تسجيل الدخول"กูฝากน้องไว้กับพวกมึงดูแล... ไม่ใช่ให้พวกมึงมาทำแบบนี้!" เมื่อ 'อินทิรา' ต้องย้ายเข้ามาอยู่ใต้ชายคาเดียวกับกลุ่มเพื่อนสนิทของพี่ชาย เพื่อความปลอดภัยระหว่างที่พี่ชายไปทำงานต่างประเทศ เธอตั้งใจจะทำตัวให้ลีบเล็กที่สุด ไม่เป็นภาระ และไม่สร้างความวุ่นวาย แต่ใครจะไปคิดว่าเซฟโซนที่พี่ชายฝากฝังไว้ จะเต็มไปด้วยผู้ชายอันตรายถึงสามคน... 'เทมส์' แฝดพี่ผู้นิ่งขรึมและอ่านใจคนทะลุปรุโปร่ง 'ไทม์' แฝดน้องผู้แพรวพราวและหลอมละลายกำแพงด้วยรอยยิ้ม และ 'วี' ช่างซ่อมรถสายเถื่อนที่กางปีกปกป้องเธอจากทุกสิ่ง ภายใต้พื้นที่จำกัด ความใกล้ชิดนำไปสู่ความหวั่นไหว และเส้นแบ่งคำว่า น้องสาวเพื่อน ก็ถูกข้ามผ่านไปในค่ำคืนที่ความปรารถนาอยู่เหนือเหตุผล ความสัมพันธ์ลับๆ แบบสี่คนเริ่มต้นขึ้น พร้อมกับปมในใจของอินทิราที่กลัวการถูกทิ้งขว้างเมื่อถึงเวลาที่ต้องตื่นจากฝัน พวกเขาทั้งสามจะทำอย่างไร เมื่ออุปสรรคชิ้นใหญ่ไม่ใช่แค่หญิงสาวโปรไฟล์ดีที่พยายามเข้ามาแทรกแซง แต่คือความกลัวในใจของผู้หญิงที่พวกเขารัก และความโกรธของพี่ชายที่พร้อมจะพรากเธอกลับไปทุกเมื่อ!
عرض المزيد"ไอ้เทมส์ มึงฟังกูให้ดีนะ ช่วงที่กูไม่อยู่ ห้ามมึงพาสาวที่ไหนมาค้างที่นี่เด็ดขาด แล้วก็บอกไอ้สองคนนั้นด้วยว่าห้ามมามั่วสุมปาร์ตี้ดึกดื่น น้องกูต้องการความสงบ"
เสียงเข้มของกฤตดังขึ้นกลางห้องนั่งเล่นกว้างขวางของเพนต์เฮาส์หรูใจกลางเมือง เจ้าของร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีเข้มกำลังยืนเท้าเอว สีหน้าจริงจังขั้นสุดจนคิ้วขมวดเข้าหากัน สายตาคมกริบจ้องมองเพื่อนสนิทที่นั่งไขว่ห้างจิบกาแฟอยู่บนโซฟาหนังสีดำสนิท
เทมส์วางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้าอย่างเชื่องช้า ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะเรียบเฉยอยู่เป็นนิจไม่ได้แสดงอาการเดือดเนื้อร้อนใจอะไร เขาสบตาเพื่อนสนิทพลางตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"มึงพูดประโยคนี้มารอบที่สิบแล้วไอ้กฤต กูรู้แล้วน่า กูรับปากมึงแล้วไงว่าจะดูแลน้องมึงให้"
"ให้มันจริงเหอะ กูรู้สันดานพวกมึงดี" กฤตชี้หน้าเพื่อนเรียงตัว เริ่มจากเทมส์ที่นั่งนิ่งสงบ ถัดมาคือไทม์ แฝดน้องของเทมส์ที่กำลังนั่งกดโทรศัพท์มือถือยิ้มกริ่ม และสุดท้ายคือวี ชายหนุ่มร่างหนาในชุดเสื้อยืดสีดำกางเกงยีนส์ขาดเข่าที่กำลังนั่งพิงพนักโซฟาหลับตาหน้าตาเฉย "โดยเฉพาะมึงไอ้ไทม์ ผับมึงน่ะสาวเยอะ อย่ากระเตงใครมาให้เกะกะสายตาน้องกูเด็ดขาด"
ไทม์เงยหน้าขึ้นจากหน้าจอโทรศัพท์ เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะในลำคอ "อะไรของมึงวะไอ้กฤต กูแยกแยะออกน่าว่าอะไรเป็นอะไร นี่น้องสาวมึงนะ กูเห็นมาตั้งแต่ใส่คอซอง มึงจะหวงอะไรนักหนา กูไม่จับน้องมึงกินหรอกน่า"
"ไอ้สัส ปากมึงนี่นะ" กฤตสบถเบาๆ ก่อนจะหันไปหาเพื่อนอีกคน "ไอ้วี มึงก็เหมือนกัน เวลามาที่นี่ก็หัดพูดจาให้มันเข้าหูคนหน่อย น้องกูไม่ใช่ลูกน้องในอู่มึงนะโว้ย"
วีลืมตาขึ้นช้าๆ นัยน์ตาดุดันมองตรงมาที่กฤต "กูยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ มึงจะบ่นหาพระแสงอะไรนักหนาวะ รีบๆ ไสหัวไปสนามบินได้แล้วไป เดี๋ยวก็ตกเครื่องหรอก"
อินทิรา หรือ อิน หญิงสาววัยยี่สิบสี่ปี ยืนจับหูหิ้วกระเป๋าเดินทางใบโตของตัวเองแน่น เธอลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความรู้สึกเกร็งจนทำตัวไม่ถูก บรรยากาศตรงหน้าคือการรวมตัวของผู้ชายตัวโตสี่คนที่สาดคำพูดใส่กันไปมาด้วยสรรพนามดิบตามประสาเพื่อนสนิท แม้เธอจะคุ้นหน้าคุ้นตาเพื่อนของพี่ชายกลุ่มนี้มาบ้างตั้งแต่สมัยเรียน แต่ก็เป็นการเจอกันแค่ผิวเผินเวลาพี่ชายพาไปกินข้าว ไม่เคยต้องมาอยู่ร่วมชายคาเดียวกันแบบนี้
ถ้าไม่ใช่เพราะบริษัทที่ยุโรปมีปัญหาด่วนจนพี่ชายต้องบินไปจัดการเป็นเดือน และคอนโดของเธอกำลังอยู่ในช่วงซ่อมแซมระบบน้ำทิ้ง บวกกับกลัวว่าโรคจิตตามระรานพอดี พี่กฤตคงไม่บังคับให้เธอย้ายมาอยู่ที่เพนต์เฮาส์ของพี่เทมส์แบบมัดมือชกขนาดนี้
"อิน"
เสียงเรียกของพี่ชายทำให้อินสะดุ้งเล็กน้อย เธอเงยหน้าขึ้นสบตากฤตที่เดินเข้ามาหาพร้อมกับวางมือลงบนศีรษะของเธอเบาๆ
"พี่ไปก่อนนะ มีปัญหาอะไรก็บอกไอ้เทมส์มันได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ ถือซะว่าที่นี่เป็นบ้านเรา มันน่ะรบกวนพี่เยอะกว่านี้อีก" กฤตลดเสียงลงให้อ่อนโยนขึ้นเมื่อคุยกับน้องสาว "ส่วนเรื่องอาหารการกิน ไอ้พวกนี้มันสั่งเข้ามากินกันทุกวันอยู่แล้ว อินอยากกินอะไรก็ฝากพวกมันสั่งได้เลย หรือถ้าอยากทำกินเองก็ตามสบาย"
"อินเกรงใจพี่ๆ เขานี่คะพี่กฤต อินไปเช่าโรงแรมอยู่ก่อนก็ได้ อินดูแลตัวเองได้จริงๆ นะ" อินประท้วงเสียงแผ่ว พยายามโน้มน้าวพี่ชายเป็นครั้งสุดท้าย เธอไม่อยากเป็นภาระและไม่อยากทำลายพื้นที่ส่วนตัวของผู้ชายกลุ่มนี้
"ไม่ได้ พี่ไม่ไว้ใจให้เราไปนอนที่อื่นคนเดียว ถ้าไอ้เหี้ยนั่นมันตามเราจะทำไง" กฤตปฏิเสธเสียงแข็งทันที "อยู่ที่นี่แหละ ปลอดภัยที่สุดแล้ว มีไอ้หมาบ้าสามตัวนี้คอยเฝ้า ไม่มีใครกล้าทำอะไรอินหรอก"
อินลอบถอนหายใจ รู้ดีว่าไม่มีทางขัดใจพี่ชายจอมเผด็จการคนนี้ได้ เธอพยักหน้ารับช้าๆ "ก็ได้ค่ะ พี่กฤตเดินทางปลอดภัยนะคะ ถึงแล้วทักไลน์มาบอกอินด้วย"
กฤตพยักหน้า รวบตัวน้องสาวเข้ามากอดเร็วๆ หนึ่งทีก่อนจะหันไปมองหน้าเพื่อนสนิททั้งสามคนอีกครั้งด้วยสายตาคาดโทษ "กูฝากด้วยนะ ถ้ากลับมาแล้วน้องกูมีรอยขีดข่วนแม้แต่นิดเดียว พวกมึงเตรียมตัวตายหมู่ได้เลย"
พูดจบกฤตก็คว้ากระเป๋าเอกสารของตัวเองแล้วเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้อินยืนเค้งคว้างอยู่กลางห้องนั่งเล่นกว้างใหญ่ที่ตอนนี้ตกอยู่ในความเงียบงัน
อินก้มหน้ามองปลายเท้าตัวเอง สองมือบีบเข้าหากันแน่น ความรู้สึกอึดอัดเริ่มก่อตัวขึ้นในช่องท้อง เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เตรียมจะเอ่ยปากขอตัวเอาของเข้าไปเก็บในห้อง แต่ยังไม่ทันได้ขยับตัว ร่างสูงโปร่งของใครคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า
"มา พี่ช่วยถือ"
เสียงทุ้มติดจะขี้เล่นดังขึ้นพร้อมกับมือเรียวยาวที่เอื้อมมาดึงหูหิ้วกระเป๋าเดินทางไปจากมือเธอ อินเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าเป็นไทม์ เขาส่งยิ้มกว้างมาให้ นัยน์ตาพราวระยับของเขาทำให้บรรยากาศที่ดูตึงเครียดเมื่อครู่ผ่อนคลายลงทันที
"เอ่อ... ไม่เป็นไรค่ะพี่ไทม์ กระเป๋ามันหนัก อินลากเองได้ค่ะ" อินรีบปฏิเสธ เกรงใจจนหน้าเสีย
"พี่แข็งแรง" ไทม์ขยิบตาให้หนึ่งที ทำเอาอินเผลอเม้มปากแน่น "ห้องแขกอยู่ทางขวา เดินตามพี่มาเลยคนเก่ง"
"นี่ใครแท็กรูปอะไรมาหาพี่ไทม์เนี่ย" อินทิราพยายามบังคับน้ำเสียงไม่ให้สั่น เธอชะโงกหน้ามองโทรศัพท์ที่ถูกคว่ำลงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถามและความหวาดระแวง "มีอา... คือใครคะ?"คำถามของอินทิราดังก้องอยู่ในความเงียบของห้องนั่งเล่น สายตาของหญิงสาวเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและเรียกร้องคำตอบอย่างชัดเจน ไทม์ลอบกลืนน้ำลายลงคอ เขาไม่ได้ทำอะไรผิด แต่เขารู้ดีว่าชื่อของผู้หญิงคนนี้มีผลกระทบต่อความรู้สึกของคนตรงหน้ามากแค่ไหน"ไม่มีอะไรหรอกหนู แค่คนรู้จักทางธุรกิจน่ะ" ไทม์รีบตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พยายามส่งยิ้มบางๆ เพื่อคลายความกังวลของเธอ "คงแท็กรูปตอนที่เจอกันในงานอีเวนต์เมื่ออาทิตย์ก่อน พี่ไม่ได้สนใจหรอก""คนรู้จักทางธุรกิจ... แต่แท็กรูปส่วนตัวมาเนี่ยนะคะ" อินทิราเสียงแผ่วลง เธอไม่ได้อยากทำตัวเป็นผู้หญิงงี่เง่าขี้หึง แต่ความกลัวที่ซุกซ่อนอยู่ในใจมันสั่งให้เธอปกป้องตัวเองด้วยการตั้งกำแพงขึ้นมาอีกครั้งวีรวิชญ์ที่นั่งฟังอยู่อดรนทนไม่ไหว ชายหนุ่มร่างหนาพ่นลมหายใจออกทางจมูกแรงๆ มือสากกร้านเอื้อมมาจับข้อเท้าของอินทิราแล้วบีบเบาๆ เพื่อดึงสติ "มึงอย่าไปคิดมากอิน ไอ้ไทม์มันก็มีสังคมของมัน พวกผู้หญิงพวกนั้นก็
อินทิราส่ายหน้าไปมาด้วยความอ่อนใจ แต่พวงแก้มกลับซับสีเลือดฝาดอย่างปิดไม่มิด เธอจัดการตักหมูทอดกระเทียมและกับข้าวอีกสองสามอย่างใส่จานเปล จัดเรียงอย่างสวยงามแล้วยกไปวางบนโต๊ะอาหารเมื่อเห็นอาหารจัดวางเรียบร้อย วีรวิชญ์ก็โยนโทรศัพท์มือถือทิ้งลงบนโซฟาแล้วลุกเดินเดินก้าวยาวๆ เข้ามาที่โต๊ะทันที เขาทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามกับอินทิรา คว้าช้อนส้อมมาตักข้าวสวยร้อนๆ ใส่จานของตัวเองอย่างรวดเร็วมื้ออาหารดำเนินไปอย่างเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นที่อินทิราไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต ผู้ชายทั้งสามคนสลับกันคีบกับข้าวใส่จานของเธอจนพูนเป็นภูเขาลูกย่อมๆ"กินเข้าไปเยอะๆ มึงผอมจนลมจะพัดปลิวอยู่แล้วอิน ตัวมีแต่กระดูก" วีรวิชญ์ตักเนื้อหมูชิ้นโตวางแหมะลงบนข้าวของเธอ น้ำเสียงหยาบกระด้างตามนิสัยแต่แฝงไปด้วยความห่วงใยอย่างปิดไม่มิด"แค่นี้อินก็อ้วนจะแย่แล้วนะคะพี่วี ขืนกินหมดนี่พุงออกพอดี" อินทิราบ่นอุบอิบ มองจานข้าวตัวเองด้วยความหนักใจ"อ้วนตรงไหน พี่ว่ากำลังจับถนัดมือเลย" ไทม์ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ สายตากรุ้มกริ่มกวาดมองทรวดทรงของหญิงสาวจนอินทิราต้องถลึงตาใส่ เขาหัวเราะชอบใจก่อนจะแกะกุ้งตัวโตวางลงในจานของเธอเพิ
อินทิรามองตามแผ่นหลังของพวกนั้นไปก่อนจะหันกลับมาหาวีรวิชญ์ เธอรู้ว่าเขาพร้อมจะปกป้องเธอเสมอ แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ "พี่วี... อย่าไปมีเรื่องเลยนะคะ อินไม่อยากให้พี่เจ็บตัว"วีรวิชญ์ละสายตาจากทิศทางนั้น หันกลับมามองหน้าเธอ อารมณ์หงุดหงิดในดวงตาคลายลงเล็กน้อยเมื่อเห็นแววตากังวลของหญิงสาว"กูไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย แค่มองหน้าพวกแม่งเฉยๆ" เขาตอบเสียงเรียบ หยิบช้อนขึ้นมาตักข้าวต่อ "ใครใช้ให้มึงเกิดมาหน้าตาน่าดึงดูดสายตาพวกมันล่ะ ขืนกูปล่อยให้มันมองมึงฟรีๆ กูก็ไม่ใช่ลูกผู้ชายแล้ว"คำพูดตรงไปตรงมาของเขาทำให้อินทิราเผลอยิ้มออกมา มันเป็นประโยคที่ฟังดูห่ามๆ แต่กลับแฝงความหวงแหนไว้เต็มเปี่ยม เธอรู้สึกว่าตัวเองมีค่าและได้รับการปกป้องอย่างสมบูรณ์แบบเมื่ออยู่ข้างผู้ชายคนนี้หลังจากจัดการมื้อหลักเสร็จ วีรวิชญ์ก็จ่ายเงินและเดินนำอินทิราไปเดินย่อยอาหารตามทางเท้าระหว่างร้านค้าต่างๆ เขายอมให้เธอแวะซื้อขนมจุกจิกกินเล่นไปตลอดทาง ชายหนุ่มเดินซ้อนอยู่ด้านหลังคอยกันไม่ให้คนที่เดินสวนมาชนเธออินทิราหยุดยืนอยู่หน้าร้านลูกชิ้นปิ้ง กลิ่นน้ำจิ้มรสเด็ดหอมยั่วน้ำลาย เธอจัดการซื้อลูกชิ้นเอ็นหมูมาสองไม้ เดินไปส่งยิ้มหวานไ
ผ่านไปเพียงไม่กี่วันก็ถึงคิวของวีรวิชญ์ที่จะได้ใช้เวลาอยู่กับอินทิราตามข้อตกลงที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเงียบๆค่ำคืนนี้อินทิราไม่ต้องปวดหัวกับการเลือกชุดเดรสหรือแต่งหน้าทำผมให้วุ่นวาย เพราะข้อความสั้นๆ ห้วนๆ ที่ถูกส่งเข้ามือถือเธอเมื่อตอนหัวค่ำมีใจความแค่ว่า 'ใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ อีกสิบนาทีลงมารอข้างล่าง' หญิงสาวจึงหยิบเสื้อยืดสีขาวตัวเก่งและกางเกงยีนส์ขายาวมาสวมทับอย่างรวดเร็ว รวบผมหางม้าลวกๆ แล้วเดินลงไปที่ลานจอดรถของคอนโดบิ๊กไบค์คันใหญ่สีดำด้านจอดสตาร์ทเครื่องยนต์รออยู่แล้ว วีรวิชญ์มาในชุดเสื้อยืดสีดำรัดรูปอวดมัดกล้ามและรอยสักที่ท่อนแขน กางเกงยีนส์สีซีดขาดเข่า และรองเท้าบูตหนังคู่ใจ ทันทีที่เห็นร่างเล็กเดินเข้ามาใกล้ เขาก็โยนหมวกกันน็อกแบบเต็มใบสีดำอีกใบส่งให้เธอรับไว้แทบไม่ทัน"ใส่ซะ คืนนี้กูจะพาไปแว้น" วีรวิชญ์บอกห้วนๆ ก่อนจะตวัดขาคร่อมรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่อินทิราสวมหมวกกันน็อกอย่างรู้หน้าที่ เธอก้าวขึ้นซ้อนท้ายอย่างคล่องแคล่วกว่าครั้งแรกมาก สองมือบางสอดเข้ากอดเอวสอบของชายหนุ่มด้านหน้าโดยอัตโนมัติ ร่างกายเบียดชิดจนแผ่นอกของเธอแนบไปกับแผ่นหลังกว้าง วีรวิชญ์ก้มมองมือเล็กที่รัดเอวเขาอ





