LOGINเพียงแค่เห็นตะไคร่น้ำบนรองเท้า นางก็แช่งคนให้ตกน้ำได้ เพียงแค่ได้กลิ่นชื้นจากกระถางกำยาน นางก็ทายทักเรื่องอาการป่วยได้ หลินเฟิงเหมียน อาศัยความทรงจำอันเป็นเลิศและไหวพริบ เอาตัวรอดจากการถูกรังแกในจวนจนได้ฉายาว่ามีวาจาศักดิ์สิทธิ์ ทุกอย่างกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี จนกระทั่งนางไปเตะตาชินอ๋องฉู่อี้หาน บุรุษจอมจับผิดแห่งศาลต้าหลี่เข้า เขาใช้ข้ออ้างสารพัดเพื่อดึงนางเข้ามาพัวพันกับการสืบคดีและเรื่องวุ่นวาย “ข้าเพียงอยากรู้ ว่าวาจาของเจ้าจะช่วยข้าไขคดีฆาตกรรมได้หรือไม่” “หม่อมฉันมิใช่เทพเซียน หากชินอ๋องทรงว่างมากนัก ก็จงไปงมเข็มในมหาสมุทรเถิด”
View Moreยามซื่อ ตลาดกลางเมืองหลวงเสียนหยางคึกคักไปด้วยผู้คนที่สัญจรไปมา กลิ่นซาลาเปานึ่งสุกใหม่จากร้านแผงลอยริมทางลอยปะปนกับกลิ่นสุราเลิศรสที่โชยมาจากโรงเตี๊ยมฝูหม่านอันเลื่องชื่อ บรรยากาศของเมืองหลวงที่เจริญรุ่งเรืองแผ่ซ่านไปทั่วทุกตรอกซอกซอย ทว่าความสนใจของชาวบ้านในยามนี้กลับไม่ได้อยู่ที่สินค้าล้ำค่าหรืออาหารเลิศรส แต่มุ่งตรงไปยังบริเวณหน้าร้านเครื่องประดับจินอวี้
หลินเฟิงเหมียน คุณหนูใหญ่แห่งจวนอันผิงโหว ยืนอยู่อย่างสงบเสงี่ยม อาภรณ์สีฟ้าอ่อนปักลายกล้วยไม้พลิ้วไหวตามสายลม ใบหน้างดงามหมดจดของนางราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ดวงตาหงส์เรียวยาวทอดมองบุรุษเบื้องหน้าด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา ชุนสือ สาวใช้คนสนิทที่ยืนอยู่เบื้องหลังนางมีสีหน้าขุ่นเคือง สองมือขยำผ้าเช็ดหน้าจนยับย่น บุรุษที่ยืนประจันหน้าอยู่คือกัวรุ่ย ซื่อจื่อแห่งจวนเจี้ยนอานโหว เขาสวมผ้าไหมสีเปลือกมังคุด บนศีรษะสวมกวานหยกประดับมุก ในมือถือพัดจีบด้ามจิ้ว ท่าทางเย่อหยิ่งจองหองดุจไก่ชนที่กำลังพองขนอวดอ้างบารมี อาฟู่ บ่าวรับใช้ข้างกายเขายืนยืดอกเชิดหน้า ราวกับว่าเจ้านายของตนคือผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้า “หนังสือถอนหมั้นส่งไปถึงจวนอันผิงโหวตั้งแต่เมื่อวาน เจ้ายังจะตามมารังควานข้าถึงกลางตลาดอีกหรือ หลินเฟิงเหมียน” กัวรุ่ยแค่นเสียงหัวเราะเยาะหยัน หลินเฟิงเหมียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ซื่อจื่อหลงตัวเองเกินไปกระมัง ข้าเพียงออกมาเลือกซื้อปิ่นปักผมกับสาวใช้ ผู้ใดจะหยั่งรู้ว่าก้าวออกจากร้านแล้วจะต้องมาพบท่านให้เสียสายตา” “ทำเป็นปากแข็งไปเถิด” บุรุษตรงหน้าสะบัดพัดจีบกางออก “สตรีปากคอเลาะร้ายไร้ความอ่อนหวานเช่นเจ้า จวนเจี้ยนอานโหวของข้าไม่มีวันรับเป็นสะใภ้ สู้หลินเยวี่ยหรูน้องสาวเจ้าก็ไม่ได้ นางทั้งอ่อนโยนและรู้กาลเทศะกว่าเจ้าเป็นไหนๆ” ชาวบ้านรอบข้างเริ่มจับกลุ่มซุบซิบ การถูกบุรุษหักหน้าและเปรียบเทียบกับน้องสาวต่างมารดากลางตลาดเช่นนี้ สตรีทั่วไปคงน้ำตานองหน้าด้วยความอับอายไปแล้ว ทว่าหลินเฟิงเหมียนเพียงแค่กวาดสายตามองกัวรุ่ยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างพินิจพิเคราะห์ จมูกของนางได้กลิ่นแป้งหอมราคาถูกและกลิ่นสุราหมักชั้นเลวมาจากตัวเขา กลิ่นเช่นนี้มิใช่กลิ่นสุรานารีแดงจากโรงเตี๊ยมฝูหม่านอย่างแน่นอน แต่เป็นกลิ่นเฉพาะตัวของสุราจากหอคณิกาแถบชายขอบเมืองหลวง ปลายแขนเสื้อด้านซ้ายของเขามีรอยยับย่นและรอยเปื้อนสีชาดจางๆ รอยนั้นเกิดจากการถูกสตรีซบอิงแอบ และที่สำคัญที่สุด เมื่อสายตาของนางเลื่อนไปหยุดอยู่ที่ปลายรองเท้าผ้าหุ้มข้อของเขา นางก็เห็นคราบดินโคลนสีดำคล้ำและเศษตะไคร่น้ำสีเขียวเกาะติดอยู่ที่ส้นรองเท้า ฝนตกหนักเมื่อสามวันก่อน พื้นถนนในเมืองหลวงเสียนหยางปูด้วยหินเรียบ แห้งสนิทไปนานแล้ว จะมีตะไคร่น้ำและดินโคลนเช่นนี้ได้อย่างไร หากมิใช่ว่าเมื่อคืนซื่อจื่อผู้นี้ลอบไปเที่ยวหอคณิการิมคูน้ำคลำท้ายเมือง แล้วเดินย่ำผ่านตรอกแคบที่แสงแดดส่องไม่ถึงจนรองเท้าเปรอะเปื้อน ตะไคร่น้ำพวกนั้นยังสดใหม่ แสดงว่าพื้นรองเท้าของเขาย่อมลื่นมาก นางแย้มยิ้มบางเบา “เช่นนั้นก็ยินดีด้วย เมื่อคืนซื่อจื่อคงลอบไปชมจันทร์ริมคูน้ำท้ายเมืองมาจนเพลิดเพลินกระมัง” กัวรุ่ยชะงักฝีเท้า “เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใด” “ถนนเส้นนี้ปูด้วยหินขัดมัน” หลินเฟิงเหมียนชี้พัดในมือไปที่พื้นเบื้องหน้าเขา “ข้าขอเตือนด้วยความหวังดี ระวังตะไคร่น้ำที่ส้นรองเท้าของท่านจะพาท่านลื่นตกลงไปในคูน้ำคลำให้เป็นที่ขบขันนะเจ้าคะ” กัวรุ่ยหน้าดำหน้าแดง ถลึงตาใส่นางด้วยความโกรธเกรี้ยว “เจ้ากล้าแช่งข้าหรือ นังงูพิษ คิดว่าพูดจาเหลวไหลแล้วข้าจะหวาดกลัวหรือ ข้าเดินถนนเส้นนี้มาตั้งแต่เด็ก หลับตายังเดินได้ ไม่เคยลื่นล้มสักครา” เขากระแทกเสียงใส่ แล้วหันหลังก้าวเดินออกไปอย่างรวดเร็วเพื่อแสดงความไม่แยแสต่อคำเตือนของนาง อาฟู่รีบวิ่งกึ่งเดินตามหลังเจ้านายไปติดๆ หนึ่งก้าว สองก้าว สามก้าว ตรงมุมถนนบริเวณนั้นมีแผ่นหินที่ถูกน้ำล้างผักของแม่ค้าสาดใส่จนเปียกชื้น เมื่อพื้นรองเท้าที่ติดตะไคร่น้ำของกัวรุ่ยเหยียบลงไปบนแผ่นหินเปียกชื้นนั้น … ร่างสูงโปร่งของซื่อจื่อแห่งจวนเจี้ยนอานโหวเสียหลักหงายหลัง สองแขนแกว่งไกวกลางอากาศหมายจะคว้าที่ยึดเหนี่ยว พัดจีบกระดูกงูลอยหลุดจากมือ อาฟู่ที่วิ่งตามมาหยุดฝีเท้าไม่ทัน ชนเข้าที่แผ่นหลังของเจ้านายเต็มแรง ร่างของกัวรุ่ยร่วงหล่นลงไปในคูน้ำคลำริมถนน น้ำโคลนสีดำและเศษผักเน่าเปื้อนชุดผ้าไหมราคาแพง กวานหยกหลุดลุ่ย เส้นผมเผ้ายุ่งเหยิงและเปื้อนโคลน กลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งกระจายออกไปจนชาวบ้านรอบข้างต้องยกมือขึ้นบีบจมูกแล้วถอยออกห่าง “คุณชาย” อาฟู่ที่ล้มลุกคลุกคลานอยู่ริมขอบคูน้ำตะเกียกตะกายลงไปดึงร่างเจ้านายขึ้นมา กัวรุ่ยสำลักน้ำโคลนไปสองอึก ใบหน้าหล่อเหลาบัดนี้เต็มไปด้วยคราบสกปรก เขาชี้หน้ามาทางหลินเฟิงเหมียนด้วยมือที่สั่นเทา “เจ้า นังปีศาจ เจ้าแช่งข้า” หลินเฟิงเหมียนหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับมุมปากที่ยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม นางส่ายศีรษะช้าๆ “ข้าอุตส่าห์กล่าวเตือนแล้ว ท่านไม่ระวังเองนี่นา ชุนสือ เรากลับกันเถิด อากาศแถวนี้ชักจะเริ่มมีกลิ่นเหม็นเน่าเสียแล้ว” “เจ้าค่ะคุณหนู บ่าวก็รู้สึกเหม็นจนจะอาเจียนแล้วเช่นกัน” ชุนสือรับคำเสียงใส ใบหน้าของสาวใช้เต็มไปด้วยความสะใจ นายบ่าวสองคนหันหลังเดินจากไปอย่างสง่างาม ทิ้งให้กัวรุ่ยโวยวายอยู่ในคูน้ำคลำท่ามกลางเสียงหัวเราะและเสียงซุบซิบที่เริ่มเปลี่ยนทิศทาง ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต่างเบิกตากว้าง มองตามแผ่นหลังของคุณหนูใหญ่จวนอันผิงโหวราวกับเห็นเทพเซียนลงมาจุติ “วาจาศักดิ์สิทธิ์ สวรรค์ส่องทางแล้ว พอคุณหนูหลินพูดเตือน ซื่อจื่อหน้าเหม็นก็ร่วงลงคูน้ำไปเลย”หลังจากการเปิดหน้าต่างปัดเป่าลมดับสูญในตำหนักคุนหนิงจนฮองเฮาหายจากอาการประชวร ชื่อเสียงของคุณหนูใหญ่จวนอันผิงโหวก็พุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด บรรดาของพระราชทานที่หลั่งไหลเข้ามายังเรือนอู๋ถงแทบจะล้นทะลักออกมานอกประตู ทว่าความรุ่งโรจน์นี้กลับนำมาซึ่งความริษยาและหวาดระแวงจากผู้คนรอบข้าง โดยเฉพาะผู้ที่เป็นบิดาบังเกิดเกล้ายามเฉิน หลินโหวเดินขัดมือไพล่หลังเข้ามาในเรือนอู๋ถงด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม สายตาของเขากวาดมองหีบผ้าไหมและเครื่องหยกที่วางเรียงรายอยู่มุมห้องด้วยความโลภที่ปิดปังไม่มิด“เฟิงเหมียน” หลินโหวกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนประดุจบิดาผู้เมตตา “ของประทานเหล่านี้ช่างล้ำค่ายิ่งนัก เรือนอู๋ถงของเจ้าคับแคบ ซ้ำบ่าวไพร่ก็น้อยนิด พ่อเกรงว่าจะดูแลรักษาได้ไม่ทั่วถึง หากมีขโมยลอบเข้ามาจะแย่เอาได้ พ่อให้พ่อบ้านมาช่วยขนไปเก็บไว้ที่คลังใหญ่ของจวนดีหรือไม่ ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นคนตระกูลหลิน ทรัพย์สินของเจ้าก็ถือเป็นหน้าเป็นตาของจวนเรา”หลินเฟิงเหมียนกำลังนั่งจิบชาอย่างสงบ นางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะกระเบื้องเคลือบช้าๆ ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมองบิดา“หลินโหว ท่านช่างมีความหวังดีต่อข้าเสียจริง” น้ำเสียงของนางราบเรียบไ
ณ ตำหนักคุนหนิง อันเป็นที่ประทับของฮองเฮาบรรยากาศภายในตำหนักโอ่อ่ากลับอับทึบและชวนให้อึดอัดเป็นอย่างมาก หน้าต่างทุกบานถูกปิดสนิทและกั้นด้วยม่านมุกทับด้วยผ้าม่านกำมะหยี่สีแดงหนาทึบ เพื่อป้องกันลมวสันต์ที่หมอหลวงเชื่อว่าเป็นต้นเหตุของอาการหวัด กลิ่นกำยานที่ถูกจุดทิ้งไว้ในกระถางทองเหลืองใบใหญ่กลางโถง ส่งกลิ่นหอมฉุนจนแสบจมูก ลอยอบอวลปะปนกับกลิ่นยาต้มฮองเฮาประทับนอนอยู่บนแท่นบรรทม พระพักตร์ซีดเซียวไร้สีเลือด ใต้พระเนตรดำคล้ำ พระอุระกระเพื่อมขึ้นลงอย่างยากลำบาก เสียงไอแห้งๆ ดังขัดจังหวะความเงียบเป็นระยะ บรรดานางกำนัลต่างยืนก้มหน้าตัวสั่น หมอหลวงชราสองคนคุกเข่าอยู่หน้าแท่นบรรทมด้วยเหงื่อที่แตกพลั่ก“ทูลฮองเฮา คุณหนูใหญ่สกุลหลินมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีหน้าประตูกราบทูล“ให้นาง... แค่กๆ ... ให้นางเข้ามา” ฮองเฮาตรัสด้วยสุรเสียงแหบพร่าหลินเฟิงเหมียนก้าวเดินเข้ามาภายในตำหนัก ทันทีที่นางข้ามธรณีประตู จมูกอันละเอียดอ่อนของนางก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง กลิ่นกำยานที่หอมฉุนนี้ แม้จะเป็นไม้กฤษณาชั้นเลิศ ทว่ามันกลับมีกลิ่นเหม็นอับชื้นประหลาดๆ ซ่อนอยู่ ซ้ำอากาศในห้องที่ปิดทึบยังทำให้กลิ่นจากการ
กลางฤดูวสันต์ ดอกลี่ฮวาในเมืองหลวงเฉิงอันร่วงหล่นโปรยปรายประดุจหิมะต้นฤดู บรรยากาศควรจะสดชื่นแจ่มใส ทว่าภายในกำแพงสีแดงตระหง่านของพระราชวังหลวงกลับถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกแห่งความตึงเครียดข่าวลือเล็ดลอดออกมาจากตำหนักคุนหนิงว่า ฮองเฮาผู้กุมอำนาจสูงสุดแห่งวังหลังทรงพระประชวรหนักมาเป็นเวลาเจ็ดวันเจ็ดคืนแล้ว อาการของพระองค์เริ่มต้นจากอาการวิงเวียนศีรษะ ตามมาด้วยอาการไอเรื้อรังจนแทบขาดใจ และแน่นหน้าอกจนบรรทมไม่ได้ บรรดาหมอหลวงแห่งสำนักลี่มู่ต่างถูกเรียกตัวเข้าเฝ้าที่ตำหนักคุนหนิงตลอดทั้งคืน ทว่าไม่ว่าจะจัดเทียบยาขนานใด หรือฝังเข็มกี่สิบเล่ม พระอาการกลับยิ่งทรุดหนักลงเรื่อยๆฮ่องเต้ทรงพิโรธอย่างหนัก สั่งลงโทษโบยหมอหลวงไปแล้วหลายนาย โทษฐานไร้ความสามารถรักษาพระมารดาของแผ่นดิน ท่ามกลางความสิ้นหวังและมืดแปดด้าน ขันทีคนสนิทของฮองเฮาจึงกราบทูลเสนอแนะขึ้นมาว่า ในเมื่อหมอหลวงไม่อาจรักษาได้ บางทีอาจเป็นเรื่องของ ‘สิ่งลี้ลับ’ หรือ ‘อาถรรพ์’ และในเมืองหลวงเฉิงอันยามนี้ ผู้ที่สามารถสื่อสารกับสวรรค์และปัดเป่าภัยร้ายได้ดีที่สุด ย่อมหนีไม่พ้น ‘สตรีวาจาสิทธิ์’ คุณหนูใหญ่สกุลหลินด้วยเหตุนี้ ราชโองการเรียกตัวห
ในขณะที่หลิวเหวินป๋อกำลังฝันหวานถึงกองเงินกองทอง เสียงประตูห้องรับรองก็ถูกเลื่อนออกอย่างเงียบเชียบ สตรีร่างบางในชุดผ้าไหมสีครามเข้มก้าวเข้ามาภายในห้อง ใบหน้างดงามถูกปกปิดด้วยผ้าแพรบางเบาครึ่งล่าง ทว่าดวงตาหงส์ที่โผล่พ้นผ้ามานั้น กลับแผ่รังสีเยียบเย็นและทรงอำนาจจนทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปฉับพลัน“คุณหนูใหญ่หลิน!” หลิวเหวินป๋อสะดุ้งสุดตัว เขารู้จักสตรีร้ายกาจผู้นี้ดี ข่าวลือเรื่องวาจาสิทธิ์ของนางแพร่สะพัดไปทั่วเมือง เขาพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ “ท่านมาทำอันใดที่นี่ ที่นี่คือห้องส่วนตัวนะขอรับ”หลินเฟิงเหมียนก้าวเดินอย่างเนิบนาบมาหยุดยืนข้างโต๊ะน้ำชา นางไม่ได้สนใจคำทักท้วงของเขา แต่กลับหันไปมองสหายรัก “ซูหยา บังเอิญเสียจริง ข้ามาจิบชาห้องข้างๆ ไม่คิดว่าจะพบเจ้าที่นี่ กำลังสนทนาเรื่องบทกวีกับคุณชายหลิวอยู่หรือ”“เฟิงเหมียน นั่งลงก่อนสิ” หวังซูหยารีบลุกขึ้นเชิญสหายให้นั่งลงข้างๆ ราวกับเห็นไม้กระดานช่วยชีวิตหลิวเหวินป๋อขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ การดูตัวของเขากำลังไปได้สวย สตรีวาจาอัปมงคลผู้นี้มาก่อกวนด้วยเหตุใด ทว่าเขาไม่อยากเสียกิริยาต่อหน้าว่าที่ภรรยา จึงฝืนยิ้มทักทาย “คุณหนูหลิน ข้าไ
ข่าวลือเรื่องนกกาโฉบลงมาจิกมวยผมของคุณหนูรองจวนอันผิงโหวกลางงานเลี้ยงชมบุปผา กลายเป็นเรื่องขบขันที่ผู้คนในเมืองหลวงเฉิงอันนำมาเล่าสู่กันฟังอย่างสนุกปาก ชื่อเสียงที่หลินเยวี่ยหรูอุตส่าห์เพียรพยายามสร้างสมมาตลอดหลายปีพังทลายลงในพริบตา บัดนี้สตรีทั่วเมืองหลวงต่างมองนางเป็นเพียงตัวตลกที่พยายามแต่งกายหร
นางหยิบตะเกียบเงินจากโต๊ะอาหารมาเขี่ยขี้เถ้าในเตาเครื่องหอม ขี้เถ้าส่วนใหญ่เป็นสีเทาอ่อน ทว่ามีบางส่วนที่จับตัวเป็นก้อนสีดำคล้ำ และส่งกลิ่นขมคล้ายเมล็ดซิ่งลอยมาแตะจมูก“ยาพิษไม่ได้อยู่ในอาหารเพคะ แต่อยู่ในอากาศ” หลินเฟิงเหมียนใช้ตะเกียบเงินคีบก้อนขี้เถ้าสีดำนั้นขึ้นมาให้ฉู่อี้หานดู “นี่คือพิษหญ้ากล
ยามเฉิน ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงเฉิงอันแห่งราชวงศ์ต้าเซี่ยแจ่มใสไร้เมฆหมอก แสงแดดสีทองสาดส่องกระทบกระเบื้องหลังคาของจวนขุนนางน้อยใหญ่ บรรยากาศยามเช้าเต็มไปด้วยความสดชื่น ทว่าสำหรับหลินเฟิงเหมียน เช้าวันนี้กลับเริ่มต้นด้วยความวุ่นวายเล็กน้อย เมื่อรถม้าคันใหญ่ประดับตราศาลต้าหลี่มาจอดเทียบหน้าประตูจวนอัน
หลินเฟิงเหมียนปัดชายเสื้อที่ไม่มีแม้แต่รอยเปื้อนอย่างใจเย็น นางกวาดสายตามองการกระทำละครฉากใหญ่ของน้องสาว ทันใดนั้น สายตาของนางก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งบนกิ่งต้นท้อใหญ่ที่อยู่เหนือศีรษะของหลินเยวี่ยหรูขึ้นไปนกตัวสีดำสนิทขนาดใหญ่กำลังเกาะอยู่บนกิ่งไม้ ดวงตาของมันจ้องเขม็งลงมาเบื้องล่าง มันไม่ได้สนใจเศษข






reviews