LOGIN“โนเอลโกรธพี่ เขากลัวว่าพี่จะกลายเป็นผู้หญิงสำส่อนและตอแหล” มินนี่เฉลยทุกอย่าง
“เมื่อไหร่เธอจะเลิกเอาเรื่องของฉันมาพูดกับคนอื่นสักที” พี่สาวมองน้องตาขวาง “เธอเป็นน้องของฉันหรือเปล่า ไปนอนได้แล้วย่ะ”
“ถ้าฉันไม่เล่าเรื่องของพี่ ฉันจะไปเล่าเรื่องของใครล่ะ” มินนี่ยิ้มทะเล้นแล้ววิ่งหนีไป อเล็กซิสหัวเราะเบา ๆ แต่พอเห็นสายตาเทสซ่าดุจนน่ากลัว อารมณ์ขันนั้นหายวับไปทันที
“โทษที...” เด็กสาวมองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง สามทุ่มแล้ว “เอาล่ะ ฉันขอตัวก่อนนะ”
เทสซ่าหันไปหาออสโล่เหมือนขอความเห็น หนุ่มผมแดงสั่นหัว เธอจึงหันกลับมาหาอเล็กซิสอีก “ไม่ ไม่ ไม่ได้สิ นี่ยังไม่ดึกเลยนะ” โทนเสียงไม่เห็นด้วยสุด ๆ แต่เธอหยุดพูดสักพักเพื่อมองเวดจูบดูดดื่มกับสาวคนนั้น “อเล็กซิส เธอทำตัวเป็นยายแก่เลย”
“คงจะแก่แล้วมั้ง”
“เพราะเวดหรือเปล่า”
เธอหัวเราะ “ไม่ใช่ สำหรับเรื่องนั้น ฉันสบายดี ยินดีเสียอีกที่เขาเจอคนใหม่ ดูเธอสิ สวยเป็นบ้าแถมยังมีชีวิตชีวากว่าฉันเป็นไหน ๆ ไม่เกี่ยวกับเขาหรอก เทสซ่า มันเป็นที่ตัวฉันเอง”
สาวผมสีทองคนนั้นดึงดูดสายตาหนุ่ม ๆ มากมาย เธอแต่งหน้าบาง ๆ ดวงตาแพรวพราวเป็นประกายราวกับมีเพชรประดับข้างใน อเล็กซิสชอบท่วงท่าของเธอเวลาเต้น มันน่ามองไปหมด พอเห็นผมสีทองเป็นเกลียวพลิ้วไหว เธออดนึกถึงเจ้าชาร์ลีน้องเล็กและผมสีทองของเขาไม่ได้
“มันเป็นเพราะฉันเอง” เธอย้ำ
“เธอใช้เวลานอนมากขึ้นทุกทีแล้วนะ” ออสโล่พูดดัก “อย่าหมกมุ่นกับความฝันจนเกินไป มันเป็นแค่ความฝันนะอเล็กซ์” เธอแน่ใจว่าเขาคงสังเกตเห็นว่าเธอเข้านอนเร็วขึ้นทุกวัน
อเล็กซิสไม่สบตาออสโล่กับเทสซ่า “ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะ”
ฝันเป็นหนทางเดียวที่เธอจะเจอพวกเขาอีก บางคืนเธอนั่งคุยกับพ่อเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ นั่งกินพายแอปเปิลของแม่ หรือบางทีเธอกำลังอ่านหนังสือ มีไบรซ์เล่นกีตาร์คลอ ส่วนเจสซี่นอนอ่านตำราอยู่บนพื้น จูนยังเป็นเพื่อนรักของเธอ เดวี่ก็ยังเป็นแฟนของเธอ แม้แต่เจ้าสุนัขแบลกกี้และแมวแคทเธอรีนยังฟื้นจากหลุมวิ่งเล่นไปทั่วบ้าน คืนนี้เป็นอีกคืนที่เธอเจอเดวี่ เขานั่งอยู่บนโซฟาเพื่อดูแข่งฟุตบอล ส่วนอเล็กซิสนอนอยู่บนตักของเขา
“น่าเสียดายที่นายไม่มีตัวตนจริง ๆ” เธอบอกเขา และหมายถึงเดวี่ที่เธอโหยหา ไม่ใช่เดวี่ที่หลอกลวงเธอ ภายในดวงตาสีฮาเซลคู่นี้ เธอสัมผัสได้ถึงความรักอันบริสุทธิ์ที่เดวี่ตัวจริงไม่มี มันเป็นภาพหลอนที่หอมหวาน ภาพของเด็กหนุ่มที่เธอรักและคิดถึงทุกลมหายใจ
“แล้วที่นั่งอยู่คือใครล่ะ” เขาหัวเราะและก้มลงจูบเธอ แม้จะฝันอยู่ แต่ลมหายใจของเขาอุ่น ทั้งริมฝีปาก และไออุ่นจากตัว เหมือนมีตัวตนอยู่จริง เด็กสาวลุกขึ้นนั่งบนตักแล้วกอดร่างเดวี่ที่ตัวเธอสร้างขึ้น เธอยังรู้ตัวว่านี่คือความฝัน ในภาพหลอน อเล็กซิสพอใจที่จะเสพความสุขแม้เพียงชั่วคราว
“เธอกอดฉันแน่นจัง” เขาว่า “มีอะไรหรือเปล่า”
“ฉันแค่คิดถึงนาย” เธอตอบ แต่สายตากลับเห็นเพดานที่คุ้นเคย อเล็กซิสพยายามรั้งตัวเองให้ฝันต่อไป แต่สุดท้าย ภาพทุกอย่างละลาย เธอตื่น
ห้องที่แต่งแต้มด้วยสีขาวจนเว่อร์ เตียงเดี่ยว ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเขียนหนังสือ และนาฬิกาดิจิทัล เธอหลับตา พยายามกลับไปยังห้องนั่งเล่นและหาเดวี่อีกครั้ง แต่เธอไม่อาจข่มตาหลับต่อไปได้
อเล็กซิสเริ่มไม่แน่ใจว่าตัวเองทำถูกหรือไม่ที่ปฏิเสธเวดไป ในเมื่อเธอต้องการอ้อมกอดของใครสักคน และเวดก็คงให้ความอบอุ่นเธอได้แน่นอน เขามีแขนและแผ่นอกที่กว้างเหมือนเดวี่ แต่ถ้าเธออยู่เคียงข้างเวด จูบของพวกเขาจะเป็นอย่างไร เธอนึกถึงภาพเวดจูบกับสาวผมบลอนด์คนนั้น อเล็กซิสแทบไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเธออยากจูบกับใครสักคนแบบนั้นบ้าง มันทั้งเร่าร้อนและวาบหวาม น่าเสียดายที่ทุกครั้งที่เธอพยายามนึกถึงช่วงเวลาที่เธออยู่กับเดวี่ หน้าสวยคมของจูนกลับปรากฏขึ้นมาแทน แม้มันไม่เจ็บเหมือนตอนนั้น แต่ใช่ว่าจะมีอารมณ์นึกต่อ
สิ่งที่น่าแปลกอีกอย่างคือ เธอมักรู้สึกตัวเสมอเวลาฝัน มันเกิดขึ้นแบบนี้มาหลายคืนแล้ว อย่างที่ออสโล่ว่า มันไม่ใช่หนทางหลบหนีความจริงที่ดีที่สุด เพราะเธอไม่สามารถมีความสุขได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ อันเนื่องมาจากอาการรู้สึกตัวอยู่ตลอด ดังนั้นเวลาเธอฝัน เธอมักหวาดระแวงว่าจะตื่น
เด็กสาวลุกออกจากเตียงแล้วเดินตรงไปยังกระจก เธอมองภาพสะท้อนตัวเอง แทบไม่รู้จักเด็กผู้หญิงในนั้นเลย อเล็กซิสไม่ชอบตัวเองที่เป็นแบบนี้ พ่อเคยบอกว่า รอยยิ้มของเธอสวยที่สุด แต่เป็นไปไม่ได้แล้วที่จะกลับไปยิ้มด้วยรอยยิ้มที่ออกมาจากใจได้เหมือนเดิม
ในเมื่อเธอนอนต่อไม่ได้เพราะเข้านอนเร็วเกินไป สมองไม่ยอมพักต่อ เธอจึงล้างหน้าแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นตัดสินใจออกจากห้อง เธอมุ่งหน้าไปยังทีวีจอยักษ์ ทว่าพบแต่ข้อความที่อ่านเมื่อเช้านี้ ไม่มีข้อความใหม่ใด ๆ ถึงแม้ไม่มีหน้าต่าง แต่เธอยังรับรู้ถึงความแตกต่างระหว่างกลางวันและกลางคืนได้จากจำนวนคนและบรรยากาศที่เงียบสงบ ในเวลานี้ คนอื่นอาจเข้านอนแล้ว หรือไม่ก็ยังปาร์ตี้กันต่อ
เธอนึกถึงห้องท้องฟ้าจำลองที่มักมีกลิ่นกัญชาตลอดเวลา บางทีเวลานี้กลิ่นนั้นอาจจะหายไปแล้ว และคงไม่มีใครรบกวนเวลาเธอนั่งดูดาว
ห้องนั้นห่างจากห้องอาหารอยู่ไม่เท่าไร ใช้เวลาเดินราวหนึ่งถึงสองนาทีก็ถึง อเล็กซิสยืนอยู่หน้าประตูสีดำซึ่งเป็นสีที่แปลกจากประตูอื่น โชคดีเหมือนที่เธอคิดไว้ ไม่มีใครอยู่ในห้อง แต่ยังมีกลิ่นกัญชาหลงเหลืออยู่บ้าง ดวงดาวมากมายส่องแสงระยิบระยับต้อนรับอยู่ด้านใน แม้มันไม่ใช่ท้องฟ้าจริง ๆ แต่เธอประทับใจกับภาพที่เห็นอยู่ดี เพราะมันสวยเกินจริง และเพราะเธอไม่ได้เห็นท้องฟ้ามานานแล้ว
เด็กสาวเดินตรงไปที่เครื่องฉาย พอเธอแตะมัน เสียงสังเคราะห์ดังขึ้น “คุณต้องการให้เราฉายหนังสารคดีหรือไม่”
“บอกรายละเอียดมาทีสิ” เธอพูดกับเจ้าโพรเจกเตอร์ เริ่มคุ้นชินกับการทำงานของระบบต่าง ๆ ในนี้
“มีภาพยนตร์สารคดีสามเรื่อง กำเนิดจักรวาล จุดจบของดวงดาว และโลกของเรา”
“จุดจบของดวงดาว” อเล็กซิสเลือกโดยไม่ลังเล
ดวงดาวนับพันที่รายล้อมรอบกายค่อย ๆ อับแสงลงเรื่อย ๆ จนห้องมืดสนิท อเล็กซิสมองไม่เห็นอะไรเลย ทันใดนั้นดวงดาราส่องสว่างวาบ เธอยืนดูต้นกำเนิดดาวแคระขาว ซูเปอร์โนวา ดาวนิวตรอน และหลุมดำ ด้วยคุณภาพของเครื่องฉายที่ล้ำสมัยเกินกว่าที่เธอเคยเจอ อวกาศจำลองจึงสมจริงราวกับเธอสามารถหายใจอยู่ในห้วงอวกาศได้ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดและดับ การชนกันระหว่างดวงดาวทำให้เธอยืนมองนิ่งไม่ไหวติง ประหนึ่งต้องมนตร์ดารา ความคิดต่าง ๆ ถูกปล่อยให้ไหลไปกับสรรพสิ่งที่ดำรงอยู่ในอวกาศเทียม จากนั้นภาพเหตุการณ์ในชีวิตปรากฏขึ้นในมโนสำนึก ตั้งแต่วันแรกที่เธอกลายเป็นอเล็กซิส เดวิส ช่วงเวลาของเธอกับครอบครัว และเมื่อครั้งที่จากกัน เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นเด็กกำพร้าด้วยซ้ำ ไม่เคยแม้แต่ค้นหาพ่อแม่ตัวจริงที่ทิ้งเธอไป ไม่เคยคิดว่าคาเลบและเบียนน่าเป็นเพียงผู้อุปการะ แต่คือพ่อแม่ของเธอจริง ๆ แต่ถึงกระนั้น ไม่ว่าชีวิตจะผ่านอะไรมาแค่ไหน เธอยังเป็นเพียงเศษฝุ่นในจักรวาล มีอายุขัยสั้นกว่าซูเปอร์โนวาเสียอีก
จะเป็นอย่างไรหากเธอไม่เคยรู้จักคำว่า ‘รักและความอบอุ่นของครอบครัว’ มาก่อน อเล็กซิสจะยอมรับความจริงได้ดีกว่านี้หรือเปล่า ถ้าเกิดพระเจ้ามีอยู่จริง เหตุใดท่านจึงให้เธอสัมผัสถึงความรักและความอบอุ่นของพวกเขาแล้วพรากมันไป การรับมือกับความเจ็บปวดนั้นไม่ง่ายเลย
จุดประสงค์ของแต่ละฝ่ายคืออะไรกัน ทั้งพระเจ้าและรัฐบาล อเล็กซิสครุ่นคิดเมื่อสติสัมปชัญญะกลับคืน หวังว่าดวงดาวจะให้คำตอบแก่เธอ เกิดอะไรขึ้นหลังจากยุคหายนะ รัฐบาลปิดบังเรื่องอะไรไว้บ้าง
“มีหนังสารคดีเรื่องอื่นอีกไหม”
“ต้องใช้เวลาในการดาวน์โหลด”
“ได้”
“โปรดป้อนคีย์เวิร์ด”
“เหตุการณ์หลังยุคหายนะ”
“ไม่มีข้อมูลที่คุณต้องการ”
แหม เร็วไปไหม อเล็กซิสแค่นยิ้มให้กับตัวเอง นึกขันที่พยายามจะหาคำตอบจากเครื่องฉาย ฉับพลันจมูกได้กลิ่นกัญชาลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ
แย่ที่สุด
นายพลเวสลีย์ได้เป็นประธานองค์กรปกครองโลกในเวลาต่อมา มันดูเป็นทางออกที่ทุกคนโล่งใจ พวกเขามองว่าการตายของนิเชลคือกุญแจที่ทำให้โลกมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่สำหรับคนที่รักนิเชล พวกเขาสูญเสียเธอไปตลอดกาลเคียนี่เสียใจมากจนมุ่งมั่นทำแต่งาน เขาไม่เคยกลับไปที่กระท่อมในทรุนน่าห์อีกเลย และนายพลเวสลีย์ไม่ได้ให้ผมอยู่ข้างกายตลอดจนชีวิตของท่านผมอยากเจอนิเชลอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงภาพที่บันทึกไว้ ด้วยเหตุนี้ผมจึงเลือกไปหาเด็กซ์ด้วยตัวเอง...ผมเลือกด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกเด็กซ์ดีใจตอนเห็นผมเดินทางไปหา แต่เขาคาดไม่ถึงว่ามีแค่ผม นิเชลจากไปแล้วตลอดกาล การตายของเธอทำให้เด็กซ์กลับมาซึมเศร้าอีกครั้ง แม้เขาจะมีเพื่อนฝูงมากขึ้น แต่ในโลกนี้ นิเชลคือครอบครัวคนเดียวที่เขามีอยู่ เด็กซ์มองเธอเป็นเพื่อนรักที่ไม่มีคนไหนแทนได้ ผมอยู่กับเด็กซ์จนผมของเขาเป็นสีขาวและสิ้นใจในอีกยี่สิบห้าปีต่อมา และใช่ เด็กซ์เตอร์ ไวท์ไม่เคยมีโอกาสได้กลับบ้านอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับที่ผมไม่สามารถหาทางกลับไปเจอนิเชลได้อีกหากสามารถเดินทางข้ามเวลาได้อย่างที่เด็กซ์เคยทำ บางทีผมควรเตือนให้นิเชลตรวจสอบระบบให้ถี่ถ้วนกว่
การท่องเที่ยวครั้งแรกบนโลกใบนี้ของเด็กซ์ช่างน่าตื่นเต้นจนเสียวไส้ (เขาบรรยายความรู้สึกแบบนี้กับผมในภายหลัง รวมทั้งมีประโยคที่บอกว่า เกือบฉี่ราด) เพราะนิเชลพาเขาบินข้ามทวีปไปยังเมืองแห่งหนึ่ง ยังไม่เคยมีใครมาจุดนี้ และเพราะเหตุนี้จึงยังมีผู้ติดเชื้อหลงเหลือนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นเด็กซ์กลัวความตายหลังจากที่เขาพยายามจะพบมันอยู่สามครั้ง“เราต้องรีบขึ้นยานด่วน” นิเชลตะโกนบอกให้ผมพาเด็กซ์ขึ้นไปขณะที่ตัวเธอยิงสกัดกลุ่มผู้ติดเชื้อ แต่ชายหนุ่มลังเลที่จะทิ้งผู้หญิงคนเดียว กระนั้นเท่าที่ผมประเมินสถานการณ์ตรงหน้า เด็กซ์น่าเป็นห่วงเพราะเขาไม่มีอาวุธแต่อยู่ใกล้ประตูที่สุด ขณะที่นิเชลถูกฝึกมาพร้อม อย่างน้อยเธอรอบคอบพอให้ตัวเองและเด็กซ์สวมชุดป้องกันครบเซตแต่แรก แต่กำลังจะถูกล้อม“อีฟ!” เธอตะโกนอีกครั้งทันใดนั้นผมเห็นผู้ติดเชื้อกลุ่มใหญ่วิ่งพุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว โอกาสที่นิเชลจะวิ่งกลับมาทันมีเพียงยี่สิบเก้าเปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุนี้อาวุธบนมือของผมทำงานทันทีแผ่นเหล็กเปิดลำกล้องปืนยิงสกัดเปิดโอกาสให้นิเชลวิ่งหนีจนค่ารอดชีวิตขึ้นเป็นร้
“แค่สองปี สองปีเท่านั้น!” เด็กซ์ นักบินอวกาศที่เพิ่งมาถึงโลกพบกับความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อเขาเข้าใจว่าประจำการอยู่บนสถานีอวกาศบนดาวอังคารเพียงสองปี และจะเดินทางกลับบ้าน บัดนี้เขานั่งอยู่ในห้องกระจกเพื่อรอผลตรวจร่างกาย แต่ไม่ได้รออย่างเดียว เขาพูด ร้องไห้ และเดินไปมา นิเชลกับผมยืนกอดอกมองเขาอยู่แบบนั้นความแตกต่างระหว่างผมกับนิเชลคือเธอมีสีหน้าเห็นใจและประหลาดใจ ขณะที่ผมแสดงสีหน้าไม่ได้ อันที่จริงคือผมไม่ได้รู้สึกอะไรนอกจากใคร่รู้นับเป็นความรู้สึกหรือไม่นะ“นี่มันบ้าไปแล้ว” เด็กซ์ยังคงพูดใส่กำแพง หรืออาจจะพูดกับตัวเอง เขาพึมพำแบบนี้ไปมา หากข้อมูลที่เด็กซ์กล่าวเป็นจริง นั่นแปลว่าเขาใช้เวลาทำภารกิจยาวนานถึง 257 ปี ซึ่งนับว่ายาวนานเกินไปสำหรับอายุขัยของมนุษย์ ทว่าการปรากฏตัวของเขาทำให้นักวิทยาศาสตร์ที่นี่ตื่นตัว พวกเขาหยุดค้นคว้าเรื่องกาลเวลาและจักรวาลมาสักพักเพื่อฟื้นฟูสภาพของโลกให้มนุษย์อยู่ได้ และดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไป นี่เป็นครั้งแรกที่หัวข้อนี้ได้รับความสนใจอีกครั้งอีกเรื่องหนึ่งคือ ความลับของจักรวาล นอกจากเด็กซ์จะอ้างตัวว
ครั้งแรกที่ผมได้ลืมตาดูโลกใบนี้คือวันที่ 25 ธันวาคม ปี 2302 สิ่งแรกที่ผมเห็นคือมนุษย์เพศเมียผู้มีดวงตาสีน้ำตาลกลมโต เธอมีใบหน้าประมาณฝ่ามือของผม คิ้วสีน้ำตาลเข้มเหมือนสีผมหยักศก และเมื่อผมยืนขึ้นก็พบว่าความสูงของพวกเราเท่ากัน“ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ผมยื่นมือเพราะรู้ว่านี่คือการทักทายตามมารยาทที่ดี และผมก็ทราบด้วยว่าที่เข้าใจในทันทีเป็นเพราะผู้หญิงตรงหน้าได้ป้อนข้อมูลไว้ในหัว “นิเชล”เธอยิ้มกว้างจนนัยน์ตาหยี แต่ไม่ได้จับมือผม เธอเลือกที่จะกอดแทน การกอดของมนุษย์ครั้งนี้ทำให้ผมทราบว่าเธอยินดีมากที่ได้เจอผม ไม่สิ ที่สร้างผมได้สำเร็จ“อีฟ”นั่นคือชื่อของผม อีฟ หากอิงจากข้อมูลในหน่วยความทรงจำที่เธอป้อนไว้ก่อนผมจะเสร็จสมบูรณ์ นิเชลต้องการสร้างผมเพื่อเป็นตัวแทนเพื่อนสนิทในวัยเด็กของเธออีฟ คอร์บิน ผมเห็นใบหน้าของเขาแล้ว รูปถ่ายของเขาบันทึกไว้ในสมองประดิษฐ์นี้ เขามีใบหน้าตอบและสวมแว่นกรอบดำ ผมสีทองยุ่งและค่อนข้างผอม นิเชลขอร้องให้พ่อพาครอบครัวของอีฟเข้ามาในศูนย์หลบภัย เนื่องจากในเวลานั้นอารยธรรมโลกใกล้ล่มสลาย หายนะที่เกิ
ภายในห้องเงียบ แม้แต่สองแฝดยังหันมาปิดปากกันและกัน สายตามองพวกผู้ใหญ่อย่างสงสัย อเล็กซิสเพียงกอดอกนิ่ง“ถือว่าอายุไม่ยืนนักสำหรับคนที่นั่น” เจสซี่ว่า “แต่คนตายแล้ว เราจะไม่อะไรก็แล้วกัน”“เรื่องผ่านมาแล้วด้วย” อเล็กซิสเสริม“ใช่ ๆ”“จะว่าไปเราเตรียมแชมเปญไว้เยอะเลยที่รัก” อเล็กซ์บอก “เอาสักขวดดีไหม”“ดีสิ!” เธอเห็นด้วย และทุกคนต่างปรบมือว่าเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยสักพักเสียงพูดคุยก็ดังขึ้นเหมือนเดิม บรรยากาศกลับมาเฮฮาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรืออาจจะสนุกกว่าเดิมหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ ระหว่างที่สามีของเธอลงไปชั้นใต้ดิน อเล็กซิสเห็นเจสซี่ลุกขึ้นจึงชวนเขาไปช่วยยกขนมในห้องครัวออกมาพี่ชายเริ่มคุยเรื่องงานของเขากับโวลคอฟ แม้ไม่ได้ใช้นามสกุลโวลคอฟ แต่เขาเหมือนเป็นญาติสนิทกับทางนั้นไปแล้ว เมื่อเธอกับอเล็กซ์มาอยู่ที่ลูม งานสิทธิมนุษยชนที่เขาทำอยู่ดึงให้ต้องไปเกี่ยวพันกับโวลคอฟที่สนใจจับกิจกรรมเพื่อสังคมด้านนี้เช่นกัน และเป็นนิโคไล น้องชายของอเล็กซ์ที่ทุ่มให
“เวนดี้ที่รัก น้องชายหนูหลับอยู่น้า” คาเลบบอกหลานสาวเสียงอบอุ่น“ดอมนี่ขี้เซา!” พูดแล้วเวนดี้ก็ตบก้นน้องดังป๊าบ เจ้าโดมินิกวัยสามขวบลืมตาทันที แต่ไม่ได้ร้องไห้จ้าเพียงแต่งอแงยุกยิกบนตัวปู่“โอ๋ ๆ” คาเลบเขย่าตัวปลอบใหญ่ แต่สุดท้ายโดมินิกก็หัวเราะแล้วยืดแขนขาไปมา พอเห็นหน้าอเล็กซิสก็เรียก “มัมมัม”เธอยิ้มให้ลูกชายแล้วทำสัญญาณมือให้พ่อจัดการก่อน คาเลบพยักหน้ารับ“เวนดี้มานี่!” อเล็กซ์เอ่ยเสียงดุแต่หน้ายิ้ม เด็กหญิงวิ่งไปหาพ่อโดยไม่เกร็งกลัว ส่วนวิวิก้าในอ้อมกอดเอโลดี้ก็ดิ้นจะมาหาอเล็กซิส เพื่อนเธอเลยจับอุ้มแล้วส่งให้เลยด้วยความสุภาพบุรุษในบ้านเธอไม่มีใครรับมือกับหน้าที่โฮสต์ได้ดีเท่า อเล็กซิสจึงส่งวิวิก้าให้อเล็กซ์ที่ยังไล่จับเวนเดอร์ลินไมเคิลตบไหล่เธอแล้วทักทายเจสซี่กับอาคุสะที่นั่งหัวเราะเพราะในบ้านเริ่มป่วน เธอสังเกตว่าทุกครั้งที่น้องชายฝาแฝดเจอพี่ชายบุญธรรม พวกเขาจะสบตากันแวบหนึ่งแล้วปรับสีหน้าปกติ เป็นเช่นนี้มาสามสิบปี แม้เจสซี่กลับไปคบกับแฟนเก่าและรัก ๆ เลิก ๆ มาตลอด แถมยังสร้า







