“ไม่เห็นต้องเตรียมอะไรเลยนี่นา...”
“ไม่ได้หรอก พิมมี่คือเพื่อนรักของฉัน ฉันก็ต้องดูแลและต้อนรับพิมมี่เป็นอย่างดีสิ”
“อย่างนั้นเหรอ” ฉันถามด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเอ่ยเรื่องที่ทำให้ต้องรีบบินมาอยู่ที่นี่ออกไป “แบบนี้จะช่วยดูแลคนเพิ่มอีกสองคนได้ไหมน้า”
“พูดอะไร ไม่เห็นเข้าใจเลย” แซนดี้มองฉันด้วยความงุนงง ฉันยิ้มกว้างกว่าเดิมก่อนจะหยิบกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ที่เก็บไว้กับตัวตลอดเวลาส่งให้เพื่อนสนิท
แซนดี้รับกระดาษแผ่นนั้นไปคลี่ดูด้วยความสงสัย ก่อนที่ดวงตาสีเทาอมฟ้าจะเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ “พะ...พิมมี่ นี่มัน...”
“หลานของแซนดี้ไง”
“เดี๋ยวนะ...ละ ล้อเล่นหรือเปล่า”
“ไม่ได้ล้อเล่น แล้วเห็นไหมว่ามีสองถุง หลานแฝดนะ” พอฉันพูดแบบนั้นแซนดี้ก็อ้าปากกว้างด้วยความตกใจ เธอทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาพร้อมกับจ้องกระดาษแผ่นนั้นเหมือนจะทะลุเข้าไปให้ได้ แซนดี้กำลังช็อค เพราะเธอรู้ดีว่าฉันเป็นคนหวงตัวมากแค่ไหน อยู่ที่นี่เจ็ดปีฉันถูกผู้ชายขอเดตมากกว่ายี่สิบคน แต่ไม่ว่าจะหล่อ โปรไฟล์ดีแค่ไหนฉันก็ไม่เคยตอบรับ ทว่าพอกลับไทยได้แค่สองเดือนกลับเอาหลานมาฝากแบบนี้... และที่สำคัญ แซนดี้ไม่รู้เรื่องฉันเคยมีคู่หมั้น ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่ช็อคเพราะคิดว่าเป็นลูกของฉันกับคู่หมั้นคนนั้น
ซึ่งไม่รู้ก็ดีแล้ว ไม่อย่างนั้นเธอคงต้องมานั่งปวดหัวกับความสัมพันธ์ที่แสนซับซ้อนของฉันแน่ ๆ
“กะ...กี่เดือนแล้ว” แซนดี้พยายามสูดลมหายใจเข้าปอดและเอ่ยถามออกมาเสียงแผ่ว “หลานฉันกี่เดือนแล้ว”
“สองเดือนนิด ๆ “
“เธอกลับไทยไปได้สองเดือนนิด ๆ เหมือนกัน...แล้วพ่อของเด็กล่ะ ไม่มาด้วยเหรอ”
“เรื่องนั้นฉันไม่อยากพูดถึง” ฉันจับมือขาวผ่องของอีกฝ่ายไว้ “ฉันอยากลืมว่ามันเกิดอะไรขึ้น อย่าถามเลยนะ รู้แค่ฉันมาที่นี่คนเดียว และกำลังจะมีหลานให้เธออุ้มถึงสองคนก็พอ เธอชอบเด็กมากเลยนี่”
“ก็ใช่ แต่...พ่อกับแม่ของเธอล่ะ”
“ฉันตั้งใจว่าใกล้คลอดแล้วค่อยบอกท่าน ถึงเวลานั้นท่านอาจจะทำใจได้มากกว่ารู้ตอนนี้”
แซนดี้พยักหน้ารับ เธอเบนสายตากลับไปจ้องกระดาษแผ่นนั้นอีกครั้งก่อนจะเอ่ยถามต่อ
“ฉันขอถามเป็นคำถามสุดท้าย เธอ...ไม่ได้ถูกรังแกใช่ไหม”
“เปล่า ฉันเต็มใจเอง”
.
.
“จริงหรือคะ คุณนิครับฉันเข้าทำงานจริง ๆ หรือคะ”
“จริงครับ” ใบหน้าหล่อคมดวงตาสีฟ้าสดใสจ้องมองมาพร้อมรอยยิ้ม เขาพยักหน้าสองครั้งเพื่อยืนยันว่ารับฉันเข้าทำงานในตำแหน่งดีไซน์เนอร์ของแบรนด์จริง ๆ ซึ่งข่าวดีนั้นก็ทำให้ฉันยิ้มกว้างจนเหมือนว่าปากกำลังจะฉีก ก่อนที่จะหุบยิ้มลงเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ตัวเองเปลี่ยนไปแล้ว
“แต่ฉันกำลัง...เอ่อ...”
“ตั้งท้อง” นิโคลัสเป็นคนเอ่ยคำนั้นออกมา ฉันพยักหน้ารับน้อย ๆ เขาคงรู้จากที่ฉันเขียนไว้ในใบสมัครงานแล้ว “ดีไซน์เนอร์ไม่ใช่งานแบกหามนี่ครับ ถ้าคุณคิดว่าทำไหว ผมก็พร้อมจะให้โอกาส”
“ฉันไหวค่ะ แต่แค่กังวลเพราะส่วนมากบริษัทมักจะไม่รับคนท้องเข้าทำงานเท่าไหร่”
“ไม่ใช่ที่บริษัทผมแน่ครับ สบายใจได้”
“ขอบคุณมากนะคะ” ฉันเผลอยกมือไหว้อีกฝ่ายอย่างลืมตัว ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างเก้อ ๆ “มันติดน่ะค่ะ”
“ไม่เป็นไรครับ ผมชอบวัฒนธรรมของไทยนะ การที่รับคุณเข้ามาทำงานแบบนี้ก็ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ไม่ต้องเกร็ง เป็นตัวของตัวเอง”
“ค่ะ...” ฉันส่งยิ้มให้เจ้านายคนใหม่ “...บอส”
“...” นิโคลัสได้แต่ส่งยิ้มกลับมา เขาดูเป็นเจ้านายที่ใจดีและเป็นกันเองจนฉันรู้สึกสบายใจ
ตอนแรกฉันกังวลอยู่ไม่น้อยที่จะมาสมัครและสัมภาษณ์งานในวันนี้ นิโคลัสส่งอีเมล์มาทาบทามฉันตั้งแต่ก่อนที่ฉันจะเรียนจบด้วยซ้ำ แต่ฉันกลับปฏิเสธไปเพราะตั้งใจจะกลับไทย พอได้กลับมาที่นี่อีกครั้งฉันจึงลองโทรมาสอบถามเขาเรื่องงานดู โชคดีที่ตำแหน่งดีไซน์เนอร์ยังคงถูกเว้นว่างไว้จนฉันได้มันมาครอบครอง
“ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ แล้ววันจันทร์ฉันจะรีบมาตามเวลาที่นัดไว้”
“ครับ” เจ้านายคนใหม่ยังคงส่งยิ้มแบบเดิมมาให้ ฉันลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง ก่อนเดินไปหน้าร้านที่มีแซนดี้นั่งรออยู่ เมื่อแซนดี้เห็นฉันเธอก็ลุกขึ้นยืนทันที
“เป็นไง”
“เธอคิดว่ายังไง”
“แหม หน้าบานขนาดนี้ เดาไม่ออกเลย” ฉันหัวเราะออกมาเมื่อเพื่อนสาวรู้ทัน ก็ฉันปิดความดีใจไว้ไม่มิดนี่นา ได้งานที่ตัวเองรัก เงินเดือนก็ไม่ใช่ขี้ริ้วทั้ง ๆ ที่เป็นเด็กจบใหม่ แบบนี้ถ้ารู้จักเก็บหน่อยน่าจะเลี้ยงสองแฝดได้สบาย
“ว่าแต่หิวหรือยังคะคุณแม่”
“หิวแล้วค่ะน้าแซนดี้”
“งั้นไปหาอะไรกินกันเถอะ เดี๋ยวต้องไปฝากท้องอีก”
“ขอบคุณนะที่มาเป็นเพื่อน” ฉันขอบคุณแซนดี้อย่างซึ้งใจ นึกไม่ออกเหมือนกันว่าถ้าไม่มีแซนดี้อยู่ตรงนี้ หรือถ้าแซนดี้เกิดรับไม่ได้ขึ้นมาฉันจะเป็นยังไง ฉันโชคดีจริง ๆ ที่มีเพื่อนที่ดีแบบนี้
“ฉันมาเป็นเพื่อนหลานต่างหาก”
“รักหลานมากกว่าฉันใช่ไหมเนี่ย”
“เสียใจด้วยนะพิมมี่ เธอตกกระป๋องแล้วจ้ะ”
“ใจร้ายจังเลยน้า”
คำพูดหยอกล้อนั้นทำให้พวกเราหัวเราะออกมา พวกเราสองคนเดินยิ้มและพูดคุยกันไปตลอดทาง มาอยู่ที่นี่แค่สองวันแต่ฉันยิ้มได้บ่อยกว่าช่วงเวลาที่กลับไปที่ไทยด้วยซ้ำ แม้จะมีอาการแพ้ท้องหนักเหมือนเดิมแต่ก็ไม่ได้รู้สึกเครียด ชีวิตใหม่ของฉันกำลังเริ่มต้นขึ้น ได้แต่หวังว่าจากนี้ไปจะมีแต่เรื่องราวดี ๆ เข้ามา