로그인เมื่อเส้นทางรักเดินทางมาถึงจุดที่ความเฉยชาเข้ามาแทนที่ความใส่ใจ 'แพรไหม' จึงเลือกที่จะหันหลังให้กับผู้ชายที่เธอเคยรักหมดหัวใจ พร้อมกับเก็บซ่อนความลับเรื่อง ‘ลูก’ เอาไว้เพียงลำพัง
더 보기กลิ่นหอมของกาแฟคั่วเข้มผสมนมสดลอยแตะจมูก แพรไหมผลักประตูกระจกออฟฟิศเข้ามาพร้อมแก้วกาแฟสองใบในมือ แก้วหนึ่งคือลาเต้เย็นหวานน้อยของเธอ ส่วนอีกแก้วคืออเมริกาโนเย็นไม่ใส่ไซรัปของธันวา... ผู้ชายที่เธอคบหามาเกือบสองปี
การซื้อกาแฟเผื่อเขาในตอนเช้ากลายเป็นกิจวัตรที่เธอทำด้วยความเต็มใจ เธอจำได้ดีว่าเขาไม่ชอบกาแฟติดเปรี้ยว ชอบน้ำแข็งก้อนใหญ่ และต้องการคาเฟอีนเข้มข้นแค่ไหนเพื่อเริ่มต้นวันทำงานอันวุ่นวาย ทว่าเช้าวันนี้ เมื่อเดินมาถึงโต๊ะทำงานของเขา เก้าอี้บุนวมสีดำกลับว่างเปล่า บนโต๊ะมีเพียงแฟ้มเอกสารวางเรียงเป็นระเบียบ ไร้เงากระเป๋าเอกสารใบเก่งหรือเสื้อแจ็กเกตสีเข้มที่เขามักพาดไว้บนพนักเก้าอี้ แพรไหมวางแก้วอเมริกาโนลงบนแผ่นรองแก้วมุมโต๊ะ หยดน้ำที่เกาะพราวข้างแก้วพลาสติกเริ่มไหลซึม หญิงสาวชักมือกลับ กวาดสายตามองหาชายร่างสูงที่มักมาถึงออฟฟิศก่อนเธอเสมอ ปกติแล้วเวลานี้เขาควรนั่งขมวดคิ้วอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือไม่ก็กำลังชงกาแฟอยู่ในแพนทรี “หาพี่ธันอยู่เหรอพี่แพร” เสียงทักดังขึ้นจากด้านหลัง แพรไหมหันไปเห็นบอยรุ่นน้องในทีมกำลังอุ้มแฟ้มเอกสารปึกใหญ่เดินผ่านมา เธอปรับสีหน้าให้เป็นปกติพร้อมส่งยิ้มบาง ๆ ตามมารยาท “ใช่จ้ะ บอยเห็นธันไหม หรือวันนี้มีประชุมเช้าด่วน พี่จำตารางผิดหรือเปล่า” “ไม่มีประชุมครับพี่ พี่ธันเพิ่งลงไปรับน้องมิลินที่ลานจอดรถเมื่อกี้ เห็นว่าน้องเพิ่งมาทำงานได้ไม่กี่สัปดาห์ ยังงงเรื่องที่จอดรถตึกเรา แถมบัตรจอดรถมีปัญหาด้วย พี่ธันเลยอาสาลงไปเคลียร์ให้ครับ” แม้คำตอบของบอยจะเป็นเพียงเรื่องปกติของเพื่อนร่วมงานที่ช่วยเหลือกัน ทว่ามันกลับทำให้ปลายนิ้วของแพรไหมเย็นวาบ เธอ พยักหน้ารับและเอ่ยขอบคุณ ก่อนหมุนตัวกลับไปยังโต๊ะทำงานของตัวเอง ธันวาเป็นคนใจดีและมีความรับผิดชอบสูง ข้อนั้นเธอรู้ดีที่สุด เขาเป็นหัวหน้าทีมที่ดูแลลูกน้องอย่างเท่าเทียม แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจสะดุด คือความกระตือรือร้นที่เขามีต่อพนักงานใหม่คนนี้ มันดูมากกว่าความใส่ใจที่เขามีให้เธอในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาเสียอีก เขายอมทิ้งงานบนโต๊ะลงไปจัดการเรื่องเล็กน้อยให้พนักงานใหม่ ทั้งที่เมื่อสัปดาห์ก่อน ตอนรถของเธอสตาร์ตไม่ติดในลานจอดรถเดียวกันนี้ เขากลับทำเพียงส่งเบอร์ช่างซ่อมรถมาให้ทางข้อความ พร้อมบอกว่าติดงานสำคัญและลงไปดูไม่ได้ ไม่ถึงสิบนาทีต่อมา เสียงหัวเราะสดใสก็ดังแว่วมาจากโถงทางเดิน แพรไหมละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ไปยังประตูแผนก ธันวาเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มกว้าง เป็นรอยยิ้มจนตาหยีแบบที่เธอไม่ได้เห็นมา พักใหญ่ เขากำลังคุยเรื่องตลกบางอย่างกับมิลินหญิงสาววัยยี่สิบสามปีที่เดินอยู่ข้างกัน มิลินมีใบหน้าจิ้มลิ้ม ดวงตากลมโตเป็นประกาย เสื้อเชิ้ตสีพาสเทลกับกระโปรงทรงเอคลุมเข่าทำให้เธอดูเป็นเด็กจบใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยไฟในการทำงาน ความสดใสแผ่ออกมาจากตัวเธออย่างเป็นธรรมชาติ “ขอบคุณพี่ธันวานะคะที่ลงไปช่วยดูให้ ไม่อย่างนั้นมิลินคงโดนยามไล่ไปจอดตึกนู้นแน่เลย แดดก็ร้อน คงต้องเดินเหงื่อตกแต่เช้าแน่ ๆ” มิลินพูดพร้อมยกมือไหว้ด้วยท่าทีน่าเอ็นดู “ไม่เป็นไรครับ วันหลังถ้ามีปัญหาอะไรก็โทร. หาพี่ได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ เราอยู่ทีมเดียวกัน มีอะไรพี่ก็ต้องช่วยดูแลอยู่แล้ว” ธันวาตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แววตาที่ทอดมองพนักงานใหม่เต็มไปด้วยความเอ็นดู แพรไหมนั่งมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย เธอไม่ได้หึงหวงจนอยากเดินเข้าไปโวยวายหรือแสดงความเป็นเจ้าของ เธออายุยี่สิบแปดแล้ว โตเกินกว่าจะทำตัวไร้เหตุผลแบบเด็กวัยรุ่น ทว่าลึก ๆ ในอกกลับรู้สึกหน่วงหนักขึ้นอย่างเงียบงัน... มันคือความรู้สึกของการถูกลดความสำคัญลงทีละนิด เธอลุกจากเก้าอี้แล้วเดินเข้าไปหาทั้งคู่ ธันวาชะงักไปเล็กน้อย เมื่อเห็นเธอ รอยยิ้มกว้างบนใบหน้าจางลงเหลือเพียงรอยยิ้มบาง ๆ ที่ใช้ทักทายกันทั่วไป ท่าทีผ่อนคลายเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเกร็งอย่างเห็นได้ชัด “อ้าวแพร มาถึงนานแล้วเหรอ” เขาเอ่ยถาม แววตาซ่อนความประหม่าเอาไว้ “เพิ่งมาถึงสักพักค่ะ แพรซื้อกาแฟวางไว้ให้ที่โต๊ะนะ รีบดื่มก่อนน้ำแข็งละลาย เดี๋ยวจะเสียรสชาติ” แพรไหมตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พยายามทำตัวให้เป็นธรรมชาติที่สุด เธอปรายตามองมิลินเล็กน้อยแล้วส่งยิ้มทักทาย หญิงสาวรุ่นน้องยิ้มตอบพร้อมก้มศีรษะให้อย่างนอบน้อม “ขอบคุณมากนะแพร” ธันวาเดินไปที่โต๊ะทำงาน หยิบแก้วกาแฟขึ้นมาดูแล้วยิ้ม “รู้ใจเหมือนเดิมเลย” แพรไหมไม่ได้ตอบรับ เธอมองหน้าเขาชั่วครู่ก่อนหมุนตัวกลับไปทำงานของตัวเอง เธอเลือกที่จะไม่ถามว่าทำไมเขาถึงไม่ส่งข้อความมาบอกสักคำว่าติดธุระอยู่ข้างล่าง เธอเลือกที่จะเงียบ เพราะรู้ดีว่าการตั้งคำถามจุกจิกจะยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ที่เริ่มห่างเหินตึงเครียดขึ้นไปอีก การเป็นผู้หญิงมีเหตุผลคือสิ่งที่เขาร้องขอมาตลอด และเธอก็กำลังทำหน้าที่นั้นอย่างดีที่สุด เวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงบ่าย บรรยากาศในออฟฟิศเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เสียงรัวคีย์บอร์ดดังแข่งกับเสียงโทรศัพท์ แพรไหมพยายามจดจ่อกับตัวเลขรายงานสรุปยอดขายบนหน้าจอ ทว่าสมาธิกลับถูกรบกวนด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ รอบตัว หน้าต่างแชตบนหน้าจอโทรศัพท์ของเธอนิ่งสนิท ข้อความสุดท้ายยังคงเป็นข้อความที่เธอส่งหาเขาเมื่อตอนเช้า... ‘ตั้งใจทำงานนะคะ’ เขากดอ่านแล้ว แต่ไม่ได้ตอบกลับมา ทั้งที่เมื่อก่อน ต่อให้ยุ่งแค่ไหนเขาก็จะส่งข้อความสั้น ๆ หรือ อย่างน้อยก็สติกเกอร์รูปหมีชูสองนิ้วกลับมาเสมอ เพื่อบอกให้รู้ว่าเขารับทราบแล้ว แต่ตอนนี้... นิ้วของเขาคงยุ่งเกินกว่าจะพิมพ์ตอบข้อความแฟนตัวเอง เมื่อถึงเวลาพักเที่ยง ตามปกติธันวาจะเดินมาเคาะฉากกั้นโต๊ะเพื่อชวนเธอไปกินข้าว แต่วันนี้เขากลับนั่งอยู่ที่โต๊ะของมิลิน ลากเก้าอี้ไปนั่งเคียงข้าง และชี้อธิบายข้อมูลบนหน้าจอแล็ปท็อปให้พนักงานใหม่อย่างตั้งใจ “ตรงนี้มิลินต้องดึงข้อมูลจากหลังบ้านมาเทียบกับไตรมาสที่แล้วก่อนครับ ถึงจะเห็นเปอร์เซ็นต์ที่เปลี่ยนไป ถ้าเอาข้อมูลดิบมาใส่เลย ลูกค้าจะมองไม่เห็นความต่าง” “ยากจังเลยค่ะพี่ธัน มิลินกลัวทำผิด ถ้าข้อมูลพลาดไปต้องโดนผู้บริหารดุแน่ ๆ” มิลินตอบเสียงหวานพร้อมทำหน้างอแงเล็กน้อย “ไม่ต้องกลัวครับ มีพี่อยู่ทั้งคน พี่ไม่ปล่อยให้มิลินโดนดุหรอก เดี๋ยวเที่ยงนี้เราไปหาอะไรกินง่าย ๆ ใต้ตึกกัน แล้วพี่จะอธิบายโครงสร้างระบบให้ฟังอีกรอบ จะได้เห็นภาพชัดขึ้น” แพรไหมนั่งฟังบทสนทนานั้นเงียบ ๆ มือที่จับเมาส์นิ่งค้าง เธอรอให้เขาหันมามอง หรืออย่างน้อยก็เอ่ยชวนเธอไปกินข้าวด้วยในฐานะคนที่นั่งอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร แต่ธันวากลับลุกขึ้น พามิลินเดินออกจากแผนกไปโดยไม่แม้แต่จะหันมามองโต๊ะของเธอเลย ความรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นอากาศธาตุค่อย ๆ กัดกินหัวใจ แพรไหมสูดลมหายใจเข้าลึก บอกตัวเองว่าเขาแค่กำลังทำหน้าที่หัวหน้าทีมที่ดี การสอนงานพนักงานใหม่เป็นเรื่องสำคัญ เธอไม่ควรเก็บมาคิดเล็กคิดน้อย เธอตัดสินใจไปกินข้าวคนเดียวที่แคนทีนของบริษัท รสชาติข้าวราดแกงมื้อนั้นจืดชืดและฝืดคอจนแทบกลืนไม่ลง เธอได้แต่เขี่ยข้าว ในจานไปมา นั่งมองเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามที่ว่างเปล่า ความโดดเดี่ยวโอบล้อมตัวเธอไว้ท่ามกลางผู้คนมากมายในโรงอาหารครึ่งชั่วโมงต่อมา แพรไหมในชุดทำงานที่ถูกจัดระเบียบให้เรียบร้อย เดินถือซองกระดาษสีขาวตรงไปยังห้องทำงานส่วนตัวของหัวหน้าแผนกการตลาด ท่วงท่าของเธอสง่างามและมั่นคง แววตาเด็ดเดี่ยวปราศจากร่องรอยของความหวาดกลัวหรืออาลัยอาวรณ์ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความมั่นใจ ก่อนจะเคาะประตูกระจกสองครั้งแล้วผลักบานประตูเข้าไปด้านในเครื่องปรับอากาศภายในห้องทำงานส่วนตัวเย็นเฉียบ ธันวากำลังนั่งพิงพนักเก้าอี้หนังตัวใหญ่ สายตาจดจ่ออยู่กับการอ่านรายงานยอดขายบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อยตามวิสัยคนบ้างาน“มีอะไรด่วนหรือเปล่าแพร” ธันวาเอ่ยถามโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองด้วยซ้ำ“แพรเอาเอกสารมาให้เซ็นรับทราบค่ะ”หญิงสาวก้าวเข้าไปหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ก่อนจะวางซองจดหมายสีขาวสะอาดตาลงบนโต๊ะตรงหน้าเขาอย่างนุ่มนวลธันวาละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ เลื่อนสายตาลงมามอง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่นกว่าเดิมทันทีที่เห็นหน้าซองจดหมายอันคุ้นเคย“นี่มันอะไรแพร” น้ำเสียงของเขาเจือความหงุดหงิดระคนแปลกใจ“ใบลาออกค่ะ แพรจะทำงานจนถึงสิ้นเดือนนี้ แพรส่งอีเมลแจ้ง ฝ่ายบุคคลเรียบร้อยแล้ว แพรนำเอกสารมาให้ธันเซ็น
“โอ้ก”เสียงอาเจียนดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องน้ำหญิงที่เงียบสงัด แพรไหมทรุดตัวลงคุกเข่าอยู่หน้าชักโครก มือบางทั้งสองข้างกำขอบกระเบื้องเคลือบไว้แน่นจนข้อขาว ร่างกายบอบบางสั่นสะท้านไปทุกสัดส่วนตามแรงขย้อนที่ปะทุขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้ หยาดน้ำตาแห่งความทรมานรื้นขึ้นเกาะกุมขอบตา ความขมปร่าของน้ำย่อยตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ ทำให้เธอต้องโก่งคออาเจียนระลอกแล้วระลอกเล่าจนแทบหมดเรี่ยวแรง“แพร ไหวไหม ดื่มน้ำอุ่นล้างปากก่อนนะ”กานต์ลูบแผ่นหลังที่กำลังสั่นเทาของเพื่อนสนิทอย่างร้อนใจ น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความห่วงใย พร้อมกับยื่นขวดน้ำอุ่นที่เพิ่งวิ่งไปกดมาจากแพนทรีให้ แพรไหมรับขวดน้ำมาถือไว้ด้วยมือที่สั่นเทาหญิงสาวกลั้วคอบ้วนปากทิ้ง ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งแปะกับพื้นกระเบื้องเย็นเยียบ อาการอ่อนเพลียเล่นงานอย่างหนักหน่วงจนเธอต้องพิงศีรษะเข้ากับผนังห้องน้ำอย่างหมดสภาพ“ขอบใจนะกานต์ แต่แพรไม่ไหวเลย รสชาติขม ๆ มันตีขึ้นมาตลอดเวลาเลย”แพรไหมตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ดวงตาคู่สวยที่เคยเปล่งประกายบัดนี้หม่นหมองและอิดโรยอย่างเห็นได้ชัดกานต์ทอดสายตามองเพื่อนรักด้วยความสงสารจับใจ หญิงสาวหยิบกระดาษทิชชูมาซับรอย
เมื่อถึงช่วงพักกลางวัน พนักงานส่วนใหญ่ต่างทยอยเดินลงไปรับประทานอาหาร มิลินฉวยโอกาสนี้ถือแฟ้มเอกสารเข้าไปหยุดยืนที่หน้าโต๊ะทำงานของธันวาทันที“พี่ธันวาคะ” เสียงหวานเอ่ยเรียก“ว่าไงครับ” ธันวาเงยหน้าขึ้นจากการทำงาน“มิลินแก้สไลด์ส่วนงบประมาณเสร็จแล้วค่ะ พี่สะดวกตรวจให้ ไหมคะ หรือว่าจะไปกินข้าวก่อนก็ได้” พนักงานรุ่นน้องรายงาน“เดี๋ยวพี่ดูให้ตอนบ่ายก็ได้ครับ” ชายหนุ่มตอบอย่างใจดี“งั้นไปกินข้าวกันไหมคะ ร้านอาหารญี่ปุ่นใต้ตึกเปิดใหม่ มีโพรโมชันด้วย มิลินอยากเลี้ยงขอบคุณที่พี่ช่วยสอนงานให้ตลอด” มิลินชักชวนพร้อมคลี่ยิ้มกว้างคำชวนครั้งนี้ดูเปิดเผยและชัดเจนกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาธันวาชะงักไปเสี้ยววินาที ก่อนจะเผลอมองข้ามไปยังโต๊ะแพรไหม หญิงสาวยังคงนั่งหลังตรงพิมพ์งาน ไม่ยอมเงยหน้า ไม่แม้แต่จะเหลือบ หางตามอง และไม่แสดงท่าทีสนใจสิ่งใดเลยสักนิด เขาลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากหากเป็นเมื่อก่อน เขาคงต้องหยุดคิดทบทวนว่าแพรจะน้อยใจไหม จะเข้าใจหรือเปล่า ทว่าตอนนี้สถานะเขาคือชายโสด เขาย่อมมีสิทธิ์ใช้ชีวิตในแบบของตัวเองได้อย่างอิสระ“เอาสิครับ พี่กำลังหิวพอดี” ธันวาตัดสินใจตอบรับ“จริงนะคะ” มิลินยิ้มก
เสียงรัวแป้นพิมพ์ดังต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงเช้า บรรยากาศภายในแผนกการตลาดยังคงวุ่นวายเฉกเช่นทุกวัน พนักงานหลายคนถือแก้วกาแฟเดินสวนกันไปมา บ้างจับกลุ่มคุยเรื่องวาระการประชุมบ้างก้มหน้าก้มตาตรวจเอกสารอย่างขะมักเขม้นก่อนถึงเวลาเริ่มงาน“สวัสดีค่ะพี่เกด” แพรไหมเอ่ยทักทาย“มาเช้าจังแพร วันนี้ประชุมสิบโมงไม่ใช่เหรอ” รุ่นพี่ในแผนกถามกลับด้วยความสงสัย“ค่ะ แพรอยากมาเช็กไฟล์ก่อนนิดหน่อย” หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงปกติพร้อมส่งยิ้มบาง ๆ ให้รุ่นพี่ ก่อนจะเดินต่อไปยังโต๊ะทำงานของตัวเองแพรไหมวางกระเป๋าสะพายลงข้างโต๊ะทำงาน สายตาสะดุดเข้ากับกรอบรูปไม้สีอ่อนที่ตั้งตระหง่านอยู่ภาพถ่ายใบนั้นถูกบันทึกไว้ในวันฉลองยอดขายทะลุเป้าเมื่อปีที่ผ่านมา ธันวายืนโอบไหล่เธอจากทางด้านหลัง ส่วนเธอก็ส่งยิ้มกว้างจนตาหยี วันนั้นเขาก้มลงมากระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า‘แพรยิ้มแบบนี้น่ารักที่สุดแล้ว’ในตอนนั้นเธอเชื่อหมดหัวใจว่ารอยยิ้มของตัวเองมีค่ามากมายเหลือเกินในสายตาเขานัยน์ตาคู่สวยจ้องมองรูปถ่ายใบนั้นเพียงครู่เดียว ก่อนที่มือบางจะเอื้อมไปหยิบมันขึ้นมา หญิงสาวจัดการเปิดลิ้นชักล่างสุด คว่ำกรอบรูปลงแล้วดันมันเข้าไปเก็บซ











