INICIAR SESIÓNข้าวหอมยื่นมือออกไปรับปากกา ปลายนิ้วสัมผัสกับความเย็นเยียบของด้ามโลหะ มือของเธอสั่นเทาอย่างไม่อาจ
"จำไว้ว่านี่คือสิ่งที่พี่ชายมึงทำไว้กับพวกกู"เขากระซิบเสียงเหี้ยมชิดใบหูเล็ก ก่อนจะปลดกางเกงยีนส์ของตัวเองออกอย่างเร่งรีบพายุจับแก่นกายแข็งขืนจ่อประชิดช่องทางคับแคบที่ปิดสนิท เขาไม่มีความคิดที่จะเบิกทาง ไม่สนใจว่าเธอจะพร้อมหรือไม่ แรงโทสะสั่งให้เขากดแทรกตัวตนเข้าไปในทันที หมายจะลงโทษให้เธอเจ็บปวดจนจำฝังใจทว่า... ร่างกายของเขากลับชนเข้ากับสิ่งกีดขวางบางอย่างที่แน่นสนิทพายุชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก ความคับแน่นบีบรัดตัวตนของเขาจนปวดหนึบไปทั้งลำ"อึก... กรี๊ดดด!"เสียงกรีดร้องสั้นๆ แหลมสูงหลุดออกมาจากลำคอของข้าวหอม ร่างบางใต้ร่างเขาเกร็งกระตุกอย่างรุนแรง แผ่นหลังแอ่นโค้งขึ้นจากเบาะหนัง นิ้วเท้าจิกแน่นเข้าหากันจนเกร็ง ใบหน้าเนียนบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดทรมานเกินขีดจำกัด หยาดน้ำตาที่เธอพยายามสะกดกลั้นมาตลอดทางไหลพรากลงมาอาบสองแก้มอย่างไม่อาจห้ามได้พายุขมวดคิ้วแน่น เม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามไรผม เขาก้มลงมองจุดเชื่อมต่อของร่างกายเบื้องล่างบนเบาะโซฟาหนังสีดำสนิท มีรอยเลือดสีแดงสดหยดลงมาเป็นดวงเล็กๆ ไหลซึมเปรอะเปื้อนเรียวขาด้านในของเธอ
ข้าวหอมยื่นมือออกไปรับปากกา ปลายนิ้วสัมผัสกับความเย็นเยียบของด้ามโลหะ มือของเธอสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุมได้ แต่เธอกัดริมฝีปากล่างของตัวเองแน่น กลิ่นคาวเลือดจางๆ คลุ้งในปากช่วยสะกดความกลัวเอาไว้ ปลายปากกาจรดลงบนพื้นกระดาษสีขาว ตวัดเขียนชื่อและนามสกุล 'ข้าวหอม สุริยวงศ์' ลงไปอย่างชัดเจน หนักแน่นทันทีที่เธอวางปากกาลงบนโต๊ะหมับ!มือหยาบกร้านของพายุกระชากต้นแขนของเธออย่างแรงจนร่างบางเซถลาเข้าไปปะทะแผงอกแข็งแกร่ง ข้าวหอมหลุดเสียงร้องสั้นๆ ในลำคอด้วยความเจ็บแปลบ นิ้วมือของเขาบีบลึกเข้าไปในเนื้อเนียนจนแทบขึ้นรอยนิ้ว"เซ็นแล้วก็เลิกเล่นละครเป็นผู้เสียสละได้แล้ว" พายุก้มลงกระซิบชิดริมหู น้ำเสียงดุดันและแววตาวาวโรจน์ด้วยความแค้นที่อัดแน่น "ตามกูมาที่ห้อง... คืนนี้มึงต้องเริ่มจ่ายดอกเบี้ยงวดแรก ถอดเสื้อผ้าออกให้หมด อย่าให้กูต้องพูดซ้ำสอง"แรงดึงมหาศาลลากเธอให้ก้าวเดินตามจังหวะเท้าที่รวดเร็วของเขา มุ่งหน้าตรงไปยังทางเดินมืดสลัวที่ทอดตัวสู่ปีกซ้ายของเพนต์เฮาส์ ข้าวหอมทำได้เพียงหันกลับไปมองเบื้องหลัง โต๊ะกระจกตัวนั้นยังคงมีโฉนดที่ดินของแม่วางอยู่ ศิลากำ
"พี่จำได้ว่าเมื่อก่อน ตอนไอ้เข้มมันพาเรามาส่งขนมที่อู่ เรายังตัวเล็กนิดเดียว พูดอะไรก็นิ่งเงียบ ก้มหน้ามองแต่ปลายเท้า... วันนี้กลับกล้าแบกหน้ามายืนต่อรองกับพวกพี่ถึงที่นี่ ทิ้งให้ตากฝนจนตัวสั่นปากซีดขนาดนี้ พี่เข้มของเธอนี่ใจดำไม่เปลี่ยนเลยนะ ทิ้งน้องสาวหน้าตาน่ารักไว้รับเคราะห์แทนคนเดียว ไม่กลัวพวกพี่จับขึงไว้แล้วโยนลงมาจากชั้นห้าสิบเอ็ดบ้างหรือไง หืม?"ข้าวหอมเบนสายตาไปสบตากับอคิน ดวงตากลมโตของเธอวาวแสงด้วยความเด็ดเดี่ยว"ถ้าพวกคุณคิดจะโยนฉันลงไปจริงๆ คงไม่สั่งให้คนไปรับตัวฉันมาอย่างสุภาพ และคงไม่ปล่อยให้ฉันยืนพูดอยู่ตรงนี้ตั้งแต่แรกหรอกค่ะ"อคินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่มุมปากลึกขึ้นกว่าเดิม เขาส่งเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอคล้ายถูกใจในคำตอบศิลาที่นั่งนิ่งมาตลอดเอื้อมมือไปหยิบโฉนดที่ดินขึ้นมา ปลายนิ้วเรียวยาวพลิกหน้ากระดาษอย่างทะนุถนอม สายตาคมกริบไล่อ่านตัวเลข แปลงที่ดิน และตราประทับสีแดงด้วยความรวดเร็วและเป็นระบบ"ทำเลชานเมือง ติดคลองซอย สภาพคล่องต่ำมาก" ศิลาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ปราศจากอารมณ์โกรธเกรี้ยวแบบพายุ หรือหยอกเย้าแบบอคิน "หาก
เสียงสายฝนกระหน่ำซัดกระจกนิรภัยบานยักษ์ของเพนต์เฮาส์ชั้นห้าสิบเอ็ดส่งเสียงรัวถี่ไม่ขาดสาย ละอองน้ำเบื้องนอกบดบังทัศนียภาพแสงสีของกรุงเทพมหานครจนเหลือเพียงฝ้าหมอกสีเทาหม่น ไอความเย็นเยียบจากระบบปรับอากาศส่วนกลางแผ่ลงมากระทบผิวกายอย่างต่อเนื่อง เสื้อเชิ้ตสีขาวเนื้อบางที่เปียกชื้นแนบสนิทไปกับแผ่นหลังจนรู้สึกเหนอะหนะ ปลายนิ้วมือทั้งสองข้างของข้าวหอมเย็นเฉียบจนซีดขาว เธอออกแรงกอดซองพลาสติกกันน้ำแนบอกแน่นขึ้น แผ่นพลาสติกส่งเสียงกรอบแกรบแผ่วเบาท่ามกลางความเงียบงันที่แสนอึดอัดพื้นที่ห้องรับแขกขนาดหลายร้อยตารางเมตรตกแต่งด้วยหินอ่อนสีดำขัดมันและเฟอร์นิเจอร์สั่งทำพิเศษ แสงไฟวอร์มไวท์จากโคมไฟตั้งพื้นดีไซน์มินิมอลทอดเงาทอดยาวไปบนพื้น ทว่าความหรูหราโอ่อ่ากลับไม่ได้ช่วยบรรเทาความหนาวเหน็บที่กำลังกัดกินเข้าไปถึงขั้วหัวใจตรงข้ามกับเธอ ชายหนุ่มสามคนนั่งอยู่บนโซฟาหนังแท้ยาวตัวใหญ่ แต่ละคนแผ่รังสีคุกคามจนอากาศรอบตัวคล้ายจะจับตัวเป็นก้อนแข็งศิลานั่งอยู่ตรงกลาง ลำตัวตั้งตรงสงบนิ่ง ขาเรียวยาวภายใต้กางเกงสแล็กสีเทาเข้มพาดทับกันอย่างมีระเบียบ นิ้วมือขาวสะอาดขยับแว่นสายตากรอบเงินขึ้นช
"พ...พี่ๆ ทำอะไรกันคะ คุกเข่าทำไม" อินทิราละล่ำละลักถาม มือบางยกขึ้นปิดปากตัวเองด้วยความตกใจและคาดไม่ถึงเทมส์ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูท หยิบกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มออกมาเปิดช้าๆ ภายในกล่องไม่ได้มีแหวนเพชรเม็ดชูใหญ่โตอลังการเพียงวงเดียว แต่มันกลับมีแหวนทองคำขาวดีไซน์เรียบหรูสามวง ที่ถูกออกแบบมาให้ส่วนโค้งเว้าของแต่ละวงสามารถสอดประสานประกบเข้าด้วยกันได้อย่างพอดิบพอดีจนกลายเป็นแหวนวงเดียวที่สมบูรณ์แบบอินทิรามองแหวนในกล่องสลับกับใบหน้าของผู้ชายทั้งสาม น้ำตาแห่งความตื้นตันเริ่มรื้นขึ้นมาที่ขอบตาอย่างห้ามไม่อยู่
"หนูนอนอิ่มแล้วใช่ไหม หิวหรือเปล่า""นิดหน่อยค่ะ แต่เดี๋ยวอินค่อยไปหาอะไรในตู้เย็นกินก็ได้" อินทิราลูบเส้นผมสีเข้มของเทมส์อย่างเบามือ สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านมาจากร่างกายของเขา "เมื่อกี้พวกพี่คุยอะไรกันคะ อินแอบได้ยินเสียงพี่กฤตหัวเราะดังเชียว"เทมส์เงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตากลมโต นัยน์ตาคมกริบของเขาสะท้อนแสงไฟยามค่ำคืน "คุยเรื่องของหนูนั่นแหละ พี่กฤตมันยอมรับพวกพี่เต็มร้อยแล้วนะ มันฝากให้พวกพี่ดูแลหนูให้ดีที่สุด"อินทิรายิ้มกว้าง รอยยิ้มที่สดใสและปราศจากความกังวลใดๆ "อินรู้มาตั้งนานแล้วค่ะว่าพี่กฤตยอมรับพวกพี่ แค่เขาฟอร์มจัดไปหน่อยเท่านั้นเอง""งั้นหนูก็รู้ใช่ไหม... ว่าพวกพี่รักหนูมากแค่ไหน" เทมส์กระซิบเสียงพร่า ริมฝีปากหยักประทับจูบลงบนหน้าท้องของเธอผ่านเนื้อผ้าชุดนอน"รู้สิคะ... ถ้ายิ่งกว่านี้อินคงต้องตั้งศาลพระภูมิให้พวกพี่แล้วล่ะ" หญิงสาวตอบติดตลก สอดประสานนิ้วเข้ากับมือใหญ่ของเขาเทมส์หัวเราะในลำคอ ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพร้อมกับช้อนร่างเล็กขึ้นอุ้มในท่าเจ้าสาวอย่างง่ายดาย "งั้นเราเข้าไปข้างในกันเถอะ ปล่อยให้ผู้ชายสามคนนี้นอ







