Masuk2
ฉันเหมือนคนบ้าไหมคะ? ฉันเป็นคนสวย สวยแบบสวยที่สุด.. ทุกคนในโรงพยาบาลก็บอกแบบนั้น ฉายาแม่มดกาลเวลาของโรงพยาบาลไม่เกินจริง ทุกคนกล่าวขานความงามของฉัน ราวกับมันงดงามจนใกล้เคียงคำว่าอมตะ สวยแบบไม่มีอยู่จริง สวยเหมือนตายไปแล้วแต่ยังไม่ตาย.. ฉันก็ไม่รู้ว่าพวกเขาชมฉันหรือกำลังหลอกด่าฉันกันแน่ แต่ฉันคิดว่าเป็นอย่างแรกมากกว่า ฉันเชื่อว่าแม่มดสวยเสมอ ฉันพยายามเอารูปของฉันเมื่อก่อน มาเเปะที่กำแพงในห้องจนมันค่อนข้างรก อยากจะกลับไปสวยสุดๆแบบในตอนนั้นเลยแต่ว่า ฉันในตอนนี้ ไม่สามารถยิ้มแบบนั้นได้อีกแล้ว ถ้าฉันยิ้มได้โลกคงสดใสมากๆแน่ๆ อารมณ์แบบว่าผู้ชายทั้งโลกจะต้องคลานเข่ามาหาฉัน ยอมเป็นของเล่นให้ฉันเล่นแบบทิ้งๆขวางๆ ฉันหลงรักตัวเองในรูปถ่ายอยู่บ่อยๆแหละนะ ทันทีที่แอชตันพาเซรินมาส่งที่โรงพยาบาลที่เธอรักษาตัว เธอก็เอาแต่ยืนมองรูปเมื่อก่อนของตัวเองที่หลังห้อง และพยายามปั้นยิ้มในสวยเหมือนกับในรูปถ่าย เธอยืนปั้นยิ้มอย่างพยายาม แต่มันดูฝืนชะมัดยาด “อ๋าาา ตอนนั้นรู้สึกอะไรอยู่นะถึงยิ้มได้สวยจนน่าหมั้นไส้ขนาดนี้ ยิ้มไม่เผื่อตอนที่มีเรื่องให้เศร้าใจเลยให้ตายสิ” ผู้ดูแลบอกเอาไว้ว่า การที่เราจะยิ้มให้สวยที่สุด คือเราจะต้องยิ้มออกมาจากใจ เซรินยืนยิ้มเกร็งๆอยู่นานที่หน้ากระจก เธอหยิบรูปที่ถูกใจที่สุดแนบกับข้างใบหน้า มองรูปสะท้อนในกระจกแล้วพยายามยิ้มตาม สีหน้าของเธอเหมือนมีลังกระดาษมาครอบหัวเอาไว้ ไม่ว่าจะพยายามยังไง ก็ไม่สามารถแสดงออกถึงความรู้สึกที่แท้จริงได้ ยิ่งยิ้มหน้าฉันยิ่งเหมือนแย้ถูกจับ ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ฉันจะไม่มีผัวเป็นของตัวเองเอา อายุอานามก็เพิ่มขึ้นทุกปีเรื่องอย่างว่าก็ไม่เคยได้ลิ้มได้ลอง ปีหน้าไข่ฉันจะฝ่อไหมนะ? เป็นไปได้ต้องหาเรื่องเสียตัวกับใครสักคนแล้วล่ะ “..เฮ้ออ~ ตะคริวจะกินปากแล้วนะยัยบ้า” เธอพูดกับตัวเองหน้ากระจก ในขณะที่ด้านหลังของเธอคือแอชตันที่กำลังยืนคุยกับผู้ดูแล เธอเปลี่ยนเป้าหมายจ้องเงาสะท้อนของร่างสูง โยนรูปถ่ายของตัวเองก่อนจะหมุนตัวหันหลัง “เธอทำขนาดนั้นเลยเหรอคะ? ทางโรงพยาบาลต้องขอโทษคุณแอชตันด้วยนะคะ ปกติแล้วคุณเซรินเธอเชื่อฟังและเป็นคนไข้ที่ประพฤติดีต้นๆของโรงพยาบาลเลยค่ะ อาจจะเป็นเพราะวันนี้.. เป็นวันครบรอบการจากไปของคุณพ่อและคุณแม่ของเธอ เธอก็เลยพยายายามปกปิดความเจ็บปวดแล้วแสดงออกมาแบบนั้น” “..อย่าให้หลุดโลกแบบนี้แล้วกัน มันจะเป็นภาระคนอื่น” “ค่ะ ขอบคุณคุณแอชตันมากๆนะคะที่พาเธอมาส่ง แล้วก็ขอโทษด้วยค่ะ” เซรินละความสนใจเรื่องรอยยิ้มของตัวเอง เธอเดินเข้ามาหาผู้ดูแลแล้วมองหน้าแอชตันที่เปียกปอน เธอชี้หน้าเขา “ภาระเหรอ!” “….” “เราเป็นผัวเมียกันไปแล้วนี่ ผัวที่ไหนเอาเมียมาไว้ในที่แบบนี้กัน ชั่วช้ามาก! และอีกอย่างนะฉันไม่เป็นภาระใครนะจ๊ะ” “เซรินจ๊ะ นั่นคุณแอชตันนะ” “แอชตันแล้วมันจะทำไม? ก็เห็นมองนมฉันตาค้างแบบนั้น ไม่ได้แปลว่าชอบหรอกเหรอ?” “….” “ให้จับแล้วแท้ๆ เหมือนจะบีบนิดๆด้วยนะถ้าจำไม่ผิด” ผู้ดูแลเลิ่กลั่กกับสิ่งที่เซรินพูด เธอไม่พูดเปล่าแต่ยืนบีบนมตัวเองต่อหน้าหัวหน้าแก๊งบารอนอย่างหน้าซื่อตาใส ผู้ดูแลกันเธอให้ออกห่างจากมาเฟียที่แม้แต่เด็กสามขวบก็ยังรู้จักในความโหดเหี้ยมของเขา แอชตัน ไม่ใช่คนที่คนบ้าอย่างเธอจะไปเล่นด้วย มาเฟียหนุ่มถอนหายใจ เขาขอตัวกลับก่อนจะปลดกระดุมเสื้อที่เปียก เขาถอดแล้วเอาเสื้อนั่นพาดบ่า แต่สุดท้ายก็ทิ้งมันหลังจากที่เดินมาถึงรถ แค่เผลอบีบอุตาริว่าเป็นเมียเป็นผัว มือขวาประจำตำแหน่ง รถหรูคันเป็นสิบล้านเหม็นตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำเน่าเสีย “รถเยินขนาดนี้ ต่อให้ซักเบาะก็คงจะอีกเป็นชาติเลยนะครับกว่ากลิ่นจะหาย” “ขายทิ้งซะ” แม้จะดูเวอร์ไปหน่อยแต่ไม่เกินจริงเลย แอชตันไม่ชอบใช้ของที่มันเสียหาย ทุกอย่างไม่ว่าจะแจกันหรือแก้วหรืออะไรก็ตามแต่ที่มีแววส่อความร้าวเกิดขึ้น เขามักจะทิ้งมันก่อนของจะพังเสมอ ทุกอย่างต้องเนียบต้องเป๊ะ ตัวรถขับเคลื่อนออกไปในที่สุด ค่ำคืนนี้.. “คุณเซรินคะ ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะคะ มันไม่ดีเลย ถ้าคนที่เห็น.. ร่างกายของคุณเป็นคนไม่ดีไม่ใช่คุณแอชตันคนนั้นละก็ ผลลัพท์จะออกมาเป็นยังไง คุณเซรินก็น่าจะรู้นี่คะ” “รู้น่า.. แต่ทำไงได้” คุณหนูเซรินนั่งไขว้ห้างมองผู้ดูแลก่อนจะบู้ปาก “อยากได้เขานี่นา อยากได้มากๆจริงๆนะ เขาเป็นสิ่งที่ฉันอยากได้ที่สุดในรอบปี แล้วรู้ไหมว่าเวลาฉันอยากได้อะไรสักอย่างผลลัพท์มันออกมาเป็นยังไง? ก็ได้ทุกอย่างที่อยากจะได้เลย~” “คุณเซริน” “อกผายไหล่ผึ่ง ตัวสูงขาใหญ่ล่ำบึ่ก กลิ่นก็หอม แถมหน้าก็หล่อ เป็นถึงมาเฟีย คุณผู้ดูแลไม่อยากได้เป็นสามีหรอกเหรอคะ? ผู้ชายแบบนั้นฝากชีวิตได้เลยนะ แค่เสี่ยงตายนิดหน่อยถือว่าเป็นสีสันของชีวิต” “..ได้เวลาทานยาแล้วค่ะ” ผู้ดูแลเปลี่ยนเรื่องดื้อๆ นอกจากเรื่องความสวยที่กินขาด สกิลพล่ามไปเรื่อยก็กินขาดเช่นกัน ทุกคนที่นี่รู้ดี “ก็ได้ เพราะว่าเหนื่อยหรอกนะถึงยอม ถ้าฉันกินยาเสร็จก็อย่าลืมไปบอกคุณพ่อกับคุณแม่ให้ด้วยล่ะ ว่าไม่ต้องมาเรียกฉันกลางดึกอีก มันทำให้นอนไม่หลับ” เสียงแจ๋วหยุดไปชั่วขณะ ดวงตาเศร้าสร้อยปรากฎ “..มันทำให้อยากเจอ” “….” เธอได้เวลากินยาแล้วจริงๆ ผู้ดูแลคิดในใจ “คนเราหนะ ตายแล้วก็ตายลับไปสิ ยังมีหน้าเอาตัวเองลอยมาเข้าความฝันคนนั่นคนนี้ไปเรื่อย ไม่รู้หรือไงว่าคนคิดถึงมันทรมาน” เซรินพูดไปบ่นไปพร่ำไป แต่ก็นั่งปาดน้ำตาไป เวลาที่เธอรู้สึกอ่อนแอมากๆ เธอมักจะแสดงความก้าวร้าวเพื่อปกปิดความอ่อนแอของตัวเองอยู่เสมอไม่ว่าจะรูปแบบไหนก็ตาม เธอเก็บทุกอย่างที่เกี่ยวกับพ่อแม่ รูปทุกใบหนังสือทุกเล่มแม้แต่เสื้อผ้าที่เธอมีความทรงจำดีๆกับคำว่าครอบครัว เธอเก็บทุกอย่างที่ตั้งโชว์ใส่กล่องก่อนจะใช้เท้าเขี่ยกล่องไปที่มุมห้อง แสดงท่าทีเมินเฉยใส่ของพวกนั้นแล้วเดินไปนั่งที่เตียง แต่ผู้ดูแลกลับอยู่กับที่เฉยๆราวกับรู้อยู่แล้วว่าเธอจะทำอะไรเป็นอย่างต่อไป คุณผู้ดูแลนามว่า โรส มองนาฬิกาที่ข้อมือก่อนจะนับ “สาม สอง หนึ่ง..” “ชิ๊! รำคาญลูกตาเป็นบ้า!” เซรินเดินไปหิ้วกล่องที่ทิ้งทุกอย่างลงไป เดินหอบกล่องมันออกไปที่ประตูโดยมีผู้ดูแลเปิดประตูให้แล้วคอยเดินตาม กล่องแห่งความทรงจำนั้นถูกเอามาทิ้งที่เดิมๆทุกครั้ง และไม่ต้องรอให้มันข้ามคืน มันก็จะอันตธานกลับเข้าไปอยู่ในห้องของเธอเหมือนเดิม แถมถูกจัดเรียงให้สวยเหมือนเก่า มันเป็นแบบนี้ทุกครั้ง ผู้ดูแลส่วนใหญ่ที่นี่จะปล่อยให้ผู้ป่วยได้กระทำการทุกสิ่งตามใจต้องการ หากเรื่องที่ว่ามันไม่ร้ายแรงเกินไป เพราะมันเป็นเรื่องง่ายๆที่จะเยียวยาและทำให้ได้เข้าใจเบื้องลึกของหัวใจคนป่วยมากขึ้น พวกเขาไม่อยากจะป่วยหรอก “คืนนี้ฝนตกนะคะ กล่องนั่นจะเปียกเอานะ” “ช่างสิ ขยะพวกนั้นจะสนทำไมว่ามันจะเปียกหรือไม่เปียก” ผู้ดูแลโรสยืนอมยิ้ม ในขณะที่เซรินพูด สายตาของเธอก็ชำเรืองมองของในกล่องแล้วด้วยซ้ำ “คุณเซรินคะ” “โน! ฉันไม่ใจอ่อนค่ะ” เธอกอดอกสบัดบ๊อบใส่ผู้ดูแล “ถึงมันจะทำให้คุณเซรินนึกถึงเรื่องราวเก่าๆ แต่เรื่องราวพวกนั้นมีก็มีทั้งเรื่องที่น่าจดจำและไม่น่าจดจำไม่ใช่เหรอคะ?” “….” “การทิ้งความทรงจำเดียวที่เป็นสิ่งของ มันไม่น่ารักเท่าไหร่นะคะ เวลาคิดถึงขึ้นมา จะไม่เจ็บปวดหัวใจเอาเหรอ” “..เพราะมีอยู่ก็เจ็บปวดเหมือนกันนี่ ความทรงจำแย่ๆพวกนั้น” เซรินพูดเสียงอ่อน ใจของเธออยากจะเก็บกล่องเข้าห้องแล้ว เธอยืนมองหน้าผู้ดูแลโรส ก่อนจะชี้ไปที่กล่องที่ว่า “ก็นานแล้วนะ ยังทิ้งไม่ได้เลย” “….” “ดูยิ้มของฉันสิ” เธอว่าพลางยิ้มอย่างไม่เข้าใจคำว่ายิ้ม “ยิ้มของฉันเคยสวยขนาดนั้น แม้แต่ยิ้มก็ยังไม่กลับมา ฉันจะใช้ชีวิตแบบคนปกติได้ยังไง” “ความเจ็บปวด ไม่มีใครรู้หรอกนะคะว่ามันจะหายไปตอนไหน บางทีชั่วชีวิตคนเรามันอาจจะไม่หายไปเลยก็ได้ค่ะ แต่เราต่างหากที่ต้องอยู่กับมันให้เป็น” “….” และเพราะเห็นเซรินเงียบไป ผู้ดูแลเลยเปลี่ยนเรื่องเพราะเห็นถึงทีท่าในความอ่อนโยนของเธอ “รู้ไหมว่าทำไมคุณแอชตันถึงไม่มีปฎิสัมพันธ์อะไรเลยกับคุณเซรินทั้งที่คุณเซรินบอกความในใจไปตั้งขนาดนั้น” “…หมอนั่นตาถั่ว” คำตอบของเธอทำเอาผู้ดูแลโรสอดขำอย่างเอ็นดูไม่ได้ “ฉันประโคมแบรนด์เนมไปทั้งตัวแบบนั้นเพื่อบอกให้ทุกคนรู้ว่าฉันรวยมาก ทุกคนควรเข้าหาฉันสิ” “อ่าห๊ะ~” “..แต่หมอนั่นไม่สนใจของที่ฉันมีเลย มองแต่นมอะคุณโรส… นี่หมอนั่นรวยกว่าฉันเหรอ?” “ค่ะ รวยกว่าคุณเซรินเยอะเลย” แววตาแห่งความเศร้านั้นหายไป กลับกลายเป็นแววตาที่ครุ่นคิด “..บ้าน่า ฉันรวยกว่าสิ แบบนี้ฉันต้องประโคมทุกอย่างให้เยอะกว่านี้สินะ ครอบครัวฉันทำเครื่องประดับ เป็นบริษัทจิวเวลรี่แล้วฉันก็โตมากับเพชร ..คราวหน้านะ ฉันจะใส่เพชรน้ำงามที่ราคาเท่ากับรถของหมอนั่นเลย คอยดู” ว่าแล้วก็เปลี่ยนท่าทีครุ่นคิดไป เธอคว้าแขนของผู้ดูแลให้เดินตามกลับไปยังในห้อง ส่งเสียงจุ๊ๆแล้วสั่งให้โรสหันหลัง เธอง่วนอยู่กับการใส่รหัสตู้เซฟ แต่กลับไม่เปิดมันออกมา เธอครุ่นคิดทุกครั้งหลังจากที่ใส่รหัสเสร็จและในที่สุดเธอก็กดปิดมันเหมือนทุกที แต่กลับเลือกที่จะหยิบข้าวของเครื่องประดับที่อยู่ในลิ้นชักขึ้นมาวางหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มันคือไม่กี่สิ่งที่เธอเหลืออยู่ ของในตู้เซฟนั่น… “คุณผู้ช่วยโรสว่า คราวต่อไปฉันควรใส่คอลเลคชั่นไหนให้แอชตันดูล่ะ!” “..อืมมมม คุณเซรินอยากอวดรวยแบบสุดๆไปเลยใช่ไหมคะ?” “ใช่” “งั้นคงต้องเป็นสร้อยเพชรอันนั้นค่ะ” “ตาถึงเหมือนกันนะเนี่ย ชุดนี้นะร้อยล้าน!” เซรินรีบคว้าชุดเครื่องเพชรไปทาบคอตัวเองหน้ากระจก เธออยากจะสวมมงกุฎในคอลเลคชั่นเดียวกันด้วยซ้ำไป อยากจะใส่ไปเยินยอ แล้วออกคำสั่งกับผู้นำแก๊งบารอนให้คลานเข่ามาหาเธอ “..ต้องมวยผมสักหน่อย” เธอชื่นชมความสวยของตัวเอง และยินดีอย่างยิ่งที่จะอวดความรวยของตัวเองกับมาเฟียที่ได้จับนมเธอแต่เมินใส่กลับมาแบบนั้น ..จะหนีออกไป อีกรอบให้ได้ รอฉันก่อนเถอะ เซรินสวมสร้อยเพชรราคาร้อยล้านเข้าที่คอของเธอ ยกผมมวยยุ่งเหยิง ใช้ปากกาขัดผมเป็นก้อนโดนัทอยู่ที่กลางหัว หันซ้ายหันขวาชื่นชมความสวยรวยของตัวเอง ก่อนจะเห็นเงาของผู้คุมยืนยิ้มอยู่ที่ประตู มันสะท้อนเข้าที่กระจก เธอเลยหันขวับกลับไปหาเขา “..ฉันเหมือนคนบ้าไหมคะ?” สร้อยเพชรร้อยล้าน อัญมณีเม็ดเป้งที่หาซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้าพร้อมกับป้าย 9+ ถูกประโคมอยู่บนเรือนกายของเธอ ทั้งสร้อย ทั้งแหวน ต่างหูเธอมีเป็นคลัง มันถูกจัดเรียงวางเป็นระเบียบที่สุดในห้องราวกับย้ำเตือนและไม่อยากคิดลืมรากเง้าของตัวเอง มันคือของเล่นเครื่องประดับ ถูกวางเรียง และมีมากมายให้เลือกสรร ส่วนตู้เซฟที่มุมห้องนั้น.. ยังไม่เคยถูกเปิดหลังจากเกิดเหตุการณ์โศกนาฎกรรมนั้นขึ้น… อย่างมากเธอก็แค่ใส่รหัสมันและล็อคมันในสองสามวินาทีต่อมา… ﹎.εїз︷✿‧:﹎ กดเข้าชั้น กดใจ คอมเมนต์กันเนอะๆน๊าาาา เวลาคอมเมนต์น้อยนี่คนเขียนใจแป้วนะบอกก่อน อุตส่าห์เสริฟ์ให้นางเอกเป็นบ้าตั้งแต่ต้นเรื่องแบบนี้ ถ้าไม่ฟินกันนี่คนเขียนจะเป็นบ้าแทนแล้วนะ🤪 เมอิวอนนักอ่านที่น่ารักนะคะ กดใจวันละหนสองหนเป็นการระดมหัวจิตหัวใจให้กันสุดๆ กดเข้าชั้นด้วยนะคะ♥️🤏🏻ตอนพิเศษ3“เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อนะคะคุณ ที่สะไภ้อย่างเซรินเลี้ยงลูกได้ดีแบบนี้” วันเวลาผ่านมาสิบเจ็ดปี จริงอย่างที่หลายๆคนว่า อีกไม่กี่ปีก็ไม่เหลือใครอยู่ตรงนี้แล้ว.. ในห้องเรียบง่าย สะอาดสะอ้าน หญิงสาวแค่นไปทางสูงวัยจนใกล้ชรายืนมองรูปถ่ายรวมของครอบครัว..แต่ขอโทษที่ตาแก่ยายแก่อย่างฉันสองคนอายุยืนและยังไม่ตายไว ก็แค่ฉากๆนึงที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตได้ผ่านมาถึงจุดที่มองรูปถ่ายแล้วตกตะกอนกับอดีตนลินรัตน์เดินมาหาธวัชชัย สามีที่นั่งจิบกาแฟยามเช้าแบบทุกวัน แม้ร่างกายจะอ่อนแอลงแต่ยังไม่โรยรา สองตายายนั่งมองผ่านระเบียงที่เปิดอ้าซ่า ลมพัดในความสูงที่ชั้นสองของตัวบ้าน การเฝ้ามองเภริณและพิณวาถูกซ้อมอย่างหนักหน่วงเป็นเสมือนละครยามเช้าหลังลืมตาตื่นเห็นที่ว่าคนที่มีแววน่าจะฝากฝังกิจการบางภาคส่วนให้อย่างหมดห่วงน่าจะเป็นเภริณแฝดคนพี่ แม้จะอายุเพียงสิบเจ็ดปีแต่แฝดพี่คนนี้ได้พ่อมาเต็มๆ ป้องกันตัวดีเป็นที่หนึ่ง การตัดสินใจเด็ดขาด ไม่รักสวยรักงามทำทุกอย่างตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ แข็งแกร่ง“ฟู้ว์~ เสียงลมหายใจผ่อนปรนหลังจากการต่อสู้ประชิดตัวจบลง วันนี้เภริณทำได้ดีและทุกครั้งที่ซ้อมเสร็จเธอมักจะมีรอ
ตอนพิเศษ217ปีต่อมา…‘บาดแผลในใจก็ต้องเผชิญหน้าสิ’‘การยึดติดนั้นงดงามและเลอค่าจะตายไป’‘ก็นะ ชีวิตเป็นอะไรที่ไม่เข้าใจบ้างก็ได้’ประโยคที่ฉันพูดออกจากปาก ฉันยังไม่ทิ้งมันไป บาดแผลในใจ การยึดติด และชีวิตก็เป็นอะไรที่ไม่ต้องเข้าใจบ้างก็ได้แบบนั้น ฉันว่ามันคือความจริงของมนุษย์เลยนะ แต่ก็ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าประโยคง่ายๆที่เคยพูดออกไป กลับทำยากกว่าที่ผ่านมา หรือว่าเป็นเพราะฉันกำลังจะหายป่วยเหรอ?ไม่ชินเท่าไหร่เลยแฮะ ถ้าการที่อาการป่วยของฉันมันจะหายไปแล้วมันจะพรากความมั่นหน้ามั่นโหนกไปจากฉันด้วย ก็รู้สึกไม่โอเคเท่าไหร่ การใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวังจนเข้าขั้นระแวงเนี่ย ไม่ใช่วิถีของฉันเลยจริงๆ เฮ้ออ.. ยุติการรักษาดีไหมนะ? การเป็นคนที่สติไม่ดี ไม่เห็นต้องคิดอะไรเยอะแยะขนาดนี้เลยมาจนถึงตอนนี้หุ่นฉันก็กลับมาสวยเช้งน่ากระเด๊ะ น่าเจี๊ยะเหมือนเดิม เพราะฉันได้คลอดลูกสาวที่ค่อนข้างแสนรู้มาถึงสองคน ใช่.. ฉันได้ลูกแฝด แฝดหญิง ถือเป็นข่าวที่ดีมากสำหรับฉัน แต่ชีวิตของลูกสาวทั้งสองคงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบแน่ๆ เพราะทันทีที่รู้ว่าได้ลูกแฝดสาวสองคน แอชตันก็ต้องเร่งเริ่มโปรแกรมการเรียนการ
ตอนพิเศษ1หลายเดือนต่อมาอย่าหวัง! ว่าฉันจะเล่าเรื่องท้องโตเป็นลูกบอลให้ฟัง บอกเลยว่าร่างกายเล็กๆของฉันที่ต้องแบกสิ่งมีชีวิตที่ขึ้นชื่อว่าสายเลือดของตัวเองกับแอชตันมันหนักเอาการ จะกินจะนอนก็ลำบาก ไอ้เราก็วาดฝันแล้วว่าถ้าท้องจะมีชีวิตประดุจเจ้าหญิง ทั้งที่เกลียดทุกเรื่องเล่านิทานที่เกี่ยวกับเจ้าหญิงแต่ก็ไม่วายเสร่ออยากจะเป็น..เจ้าหญิง เขาไม่ได้ทำตัวขี้เดียจเกียจคร้าน นั่งกินนอนกินเสพภาษีประชาชนเฉยๆหรอกเหรอ นึกว่าชีวิตที่ฉันฝันจะใกล้เคียงกับสิ่งนั้นซะอีก เสียเวลาเคยอยากจะเป็นมาซะตั้งนาน แอชตันที่เพิ่งตื่นและหาเมียตัวเองไม่เจอเดินงัวเงียลงมาที่ชั้นล่าง ครัวที่เคยสะอาดสะอ้านเละเทะนิดหน่อย เศษขนมปังที่ตัดขอบไหม้ๆทิ้ง กับขนมปังปิ้งจนไหม้ที่ถูกทิ้งลงถังขยะอีกสามสี่แผ่น ไม่สิ.. เป็นสิบๆแผ่น เขายืนมองมันก่อนที่สมองแบลงค์ๆของเขาจะตื่นตัว“ขนมปังปิ้งไหม? ฉันปิ้งขนมปังไว้ให้แล้ว ซอสก็มีนะ ไข่ดาวทอดน้ำก็อยู่ตรงนู้น หยิบเอาเองแล้วกัน”“..ทำไมทำเยอะขนาดนี้”“เน้นบุฟเฟ่ต์จ่ะ^^” แอชตันถอนหายใจเล็กน้อย ใช่.. เธอทำทุกอย่างเหมือนเน้นให้อาหารเป็นบุฟเฟ่ต์ที่ตักเท่าไหร่ก็เติมได้ไม่อั้น.. หมายถึงของที่ทำเส
68 ปลดล็อค END“..ผมชอบเธอ~” ท่ามกลางความมืดหลังงานเเต่งเสร็จสิ้น เสียงละเมอของแอชตันปลุกให้ฉันตื่น ดูมีความสุขจนล้นอกเลยน๊าา เซรินพลิกตัวนอนคว่ำในชุดนอนแขนขายาว มองจ้องใบหน้าคมคายคาตาไม่ละไปไหน ก่อนจะใช้ปลายนิ้วแตะสันจมูกโด่งจนอีกฝ่ายรู้สึกตัวเหล่มอง“ถึงขนาดสารภาพรักในฝันเลยนี่ แสดงว่าชอบเธอมากเลยสินะ?”“อืม ชอบมาก”“ระหว่างคนในฝันกับฉันคนนี้ชอบใครมากกว่ากัน?”“..ก็ต้องคนที่เก็บเอามาฝันสิ” เซรินจากที่ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มเพราะกำลังคิดว่าคนคนนั้นคือตัวเอง ดึงตึงขมวดอารมณ์และรอยยิ้มหายไปฉันพลัน “ชิ๊ โยกจนเอวแทบหักนายบอกชอบคนในฝัน ให้ตายสิหย่ากันเลยไหม” มาเฟียหนุ่มแค่นขำสวมรั้งกอดเอวบางๆที่ต้องระวังเป็นพิเศษ หากเป็นแบบทุกทีเขาคงจะเติมเต็มคำรักจนฉ่ำแฉะ แต่ตอนนี้เห็นทีจะไม่ได้ “ฉันชอบเธอ”“….”“หมายความว่าฉันรักเธอ จะไปเก็บผู้หญิงที่ไหนมาฝันล่ะ” เซรินที่ทำทีงอแงเริ่มตระหนักนิ่ง“..ตาสว่างแล้วสิท่า”“ตาสว่าง?”“ก็ตระหนักถึงความเป็นจริงไง เหมือนฝันบ้าๆอยู่แต่แล้วก็ตื่นจากฝัน”“อื้มมม~”“เรื่องง่ายๆไม่เข้าใจได้ยังไง” แอชตันแค่นเสียงขำในลำคอ “มีนมให้จับมีตูดให้บีบ ถ้ายังเอาแต่ฝันถึงผ
67 ไม่ควรตาย ต๊อก แต๊ก ต๊อก แต๊ก.. เซรินก้าวเดินตามหมอทิวอย่างว่าง่าย “นี่ฉันเป็นโรคร้ายหรือเปล่าค๊ะ? แบบว่า จะตายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า?”“ทำไมคุณถึงคิดแบบนั้น”“ก็ไม่รู้สิ ฉันไม่ใช่ลูกรักของสิ่งที่เรียกโชคชะตานี่ ที่ถามนี่จะได้เผื่อใจ พ่อแม่ตาย สมบัติก็ล้มละลายจนเป็นบ้าสุดท้ายตายเพราะมะเร็ง โศกนาถกรรมชีวิตสุดๆ”“….” และเพราะหมอทิวเอี้ยวมองคนที่เดินตามเล็กน้อย เซรินที่ยังตาแป๋วก็ตอบกลับไปด้วยความมั่นใจ“ชีวิตบัดซบมักเกิดกับตระกูลที่มั่งคั่งค่ะ ไม่เคยได้ยินเหรอคะ ชีวิตคนรวยมักจะไม่มีความสุข เหมือนโดนกลั่นแกล้งเลยนะ เกิดมามีพร้อมทุกอย่าง เงินทองก็ใช้ทั้งชาติไม่หมดซื้อได้ทุกอย่างที่ต้องการ แต่กลับซื้อความสุขไม่ได้ ต้องควานหาเอง” เซรินเต๊ะท่าคิดเล็กน้อยในขณะที่เดินตาม“ก็ถ้าให้เกิดมาเพรียบพร้อมขนาดนี้ ก็น่าจะเสริฟ์ความสุขให้ถึงที่แบบนั้นสิ ชีวิตรวยๆถึงจะมีค่า”“ฮ่า คุณนี่เข้าใจพูดจังนะครับ ไม่แปลกใจที่ไอ้แอชมันเลือกคุณ”“ก็นะไม่ใช่ว่าฉันเข้าใจพูดสักนิด ยัยนักเขียนนั่นแหละมั้งที่สั่งให้ฉันพูด”“ฮ่าๆ นี่ผมหลุดเข้ามาในนิยายที่มีคุณเป็นนางเอกสินะครับ”“จริงๆก็ไม่อยากจะเป็นนางเอกหรอกนะ เ
66อาการออกพิธีการแต่งงานยิ่งใหญ่แต่กลับมีความเรียบง่ายเกิดขึ้นแบบฉับพลัน เหมือนเซรินเธอต้องการความยิ่งใหญ่เพียงเพราะเธอกำลังปกปิดบาดแผลทางใจที่ตัวเองมีแบบไม่รู้ตัว ถือว่าเป็นบุญพาวาสนาส่งของเซรินจริงอย่างว่า เพราะถ้าคนที่แต่งงานด้วยเป็นคนปกติทั่วๆไป ต่อให้ขายบ้านขายรถ ก็เหมือนจะเนรมิตทางเข้างานที่อลังการแบบนี้ไม่ได้ แต่เบื้องหลังคือแอชตันเองก็คอยปรึกษาจิตแพทย์ที่ทำการรักษาเซรินอยู่เสมอเรื่องที่จนป่านนี้แล้ว อาการโอเวอร์แอคติ้งของเธอมันยังไม่หายไป และได้คำตอบที่เรียบง่ายแล้วเข้าใจได้ง่ายที่สุดกลับมา‘เข้าใจเธอหน่อยนะคะ มันเป็นการปกปิดบาดแผลในจิตใจของเธอในรูปแบบหนึ่งค่ะ’ใช่.. ใช้เงินเขาปกปิดบาดแผลทางใจไปเป็นล้านๆ อย่างว่า.. บาดแผลทางใจคนเรามีราคาไม่เท่ากันหลังจากที่ได้รู้เรื่องรู้ราวกันว่าที่ผ่านมา ที่อาการของเซรินรุ้มๆดอนๆมาตลอดก็เป็นเพราะโรสิตาหรือผู้ดูแลโรสด้วย ที่คอยให้ยากระตุ้นอาการอยู่เสมอ ทำให้อาการที่ควรจะหายไวกลับหายช้าแบบต้องรอคอยเวลา แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับแอชตันอีกแล้ว เขารู้แล้วว่าเขาควรสยบเธอด้วยวิธีไหน และควรทำยังไงให้เธอพอใจและไม่เสียใจกับเรื่องที่ละเอียดอ่อนอ







