تسجيل الدخول‘ทำยังไงดีนะฟิล์มเอ๊ย ทำยังไงดี!’ ฉันบ่นอุบในใจ
จ๊อก~
แต่ยังไม่ทันที่จะนึกอะไรให้หม่นหมองจิตใจ เสียงท้องที่ร้องเรียกอาหารดันร้องประท้วงขึ้นมา ฉันกุมท้องตัวเองไว้แน่น หัวคิ้วจรดเข้าหากัน รู้สึกแสบท้องเพราะยังไม่มีอาหารตกถึงตั้งแต่ตอนเช้า!
ตอนเช้าฉันกินข้าวไม่ทันเพราะต้องไปเรียน ส่วนตอนเที่ยงก็เกิดเหตุการณ์บ้าๆนั่นเลยทำให้ไม่ได้กินข้าวอีก ส่วนตอนเย็นหลังจากเรียนเสร็จก็ดันลืมซื้อขึ้นมาอีก เวรกรรมของชะนีฟิล์มแท้ๆเลย
เมื่อสมองด้านดีและด้านลบโต้เถียงกันจนสำเร็จก็ได้ข้อสรุปว่า ด้านลบชนะด้านดีเป็นที่เรียบร้อย จากที่ตั้งใจว่าจะอ่านวิชาที่จะต้องเรียนในวันพรุ่งนี้ ฉันกลับถูกด้านเดวิลครอบงำจิตใจให้ลงไปหาอะไรกินที่ข้างล่างเพื่อประทังชีวิตในวันนี้แทน ฉันหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาจากกระเป๋าเรียนก่อนจะหยิบแบงค์ร้อยออกมาสองใบแล้วรีบวิ่งออกจากห้องด้วยความเร็วแสง
ร้านก๋วยเตี๋ยวใกล้หอคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด เดินไปพลางสูดกลิ่นหอมจากน้ำซุปไปพลางก็ดีเหมือนกัน ฉันเดินลัดเลาะไปตามทางเดินที่มีกลิ่นหอมเชิญชวนลอยมา จนกระทั่งตัวเองมาโผล่ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวหน้าหออีกหอหนึ่งที่อยู่ตรงข้ามกับหอพักของตัวเอง
ฉันเดินเข้าไปในร้านก่อนจะสั่งเมนูก๋วยเตี๋ยวโปรดที่ชอบกินตั้งแต่อยู่ที่กรุงเทพ
“ป้าคะ หนูเอาก๋วยเตี๋ยวต้มยำทะเล กินที่นี่ค่ะ”
“โอเคจ้า หนูไปนั่งรอที่โต๊ะก่อนนะ เดี๋ยวป้าต้องทำให้พ่อหนุ่มคนนั้นก่อน” พอป้าบอกฉันก็หันไปมองตามทันที
“เฮ้ย!” พลันเสียงอุทานก็หลุดออกจากปากโดยไม่ได้นัดหมาย
พี่เฟียตที่กำลังนั่งคุยอยู่กับพี่อีกคนที่เข้ามาหาเรื่องยัยแก้วเมื่อช่วงเที่ยงของวันนี้เงยหน้าขึ้นมองฉัน ฉันรีบหันหนีโดยอัตโนมัติก่อนจะเลี่ยงไปนั่งโต๊ะอีกตัวที่อยู่ห่างออกไป แต่ทว่าก็ยังไม่วายโดนจับจ้องจากสายตาคมดุดันอยู่ดี
‘เอาไงดีฟิล์ม เอาไงดีฟิล์ม เอาไงดีฟิล์ม’ ฉันโอดครวญในใจ
มือข้างหนึ่งยกขึ้นกำสร้อยพระที่ห้อยติดลำคอไว้แน่น พลางสวดมนต์แผ่เมตตาไปให้พี่เฟียตรัวๆด้วย คาถาป้องกันภยันตรายทั้งหลายทั้งปวงถูกขุดขึ้นมาจนหมด
ฉันนั่งนิ่งราวกับถูกสาปด้วยคาถาร้ายแรง แต่พอหันไปเห็นพี่เฟียตที่ยังคงเอาแต่นั่งจ้องฉันไม่วางตา ความกระอักกระอ่วนก็เล่นงานจนนั่งติดเก้าอี้ไม่ได้ พี่เฟียตสะกิดพี่อีกคนให้หันมองฉันด้วย
‘ชีวิตฟิล์มต้องบรรลัยแน่ๆวันนี้ พ่อจ๋าแม่จ๋า TT’ น้ำตาฉันปริ่มที่หางตาเมื่อนึกถึงหน้าพ่อแม่
ฉันหลับตาปี๋ เอียงตัวหลบ และพยายามคิดเข้าข้างตัวเองว่าพี่เขาอาจจะมองคนอื่นที่อยู่ข้างหลังฉันก็ได้ แต่ความคิดที่เข้าข้างตัวเองก็พลันถูกฉีกกระชากให้ขาดวิ่นเพราะด้านหลังฉันไม่มีใครนั่งอยู่เลย!
ถ้าพี่เขามองก็คงมองผีแล้วแหละ
“น้อง!” ฉันสะดุ้งเฮือกเมื่อถูกเรียก
“คะ!” ก่อนจะขานรับกลับไปด้วยเสียงสั่นเครือของตัวเอง
ฉันยังคงหันหนี ไม่ได้หันไปมองคนเรียก แต่ตอนนี้แค่คิดว่าถ้าคนเรียกเป็นพี่เฟียต ขนทั้งร่างฉันก็พากันสแตนอัพแล้ว อุณหภูมิของร่างกายเริ่มลดต่ำลงเรื่อยๆเมื่อบ่าฉันถูกฝ่ามือหยาบใหญ่ตะปบลงหนักๆ
“พี่!! คือหนูขอโทษค่ะ หนูขอโทษจริงๆ!” ฉันรีบหันไปด้วยอาการหลับตาปี๋พร้อมกับพนมมือไหว้ไปด้วย
“เฮ้ยน้อง! เป็นอะไร พี่แค่มาเสิร์ฟก๋วยเตี๋ยว”
อะ..อ้าว
ไม่นะ! ชะนีฟิล์มผู้หน้าแตกเป็นหนที่สองของรอบปี ม่ายยยยย!
ฉันเคลื่อนสายตาไปมองพี่เฟียตกับเพื่อนของเขา เห็นทั้งคู่หัวเราะคิกคักด้วยอาการขำขัน นั่นยิ่งจุดให้ฉันอายขึ้นอีกเป็นเท่าตัว สองข้างแก้มรู้สึกร้อนฉ่าราวกับจะระเบิดแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ฉันเหลือบไปมองถ้วยก๋วยเตี๋ยวที่วางอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะคว้ามันมาไว้วางด้านหน้า หยิบตะเกียบหยิบช้อนแล้วซัดเข้าปากไม่ยั้ง
ทั้งอายทั้งหิว ตอนนี้ช่างแม่งก่อนละกัน!
ฉันใช้เวลาจัดการก๋วยเตี๋ยวในชามไปสิบห้านาที จนกระทั่งพี่เฟียตและเพื่อนของเขาลุกเดินออกไปจากร้าน เขาเดินเข้าไปยังหอที่อยู่ใกล้กับร้าน และถ้านั่นเป็นหอพักของพี่เฟียตกับเพื่อนของเขา
งั้นเรา...ก็อยู่หอตรงข้ามกันดิวะ? Y^Y
FIATT Talks.
เมื่อกี้.. ผมเห็นยัยเด็กคนนั้นที่มีเรื่องกันเมื่อช่วงเที่ยง เธอมาซื้อก๋วยเตี๋ยว พอหันมาเห็นผม เธอก็หันหนีแถมยังทำท่าทางบ้าบออะไรก็ไม่รู้ จนกระทั่งพี่ลูกมือของร้านไปเสิร์ฟก๋วยเตี๋ยว เธอถึงได้แผดเสียงขอโทษลั่นร้าน นั่นทำให้ผมกับไอ้คินทร์ถึงกับสติหลุด หัวเราะออกมาจนปวดหน้าท้อง
ที่ผมลงไปหาไอ้คินทร์ที่ร้านก๋วยเตี๋ยว เพราะจะถามว่าโปรเจคต์ของมันเรียบร้อยหรือยัง มีอะไรให้ช่วยไหม เพราะแม่ไอ้คินทร์บอกให้ผมดูแลไอ้คินทร์ให้ด้วย ทำให้ผมต้องคอยจุกจิกจู้จี้มันเรื่องโปรเจคต์จบนี่แหละ แต่ก็ไม่นึกว่าจะเจอยัยเด็กนั่นด้วย
ผมกับไอ้คินทร์กลับมาที่ห้อง แต่ผมอยากดูให้แน่ใจว่ายัยเด็กนั่นอยู่ที่ไหน ทำไมถึงได้มาโผล่ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวใกล้กับหอผมได้ ผมเลยเดินย้อนกลับไปเพื่อแอบดูเธอ จนกระทั่งเธอกินก๋วยเตี๋ยวเสร็จและเดินกลับไปทางอีกฝั่งของหอหญิงวรรณรัตน์ ผมถึงได้รู้ว่า...
ที่แท้หอเราอยู่ตรงข้ามกันนี่เอง... :)
FIATT Talks.บางครั้งความรักก็นับว่าเป็นเรื่องที่แปลกประหลาด...บางคนพยายามไล่ตามทั้งชีวิตก็ไม่เคยพบเจอ แต่กับบางคนแค่เดินผ่านกันไปมา จู่ๆก็ได้มาลงเอยกันแบบงงๆ ผมไม่เคยเข้าใจเลยว่าความรักมันเกิดขึ้นมาแบบไหน นิยามสำหรับมันคืออะไร ใครเป็นคนสร้างมันให้เกิดขึ้นมาแต่กับคนตรงหน้า... คนที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆอย่างในชีวิตผม คนที่ทำให้ผมปวดหัวและสับสนในความรู้สึกของตัวเอง คนที่ทำให้ผมร้องไห้ได้เพียงเพราะเธอรับดอกไม้จากคนอื่นที่ไม่ใช่ผม เรื่องราวต่างๆมากมายที่ผมไม่เคยพบเจอ มันเกิดขึ้นกับผมแล้วในตอนนี้เด็กผู้หญิงผมม้า ตัวเล็ก หน้าตาจิ้มลิ้มตรงหน้าผม ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าผมกับเธอจะได้มาเป็นแฟนกัน วันแรกที่เราเจอกันไม่ได้สวยหรูอย่างคู่รักคู่อื่น เราไม่ได้ตกหลุมรักกันตั้งแต่ครั้งแรกที่พบหน้า เราเริ่มรู้จักกันมากขึ้นทีละนิดอย่างไม่ได้ตั้งใจ เหตุการณ์หลายอย่างรอบตัวของเราทั้งคู่ล้วนเกิดขึ้นจากความไม่ตั้งใจ“พี่เฟียตต้องเก็บเกียร์อันนี้ไว้ให้ดีๆนะคะ” ฟิล์มบอกเมื่อผมรับเกียร์กระดาษจากเธอมาสวมเรียบร้อยแล้วเกียร์กระดาษที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษ เป็นแค่กระดาษแข็งที่เธอตัดเป็นรูปเกียร์แล้วเอามาห้อยกับ
เพี๊ยะ!“พี่เฟียต!!!”ฉันตีแขนเขาไปหนึ่งทีอย่างหมั่นไส้เมื่อจู่ๆเขาก็โพล่งขึ้นมาเสียงดังจนทั้งร้านหันมามองที่เราสองคนเป็นตาเดียว เพื่อนฉันที่นั่งเงียบอยู่ในตอนแรกถึงกับนั่งตาถลนมองฉันกับพี่เฟียตไปแล้ว“ฮ่าๆๆ! พี่ล้อเล่น” พี่เฟียตระเบิดหัวเราะออกมา ก่อนจะก้มหน้ามองฉันที่กำลังเบะปากให้เขาอยู่“โห่พี่...” เสียงพาร์ทดังขึ้นมา เรียกสายตาจากทุกคนในกลุ่มให้หันไปมอง “มากินชาบูนะครับ ไม่ได้ให้มานั่งจีบเพื่อนผมแบบไม่ไว้หน้าพวกผมแบบนี้”“…” ทั้งโต๊ะก็เงียบเสียงลงโดยฉับพลัน“ดูดิ เพื่อนผมเขินจนตัวพองออกแล้วเนี่ย”“พาร์ท!!!” ฉันถลึงตาใส่พาร์ทที่เอ่ยแชวฉันอีกคนวันนี้ทุกคนเป็นอะไรกันไปหมดเนี่ย ยุ่งกับน้ำหนักตัวฉันกันจัง อ้วนแล้วไงล่ะ อ้วนก็ไม่ได้ไปหนักที่ส่วนไหนของใครนี่!“อ๋อแอ๋ๆ ล้อเล่นน่า... ไม่งอนนะฟิล์ม” พาร์ทยื่นมือมาแกว่งต่อหน้าต่อตาฉันเหมือนกับต้องการจะง้อ“น้ำหนักตัวของแฟนพี่มันเอามาล้อเล่นกันได้เหรอครับ” แต่แล้วพี่เฟียตก็สวนกลับขึ้นมา“…”ทั้งโต๊ะเกิดความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง เรียกว่าเงียบกริบกันทุกคน แม้แต่คนที่คุยเยอะอย่างพี่วิวก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยขึ้นมา บรรยากาศตึงเครียดลงไปทุกขณะ ฉันห
“เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่แชทไลน์หานะ ตอนนี้ขอไปกินข้าวก่อน หิวจะแย่แล้ว” พี่ไบรท์ทำท่าลูบท้องวนๆให้ฉันดู พร้อมกับส่งรอยยิ้มที่กว้างกว่าเดิมขึ้นมาอีกหน่อยมาให้ฉัน“โอเคค่ะ” ฉันยกมือข้างขวาขึ้นทำเป็นสัญลักษณ์ตกลงส่งให้เขาพี่ไบรท์ยิ้มตบท้ายกลับมาให้ฉันอีกเป็นรอบที่สาม เขาเดินออกไปพร้อมกับโบกมือลาไปด้วยและฉันก็หวังแค่ว่าจะมีใครสักคนที่เข้ามาเยียวยาจิตใจที่บอบช้ำจากความรักครั้งนี้ของเขาโดยเร็ววัน...ครืด!ยังไม่ทันที่ฉันจะได้กลับออกจากตึกของพี่ไบรท์ เสียงสั่นจากโทรศัพท์ก็ทำให้ฉันชะงักฝีเท้าที่กำลังเดินลง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบมันออกมาจากกระเป๋าสะพายของตัวเอง พบว่าเป็นข้อความเมสเซนเจอร์จากกลุ่มเพื่อนตัวแสบของฉันเองพาร์ท : หิวชาบูววววว~ปิ่น : เราไปด้วยแก้ว : ดีลลลลล~ฉันฉีกยิ้มให้กับความหิวโหยของเพื่อนทั้งสามคน ก่อนจะพิมพ์ตอบพวกนั้นกลับไป เพราะท้องของตัวเองตอนนี้ก็เริ่มจะเรียกร้องอาหารแล้วเหมือนกันฟิล์ม : ที่ไหนนนนนพาร์ท : ชาบูย่าหน้ามอเถอะ ใกล้สุดแล้วรอบๆมหาวิทยาลัยของฉันนอกจากจะล้อมรอบไปด้วยร้านนั่งเล่นชิลๆและร้านเหล้าแล้ว ก็เห็นจะมีร้านหมูกระทะกับร้านชาบูนี่แหละที่คนเต็มร้านทุกวัน เรียกได
ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางหมดแล้ว จะเหลือก็แต่พี่ไบรท์ที่ยังไม่ยอมตอบไลน์และรับสายฉันเท่านั้น ตอนนี้ฉันมาดักรอพี่ไบรท์อยู่ที่ตึกเรียนที่เพื่อนพี่ไบรท์บอกว่าเขามักจะมาเรียนบ่อยๆ พี่เฟียตอนุญาตให้ฉันมาหาพี่ไบรท์ได้ เขาเข้าใจว่าฉันลำบากใจที่เรื่องมันเป็นแบบนี้ และยังบอกอีกด้วยว่าอยากให้ฉันมาคุยกับพี่ไบรท์ด้วยตัวเองดีกว่าพิมพ์แชทหา เพราะการพูดคุยกันมันดูจริงใจกว่าการพิมพ์แชทไปอธิบายเรื่องราวหลายเท่า“เดี๋ยวกูจะไปกินข้าวที่โรงอาหารสามนะ มีใครฝากอะไรไหม” เสียงของพี่ไบรท์ดังแว่วมาตามสายลมฉันรีบชะเง้อคอไปแอบมอง พบว่าพี่ไบรท์กำลังเดินมากับกลุ่มเพื่อนๆ เขาสวมชุดหมีเหมือนเดิม แต่ที่แตกต่างจากเดิมคงจะเป็นใบหน้าของพี่ไบรท์ที่ดูหมองคล้ำลงอยู่หลายส่วน เขาไม่สดใสร่าเริงเหมือนเมื่อก่อนเลย ซึ่งพอมาเห็นแบบนี้แล้วฉันยิ่งรู้สึกไม่ดีเข้าไปใหญ่“ไม่เอาๆ เดี๋ยวกูจะไปกินข้าวกับแฟนนอกมอ” เพื่อนคนหนึ่งเอ่ยตอบพี่ไบรท์“กูจะไปซื้อของหน่อย มึงไปเลย” เพื่อนอีกคนว่าตาม“กูจะไปเซเว่น ขี้เกียจไปต่อแถวซื้อข้าว คนเยอะ” เพื่อนคนสุดท้ายในกลุ่มเอ่ยปิดท้ายแล้วทุกคนก็แยกย้ายกัน ฉันอาศัยจังหวะนั้นรีบวิ่งเข้าไปหาพี่ไ
“โอเค เดี๋ยวอาจะพาไปกินข้าวข้างนอกนะหนู” พ่อของพี่เฟียตพูดกับฉันฉันพยักหน้ารับพร้อมกับยิ้มน้อยๆให้ท่าน ความรู้สึกประหม่าถูกแทนที่ด้วยความเป็นกันเองของครอบครัว มันทำให้หัวใจของฉันพองโตขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ดีใจที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่กีดกันเราทั้งสองคน การคบกันเป็นแฟนระหว่างฉันกับพี่เฟียตเปิดเผยอย่างเป็นทางการ ทั้งต่อหน้าสาธารณชนและต่อหน้าพ่อแม่ของพวกเราบางทีการคบกันอย่างเปิดเผยแบบนี้มันก็ดีกว่าการคบกันในสถานะลับๆอีกนะ...20 : 43 น.หลังจากที่พวกเราออกไปกินข้าวและพูดคุยกันในเรื่องต่างๆเสร็จเรียบร้อย พ่อแม่ของพี่เฟียตก็ขอตัวกลับบ้านที่กรุงเทพเลยทันที ที่อยู่นานไม่ได้เพราะมีงานที่ต้องสะสางอีกมากมาย ส่วนพี่คินทร์ก็มีนัดดื่มฉลองกับเพื่อนที่ได้ทุนไปเรียนต่อโทที่ต่างประเทศต่อ ฉันกับพี่เฟียตเลยตกลงว่าจะกลับหอกัน แต่พอฉันตื่นขึ้นจากการหลับในรถอีกที ก็พบว่าตอนนี้ตัวเองไม่ได้อยู่ที่หอ แต่กลับอยู่ที่สระน้ำหลังมหาวิทยาลัยแทนฉันปรายตาไปมองคนตัวสูงที่นั่งกำพวงมาลัยรถอยู่ด้านข้าง ก่อนจะเอ่ยถามว่า “ไม่กลับหอเหรอคะ”“พี่แค่อยากมาสูดอากาศ ลงจากรถกันเถอะ” พี่เฟียตบอกเสียงเรียบ เขาเปิดประตูลงจากรถไปฉันขม
พอเขากดอ่านข้อความก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมาอีก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นถัดมากลับเป็นบานประตูห้องของพี่เฟียตที่เปิดกว้างออก ร่างสูงแสนคุ้นเคยของพี่เฟียตก้าวออกมาจากห้อง เขาหลุบตามองฉัน ก่อนที่คิ้วเข้มจะขมวดมุ่น พลางยื่นมือมาจับไหล่ทั้งสองข้างของฉันเอาไว้“น้องเป็นอะไรหรือเปล่า เหงื่อแตกมาก” พี่เฟียตถามเสียงเรียบ แต่สีหน้าแววตาของเขากลับเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด“ไม่เป็นไรค่ะ หนูสบายดี” ฉันส่ายหน้ารัวๆมือเย็นมากเลย แถมยังสั่นมากอีกด้วย...“พ่อแม่พี่รอน้องอยู่ ไม่ต้องกลัวนะ พ่อแม่พี่เป็นกันเอง” โอเค... เป็นกันเองพี่เฟียตผละมือทั้งสองข้างออกจากไหล่ฉัน ก่อนจะยื่นมือข้างหนึ่งมาตรงหน้าฉัน เขามองฉันแน่นิ่ง ฉันสบตากับพี่เฟียต ก่อนจะตัดสินใจยื่นมือที่เย็นเฉียบจากอาการตื่นเต้นของตัวเองไปให้เขาจับ พี่เฟียตบีบมือฉันเบาๆคล้ายกับให้กำลังใจ เขาพาฉันเดินเข้าห้องไปพร้อมกันทันทีที่เดินเข้ามาในห้องของพี่เฟียต สิ่งแรกที่ตาฉันเห็นคือประกายวิ๊งๆจากฟันของพี่คินทร์ที่ยิ้มแฉ่งอยู่ ต่อมาก็เป็นร่างของผู้หญิงและผู้ชายวัยกลางคนที่แต่งตัวดูภูมิฐานนั่งอยู่ตรงเก้าอี้กลางห้องพอดี บนใบหน้าของทั้งสองคนประดับไปด้วยรอยยิ้มบางเบา







