เข้าสู่ระบบ“พรีน หนูเป็นอะไรหรือเปล่าลูก ทำไมวิ่งหน้าตาตื่นลงมาแบบนี้”
“ปะ เปล่าค่ะ” “เป็นเด็กริอาจโกหกผู้ใหญ่มันไม่ดีรู้หรือเปล่า” คุณหญิงรุจิราวางหนังสือพิมพ์ในมือลงก่อนเอ่ยถามอย่างใจเย็น เธอไม่ใช่คนไร้เดียงสาที่จะดูไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น ที่ถามออกไปก็เพียงแค่ต้องการฟังจากปากของเด็กสาวตรงหน้าให้แน่ใจว่าสิ่งที่เธอคิดนั้นไม่ได้ผิดเพี้ยนไป “คุณหนูไม่ได้ทำอะไรพรีนค่ะคุณหญิง พรีนแค่” “เธอมาฟ้องอะไรแม่ฉัน!” ไม่ทันที่ชนากานต์จะทันได้พูดจบ เสียงแหลมของปภาวีก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางบันได ร่างสูงก้าวลงมาด้วยทีท่าที่ดูเกรี้ยวโกรธ หยุดยืนมองทั้งสองคนด้วยสีหน้าไม่พอใจอย่างถึงที่สุด “ไม่มีใครฟ้องอะไรทั้งนั้นน่ะ แล้วนี่ไปกินรังแตนที่ไหนมา ถึงได้โหวกเหวกโวยวายแต่เช้าแบบนี้” คุณหญิงรุจิราตอบกลับเรียบ ๆ แต่แววตาคมกลับจับจ้องลูกสาวไม่วางตา ปภาวีชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเบนสายตามองไปชนากานต์ที่ยืนก้มหน้าอยู่ข้างโต๊ะอาหาร ดวงตาคมวาวด้วยความหงุดหงิด “ก็ถามยัยเด็กนั่นดูสิ ว่าขึ้นไปทำอะไรบนห้องของภัค” “แม่ใช้ให้หนูพรีนขึ้นไปตามแกลงมากินข้าว ทำไมต้องโมโหอะไรขนาดนั้นด้วยหึ” “คุณแม่ก็รู้ว่าภัคไม่ชอบให้ใครก้าวก่ายพื้นที่ส่วนตัว โดยเฉพาะยัยเด็กคนนี้” “ทำไม น้องเป็นยังไง” ปภาวีหัวเราะหึในลำคอ สายตาไล่มองคนอายุน้อยกว่าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างไม่ปิดบังความรังเกียจ “สกปรก” “ยัยภัค!” เสียงของคุณหญิงรุจิราดังขึ้นทันที แม้จะไม่ได้ตะโกน แต่ก็หนักแน่นพอจะทำให้คนฟังรับรู้ถึงความไม่พอใจ ปภาวีหันกลับมามองมารดา สีหน้าเรียบนิ่งเหมือนคนที่ไม่คิดว่าตัวเองพูดอะไรผิด “ขอโทษน้องเดี๋ยวนี้” “ขอโทษเรื่องอะไร” “ทำผิดเรื่องอะไรก็ขอโทษเรื่องนั้นนั่นแหละ” “ถ้าอย่างนั้นก็รอไปเถอะ เพราะภัคไม่ได้ทำอะไรผิด ขอตัว” พูดจบร่างสูงก็หมุนตัวรีบก้าวออกจากห้องอาหารแห่งนี้ทันที แม้เสียงเรียกของคุณหญิงรุจิราดังตามหลัง แต่ทว่าปภาวีกลับไม่แม้แต่จะชะลอฝีเท้าลงเลยสักนิด “กลับมาเดี๋ยวนี้นะ ยัยภัค!” “ปล่อยคุณหนูเธอไปนะคะคุณหญิง พูดอะไรไปตอนนี้ก็ยิ่งเหมือนเอาฟืนไปใส่ไฟเปล่า ๆ” “ยัยภัคทำนิสัยอย่างนี้จนเคยตัว ต่อไปก็คงไม่เห็นหัวฉันแล้วล่ะมั้งน้อย” “ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ คุณหญิงให้เวลาคุณหนูเธอหน่อยนะคะ” “ให้เวลาน่ะฉันเข้าใจ แต่ถึงยังไงยัยภัคก็ไม่ควรมาพูดจาแย่ ๆ ใส่คนอื่นแบบนี้” “น้อยเข้าใจคุณหญิงนะคะ แต่น้อยเองก็เข้าใจคุณหนูด้วยเหมือนกัน คุณหญิงก็น่าจะรู้ดีว่าเมื่อก่อนคุณหนูเธอไม่ได้เป็นคนแบบนี้ เธออาจจะยังเสียใจเรื่องของคุณท่าน ยังไงน้อยก็อยากให้คุณหญิงลองใจเย็นกับเธอดูสักนิด” คุณหญิงรุจิราเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาคมทอดมองออกไปทางประตูที่ปภาวีเพิ่งเดินจากไป เหมือนกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดเหล่านั้นอยู่ในใจ แต่ไม่นานนักเธอก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะส่ายหน้า “ฉันเย็นมามากพอแล้ว แล้วฉันก็คิดว่าเวลามันคงจะช่วยอะไรยัยภัคไม่ได้แล้วล่ะ นับวันยิ่งจะมีแต่หนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ อดีตที่มันผ่านไปแล้วก็ไม่ปล่อยให้มันผ่านไป ยังยึดติด ยังเคียดแค้น แล้วก็เอาความแค้นความเสียใจของตัวเองมาเป็นข้ออ้างในการทำร้ายจิตใจคนอื่น แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน” “น้อยเองก็ไม่รู้จะช่วยคุณหนูยังไงดีค่ะคุณหญิง” “น้อยไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น เดี๋ยวยัยภัคน่ะฉันจัดการเอง มา ๆ มาทานข้าวกันก่อนดีกว่า” “เอ่อป้า พรีนขอตัวก่อนนะคะ” “จะไปไหนอีกล่ะพรีน” น้อยเอ่ยถาม “นั่นสิ ไม่ทานข้าวด้วยก่อนเหรอหนูพรีน มานั่งข้างฉันก็ได้นะ มาเร็ว” “ไม่ดีกว่าค่ะคุณหญิง พรีนยังไม่หิวค่ะ ขอตัวนะคะ” ในขณะเดียวกันเสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นหินดังเป็นจังหวะ ปภาวีเดินลิ่วออกจากห้องอาหารมายังสวนหย่อมข้างบ้านด้วยอารมณ์คุกรุ่น แสงแดดยามสายส่องลอดใบไม่ลงมาเป็นลำ เธอเงยหน้าขึ้นรับแสงงก่อนพ้นลมหายใจแรง ๆ ออกมาเพื่อระบายอารมณ์ “คุณแม่นะคุณแม่ เห็นคนอื่นดีกว่าลูกของตัวเอง ฮึ!” เธอพึมพำด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง เพราะรู้สึกไม่ชอบใจกับการกระทำของผู้เป็นแม่ จากที่เธอไม่ชอบหน้าเด็กคนนั้นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งได้มาเห็นแม่ของตัวเองออกตัวปกป้องอีกฝ่ายอย่างกับจงอางหวงไข่แบบนี้ ความเกลียดก็ยิ่งทวีคูณ ญาติติโกโหติกาก็ไม่ใช่ ซ้ำยังเป็นเพียงแค่หลานสาวคนใช้ ถึงจะเป็นคนใช้คนสนิทยังไงซะก็ยังคงเป็นขี้ข้าอยู่วันยังค่ำ ครืด ครืด <<< Ton Calling >>> ชื่อและภาพของผู้โทรปรากฏอยู่บนหน้าจอ ทำให้ปภาวีหรี่ตาลงแล้วถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนกดรับสายด้วยเสียงที่เย็นลงเล็กน้อย “ว่า” “สะดวกคุยไหมวะ” สิ้นคำถามจากต้นสาย เธอก็เหลียวซ้ายแลขวาอย่างระมัดระวัง ก่อนยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูอีกครั้ง “อืม คุยได้” “คือเมื่อสองวันก่อนฉันไปในที่เกิดเหตุมาแล้วบังเอิญเจอกับตาคนนึงกำลังเดินเก็บของเก่าอยู่” “แล้ว?” “แกเอาของชิ้นนึงมาเสนอขายให้ แล้วบอกว่าเก็บได้จากแถว ๆ นี้ กูเห็นว่ามันแปลกดีก็เลยซื้อเอาไว้” “แค่นี้?” “มันก็เกือบจะแค่นั้นแหละ แต่คุยกันไปคุยกันมาแกบอกกูว่าเก็บได้จากตรงนี้ตั้งแต่อุบัติเหตุรถชนกันเมื่อสิบเก้าปีก่อน” ปภาวีขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยิน ก่อนถามต่อ “ว่าไงนะ?” “มันเป็นสร้อยเก่า ๆ แล้วก็มีจี้คล้ายดอกไม้อะไรสักอย่าง ฉันดูไม่ออก” “สร้อย? สร้อยอะไร” “ไม่รู้ เลยจะมาถามอยู่นี่ไงว่าแกเคยเห็นคุณลุงใส่สร้อยบ้างหรือเปล่า เผื่อบางทีสร้อยเส้นนี้อาจจะเป็นของคุณลุงก็ได้” “ไม่แน่ใจอะ เอาเป็นว่าเก็บสร้อยเส้นนั้นเอาไว้ให้ดีก็แล้วกัน เดี๋ยวถ้าว่างเมื่อไหร่ฉันจะเข้าไปดูเอง” “ตามนั้น ว่าแต่ตอนนี้อยู่ไหนเนี่ยไอ้ภัค เข้าไปหาที่บริษัทก็ไม่เจอ หรือว่ากำลังตีหรี่...” เพล้ง!! เสียงของแข็งตกกระทบพื้นหินกรวด ดังกังวานสะท้อนอยู่ในอากาศ ปภาวีชะงักลดโทรศัพท์ลงจากหู คิ้วสวยขมวดแน่นก่อน ก่อนดวงตาคมจะหันขวับกลับไปมองทางต้นเสียง “ใครน่ะ!” “...”“คืออะไรคะพี่รัน มีอะไรปิดบังพรีนอยู่หรือเปล่า”“ปะ เปล่า ไม่มีอะไร จริงไหมคุณ”“จริงครับจริง”ภาสกรจำต้องฝืนยิ้มรับ พลางพยักหน้าประกอบคำพูดของแฟนสาว ทั้งที่ในใจแทบอยากหลุดหัวเราะกับท่าทีพิรุธของพวกตัวเอง“จริงครับ พี่รันเขาแค่ เอ่อ ยังไม่รู้จะอธิบายยังไงดี”ชนากานต์หรี่ตามองทั้งสองคนอย่างจับพิรุธดวงตากลมใสไล่มองจากใบหน้าพี่สาวไปยังภาสกรสลับกันไปมา ราวกับพยายามค้นหาความจริงบางอย่างที่ซ่อนอยู่“พวกพี่แปลก ๆ นะคะ”“แปลกตรงไหน ไม่มี๊” รติมารีบตอบเสียงสูงเกินปกติ จนภาสกรต้องรีบยกมือขึ้นลูบหน้าผากอย่างปลง ๆ“ก็วันนี้แดดมันร้อนน่ะครับ ทุกคนเลยดูตื่น ๆ กันหน่อย”คำแก้ตัวนั้นฟังไม่ขึ้นเอาเสียเลย ชนากานต์ยิ่งขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม“พี่ต้นโกหกไม่เก่งเลยนะคะ”“อ้าว”ภาสกรถึงกับไปไม่เป็น รติมาเห็นดังนั้นจึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที“เอาเป็นว่าพรีนไปล้างมือเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนดีไหม เดี๋ยววันนี้พี่มีเซอร์ไพรส์”“เซอร์ไพรส์อะไรคะ”“บอกแล้วจะเรียกว่าเซอร์ไพรส์ได้ยังไง”ชนากานต์ยังคงมองทั้งคู่ด้วยความสงสัย แต่สุดท้ายก็ยอมพยักหน้าเบา ๆ“ก็ได้ค่ะ”เธอลุกจากเก้าอี้ ก่อนวางกรรไกรตัดกิ่งไม้ลงบนโต๊ะ แล้วเดินกลับเ
หลังจากมื้อค่ำผ่านพ้นไป บรรยากาศภายในคฤหาสน์ยังคงเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและรอยยิ้มบทสนทนาของผู้ใหญ่ไหลเรื่อยตั้งแต่เรื่องสุขภาพ การเดินทาง ไปจนถึงเรื่องราวในอดีตที่ถูกหยิบขึ้นมาเล่าอย่างออกรส จนหลายครั้งเสียงหัวเราะก็ดังลั่นไปทั่วห้องรับแขกกระทั่งเวลาล่วงเข้าสี่ทุ่มชินพัฒน์ที่นั่งฟังทุกคนคุยกันเงียบ ๆ มาตลอดจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก“ผมมีเรื่องอยากขอร้องทุกคนครับ”ประโยคนั้นทำให้ทุกสายตาหันมามอง เขาหันไปสบตานิลเนตร ก่อนยิ้มบาง“ผมอยากกลับเชียงใหม่พรุ่งนี้เลย ได้รึเปล่าคะรับ”ปภาวีที่กำลังยกแก้วน้ำขึ้นจิบชะงักเล็กน้อย“ได้สิคะคุณพ่อ ภัคก็อยากเซอร์ไพรส์น้องพรีนจะแย่อยู่แล้ว”“ขอบคุณที่รักลูกสาวพ่อนะภัค ขอบคุณที่ให้โอกาสขอบคุณจริง ๆ ลูก ไม่รู่ว่าป๋านนี้เด็กคนนั้นจะรู้หรือเปล่าว่าพ่อมารักษาตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ สงสัยคงยังคิดว่าพ่อนอนรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลเชียงใหม่เหมือนเดิม”“น้องพรีนยังไม่รู้ค่ะคุณพ่อ คุณแม่ เพราะอยากเก็บเป็นความลับไว้เซอร์ไพรส์”“ดีเลยภัค พ่ออยากไปยืนอยู่ตรงหน้า แล้วบอกเขาด้วยตัวเองว่าพ่อหายแล้ว”“เห็นด้วยค่ะ”นิลเนตรพยักหน้ารับ พลางยิ้มทั้งน้ำตาส่วนคุณหญิงรุจิราที่นั
ช่วงหัวค่ำแสงไฟจากโคมระย้าคริสตัลกลางโถงใหญ่ส่องประกายอบอุ่นไปทั่วคฤหาสน์ บรรยากาศภายในบ้านเงียบสงบ มีเพียงเสียงข้าวของกระทบกันเบา ๆ จากห้องอาหารด้านในป้าน้อยกำลังช่วยแม่บ้านจัดโต๊ะมื้อค่ำอย่างขะมักเขม้น ขณะที่คุณหญิงนั่งรออยู่ในห้องรับแขก พลางเหลือบมองนาฬิกาเป็นระยะ“นี่ก็ได้เวลาแล้วนะ ทำไมภัคยังไม่กลับอีก”“คงใกล้ถึงแล้วล่ะค่ะคุณหญิง”ยังไม่ทันสิ้นเสียง เสียงเครื่องยนต์รถก็ดังแว่วมาจากหน้าคฤหาสน์ป้าน้อยชะเง้อมองทันที ก่อนจะรีบเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน“เดี๋ยวน้อยออกไปรับเองค่ะ”หญิงวัยกลางคนก้าวเร็ว ๆ ไปยังประตูใหญ่ ก่อนเปิดออกกว้างด้วยรอยยิ้มต้อนรับตามปกติแต่ทันทีที่เห็นคนที่ยืนอยู่หน้าบ้านรอยยิ้มนั้นก็หยุดค้างดวงตาเบิกกว้างขึ้นทันที“พัฒน์?”เสียงเรียกสั่นพร่าแทบไม่เชื่อตัวเองชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้างนิลเนตรเงยหน้ามอง ก่อนรอยยิ้มอบอุ่นจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า“พี่น้อย”เพียงได้ยินคำเรียกนั้น น้ำตาของป้าน้อยก็เอ่อคลอในทันที“โอ๊ย พัฒน์จริง ๆ ด้วย”เธอรีบก้าวเข้าไปหา ก่อนเอื้อมมือไปแตะแขนอีกฝ่ายราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะเลือนหายไป“หายแล้วเหรอ มองเห็นแล้วจริง ๆ เหรอ”“ครับพี่น้อ
มันเหนือความคาดหมายไปไกลกว่าที่เธอเคยจินตนาการไว้ จากเด็กชายตัวอ้วนผิวคล้ำที่เคยวิ่งตามหลังเธอต้อย ๆ ในวัยเด็ก เด็กที่ดูไม่ค่อยสนใจการเรียน ใครจะไปคิดว่าเด็กคนนั้นจะเติบโตมาเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอในวันนี้ปภาวีกะพริบตาช้า ๆ คล้ายเรียกสติกลับคืน ก่อนจะเอ่ยถามออกไปในที่สุด“นายเป็นหมอประจำอยู่ที่โรงพยาบาลนี้เหรอ”“ครับ”“แล้วทำไมนายถึงได้ไปอยู่ที่โรงพยาบาลฝั่งโน้นแล้วยังตรวจไข้ให้พรีนอีกด้วยอ่ะ”“ผมไปหาคุณพ่อครับ คุณพ่อผมเป็นผู้อำนวยการอยู่ที่โรงพยาบาลฝั่งโน้น” เขาตอบเรียบ ๆ ก่อนจะเอ่ยเสริมอย่างสุภาพ “แล้ววันที่พี่เห็นผม ผมไม่ได้เป็นคนตรวจไข้หรอกนะครับ รวมถึงเคสของน้องพรีนด้วย”“เดี๋ยวนะ ฉันงงหมดแล้ว นายหมายความว่ายังไง”“วันนั้นที่น้องพรีนเข้าโรงพยาบาล หมออีกท่านเป็นคนเจ้าของไข้ แต่พอดีตอนนั้นท่านติดเคสด่วนกะทันหัน ผมเลยอาสามาแจ้งแทนเท่านั้นเองครับ”เขาอธิบายเหตุการณ์วันนั้นด้วยความใจเย็น จริง ๆ แล้วเขาเพียงไปหาพ่อตามปกติอย่างเช่นทุกวัน ซึ่งวันนั้นบังเอิญว่าเขามีธุระสำคัญที่จะต้องคุยกับนายแพทย์คนหนึ่งจึงทำให้กลับช้ากว่าปกติ ในขณะที่เขากับแพทย์รุ่นพี่กำลังคุยกันอยู่ท
ก่อนที่เสียงทักทายของใครบางคนจะดังแทรกเข้ามาจากทางประตู“ขออนุญาตครับ”บานประตูเลื่อนเปิดออกช้า ๆ พร้อมเสียงเสียดสีแผ่วเบา น้ำเสียงนั้นนุ่มลึก สุภาพ และมีจังหวะการพูดที่ทำให้หัวใจของเธอสะดุดไปหนึ่งจังหวะมันคุ้นหูอย่างประหลาดเหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน หรือว่าจะเป็น!ความคิดยังไม่ทันสิ้นสุด ปภาวีก็หันขวับไปตามสัญชาตญาณ สายตาเบิกกว้างโดยไม่รู้ตัว เมื่อภาพตรงหน้าปรากฏชัดร่างสูงในชุดกาวน์สีขาวสะอาดยืนอยู่ตรงกรอบประตู แสงไฟเหนือศีรษะสะท้อนผ้าสีอ่อนจนดูสว่างตา ใบหน้าคมคุ้นเคยนั้นทำให้เธอชะงักไปชั่วขณะ“แทนคุณ!”ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ อย่างสุภาพ ก่อนจะยกมือไหว้เล็กน้อย“สวัสดีครับ พี่ภัค”คำทักทายสั้น ๆ แต่ชัดเจนในน้ำเสียง ทำให้ปภาวีนิ่งค้างไปชั่วอึดใจ เหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุนลงชั่วคราว เธอยกเรียวนิ้วยาวขึ้นขยี้เปลือกตาเบา ๆ ราวกับต้องการยืนยันว่าภาพตรงหน้าไม่ใช่ภาพลวงตาเพราะเท่าที่จำได้ อีกฝ่ายนั้นเป็นหมอประจำโรงพยาบาลทางฝั่งธนบุรีไม่ใช่แถวนี้ แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้มายืนวางมาดนิ่งอยู่ตรงหน้าเธอได้“สวัสดีครับคุณน้า” แทนคุณหันไปกล่าวทักทายนิลเนตรและชินพัฒน์ด้วยน้ำเสียงสุภาพ พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนที่
ว่าจบเขาก็ลุกขึ้นเต็มความสูง เหยียดแขนขึ้น บิดไหล่เบา ๆ คลายความเมื่อยล้าจากการนั่งรออยู่นาน ก่อนจะหมุนตัวเดินนำไปอย่างรู้ทาง ก่อนหยุดที่หน้าห้องหนึ่ง“ห้องนี้แหละ” พยักเพยิดหน้าเล็กน้อย พร้อมปรายตามองเพื่อนสาวที่เดินตามมาห่าง ๆ“แกไม่เข้าไปด้วยกันเหรอ?”ยังไม่ทันที่ภาสกรจะเอ่ยตอบ เสียงสั่นของโทรศัพท์ในกระเป๋าก็ดังขึ้น เขาหยิบออกพร้อมก้มมองหน้าจอแล้วเห็นว่าชื่อ ตติญาน้องสาวปรากฏเด่นอยู่กลางจอ จึงยกเครื่องขึ้นโชว์ให้เพื่อนดูแทนคำตอบปภาวีเหลือบตามองแล้วพยักหน้ารับเบา ๆ อย่างเข้าใจ“เดี๋ยวฉันตามเข้าไปทีหลัง ไปคุยธุระแป๊บนึง” เขาว่าพลางยกมือตบไหล่เพืีอนสาวเบา ๆ อย่างเป็นมิตร ก่อนถอยหลังสองก้าว กดรับสายแล้วหมุนตัวเดินลับไปทางปลายโถงอย่างเร่งรีบโดยที่ปภาวียังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมราวสิบนาที แล้วจึงหันกลับมาที่ประตูตรงหน้าอีกครั้ง มือเรียวเอื้อมบิดลูกบิดอย่างช้า ๆ แล้วผลักเข้าไปภายในห้องด้วยความระมัดระวังเพียงก้าวแรกที่ก้าวเข้ามา หัวใจก็เต้นแรงขึ้นอย่างน่าประหลาด มันมีทั้งความตื่นเต้นและความกังวลในเวลาเดียวกัน หรือว่าอาการเกล่านี้จะเป็นเพราะนี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่เธอจะได้เห็นหน้าบ
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา...ปภาวีขับรถสปอร์ตคันหรูแล่นเข้ามาจอดในลานสำหรับลูกค้า VVIP ของ Velluto Club สถานบันเทิงหรูย่านกลางเมืองที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี และมักใช้เป็นที่พักใจยามมีเรื่องไม่สบายใจเสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์จังหวะหนัก ๆ ดังทะลุออกมาถึงลานจอดรถ ไฟนีออนสีม่วงเข้มจากป้ายชื่อร้านสะท้อนกับกระโปร
“ว่าอะไรเหรอคะป้า?”“เปล่าหรอกไม่มีอะไร เอาเป็นว่าพรีนอยู่ห่างจากคุณหนูไว้น่ะดีที่สุด แต่ถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องเข้าใกล้คุณหนูจริง ๆ พรีนก็จะต้องเว้นระยะห่าง อย่าเข้าใกล้จนเกินไป เข้าใจที่ป้าพูดไหม?”“ทำไมละคะ ทำไมพรีนถึงอยู่ใกล้คุณหนูไม่ได้”เธอถามด้วยความไม่เข้าใจ เพราะเธอไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมป้า
19:15 น.ณ โรงพยาบาลหลังจากขับรถออกมาจากร้านอาหารด้วยอารมณ์ที่ยังคุกรุ่น ปภาวีใช้เวลาพักใหญ่รวบรวมสติขับรถมุ่งหน้ามายังจุดหมายปลายทางซึ่งก็คือโรงพยาบาลที่มีใครบางคนนอนพักรักษาตัวอยู่แต่กว่าจะมาถึง ท้องฟ้า ณ ตอนนี้ก็ได้ถูกม่านรัตติกาลสีเทาเข้มกลืนกินไปเกือบหมด เหลือเพียงไฟถนนที่ทยอยสว่างขึ้นทีละดว
“วันนี้ไม่ต้องรอทานข้าวนะคะ ภัคมีนัดอาจจะกลับดึก”“นัดกับใครอีกล่ะคราวนี้”“เพื่อนค่ะ” ตอบเสียงเรียบ“รู้สึกว่าเพื่อนคนนี้จะสำคัญเป็นพิเศษนะ นัดกันแทบทุกสัปดาห์ แล้วนี่ใจคอไม่คิดจะไม่อยู่บ้านกับแม่บ้างหรือไง” คุณหญิงรุจิราเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเชิงประชดประชัด เพราะไม่ว่าจะวันไหน ๆ ลูกคนนี้ก็มักจะมีนั


![เพียงชั่ววูบเดียว [MPREG]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




