แชร์

หอตรงข้าม /2

last update วันที่เผยแพร่: 2026-07-16 15:28:10

               “ก็คงต้องหาเวลาไปเจรจาขอโทษพี่เขาอ่ะ แต่ตารางเรียนเราไม่มีทางตรงกับพี่เขาแน่ อีกอย่างช่วงนี้ปีสี่น่าจะเริ่มส่งโปรไฟล์เพื่อไปฝึกงานกันแล้วนะ” ฉันบอกพลางเก็บหนังสือเรียนวิชาแคลคูลัสเข้ากระเป๋าไว้เหมือนเดิมเพราะนาฬิกาข้อมือบอกเวลาใกล้เข้าเรียนแล้ว

               “เรียนอิ๊งห้องไหนกัน” ปิ่นถาม

               “เราห้องสอง” พาร์ทตอบเป็นคนแรก

               ฉันหยิบตารางเรียนที่ปรินท์ออกมาจากเว็บขึ้นมาดู “เราห้องสามอ่ะ”

               “เราห้องเดียวกับพาร์ท” ปิ่นบอกก่อนจะหันไปทางแก้ว “แล้วแก้วอ่ะ”

               “เราห้องหนึ่ง” แก้วบอก

               “โอเค งั้นแยกย้ายกันตรงนี้เลยก็ได้ พรุ่งนี้เจอกันนะทุกคน” ฉันโบกมือลาเพื่อนๆ

               เพราะทุกคนเรียนอังกฤษกันคนละห้อง แถมหอพวกเราแต่ละคนยังคนละหออีกด้วย ฉันพักอยู่หอนอกใกล้ๆกับมหาวิทยาลัย ส่วนพาร์ทกับปิ่นอยู่หอใน แก้วอยู่คอนโดญาติซึ่งห่างจากมหาวิทยาลัยไปค่อนข้างไกลนิดหน่อย ตอนนี้ก็เป็นเวลาบ่ายสองกว่าๆแล้วด้วย เรียนคลาสนี้ก็กินเวลาไปตั้งสองชั่วโมง เลิกคลาสก็คงเย็น เพราะฉะนั้นแยกย้ายกันตรงนี้เลยดีกว่า

               พอเรียนเสร็จฉันก็ต้องเอาเวลาไปคิดอีกว่าจะไปขอโทษพี่เฟียตยังไง

               โดยที่ไม่ต้องเห็นเขาฉีกยิ้มให้อีก เพราะฉันหัวใจจะวาย

              

               FIATT Talks.

               หลังจากเกิดเหตุการณ์เมื่อช่วงเที่ยงที่ผ่านมา หน้าฟีดข่าวบนเฟสบุ๊คของผมที่ควรจะมีข่าวเกี่ยวกับการศึกษาหรือข่าวในชีวิตประจำวันทั่วไป กลับมีแต่ข่าวไร้สาระจากทางเพจที่ถูกตั้งขึ้นใหม่อย่าง ‘ขาโหดวิศวะ ปะทะ เฟรชชี่หน้าใส’ บ้าบออะไรนี่ ทำให้ผมหงุดหงิดทั้งวันจนอยากจะเข้าบาร์เพื่อหาอะไรกระแทกปากตัวเอง

               ถ้าไม่ติดว่าตอนนี้กำลังรักษาโปรไฟล์เพื่อส่งเข้าไปฝึกงาน ป่านนี้ผมได้เมาเละเทะไปแล้ว

               “มึงเห็นเพจ...”

               “ขาโหดวิศวะปะทะเฟรชชี่หน้าใส?” ยังไม่ทันที่ไอ้คินทร์จะเอ่ยถาม ผมก็แทรกพูดซะก่อน มันพยักหน้าหงึกๆก่อนจะมองหน้าผมคล้ายกับอยากจะถามความรู้สึกในตอนนี้ “เห็นแล้ว” ผมตอบ

               “รู้สึกยังไงบ้างครับเพื่อนรัก /// จ่อไมค์ถาม” มันพูดพร้อมกับกำกำปั้นยื่นมาจ่อที่ปากผมคล้ายไมโครโฟน

               “หงุดหงิด” ผมตอบอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก คนพวกนี้ไม่มีอะไรทำกันแล้วหรือไง

               “ใจเย็นๆนะเพื่อนเฟียต กูว่าน้องเขาก็โอเคอยู่นะ กล้าเถียงกับมนุษย์ยุคหินอย่างมึงด้วย” ไอ้คินทร์ทำท่าจะหัวเราะออกมา แต่พอมันเห็นผมส่งสายตาดุดันให้ก็ถึงกับเงียบเสียงลง

               “ไปนอนที่อื่นเลยไปมึง” ผมไล่พร้อมกับโยนหมอนสีขาวใส่หัวมันจนกระเด็นลงพื้น

               “ไม่ได้นะเพื่อนเฟียต เพื่อนเฟียตจะทิ้งเพื่อนคินทร์แบบนี้ไม่ได้” มันส่ายหน้าพรืดก่อนจะค่อยๆย่องก้าวเท้าขึ้นมาบนเตียง

               ยิ่งกว่าผีจูออนอีกไอ้บ้าติ๊งต๊องนี่...

               “กูเกลียดมึงไอ้คินทร์!” ผมด่ามันก่อนจะนอนหันตะแคงข้างให้

               ตอนนี้เป็นเวลาสองทุ่มแล้ว และผมกับไอ้คินทร์เราอยู่กันที่หอใกล้กับมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นหอที่ผมพำนักพักพิงกับเพื่อนอย่างไอ้คินทร์มาเป็นเวลาสามปีกว่าแล้ว ยกเว้นช่วงที่มหาวิทยาลัยปิดภาคเรียน ผมกับไอ้คินทร์เราถึงจะบินกลับกรุงเทพเพื่อไปสังสรรค์กับครอบครัว

               “เฟียตๆ กูขอตังค์หน่อยดิ จะไปแดกก๋วยเตี๋ยวข้างล่าง” ไอ้คินทร์ที่ตอนนี้หน้ามันแปะมาส์กโคลนสีดำอยู่ทำท่าลูบท้องตัวเองวนๆ โดยที่อีกมือยื่นมาตรงหน้าผม

               “ตลอดเลยมึงเนี่ย” ผมส่ายหน้าอย่างเอือมระอากับมัน แต่ก็ยอมคว้ากระเป๋าสตางค์มาควักเงินแบงค์ห้าร้อยให้มันแต่โดยดี เพราะถ้าไม่ให้เดี๋ยวแม่ผมก็ด่าผมหูชาอีก

               เพราะแม่ผมกับแม่ไอ้คินทร์เป็นเพื่อนกัน แล้วครอบครัวผมกับครอบครัวไอ้คินทร์ก็ยังทำธุรกิจร่วมกันอีกด้วย แต่ผมเพิ่งได้รู้จักกับมันเมื่อตอนมัธยม เพราะตอนประถมเราเรียนกันคนละโรงเรียน

               “ขอบคุณนะเพื่อนเฟียตที่น่ารักของกู” มันฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวๆในปากก่อนจะเดินออกไป

               “แล้วจะไปทั้งๆที่หน้ามึงยังมีมาส์กอยู่อ่ะนะ” ผมถามเสียงสูง

               “เอ้อ.. ลืมเลย กูไปล้างแป๊บ” แทนที่จะเดินไปเปิดประตูเพื่อเดินออกไปเลย แต่ไอ้คินทร์กลับเลือกที่จะเดินเข้าห้องน้ำเพื่อล้างมาส์กหน้าออก

               เห็นมันเป็นแบบนี้ แต่แท้ที่จริงแล้วไอ้นี่น่ะโคตรเจ้าสำอาง บำรุงรักษาผิวหน้าผิวกายมากกว่าผู้หญิงบางคนที่เรียนวิศวะซะอีก แต่ผมไม่ได้เป็นแบบมันนะ ผมใช้แค่โฟมล้างหน้าก็เพียงพอแล้ว

               “กูล้างเสร็จละ ไปแดกเตี๋ยวแป๊บ ล็อกห้องดีๆนะเพื่อนรัก เดี๋ยวกูกลับมา” มันเดินออกจากห้องน้ำตรงไปยังประตูห้องแล้วบอกทิ้งท้ายเอาไว้

               “ไอ้สัตว์!” ผมด่ามันเสียงดังจนก้องห้อง

               ก็เพราะมันชอบพูดแบบนี้ใส่ผมไง หลายคนในมหาวิทยาลัยถึงได้สงสัยว่าผมกับมันเป็นเกย์กันหรือเปล่า เพราะทั้งผมและไอ้คินทร์ เราทั้งคู่ยังไม่มีแฟน ไอ้คินทร์น่ะโสดมาปีกว่าๆ ส่วนผมน่ะโสดมาตลอดชีวิต

               ไม่ต้องถามหรอกนะว่าทำไม คำตอบน่าจะชัดเจนพอตัวอยู่แล้วว่าคงไม่มีใครอยากได้คนปากหมาเป็นแฟน

               แต่ก็แล้วไง.. ก็หนักหัวเขานั่นแหละ ผมไม่ได้หนักอะไรด้วยเลย

               FILM Talks.

               ตัวหนังสือที่ฉันเลื่อนสายตาผ่านในแต่ละตัวถูกอ่านเข้าสมองซ้ายไหลออกสมองขวาทั้งหมด เพราะฉันไม่มีสมาธิเอาซะเลย จะเพราะอะไรซะอีกล่ะ ก็เพราะเฟสบุ๊คฉันดันมีคนแอดมาขอเป็นเพื่อนตั้งเกือบห้าร้อยคน ซึ่งปกติฉันไม่รับคนแปลกหน้าด้วย มันเลยขึ้นแจ้งเตือนจนทำให้โทรศัพท์ฉันเกือบค้างเลย

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • WARNING! เตือนแล้วนะ   บทส่งท้าย

    FIATT Talks.บางครั้งความรักก็นับว่าเป็นเรื่องที่แปลกประหลาด...บางคนพยายามไล่ตามทั้งชีวิตก็ไม่เคยพบเจอ แต่กับบางคนแค่เดินผ่านกันไปมา จู่ๆก็ได้มาลงเอยกันแบบงงๆ ผมไม่เคยเข้าใจเลยว่าความรักมันเกิดขึ้นมาแบบไหน นิยามสำหรับมันคืออะไร ใครเป็นคนสร้างมันให้เกิดขึ้นมาแต่กับคนตรงหน้า... คนที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆอย่างในชีวิตผม คนที่ทำให้ผมปวดหัวและสับสนในความรู้สึกของตัวเอง คนที่ทำให้ผมร้องไห้ได้เพียงเพราะเธอรับดอกไม้จากคนอื่นที่ไม่ใช่ผม เรื่องราวต่างๆมากมายที่ผมไม่เคยพบเจอ มันเกิดขึ้นกับผมแล้วในตอนนี้เด็กผู้หญิงผมม้า ตัวเล็ก หน้าตาจิ้มลิ้มตรงหน้าผม ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าผมกับเธอจะได้มาเป็นแฟนกัน วันแรกที่เราเจอกันไม่ได้สวยหรูอย่างคู่รักคู่อื่น เราไม่ได้ตกหลุมรักกันตั้งแต่ครั้งแรกที่พบหน้า เราเริ่มรู้จักกันมากขึ้นทีละนิดอย่างไม่ได้ตั้งใจ เหตุการณ์หลายอย่างรอบตัวของเราทั้งคู่ล้วนเกิดขึ้นจากความไม่ตั้งใจ“พี่เฟียตต้องเก็บเกียร์อันนี้ไว้ให้ดีๆนะคะ” ฟิล์มบอกเมื่อผมรับเกียร์กระดาษจากเธอมาสวมเรียบร้อยแล้วเกียร์กระดาษที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษ เป็นแค่กระดาษแข็งที่เธอตัดเป็นรูปเกียร์แล้วเอามาห้อยกับ

  • WARNING! เตือนแล้วนะ   ฝนซาฟ้าใหม่ /3

    เพี๊ยะ!“พี่เฟียต!!!”ฉันตีแขนเขาไปหนึ่งทีอย่างหมั่นไส้เมื่อจู่ๆเขาก็โพล่งขึ้นมาเสียงดังจนทั้งร้านหันมามองที่เราสองคนเป็นตาเดียว เพื่อนฉันที่นั่งเงียบอยู่ในตอนแรกถึงกับนั่งตาถลนมองฉันกับพี่เฟียตไปแล้ว“ฮ่าๆๆ! พี่ล้อเล่น” พี่เฟียตระเบิดหัวเราะออกมา ก่อนจะก้มหน้ามองฉันที่กำลังเบะปากให้เขาอยู่“โห่พี่...” เสียงพาร์ทดังขึ้นมา เรียกสายตาจากทุกคนในกลุ่มให้หันไปมอง “มากินชาบูนะครับ ไม่ได้ให้มานั่งจีบเพื่อนผมแบบไม่ไว้หน้าพวกผมแบบนี้”“…” ทั้งโต๊ะก็เงียบเสียงลงโดยฉับพลัน“ดูดิ เพื่อนผมเขินจนตัวพองออกแล้วเนี่ย”“พาร์ท!!!” ฉันถลึงตาใส่พาร์ทที่เอ่ยแชวฉันอีกคนวันนี้ทุกคนเป็นอะไรกันไปหมดเนี่ย ยุ่งกับน้ำหนักตัวฉันกันจัง อ้วนแล้วไงล่ะ อ้วนก็ไม่ได้ไปหนักที่ส่วนไหนของใครนี่!“อ๋อแอ๋ๆ ล้อเล่นน่า... ไม่งอนนะฟิล์ม” พาร์ทยื่นมือมาแกว่งต่อหน้าต่อตาฉันเหมือนกับต้องการจะง้อ“น้ำหนักตัวของแฟนพี่มันเอามาล้อเล่นกันได้เหรอครับ” แต่แล้วพี่เฟียตก็สวนกลับขึ้นมา“…”ทั้งโต๊ะเกิดความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง เรียกว่าเงียบกริบกันทุกคน แม้แต่คนที่คุยเยอะอย่างพี่วิวก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยขึ้นมา บรรยากาศตึงเครียดลงไปทุกขณะ ฉันห

  • WARNING! เตือนแล้วนะ   ฝนซาฟ้าใหม่ /2

    “เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่แชทไลน์หานะ ตอนนี้ขอไปกินข้าวก่อน หิวจะแย่แล้ว” พี่ไบรท์ทำท่าลูบท้องวนๆให้ฉันดู พร้อมกับส่งรอยยิ้มที่กว้างกว่าเดิมขึ้นมาอีกหน่อยมาให้ฉัน“โอเคค่ะ” ฉันยกมือข้างขวาขึ้นทำเป็นสัญลักษณ์ตกลงส่งให้เขาพี่ไบรท์ยิ้มตบท้ายกลับมาให้ฉันอีกเป็นรอบที่สาม เขาเดินออกไปพร้อมกับโบกมือลาไปด้วยและฉันก็หวังแค่ว่าจะมีใครสักคนที่เข้ามาเยียวยาจิตใจที่บอบช้ำจากความรักครั้งนี้ของเขาโดยเร็ววัน...ครืด!ยังไม่ทันที่ฉันจะได้กลับออกจากตึกของพี่ไบรท์ เสียงสั่นจากโทรศัพท์ก็ทำให้ฉันชะงักฝีเท้าที่กำลังเดินลง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบมันออกมาจากกระเป๋าสะพายของตัวเอง พบว่าเป็นข้อความเมสเซนเจอร์จากกลุ่มเพื่อนตัวแสบของฉันเองพาร์ท : หิวชาบูววววว~ปิ่น : เราไปด้วยแก้ว : ดีลลลลล~ฉันฉีกยิ้มให้กับความหิวโหยของเพื่อนทั้งสามคน ก่อนจะพิมพ์ตอบพวกนั้นกลับไป เพราะท้องของตัวเองตอนนี้ก็เริ่มจะเรียกร้องอาหารแล้วเหมือนกันฟิล์ม : ที่ไหนนนนนพาร์ท : ชาบูย่าหน้ามอเถอะ ใกล้สุดแล้วรอบๆมหาวิทยาลัยของฉันนอกจากจะล้อมรอบไปด้วยร้านนั่งเล่นชิลๆและร้านเหล้าแล้ว ก็เห็นจะมีร้านหมูกระทะกับร้านชาบูนี่แหละที่คนเต็มร้านทุกวัน เรียกได

  • WARNING! เตือนแล้วนะ   ฝนซาฟ้าใหม่

    ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางหมดแล้ว จะเหลือก็แต่พี่ไบรท์ที่ยังไม่ยอมตอบไลน์และรับสายฉันเท่านั้น ตอนนี้ฉันมาดักรอพี่ไบรท์อยู่ที่ตึกเรียนที่เพื่อนพี่ไบรท์บอกว่าเขามักจะมาเรียนบ่อยๆ พี่เฟียตอนุญาตให้ฉันมาหาพี่ไบรท์ได้ เขาเข้าใจว่าฉันลำบากใจที่เรื่องมันเป็นแบบนี้ และยังบอกอีกด้วยว่าอยากให้ฉันมาคุยกับพี่ไบรท์ด้วยตัวเองดีกว่าพิมพ์แชทหา เพราะการพูดคุยกันมันดูจริงใจกว่าการพิมพ์แชทไปอธิบายเรื่องราวหลายเท่า“เดี๋ยวกูจะไปกินข้าวที่โรงอาหารสามนะ มีใครฝากอะไรไหม” เสียงของพี่ไบรท์ดังแว่วมาตามสายลมฉันรีบชะเง้อคอไปแอบมอง พบว่าพี่ไบรท์กำลังเดินมากับกลุ่มเพื่อนๆ เขาสวมชุดหมีเหมือนเดิม แต่ที่แตกต่างจากเดิมคงจะเป็นใบหน้าของพี่ไบรท์ที่ดูหมองคล้ำลงอยู่หลายส่วน เขาไม่สดใสร่าเริงเหมือนเมื่อก่อนเลย ซึ่งพอมาเห็นแบบนี้แล้วฉันยิ่งรู้สึกไม่ดีเข้าไปใหญ่“ไม่เอาๆ เดี๋ยวกูจะไปกินข้าวกับแฟนนอกมอ” เพื่อนคนหนึ่งเอ่ยตอบพี่ไบรท์“กูจะไปซื้อของหน่อย มึงไปเลย” เพื่อนอีกคนว่าตาม“กูจะไปเซเว่น ขี้เกียจไปต่อแถวซื้อข้าว คนเยอะ” เพื่อนคนสุดท้ายในกลุ่มเอ่ยปิดท้ายแล้วทุกคนก็แยกย้ายกัน ฉันอาศัยจังหวะนั้นรีบวิ่งเข้าไปหาพี่ไ

  • WARNING! เตือนแล้วนะ   เปิดตัวอย่างเป็นทางการ /3

    “โอเค เดี๋ยวอาจะพาไปกินข้าวข้างนอกนะหนู” พ่อของพี่เฟียตพูดกับฉันฉันพยักหน้ารับพร้อมกับยิ้มน้อยๆให้ท่าน ความรู้สึกประหม่าถูกแทนที่ด้วยความเป็นกันเองของครอบครัว มันทำให้หัวใจของฉันพองโตขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ดีใจที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่กีดกันเราทั้งสองคน การคบกันเป็นแฟนระหว่างฉันกับพี่เฟียตเปิดเผยอย่างเป็นทางการ ทั้งต่อหน้าสาธารณชนและต่อหน้าพ่อแม่ของพวกเราบางทีการคบกันอย่างเปิดเผยแบบนี้มันก็ดีกว่าการคบกันในสถานะลับๆอีกนะ...20 : 43 น.หลังจากที่พวกเราออกไปกินข้าวและพูดคุยกันในเรื่องต่างๆเสร็จเรียบร้อย พ่อแม่ของพี่เฟียตก็ขอตัวกลับบ้านที่กรุงเทพเลยทันที ที่อยู่นานไม่ได้เพราะมีงานที่ต้องสะสางอีกมากมาย ส่วนพี่คินทร์ก็มีนัดดื่มฉลองกับเพื่อนที่ได้ทุนไปเรียนต่อโทที่ต่างประเทศต่อ ฉันกับพี่เฟียตเลยตกลงว่าจะกลับหอกัน แต่พอฉันตื่นขึ้นจากการหลับในรถอีกที ก็พบว่าตอนนี้ตัวเองไม่ได้อยู่ที่หอ แต่กลับอยู่ที่สระน้ำหลังมหาวิทยาลัยแทนฉันปรายตาไปมองคนตัวสูงที่นั่งกำพวงมาลัยรถอยู่ด้านข้าง ก่อนจะเอ่ยถามว่า “ไม่กลับหอเหรอคะ”“พี่แค่อยากมาสูดอากาศ ลงจากรถกันเถอะ” พี่เฟียตบอกเสียงเรียบ เขาเปิดประตูลงจากรถไปฉันขม

  • WARNING! เตือนแล้วนะ   เปิดตัวอย่างเป็นทางการ /2

    พอเขากดอ่านข้อความก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมาอีก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นถัดมากลับเป็นบานประตูห้องของพี่เฟียตที่เปิดกว้างออก ร่างสูงแสนคุ้นเคยของพี่เฟียตก้าวออกมาจากห้อง เขาหลุบตามองฉัน ก่อนที่คิ้วเข้มจะขมวดมุ่น พลางยื่นมือมาจับไหล่ทั้งสองข้างของฉันเอาไว้“น้องเป็นอะไรหรือเปล่า เหงื่อแตกมาก” พี่เฟียตถามเสียงเรียบ แต่สีหน้าแววตาของเขากลับเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด“ไม่เป็นไรค่ะ หนูสบายดี” ฉันส่ายหน้ารัวๆมือเย็นมากเลย แถมยังสั่นมากอีกด้วย...“พ่อแม่พี่รอน้องอยู่ ไม่ต้องกลัวนะ พ่อแม่พี่เป็นกันเอง” โอเค... เป็นกันเองพี่เฟียตผละมือทั้งสองข้างออกจากไหล่ฉัน ก่อนจะยื่นมือข้างหนึ่งมาตรงหน้าฉัน เขามองฉันแน่นิ่ง ฉันสบตากับพี่เฟียต ก่อนจะตัดสินใจยื่นมือที่เย็นเฉียบจากอาการตื่นเต้นของตัวเองไปให้เขาจับ พี่เฟียตบีบมือฉันเบาๆคล้ายกับให้กำลังใจ เขาพาฉันเดินเข้าห้องไปพร้อมกันทันทีที่เดินเข้ามาในห้องของพี่เฟียต สิ่งแรกที่ตาฉันเห็นคือประกายวิ๊งๆจากฟันของพี่คินทร์ที่ยิ้มแฉ่งอยู่ ต่อมาก็เป็นร่างของผู้หญิงและผู้ชายวัยกลางคนที่แต่งตัวดูภูมิฐานนั่งอยู่ตรงเก้าอี้กลางห้องพอดี บนใบหน้าของทั้งสองคนประดับไปด้วยรอยยิ้มบางเบา

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status