรก็โผล่พรวดเข้ามาทันที ก่อนจะยกมือแตะหลังเพื่อนสาวเบา ๆ พลางกระซิบเสียงเบา“ใจเย็นก่อนไอ้ภัค มีอะไรก็ค่อย ๆ คุยกันดิวะ”“เช้าไปเยี่ยมผู้หญิงอีกคน กลางวันอยู่กับผู้หญิงอีกคน นายทำแบบนี้กับพรีนได้ยังไงห๊ะ!”คำพูดที่เปล่งออกมาชัดถ้อยชัดคำของปภาวีดัง
ห้องประชุมใหญ่บนชั้นสิบหาของบริษัท แอคซิส ไพรม์ สว่างด้วยแสงธรรมชาติที่ลอดผ่านกระจกบานสูงรอบด้าน บรรยากาศภายในเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและเปี่ยมด้วยพลังของการตัดสินใจครั้งสำคัญภาพสไลด์สุดท้ายของพรีเซนเทชันจบลงพร้อมเสียงคลิกเบา ๆ จากแท็บเล็ตในมือหญิงสาวเจ้าของบริษัทปภาวี เอนตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างสงบ แววตายังนิ่งและเฉียบขาดตามแบบฉบับของผู้บริหารหญิงที่หลายคนยกให้เป็น ‘นักเจรจาหัวเหล็ก’ แห่งวงการอสังหาฯ“...และนั่นคือโครงสร้างต้นทุนทั้งหมด รวมถึงประมาณการผลตอบแทนในไตรมาสแรกหลังเปิดโครงการค่ะ”เธอกล่าวสรุปด้วยน้ำเสียงมั่นคงชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะวางแฟ้มลงบนโต๊ะ“ผมเข้าใจแล้วว่าทำไม ‘แอคซิส ไพรม์’ ถึงเติบโตเร็วขนาดนี้ในเวลาไม่กี่ปี”ธนัช CEO จากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับต้น ๆ อีกแห่งกล่าวพลางมองเธออย่างพินิจปภาวีเพียงยิ้มนิด ๆ ไม่อธิบายใดให้เกินความจำเป็น“ข้อเสนอของคุณน่าสนใจครับ โดยเฉพาะการดึงระบบ Eco Smart Living เข้ามาเป็นจุดขายในโครงการใหม่ ผมจะนำกลับไปเสนอบอร์ดของเราอีกครั้ง”“ตามที่แจ้งในตอนแรกค่ะ หากคุณตกลงร่วมลงทุน ฉันต้องได้สิทธิ์ในการควบคุมฝ่ายปฏิบัติการแล
ราวสองชั่วโมงนับจากที่ปภาวีออกไป เสียงเคาะประตูสีขาวดังขึ้นสองสามครั้งก่อนจะถูกเปิดออก พร้อมกับเสียงของใครบางคนสนทนากับพยาบาล ทำให้เปลือกตาของคนป่วยที่ปิดอยู่ค่อย ๆ ลืมขึ้นช้า ๆ“ห้องนี้ค่ะ”“ขอบคุณครับ” เสียงตอบรับอย่างสุภาพดังขึ้นจากชายหนุ่มที่เดินตามเข้ามา เสียงนั้นคุ้นหูจนชนากานต์ขยับตัวเล็กน้อย แล้วเงยหน้ามองไปยังต้นเสียง“ณัฐ”ณัฐ หรือ ณัฐนนท์ หนุ่มเหนือวัยยี่สิบปี รูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวอมชมพูแบบคนที่เติบโตบนพื้นที่สูง ใบหน้าคมแต่ดูสุภาพ ดวงตาเรียบนิ่งแฝงความใจดี เส้นผมดำขลับตัดสั้นสะอาดสะอ้าน รอยยิ้มอ่อนโยนทำให้เขาดูน่าไว้ใจตั้งแต่แรกเห็นชายหนุ่มในชุดนักศึกษาหันมาทางเตียงทันที รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าทันใดเมื่อเห็นว่าเธอรู้สึกตัวแล้ว“ณัฐเอง พรีนเป็นยังไงบ้าง” เขากล่าวเบา ๆ ขณะเดินเข้ามาใกล้พยาบาลสาวที่พาเขาเข้ามายิ้มให้เล็กน้อย ก่อนจะขอตัวออกไปอย่างเงียบ ๆ ทิ้งให้ทั้งสองอยู่ในห้องกันตามลำพัง“เป็นไง ดีขึ้นบ้างหรือยัง” ลูกนัทเอ่ยถาม พลางหย่อนตัวนั่งลงข้างเตียง“อืม ดีขึ้นบ้างแล้ว แล้วนััทรู้ได้ไงว่าเราอยู่ที่นี่”“ป้าน้อยบอก”“ป้าน้อย?”เธอเลิกคิ้วเล็กน้อย“ใช่ พอดีนัทเห็นพรีนไม
ห้องพักผู้ป่วยพิเศษชั้นห้าถูกจัดไว้อย่างเรียบร้อย พื้นที่ภายในกว้างขวางแบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจน โซนเตียงผู้ป่วยติดตั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์ครบครัน แยกจากพื้นที่พักของญาติซึ่งมีโซฟา เตียงเสริม และห้องน้ำส่วนตัว แสงไฟสีขาวนวลให้ความรู้สึกอบอุ่น ม่านสีครีมถูกรูดเปิดครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นกระจกใสบานใหญ่จากพื้นจรดเพดาน มองออกไปเห็นวิวเมืองยามค่ำคืนได้อย่างชัดเจนปภาวีก้าวเข้ามาช้า ๆ พร้อมเสียงประตูปิดลงอย่างแผ่วเบา สายตาเหลือบไปเห็นร่างบางที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง หัวใจก็พลันกระตุกเบา ๆ อย่างห้ามไม่ได้ชนากานต์นอนนิ่ง ใบหน้าซีดเผือดจนเห็นเส้นเลือดฝาด สายน้ำเกลือไหลหยดเป็นจังหวะอยู่ข้างแขนข้างหนึ่งที่วางแนบลำตัว ผ้าห่มผืนบางคลุมร่างไว้เพียงครึ่งหน้าอก ขณะที่เปลือกตาปิดสนิทและลมหายใจสม่ำเสมออย่างคนหมดเรี่ยวแรงปภาวียืนนิ่งอยู่ปลายเตียงอยู่ครู่หนึ่ง จ้องมองคนป่วยอย่างไม่อาจละสายตา ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ข้างในกลับคล้ายจะทะลักออกมาเสียให้ได้ ทั้งห่วง ทั้งโกรธ ทั้งหวั่นไหว สารพัดอารมณ์ตีกันยุ่งไปหมดในหัวของเธอตอนนี้บอกตามตรงเลยว่าไม่ได้คิดเรื่องค่ารักษา ไม่ใช่เรื่องของแทนคุณและไม่ใช่แม้แต่เรื่องที่ผู้เป็
คำพูดเพียงไม่กี่คำกลับทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบลงฉับพลัน ชนากานต์เบิกตากว้างอย่างตกใจ ร่างกายแข็งทื่อไปทั้งร่าง เพราะไม่คิดมาก่อนเลยว่าปภาวีจะกล้าพูดอะไรแบบนั้นออกมาและยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดโต้ตอบหรือแม้แต่ตั้งสติคนร่างสูงก็ออกแรงกระชากข้อมือของเธออีกครั้ง แล้วลากตรงไปยังโรงจอดรถของบ้าน ฝีเท้าของปภาวีเต็มไปด้วยความเร่งรีบและเด็ดขาด จนร่างบางแทบตั้งตัวไม่ทันเมื่อถึงตัวรถ คนโตกว่ารีบเปิดประตูฝั่งข้างคนขับ แล้วออกแรงดันให้ชนากานต์ขึ้นไปนั่งบนเบาะโดยไม่ฟังเสียงคัดค้านใด ๆ“คุณจะพาฉันไปไหนคะ ปล่อยนะ!”“หยุดดิ้นเดี๋ยวนี้! ถ้าเธอยังขัดคำสั่งฉันอีก ฉันไม่ทำแค่ขู่แน่” บ้าอำนาจที่สุด นี่คือคำที่พูดออกจากหัวของเธอประโยคสุดท้ายหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากอิ่มอย่างเย็นชา ก่อนที่ประตูรถจะถูกปิดใส่หน้าเธออย่างแรงจนเกิดเสียงดัง ปัง ราวกับเป็นการตัดบทสนทนาไปโดยปริยาย ปภาวีเดินอ้อมมานั่งฝั่งคนขับ ก่อนจะสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วเหยียบคันเร่งขับออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่แม้แต่จะฟังคำคัดค้านจากคนด้านข้างเลยสักนิดด้านชนากานต์ที่นั่งตัวแข็งอยู่บนเบาะข้างก็ทำได้เพียงพิงพนักอย่างจำนน หัวใจเต้นแรงเพราะความตื่นกลัว แม
“คะ?” ขานรับอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ขณะยกมือข้างหนึ่งขึ้นซับเหงื่อเม็ดเล็กที่เริ่มผุดขึ้นตามกรอบหน้าเมื่อสายตาของผู้เป็นป้าเพ่งมองบริเวณลำคออย่างสงสัย “รอยอะไรที่คอ?” ถามพร้อมเอื้อมมือปัดผมที่ปรกอยู่ให้พ้นทาง “เอ่อ มะ ... มดกัดค่ะ พรีนคันเลยเกาแรงไปหน่อย”“แน่ใจเหรอพรีน แต่ป้าว่ามันไม่ใช่รอยมดกัดเลยน
“กรี๊ดด!! จะ ... เจ็บ ฮึก ๆ คุณหนูพรีนเจ็บ”นิ้วเรียวนั้นก็หายเข้าไปภายในทีเดียวจนสุดข้อ ทำให้คนใต้ร่างที่กำลังสะท้านกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเมื่อของที่มีค่าได้ขาดพึ่งลงไปพร้อมเลือดสีแดงสดค่อย ๆ ไหลรินออกมาตามร่องนิ้ว เสียงร้องของชนากานต์ ดึงสติของปภาวีที่เคยขาดหายไปเพราะความมึนเมาให้กลับมาแม้
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา...ปภาวีขับรถสปอร์ตคันหรูแล่นเข้ามาจอดในลานสำหรับลูกค้า VVIP ของ Velluto Club สถานบันเทิงหรูย่านกลางเมืองที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี และมักใช้เป็นที่พักใจยามมีเรื่องไม่สบายใจเสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์จังหวะหนัก ๆ ดังทะลุออกมาถึงลานจอดรถ ไฟนีออนสีม่วงเข้มจากป้ายชื่อร้านสะท้อนกับกระโปร
“ว่าอะไรเหรอคะป้า?”“เปล่าหรอกไม่มีอะไร เอาเป็นว่าพรีนอยู่ห่างจากคุณหนูไว้น่ะดีที่สุด แต่ถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องเข้าใกล้คุณหนูจริง ๆ พรีนก็จะต้องเว้นระยะห่าง อย่าเข้าใกล้จนเกินไป เข้าใจที่ป้าพูดไหม?”“ทำไมละคะ ทำไมพรีนถึงอยู่ใกล้คุณหนูไม่ได้”เธอถามด้วยความไม่เข้าใจ เพราะเธอไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมป้า







