ในยามดึกสงัด ซึ่งทุกคนต่างเข้านอนกันหมดแล้ว เสียงฝีเท้าทหารยามเดินถือคบเพลิงตรวจตรารอบๆ วัง โดยมีซ่งหลานซึ่งเป็นรองแม่ทัพองครักษ์กำลังเดินนำทหารตรวจตรารอบตำหนักใหญ่และเขตพระราชฐานฝ่ายใน ลู่เฟยหลงพรางตัวหลบซ่อนบนต้นไม้ใหญ่ในชุดคลุมสีดำทะมึนค่อยๆ เร้นกายออกจากตำหนักบรรทมของตนเอง มุ่งไปยังตำหนักฝั่งตรงข้ามกัน
บัดนี้รอบตำหนักของเฟิ่งหรั่นมืดสนิท แม้แต่แสงเทียนจากตะเกียงนางก็ยังให้จิงเจียวดับให้หมด ชีวิตนางเคยผ่านจุดที่มืดมนมาแล้ว แค่ความมืดเพียงแค่นี้ไม่อาจทำอันตรายนางได้ ฝ่ามือของนางนอนกอดเจ้าไห่เหลียนอย่างอบอุ่น แม้ว่ามันจะเป็นเพียงสัตว์เดรฉานตัวหนึ่ง แต่กลับอยู่เคียงข้างนางตลอดมา ไม่เคยทอดทิ้งนางไปไหน นางรักมันเป็นเสมือนน้องชายแท้ๆ ของนางตัวหนึ่ง ในยามปกติแล้วเจ้าไห่เหลียนไม่ชอบลู่อวี้อย่างแรง ดังนั้นเมื่อตอนที่นางแต่งงานอยู่วังอ๋อง นางจำเป็นต้องเอามันไปขังไว้ท้ายวัง แต่ในเมื่อรู้ตัวว่าลู่อวี้ไม่สามารถร่วมหอหรือเสพสังวาสกับนางได้ นางจึงเอาเจ้าไห่เหลียนมานอนกอดได้อย่างอุ่นใจ และทุกครั้งที่มีคนแปลกหน้าเข้ามา มันมักจะส่งเสียงขู่คำรามก่อนเสมอเพื่อข่มขวัญอีกฝ่าลู่ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรมองพระอนุชาร่วมอุทรด้วยความเป็นกังวล ก่อนหน้านี้พระองค์ไม่ทรงทราบถึงปัญหาความขัดแย้งของทั้งสองคน แต่ทว่าหลังจากที่ได้เรียกกู่กงกงและซ่งหลานมาเค้นถามความจริง จึงได้ทราบว่าต้นเหตุความขัดแย้งของทั้งสองนั้นเกิดจากความเข้าใจผิดเรื่องอวี๋ฟางหรงเรื่องระหว่างอวี๋ฟางหรงกับลู่เฟยหลงนั้นจบไปนานมากแล้ว นางเป็นฝ่ายขอถอนหมั้นเอง แล้วทั้งสองคนจะมีปัญหาเพราะนางนั้นเป็นไปไม่ได้ กู่กงกงจึงกราบทูลว่า...‘กระหม่อมคาดเดาว่าองค์รัชทายาททรงไม่พอพระทัย ที่พระชายาทรงลุกจากโต๊ะเสวยไปกะทันหันพะยะค่ะ’คำตอบนั้นทำเอาองค์จักรพรรดิแห่งแคว้นถึงกับแย้มพระสรวล ที่แท้น้องชายของเขาที่นิ่งสงบตลอดมาก็กำลังหึงหวงภรรยากับสตรีด้วยกันเองเท่านั้น ส่วนซ่งหลานได้แต่พยักหน้าเห็นด้วยกับกู่กงกง ด้วยกลัวว่าหากตนเองหลุดกล่าวออกไปอาจเผยแผนการขององค์รัชทายาทได้ ดังนั้นเขาจึงกล่าวไปตามกู่กงกงจนฝ่าบาทคล้อยตามพระองค์ทรงหันมาสบพระพักตร์กับเซียวฮองเฮา ก่อนจะหันพระพักตร์กลับมามองลู่เฟยหลงด้วยความห่วงใย“เห็นเป็นแบบนี้คงไม่ดีแน่ อาหลงได้แ
“กระหม่อมก็จะ...จะ...จะไม่ทำเช่นใดพะยะค่ะ กระหม่อมไม่เคยมีภรรยา จึงไม่อาจให้คำตอบพระองค์ได้!” องครักษ์หนุ่มก้มหน้าคุกเข่าประสานมือด้วยความหวาดกลัว สายตาเย็นชาของลู่เฟยหลงจ้องมองอีกฝ่ายที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าอย่างหัวเสีย เพลานี้เขาแทบกุมขมับ เพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบของเขาแท้ๆ ที่ทำให้เรื่องที่ไม่ควรเกิดดันเกิดหากเขาใจเย็นและถามนางสักนิดเรื่องอวี๋ฟางหรง บางทีเขาอาจไม่ต้องมานั่งกุมขมับให้ปวดหัวเช่นนี้ก็ได้“หนานจิงอ๋องจะเสด็จมาวันนี้ ฝ่าบาทเลยถือเป็นโอกาสจัดงานเลี้ยงต้อนรับหนานจิงกงจู่และหนานจิงอ๋องพร้อมกันเลย พระองค์อาจจะถือโอกาสนี้กล่าวกับพระชายาได้นะพะยะค่ะ” ซ่งหลานชี้แนะหนทางสว่างให้เขา “ว่ากันว่างานเลี้ยงรื่นเริงช่วยบรรเทาโทสะในจิตใจได้ บางทีอาจทำให้พระชายายกโทษให้เรื่องที่พระองค์ทรงเมินใส่พระนาง”คำกล่าวของซ่งหลานทำให้ลู่เฟยหลงลืมตาขึ้นมามองอีกฝ่าย เขาต้องการความแน่นอนในเรื่องนี้ สำหรับเขานั้นความรู้สึกของเฟิ่งหรั่นสำคัญที่สุด แต่สุดท้ายเขาก็เอาอารมณ์มาเหนือเหตุผลจนมองข้ามความรู้สึกนาง ทั้งๆ ที่นางมิได้ทำอันใดผ
อวี๋ฟางหรงปรากฏตัวอีกครั้งที่ตำหนักบูรพาหลังจากหายไปนานร่วมเดือนกว่า หลังจากมาที่ตำหนักแห่งนี้นางได้ทราบจากซ่งหลานว่าเฟิ่งหรั่นมิได้แยกตำหนักนอนแต่อย่างใด ตรงกันข้ามนางต้องพักตำหนักใหญ่กับองค์รัชทายาทในฐานะสามีภรรยากัน จึงเป็นการยากยิ่งหากลู่เฟยหลงยังทำตัวติดอีกฝ่ายอยู่แบบนี้ นางคงไม่มีโอกาสได้เล่าความจริงเรื่องบางอย่างนางหายไปนานร่วมเดือนก็จริง เพราะตนเองต้องการไปค้นหาความจริงบางอย่างเกี่ยวกับชาติกำเนิดที่แท้จริงของเฟิ่งหรั่นและเฟิ่งอี้ หลังจากงานแต่งของเฟิ่งหรั่นนางก็เก็บตนอยู่ในสถานที่ลับของนางเพื่อค้นเรื่องของเฟิ่งอี้ นางสงสัยมานานแล้วว่าเฟิ่งอี้นั้นอาจมิใช่บุตรีที่แท้จริงของอัครมหาเสนาบดีเฟิ่ง แต่ก็ยังไม่มีสิ่งใดที่พิสูจน์ได้ในหอชะตาเซียนเป็นสถานที่หวงห้ามในแดนสวรรค์ เทพต้องโทษอย่างนางหากลักลอบเข้าไปอาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ เนื่องด้วยความผิดของตนเองนั้นยังมีอยู่ หากก่อความผิดเพิ่มนางอาจโดนลงโทษรับเคราะห์สิบชาติแทนแต่ทว่าไม่มีสิ่งใดมาหยุดความอยากรู้ของอวี๋ฟางหรงได้ หอชะตาเซียนมีบันทึกข้อมูลเรื่องเซียนและมนุษย์มากมาย รวมถึงเรื่องเซียนที่ไม่ม
หลังจากเข้าเฝ้าไทเฮาเสร็จแล้ว ลู่เฟยหลงไม่ลืมพาเฟิ่งหรั่นไป ‘คำนับ’ ซู่ไท่เฟย อดีตพระสนมเอกในไท่ซ่างหวงพระองค์ก่อน ตามธรรมเนียมแล้วซู่ไท่เฟยคือสตรีอาวุโสในวังหลวงและวังหลัง ถือเป็นการสมควรที่ฮองเฮาและสนมเอกในรัชกาลปัจจุบัน รวมถึงรัชทายาทและพระชายาต้องให้ความเคารพเฟิ่งหรั่นทราบดีว่าสามีมีแผนการอันใดในใจ นางไม่ขัดข้องเด็ดขาดหากจะไปกล่าวบางอย่างกับซู่ไท่เฟยนางกำนัลหน้าตำหนักเข้ามากราบทูลไท่เฟย “ทูลไท่เฟยเพคะ องค์รัชทายาทและไท่จื่อเฟยเสด็จมาขอเข้าเฝ้าเพคะ”ซู่ไท่เฟยวางชิ้นซาลาเปาที่กำลังคีบอยู่ลงบนจาน สีพระพักตร์นิ่งเรียบตามปกติมิได้แสดงความรู้สึกใด พระนางทรงยิ้มอย่างอารีเมื่อเห็นสองหนุ่มสาวคู่หนึ่งเดินเข้ามา พระนางจำต้องเก็บความเกลียดชังเอาไว้ในใจแล้วแสดงรอยยิ้มเอื้ออารีมาแทน“ถวายพระพรซู่ไท่เฟย” เป็นเฟิ่งหรั่นที่คารวะผู้อาวุโสของฝ่ายในตามธรรมเนียม ใบหน้างดงามประดับด้วยรอยยิ้มที่แฝงเลศนัยบางอย่าง นางมองผู้อาวุโสของวังหลังด้วยแววตาฉายประกายดั่งรอยยิ้ม“ตามสบายเถิดรัชทายาท พระชายา มาห
จูเชว่นำเซ่อกานหรือว่านหางช้างที่เฟิ่งหรั่นต้องการมาได้ทันเวลา เนื่องจากหญิงสาวพอศึกษาศาสตร์แห่งสมุนไพรมาอยู่บ้าง นางจึงใช้พลังปราณเซียนในกายผสานกับว่านหางช้างเพื่อช่วยถอนพิษบาดแผลในกายของแม่ทัพพยัคฆ์หนุ่มทันที แต่เนื่องด้วยความต่างระหว่างพลังธาตุมีมาก ทำให้เฟิ่งหรั่นสูญเสียพลังปราณไปเกือบครึ่งหนึ่งในกายสัญลักษณ์ของไป๋หู่คือธาตุดิน แต่ทว่าเฟิ่งหรั่นคือธาตุไฟ ความต่างระหว่างธาตุย่อมมีมาก ส่วนไป๋ลู่นั้นไม่มีพลังมากพอที่จะใช้กับว่านหางช้าง ซึ่งเป็นสมุนไพรระดับเซียนได้ มีเพียงแต่เฟิ่งหรั่นเท่านั้นที่สามารถทำเช่นนี้ได้วิหคหนุ่มไม่รู้ว่าควรตัดสินใจบอกเรื่องของเสวียนอู่ดีหรือไม่ พอเขากำลังจะอ้าปากเอ่ย กลับถูกขัดด้วยน้ำเสียงของเฟิ่งหรั่นเสียก่อน“ข้าต้องถ่ายทอดพลังให้ท่านแม่ทัพอีกหน่อย พวกเจ้าทั้งสองไปพักผ่อนก่อนเถิด โดยเฉพาะเจ้าเสี่ยวลู่ เจ้าเองก็บาดเจ็บอยู่ เจ้ากับแม่ทัพจูเชว่ควรไปพักผ่อน ทางนี้ข้าจะจัดการเอง” เฟิ่งหรั่นออกคำสั่ง เพราะนางรู้ดีว่าไป๋ลู่กับจูเชว่ต้องแย้งอย่างแน่นอน แต่เรื่องนี้มีเพียงนางที่สามารถรักษาเขาได้ หากเขาไม่รอดก็คงเป็น
องค์หญิงเฟิ่งหรั่นตรัสด้วยพระสุรเสียงดังกังวานอย่างข่มขู่ เรื่องการต่อสู้นางไม่เป็นสองรองใคร หากจะให้นางเป็นรองก็คงเป็นรองเพียงไป๋หู่ แม่ทัพพยัคฆ์ขาวเท่านั้น ส่วนนอกนั้นนางมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่านางอยู่เหนือกว่าพวกเขา นางฝึกศิลปะการรบมาจากพระบิดาตั้งแต่เยาว์วัย แต่โดดเด่นที่สุดคือการยิงธนู นางเคยแสดงศักยภาพของตนเองต่อหน้าไท่ซ่างเหล่าจวินทั้งหลายด้วยการยิงธนูเข้าปากหมาป่าถึงเจ็ดดอกด้วยกัน และนั่นทำให้ฝีมือการรบของนางเป็นที่ประจักษ์ว่านางมิได้อาศัยอำนาจบิดาและมารดา เพื่อขึ้นเป็นจักรพรรดินี แต่นางจะเป็นจักรพรรดินีแห่งแดนสวรรค์ด้วยตัวนางเองแม่ทัพเสวียนอู่เคลื่อนอาชาเข้ามายืนขวางหน้าองค์หญิงเฟิ่งหรั่น เขาแสร้งใช้สายตาดุดันมองราชามารทั้งสามอย่างไม่พอใจ“นางเป็นธิดาแห่งแดนสวรรค์ พวกเจ้าสมควรมองนางด้วยสายตาจาบจ้วงเช่นนั้นรึ!” เสวียนอู่ตวาดถามราชามารลู่จี๋อย่างไม่พอใจองค์หญิงเฟิ่งหรั่นยกมือปรามแม่ทัพหนุ่ม นางเคลื่อนอาชาเข้ามาอยู่ตรงหน้าราชามารทั้งสาม ตามกฎการรบแล้ว ควรมีการเจรจาสงบศึกเสียก่อน แต่หากอีกฝ่ายไม่ยอมถอนความคิดกบฏและย