Masukแสงไฟสลัวในคลับหรูย่านสุขุมวิทสาดส่องกระทบแก้วค็อกเทลในมือของอมีน่าจนเกิดประกายวูบวาบ หัวใจของเธอเต้นแรงยิ่งกว่าจังหวะเพลงที่กำลังดังกระหึ่ม ไม่ใช่เพราะความสนุก แต่เพราะความตื่นเต้นในภารกิจที่เธอกำลังจะทำ
“บทรักของคุณมันไร้ชีวิตชีวา... เหมือนคนเขียนไม่เคยมีประสบการณ์”
“ฉากเลิฟซีนจืดชืดอย่างกับกินข้าวต้มไม่ใส่เกลือ! นักเขียนไม่เคยมีประสบการณ์จริงล่ะสิ เขียนออกมาได้แห้งแล้งเหลือเกิน!”
คำคอมเมนต์รีวิวของนักอ่านคือแรงผลักดันชั้นดีที่ทำให้เด็กสาววัย 21 ปีอย่างเธอ ยอมสลัดเสื้อยืดกางเกงยีนส์มาสวมเดรสสีแดงที่รัดติ้วจนหายใจลำบาก เพื่อมาตามหาวัตถุดิบชั้นเลิศในการเขียนนิยายแนว 18+ เรื่องแรกในชีวิต
และวัตถุดิบชั้นดีที่ว่า... ก็คือสุดหล่อที่นั่งอยู่ตรงนั้น
ผู้ชายในเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทที่ปลดกระดุมคอเสื้อออกอย่างลวกๆ ท่าทางการจิบเหล้าเพียวๆ ของเขาดูเซ็กซี่อย่างประหลาด ใบหน้าคมเข้มภายใต้แสงไฟสลัวดูนิ่งขรึมและมีอำนาจจนคนรอบข้างไม่กล้าเข้าใกล้
‘คนนี้แหละ... พี่พระเอกในอุดมคติ’ อมีนาจดจำภาพนั้นลงในสมองส่วนลึก ก่อนจะรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปทัก
“ขอโทษนะคะ... ตรงนี้มีคนนั่งไหมคะ?”
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้น สายตาคมกริบของเขามองสบตาเธอเพียงครู่เดียว แต่กลับทำให้อมีนารู้สึกเหมือนถูกมนต์สะกด ภีมพัฒน์มองเด็กสาวตรงหน้าที่พยายามจะทำตัวเป็นสาวเจนโลก ทั้งที่แววตาของเธอนั้นใสซื่อและสั่นไหวอย่างปิดไม่มิด
“ตามสบายครับ” เขาส่งเสียงตอบในลำคอ
อมีนาหย่อนตัวลงนั่งข้างเขา กลิ่นน้ำหอมเย็นๆ ผสมกับกลิ่นบุหรี่จางๆ จากตัวเขาทำให้เธอเริ่มมึนงงกว่าฤทธิ์แอลกอฮอล์ เธอพยายามนึกบทพูดที่เขียนมาในสมุดบันทึก
“ดูเหมือนคุณจะมาคนเดียว... สนใจอยากมีเพื่อนดื่มไหมคะ?” เธอส่งยิ้มที่คิดว่ายั่วยวนที่สุดไปให้ใบหน้าหล่อเหลาของเขา
ภีมพัฒน์วางแก้วลงช้าๆ แล้วหันมามองเธอเต็มตัว รอยยิ้มจาง ๆ ที่มุมปากของเขา ทำให้อมีนาใจสั่นสะท้าน “เพื่อนดื่ม... หรือเพื่อนอย่างอื่นครับ?”
คำถามตรงไปตรงมานั้นทำให้อมีนาหน้าแดงวาบ แต่ความอยากเอาชนะและความอยากรู้ในรสสัมผัสที่เธอไม่เคยสัมผัสทำให้เธอเลือกที่จะไม่ถอย
“แล้วแต่คุณจะต้องการ... เลยค่ะ”
เธอไม่รู้เลยว่า ประโยคนั้นคือการเปิดประตูนำพาตัวเองเข้าสู่บทเรียนรักที่เธอควบคุมไม่ได้
อมีนาขยับเก้าอี้เข้าไปใกล้จนหัวเข่าชนกับขากางเกงสแล็คเนื้อดีของเขา มือเรียวเล็กแสร้งทำเป็นหมุนก้านแก้วค็อกเทลช้าๆ เหมือนนางเอกบทดาวยั่วที่เธอเคยเขียนในนิยาย
“ปกติ... คุณมักจะใจดีกับคนแปลกหน้าที่เข้ามาทักแบบนี้ทุกคนหรือเปล่าคะ?” แม่สาวตัวเล็กช้อนสายตามองเขา พยายามเลียนแบบท่าทางจิกสายตาที่เคยดูในซีรีส์มา
ภีมพัฒน์ไม่ได้ตอบในทันที เขาหมุนแก้วเหล้าในมือ มองหยดน้ำที่เกาะอยู่รอบแก้ว ก่อนจะปรายตาคมกริบมาสำรวจดวงตากลมโตที่สั่นระริกคู่นั้น
‘แต่งตัวจัดเต็ม เมคอัพเนี๊ยบ แต่แววตาเด็กน้อยชะมัด’ ภีมพัฒน์คิดในใจ เขาผ่านผู้หญิงมานับไม่ถ้วน แค่มองปราดเดียวเขาก็รู้ว่ายัยหนูคนนี้ไม่ใช่เด็กใจแตกที่เที่ยวเล่นไปทั่วแน่ๆ แต่เขากลับสงสัย... ว่าเธอต้องการอะไรกันแน่? เงิน? หาค่าเทอม? หรือแค่อยากลองดี?
“ผมไม่ใช่คนใจดีครับ...” ภีมพัฒน์ตอบเสียงทุ้มพร่าพลางขยับกายเข้าหาจนกลิ่นน้ำหอมมาสคูลีนของเขาข่มขวัญแม่สาวตัวเล็ก “โดยเฉพาะกับเด็กที่พยายามจะเล่นกับไฟ ทั้งที่ยังถือถังน้ำไว้ในมือแบบคุณ”
อมีนาลอบกลืนน้ำใจ ใจหนึ่งก็กลัว แต่อีกใจก็คันมือยุบยิบในฐานะนักเขียน ‘นี่แหละ! ไดอะล็อกแบบพระเอกมากประสบการณ์ที่คนอ่านชอบ!’
“ไฟมันก็น่าลองดีไม่ใช่เหรอคะ? บางทีหนูอาจจะไม่ได้พกน้ำมา... แต่อยากให้คุณช่วยจุดให้มันแรงกว่าเดิมก็ได้” อมีนาฝืนใจจีบปากจีบคอพูดประโยคชวนขนลุกนั้นออกมาตามตำราที่เธอเคยร่างไว้
ภีมพัฒน์แค่นยิ้มในลำคอ เขาเอื้อมมือหนาไปคว้าปอยผมของสาวน้อยมาทัดหูเบาๆ สัมผัสจากปลายนิ้วอุ่นจัดทำเอาอมีนาสะดุ้งจนเกือบจะถอยหลัง แต่เขากลับคว้าเอวบางเอาไว้ก่อน
“อยากให้จุดไฟเหรอ?” ชายหนุ่มกระซิบชิดใบหูจนเธอขนลุกซู่ “ระวังนะ... เพราะถ้าผมเริ่มจุดแล้ว ผมจะไม่หยุดจนกว่ามันจะมอดไหม้ไปทั้งตัว”
เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอเพื่อหาคำตอบ ถ้าเธอถอยตอนนี้เขาก็จะปล่อยไปถือว่าเอ็นดูเด็ก... แต่สาวน้อยกลับเชิดหน้าขึ้นอย่างท้าทาย (เพราะต้องการพล็อตนิยายใจจะขาด)
“ก็เอาสิคะ... หนูพร้อมจะ ‘ไหม้’ อยู่แล้ว”
ภีมพัฒน์กระตุกยิ้มร้ายในความมืด เขาไม่สนแล้วว่าเธอจะมีจุดประสงค์อะไร จะหาค่าเทอม หรือแค่คึกคะนอง แต่อย่างที่ใครๆ ก็รู้... ในเมื่อเนื้อวางอยู่ตรงหน้าเสือที่กำลังหิว ใครจะปล่อยให้รอดไปได้
“งั้นไปจากที่นี่กัน... ผมจะสอนให้ว่า ‘ของจริง’ มันต่างจากที่คุณคิดแค่ไหน”
ภายในห้องเพนท์เฮาส์สุดหรู
บรรยากาศในห้องเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวเป็นกลองรบ อมีนายืนเกร็งจนไหล่แทบชิดหู พยายามขุดความจำจากปลายนิ้วที่เคยพิมพ์ไว้ว่า ‘นางเอกต้องโน้มคอพระเอกเข้ามาจูบอย่างเร่าร้อน’ แต่เอาเข้าจริง แค่ลมหายใจกรุ่นกลิ่นวิสกี้ของเขาเฉียดเข้าใกล้ เธอก็อยากจะกระโดดหนีออกทางหน้าต่างไปให้รู้แล้วรู้รอด
“ถ้าเปลี่ยนใจตอนนี้ยังทันนะ...” ภีมพัฒน์กระซิบเสียงพร่าพลางเชยคางมนขึ้น สบตาที่สั่นระริกเหมือนลูกกวางหลงทาง เขาเริ่มบทรักอย่างใจเย็น แต่อมีนากลับหลับตาปี๋ แข็งทื่อเหมือนขอนไม้
“มะ...ไม่เปลี่ยนค่ะ! เริ่มเลย!” เธอกลั้นใจตอบเหมือนกำลังจะกระโดดลงเหว
แต่ความพยายามฮึดสู้กลับสวนทางกับสัญชาตญาณ เมื่อเขาโน้มใบหน้าคมคายลงมาใกล้ อมีนาก็รีบยกมือเบรกทันควัน
“ไม่จูบนะคะ!”
“หืม... อะไรนะ?” ภีมพัฒน์ชะงัก เลิกคิ้วมองอย่างสงสัย
“หนูไม่จูบ... เราไม่ใช่แฟนกัน”
“หึ... แอบนอกใจแฟนมาเหรอ?” เขาแค่นยิ้ม มุมปากหยักลึกดูอันตราย
“ปะ...เปล่าค่ะ ไม่ได้นอกใจ คือหนูยังไม่มีแฟน”
“อ้อ... จะเก็บจูบแรกไว้ให้แฟนในอนาคต ว่างั้น?”
“ค...ค่ะ” อมีนาพยักหน้าหงึกๆ
สายตาคมกริบของภีมพัฒน์เริ่มลามเลียไปทั่วเรือนร่างขาวนวลที่โผล่พ้นเดรสสีแดง มือหนาลูบไล้สะโพกมนอย่างถือวิสาสะ “แล้วนี่... ครั้งแรกเหรอ ทำไมไม่เก็บส่วนอื่นไว้ให้แฟนด้วยล่ะ?”
‘ถ้าเก็บไว้... กว่าจะมีแฟน กว่าจะจีบ กว่าจะจูบ แล้วเมื่อไหร่จะได้มีประสบการณ์จริงล่ะ! นิยายฉันก็ไม่จบพอดีสิ!’ อมีนาเถียงในใจด้วยความมุ่งมั่นของนักเขียนไฟแรง
“หนูอยากค่ะ!”
“ตรงดีนี่... ผมชอบ”
ไม่รอช้า ภีมพัฒน์ผลักร่างเล็กเล็กลงบนเตียงหนานุ่มจนร่างเธอเด้งดึ๋งไปตามแรงกระแทก เขาจัดการปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตตัวเองทีละเม็ดด้วยท่วงท่าที่ดูคล่องแคล่วและคุกคาม สายตาไม่ละไปจากเนื้อชิ้นงามที่วางอยู่ตรงหน้า
อมีนาหอบหายใจประหม่าจนอกสั่น มือเล็กสั่นเทาขณะปลดสายเดรสรั้งไหล่ออก ทิ้งให้อาภรณ์สีแดงสดร่วงหล่นไปข้างเตียง เหลือเพียงแผ่นซิลิโคนปิดจุกที่บดบังยอดอกสวยและชั้นในตัวจิ๋วที่ปิดอะไรแทบไม่มิด
ภีมพัฒน์ลอบมองด้วยสายตาเป็นประกาย ‘สวย... ของจริงเหรอเนี่ย? ถ้าตั้งเด้งเต่งตึงขนาดนี้ น่าจะยังไม่ช้ำมือใครมากมั้ง’ เขาคิดในใจ
ยามโพล้เพล้ ณ สนามทดสอบรถ (Test Track) ส่วนตัวเบื้องหลังโชว์รูมรถหรูของภีมพัฒน์ พื้นที่ราบเรียบกว้างขวางถูกล้อมรอบด้วยรั้วมิดชิดและต้นไม้ใหญ่เพื่อให้ความเป็นส่วนตัวสูงสุดสำหรับการทดสอบสมรรถนะรถคลาสพิเศษ บรรยากาศเงียบสงบมีเพียงเสียงลมพัดผ่านเบาๆ และเสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มจากรถสปอร์ตคันหรูที่จอดนิ่งสนิท“พี่ภีม... หนูว่าให้หนูไปเรียนขับพวกรถตลาดทั่วไปไม่ดีกว่าเหรอคะ! รถตั้งหลายล้าน ถ้าหนูเหยียบพลาดไปชนขอบสนามขึ้นมาจะทำยังไง” นักเรียนอมีนาหันมาถามครูผู้สอนด้วยสายตาละห้อย มือเรียวเล็กกำพวงมาลัยแน่นจนขาวซีด“ในสนามนี้ไม่มีอะไรให้ชนหรอกครับคนดี พี่เคลียร์พื้นที่ไว้ให้หนูคนเดียวเลย... ก็หนูอยากเรียนขับรถไม่ใช่เหรอ?” ภีมพัฒน์ยิ้มละมุนพรางลูบหัวคนตัวเล็กเพื่อปลอบ “เริ่มจากจับพวงมาลัยให้มั่น แล้วค่อยๆ เลื่อนเกียร์ตามที่พี่บอกนะครับ”อมีนาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามรวบรวมสมาธิที่กระเจิดกระเจิง สายตามองตรงไปข้างหน้าแต่ใจกลับเต้นรัวแรง มือเรียวเล็กยื่นไปข้างหน้าหมายจะคว้าหัวเกียร์เพื่อเข้าเกียร์ถอยหลังตามคำสั่ง แต่เพราะมัวแต่มองกระจกหลังและตื่นเต้นจนลนลาน มือเจ้ากรรมดันคว้าพลาดเป้าไปเต็มๆ!“หมับ
ฉากที่ถูกตัดออกหลังจากอมีนากระโดดลงจากหน้าต่างชั้นสองที่บ้านของภีมพัฒน์ภีมพัฒน์เกิดความคิดพิเรนทร์ขึ้นมา เขาอยากจะใช้โอกาสนี้มัดมือชกและยั่วให้ “ว่าที่เมียเด็ก” ยอมรับออกมาเสียทีว่ารักเขา“พี่พิมพ์... เดี๋ยวผมพาไปสวัสดีคุณแม่ของคุณเวย์นะ บ้านติดกันเลยเนี่ย” ภีมพัฒน์เอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงร่าเริงผิดปกติ“มาอารมณ์ไหนเนี่ยเรา? ยิ้มหน้าบานเชียว” พิมพ์ลดาเลิกคิ้วมองน้องชาย“ชัดเจนมากเลยเหรอพี่...” เขาลูบใบหน้าตัวเองเบาๆ“ชัดสิจ๊ะ! บอกพี่มานะ มีอะไรในกอไผ่? หรือที่แอบมาซื้อบ้านแถวนี้เพราะมีสาเหตุอื่น?”ภีมพัฒน์โน้มตัวลงกระซิบพี่สาวด้วยแววตาเป็นประกาย “พี่อยากเห็นหน้า ‘ว่าที่น้องสะใภ้’ ไหมล่ะ?”“ใคร! ยังไง! ไหนเล่าซิ!” พิมพ์ลดาตกใจจนเสียงหลง เพราะน้องชายคนนี้หวงความโสดมากยิ่งกว่าอะไร“ค่อยเล่าครับ... แต่คนนี้ผมจริงจัง อยากได้แบบนี้แหละ... เป็นหลานสาวคุณเวย์”“ห๊ะ! หละ... หลาน! เด็กเหรอตาภีม!” พี่สาวตาโต “ไม่ใช่ไปหลอกน้องเขานะ เดี๋ยวจะมองหน้ากันไม่ติดกับคุณเวหา”“ก็เด็กนะ ยี่สิบต้นๆ ... คนนี้ผมจริงจังครับพี่... แต่เอาเป็นว่า... อ๊ะ! ไม่ว่าผมจะพูดอะไร พี่ก็ตามน้ำผมไปก่อนนะ โอเคไหมครับ?” ภีมพัฒน์ท
ณ โชว์รูมรถหรูของภีมพัฒน์บรรยากาศในห้องทำงานของภีมพัฒน์ยังคงเงียบสงบ จนกระทั่งเวหาเดินออกไปสั่งงานลูกน้องที่โชว์รูมด้านนอก แต่กลับลืมของสำคัญทิ้งไว้บนโต๊ะทำงานแรงสั่นของสมาร์ทโฟนที่วางทิ้งไว้ทำให้ภีมพัฒน์ละสายตาจากเอกสารตรงหน้า เขาเอื้อมมือหนาไปหยิบมือถือเครื่องนั้นขึ้นมาตั้งใจจะเดินตามเอาไปให้เวหาแต่่แล้วสายตาคมกริบก็ต้องชะงักกึ!ก(สายเรียกเข้า มีน่า...)ภาพบนหน้าจอโชว์รูปเด็กสาววัยใสคนหนึ่งในลุคธรรมชาติไร้เมคอัพ เธอกำลังยิ้มแป้นสดใสจนตาหยี ผิวขาวเนียนและใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นทำให้หัวใจของภีมพัฒน์กระตุกอย่างประหลาด“มีน่าเหรอ? ... ทำไมคุ้นหน้าจังวะ!”เขาพึมพำกับตัวเอง สายตาคมกริบจ้องมองรูปบนหน้าจออย่างค้นหา ความรู้สึกเหมือนมีภาพซ้อนทับกันระหว่างเด็กสาวในรูปกับ ‘ใครบางคน’ ที่เขาเพิ่งเจอมาเมื่อไม่กี่คืนก่อนลอยเข้ามาในหัว แต่ก่อนที่จะนึกออก สายก็ตัดไปเสียก่อน“อ้อ... ผมกำลังจะเอาไปให้พอดีเลยคุณเวย์” ภีมพัฒน์ปรับสีหน้าให้เป็นปกติพรางยื่นมือถือให้เพื่อนที่เดินกลับเข้ามาด้วยท่าทางรีบร้อน“ขอบคุณครับคุณภีม ดีนะนึกขึ้นได้ กำลังจะออกไปทำธุระพอดีเลย” เวหารับไปพลางตรวจส
กลางดึกหลายวันต่อมาเสียงปลดล็อกประตูบ้านดังขึ้นเบาๆ ท่ามกลางความเงียบสงัด อมีนาในชุดนอนผ้าแพรสีหวานบางเฉียบแอบย่องเข้ามาด้วยหัวใจที่เต้นรัว ความคิดถึงที่ไม่ได้นอนกอดร่างหนามาหลายวันทำให้เธอยอมเสี่ยงฝ่าด่านย่าอ่อนออกมาเมื่อถึงหน้าห้องนอนสามีสุดที่รัก เมียเด็กส่งเสียงอ้อนอันเป็นเอกลักษณ์“ผัวจ๋า... หนูมาแล้ว”“แอบออกมาเหรอเรา!” ภีมพัฒน์ที่เพิ่งลุกจากโต๊ะทำงานสะดุ้งเล็กน้อย แต่ไม่ทันได้ตั้งตัว แขนเรียวเล็กก็โผเข้าโอบรอบคอแกร่ง กระโดดเกี่ยวเอวสอบของเขาไว้แน่นอย่างออเซาะ“อืม... ก็หนูคิดถึงพี่นี่นา” เธอกระซิบชิดใบหู“คิดถึงอะไร เจอหน้ากันทุกวัน แถมช่วงนี้พี่ก็ไปฝากท้องบ้านคุณย่าหนูแทบทุกเย็น” เขาหัวเราะหึในลำคอ แต่แขนแกร่งกลับรัดสะโพกมนไว้ไม่ยอมปล่อย“หรือพี่ไม่คิดถึงหนูอ่ะ? ไม่ยากนอนกอดหนูแล้วเหรอ... พี่เบื่อหนูแล้วใช่ไหมอ่ะ!” ใบหน้าหวานงอง้ำเตรียมประชดประชันตามสไตล์นักเขียนนิยายเจ้าบทบาท“ไม่คิดถึงได้ยังไง... พี่อยากกอดจนจะบ้าอยู่แล้ว”สิ้นคำยืนยัน ภีมพัฒน์ก็ช้อนอุ้มร่างบางที่ตัวเบาหวิวตรงไปยังเตียงกว้างทันที อมีนาเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยเปลวไฟปรารถ
ภายในห้องโถงกว้างของบ้านหลังใหญ่สไตล์โมเดิร์นที่เคยเงียบสงบ บัดนี้กลับร้อนระอุยิ่งกว่าเตาเผา อมีนาพยายามลากกระเป๋าเดินทางใบโตออกมาจากโถงทางเดิน ท่ามกลางสายตาคมกริบของย่าอ่อน ที่ยืนกอดอกขวางทางไว้อย่างมั่นคง โดยมี เวหายืนอยู่ข้างๆ คอยสังเกตการณ์“จะคบก็คบกันไปสิ ย่าไม่ได้ห้าม! แต่จะหอบผ้าหอบผ่อนไปอยู่บ้านผู้ชายโท่งๆ แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน ย่าไม่ให้ไป!” ย่าอ่อนตำหนิเสียงเรียบแต่ทรงพลัง ตามฉบับคุณย่าที่ห่วงหลานสาว“ใช่มีน่า ทำอะไรให้มันเห็นหัวผู้ใหญ่บ้าง เราเป็นผู้หญิงนะ จะไปอยู่อาศัยกับผู้ชายก่อนแต่งมันดูไม่ดี” เวหาช่วยเสริมพลางประคองไหล่แม่ไว้ เมื่อเห็นท่านเริ่มมีสีหน้าตึงเครียดขึ้นมาจริงๆ“หนูโตแล้วนะ! อาเวย์ แล้วหนูก็ไม่ได้จะไปอยู่กับผู้ชายทั่วไปนะย่า... ดูนี่! หนูไปอยู่กับ ‘สามี’ ที่ถูกต้องตามกฎหมายของหนูค่ะ!”อมีนาสวนกลับทันควัน ก่อนจะหยิบซองเอกสารออกมาจากกระเป๋าผ้าแล้วดึงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมายื่นโชว์ตรงหน้าย่าอ่อน เวหารีบคว้ากระดาษแผ่นนั้นมาดูแทนแม่ทันที ทันทีที่เห็นตัวอักษรบน ใบสำคัญการสมรส ชัดเจน เวหาก็ถึงกับตาค้าง หน้าถอดสี ส่วนย่าอ่อนพอได้อ่านข้อความในกระดาษชัดๆ ก็ถึงกับนิ่งอึ้ง
ความเงียบสงัดภายในเพนต์เฮาส์หรูถูกทำลายลงด้วยเสียงพลิกตัวแผ่วเบาบนเตียงกว้าง อมีนาลืมตาขึ้นมาในความมืดสลัว ความรู้สึกแสบที่กระเพาะเริ่มทุเลาลง แต่ความว่างเปล่าข้างในกลับเรียกร้องจนท้องส่งเสียงประท้วง“พี่ภีม... พี่ภีมคะ” เสียงแหบพร่าเรียกคนตัวโตที่นอนฟุบอยู่ข้างเตียง“หื้อ! เป็นอะไร เจ็บตรงไหนหรือเปล่า!” ภีมพัฒน์สะดุ้งตื่นขึ้นมาทันทีอย่างคนระแวดระวัง เขาดีดตัวขึ้นมาเช็กอาการคนบนเตียงด้วยสายตาลนลาน ห่วงว่าเธอจะกลับมาปวดท้องอีกรอบ“คือ... หนูหิวค่ะ อยากกินมาม่า”ภีมพัฒน์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองสบดวงตากลมโตที่จ้องเขาตาแป๋ว แววตาพยศร้ายเมื่อตอนกลางวันหายวับไป เหลือเพียงเด็กหญิงจอมหิวที่นอนห่อตัวอยู่ในผ้าห่ม เขาหลุดยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้พลางลูบกลุ่มผมนุ่มอย่างแสนรัก“หมดฤทธิ์ หมดเดช ก็ตื่นมาหิวนี่นะ... ได้สิครับ รอแป๊บนะ”เขาพูดพรางยื่นมือไปบีบจมูกรั้นด้วยความเอ็นดูจนคนตัวเล็กย่นคอหนี แววตาของชายหนุ่มในตอนนี้ไม่มีความเหนื่อยล้าแม้จะถูกปลุกกลางดึก เขาเต็มใจลุกไปจัดการต้มมาม่าให้เมียเด็กที่เริ่มแผลงฤทธิ์ความหิวณ โซนครัวเสียงน้ำเดือดปุดๆ พร้อมกลิ่นหอมของเครื่องปรุงมาม่าลอยคลุ้ง ภีมพัฒน์
หลายวันต่อมา“อาเวย์นะอาเวย์! ใจคอจะไม่รอกันเลย สายนิดสายหน่อยจะเป็นไรไป ไหนบอกว่าเป็นหุ้นส่วนกันไง!”อมีนาบ่นอุบพลางเดินกระทืบเท้ากระฟัดกระเฟียดไปตามทางเดิน “คอยดูเถอะ จะไปเรียนขับรถให้เก่ง แล้วถอยรถออกมาขับไปเรียนเองเลย จะได้ไม่ต้องง้อใคร!”ระหว่างทางที่มุ่งหน้าไปยังป้ายรถเมล์ หญิงสาวก็กดโทรศัพท์
“คนบ้า! บ้าที่สุด!”อมีนาซุกหน้าลงกับหมอนพลางดิ้นเร่าด้วยความหงุดหงิด “งานเขียนก็ไม่ปัง พล็อตก็ตัน ยังมาเจอคนห่วยแตกซ้ำซากอีก นี่เราคิดผิดหรือคิดถูกที่ใช้วิธีนี้กันแน่!”เธอนอนกุมขมับทบทวนความล้มเหลวของตัวเอง อ่านนิยายก็แล้ว ดูหนัง AV ก็ศึกษามาหมด แถมยังลงทุนใช้คนจริง ทดลองเองถึงสองครั้ง “Two-night
“เธอต้องการอะไรกันแน่... มีน่า?”ภีมพัฒน์กดเสียงต่ำพลางกระชับอ้อมกอดจากด้านหลังให้แน่นขึ้นจนหน้าอกอิ่มเบียดชิดกับวงแขนแกร่ง “วันนั้นเธอเป็นคนเริ่มก่อนเองนะ แล้วอยู่ดีๆ จะมาทำเหมือนไม่รู้จักกันแบบนี้เหรอ อย่าปฏิเสธเลยว่าไม่ใช่เธอ... วันนั้นเธอไม่ได้เมา เธอจำได้ทุกอย่างแน่ๆ”อมีนาเม้มปากแน่น หัวใจเต้
ย่าอ่อนเอ่ยปากชวนภีมพัฒน์อยู่ทานมื้อเย็นด้วยกันอย่างมีน้ำใจ ไหนๆ ก็ต้องรอให้เสื้อผ้าซักแห้งและรีดให้เรียบร้อยเสียก่อน อมีนาที่ยืนปั้นหน้าไม่ถูกรู้สึกเหมือนอากาศในห้องเริ่มเบาบางลงเรื่อยๆ จนหายใจไม่ออก“หนูขอตัวขึ้นไปบนห้องก่อนนะคะย่า... เชิญคุณอาตามสบายค่ะ” เธอรีบชิงตัดบทโดยไม่ยอมสบตาชายหนุ่มแม้แต่







