Masukตอนที่ 53
อาเธอร์ก้าวออกจากลิฟต์อย่างสงบนิ่ง ก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าไอรินในระยะประชิด
“จะไปไหน” เขาถามเสียงเรียบ แต่แฝงแรงกดดันบางอย่างที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งขึ้นทันที
ไอรินชะงักเล็กน้อย ปลายนิ้วกำแน่นอย่างไม่รู้ตัว เธอไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมองเขาแม้แต่น้อย แล้วตอบกลับเสียงเบาจนแทบจะกลืนหายไปกับอากาศ
“จะกลับบ้านค่ะ”
คำตอบนั้นทำให้อาเธอร์หรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะเคลื่อนสายตาไปยังชายสองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังเธอ
เพียงแค่สายตาของอาเธอร์ ความเย็นเยียบก็พุ่งเข้าใส่โคลกับโนอาห์ราวกับใบมีด
“ฉันสั่งว่าให้เฝ้าเธอไว้จนกว่าฉันจะกลับ” น้ำเสียงของอาเธอร์ค่อย ๆ ต่ำลง
“หรือพวกนายฟังไม่เข้าใจ”
โคลรีบยกมือขึ้นเล็กน้อยเหมือนจะกันสถานการณ์ไม่ให้แย่ไปกว่านี้
“เจ้านาย! ฟังก่อนครับ...คือว่าพ่อของไอรินประสบอุบัติเหตุ เข้าโรงพยาบาล ผมเลย...”
“...ผมเลยปล่อยให้เธอไปหาพ่อครับ” เขาพูดต่ออย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้มหน้าเล็กน้อย
“ขอร้องเถอะครับ ให้ได้ไอรินไปหาพ่อเถอะ”
โนอาห์พยักหน้าตามทันทีแล้วพูดเสริมด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ใช่ครับเจ้านาย เรื่องนี้…มันมากเกินไปแล้วนะ เมื่อคืนก็...” เขาชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าลังเลราวกับกำลังชั่งใจว่าจะก้าวล้ำเส้นหรือไม่ แต่เมื่อสายตาเผลอเหลือบไปเห็นรอยรักที่ประทับชัดอยู่บนลำคอของไอริน ความลังเลก็ถูกกลืนหายไปในทันที
โนอาห์กัดฟันแน่น ก่อนจะตัดสินใจพูดออกมาอย่างรวดเร็ว
“ท่านบังคับขืนใจเธอทั้งคืน…แล้วตอนนี้ยังจะไม่ยอมให้ไปโรงพยาบาลอีกเหรอครับ”
ถ้อยคำนั้นทำให้ไอรินตัวแข็งทื่อ ความร้อนพุ่งวาบขึ้นสู่ใบหน้าอย่างฉับพลัน ความอับอายกัดกินลึกลงไปในใจ จนเธอแทบไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตาใคร
ทั้งสองคนกำลังเข้าใจผิด…ความจริงแล้วไม่มีใครบังคับเธอเลย แม้ในตอนนั้นสติของเธอจะพร่าเลือนจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ แต่ทุกอย่าง เธอเป็นคนเลือกเองทั้งหมด
อาเธอร์นิ่งไปชั่วขณะ ราวกับกำลังกลั่นกรองคำพูดของลูกน้อง ก่อนที่เพียงเสี้ยววินาที มุมปากของเขาจะยกขึ้นเล็กน้อย
ความกล้าหาญช่างน่าชื่นชม
ทั้งเธอ…และลูกน้องของเขา
“อุบัติเหตุ?” อาเธอร์ทวนเสียงต่ำ ช้าเนิบ ราวกับกำลังลิ้มรสคำโกหกนั้นอย่างตั้งใจ ทั้งที่ความจริงแล้ว…เขารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเรื่องอุบัติเหตุของพ่อไอรินเป็นเพียงเรื่องที่ถูกปั้นแต่งขึ้น
เพราะขณะอยู่ในลิฟต์ เขาเพิ่งได้รับรายงานจากเจย์เลอร์ว่าลูกน้องที่ส่งไปแฝงตัวในร้านของพ่อไอรินเริ่มทำงานแล้ว และพ่อไอรินกำลังสอนงานอยู่
ถึงอย่างนั้น อาเธอร์ก็ไม่ได้คิดจะทำเรื่องให้บานปลาย…เพียงแต่ต้องการมอบบทเรียนเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้พวกเขาเท่านั้น
ทั้งสำหรับไอริน…ที่กล้ากุเรื่องโกหก และสำหรับลูกน้อง…ที่กล้าขัดคำสั่งแถมยังตำหนิเขา ทั้งที่ยังไม่เข้าใจอะไรเลย
“ในเมื่อขัดคำสั่ง...” อาเธอร์เอ่ยขึ้นช้า ๆ น้ำเสียงเย็นเยียบ
“...ก็ต้องลงโทษตามกฎของตระกูล” คำพูดนั้นทำให้โคลกับโนอาห์นิ่งไปทันที แต่ทั้งคู่ก็ไม่ได้โต้แย้งสิ่งใด กลับก้มหน้ารับอย่างเข้าใจ ซึ่งตรงกันข้ามกับไอริน
เธอสะดุ้งเล็กน้อยกับถ้อยคำนั้นของอาเธอร์ สายตาที่พยายามนิ่งมาตลอดเริ่มสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้
อาเธอร์รู้ดีว่าไอรินเป็นคนแบบไหน เธอจะไม่อยู่เฉยถ้าเห็นคนอื่นไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือเดือดร้อน โดยเฉพาะจากตัวเธอเอง และนั่นคือจุดที่เขาจะใช้ประโยชน์
แม้เธอจะยังยืนเฉย ไม่พูดอะไร แต่ทุกการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในดวงตากลมโตนั้นตกอยู่ภายใต้สายตาของอาเธอร์ทั้งหมด เขารู้ว่าเธอกำลังร้อนรนแค่ไหน แต่แค่นั้นยังไม่เพียงพอ
“ไปเอาแส้มา” อาเธอร์ออกคำสั่งเสียงเรียบ ทว่าแฝงอำนาจกดดันอย่างชัดเจน ความดุดันและความเข้มงวดสมกับตำแหน่งผู้สืบทอดของตระกูลเซอร์เฟโรซที่ขึ้นชื่อเรื่องเคร่งครัดระเบียบและธรรมเนียม
ลูกน้องคนหนึ่งรีบเดินออกไปตามคำสั่ง ก่อนจะกลับมาพร้อมแส้ในมือ ขณะเดียวกัน คนอื่น ๆ ในเพนท์เฮ้าส์ก็เริ่มทยอยเข้ามามุงด้วยความสงสัยพร้อมกับเสียงซุบซิบแผ่วเบาที่ดังขึ้นรอบด้าน
บรรยากาศที่กดดัน ทำให้ไอรินเริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง ลมหายใจติดขัดราวกับถูกบีบรัดอยู่ภายในอก ยิ่งเห็นแส้ที่ถูกนำออกมาเธอก็ไม่อาจยืนอยู่เฉย ๆ ได้ จนในที่สุดเธอก็พูดขึ้นมา
“เรื่องแค่นี้…จำเป็นต้องลงโทษกันขนาดนี้เลยเหรอคะ”
อาเธอร์หันมามองเธอช้า ๆ
“ลูกน้องทำผิด ก็ต้องได้รับโทษเป็นเรื่องธรรมดา...”
“…กฎมีไว้ให้ยึดถืออย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เสียระเบียบเสีย และเพื่อไม่ให้ใครเอาเป็นเยี่ยงอย่าง” คำพูดนั้นหนักแน่น ไม่มีช่องให้ไอรินได้โต้แย้ง
หลังจากพูดจบอาเธอร์ก็หันไปทางโคลกับโนอาห์พร้อมกับออกคำสั่ง
“คุกเข่าแล้วหันหลังซะ”
โคลกับโนอาห์สบสายตากันเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะหันหลังให้เจ้านายอย่างพร้อมเพรียง แผ่นหลังทั้งสองตั้งตรง ราวกับยอมรับผลของการกระทำโดยไม่คิดหลีกเลี่ยง
อาเธอร์กระชับแส้ในมือให้แน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเหลือบมองไอรินอีกครั้ง เหมือนต้องการดูปฏิกิริยาว่าเธอจะทำเช่นไร
แต่ไอรินยังคงเงียบ สายตามองไปยังโคลและโนอาห์โดยไม่เอ่ยคำใด หากแต่สีหน้ากลับเผยอารมณ์ความรู้สึกผิดและทรมานใจออกมาชัดขึ้นทุกวินาที
อาเธอร์เริ่มง้างมือและในจังหวะที่แส้กำลังจะฟาดลงบนแผ่นหลังของโคล เสียงของไอรินก็ดังขึ้นอย่างฉับพลัน จนทุกอย่างหยุดชะงัก
“เดี๋ยวก่อน!”
“ดิฉันผิดเองค่ะ!” เธอพูดต่อทันที ราวกับกลัวว่าจะช้าเกินไป
“อย่าลงโทษพวกพี่เขาเลย…ดิฉันเป็นคนโกหกเรื่องพ่อเพื่อบีบให้พวกพี่เขาช่วยฉันเอง!”
“ถ้าอยากจะลงโทษ ก็ต้องลงโทษดิฉันด้วย” แส้ที่หยุดค้างกลางอากาศ ค่อย ๆ ถูกลดลง
“ความกล้าหาญช่างน่าชื่นชมจริง ๆ แต่เธอรู้รึเปล่าว่า...โทษของการขัดคำสั่งเจ้านายต้องโดนฟาดกี่ที แม้แต่ผู้ชายตัวใหญ่ยังลงเอยด้วยสภาพที่ดูไม่ได้ แล้วเธอ...ที่เป็นแค่เด็กผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง จะรับไหวเหรอ”
คำพูดนั้นทำให้ไอรินเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดฝืน หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกจากอก ความหวาดกลัวแผ่ซ่านไปทั่วร่าง แต่แม้จะกลัวยังไงเธอก็ไม่สามารถทำสิ่งที่ขัดกับคุณธรรมในใจตัวเองได้
เธอกัดริมฝีปากแน่น พยายามข่มความกลัวที่กำลังกัดกินหัวใจ ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยเสียงสั่น ลมหายใจติดขัดราวกับหายใจไม่ทั่วท้อง
“ค่ะ…ดิฉัน…พร้อมรับโทษ” สิ้นเสียง ร่างบางก็ค่อย ๆ ทรุดลงคุกเข่าเบื้องหน้า
ทุกการขยับของเธอเหมือนกรีดซ้ำลงบนบาดแผลเดิม ความปวดระบมแล่นวาบขึ้นมาจนต้องชะงักอยู่หลายครั้ง แต่มือเล็กยังคงกำแน่น พยายามประคองร่างไม่ให้สั่นไหวไปมากกว่านี้
ถึงจะเจ็บและทรมานเพียงใด ไอรินก็ได้แต่กัดฟัน กลืนทุกความรู้สึกลงลึกในอก และยังคงยืนหยัดในสิ่งที่ตัวเองคิดอย่างไม่สั่นคลอน
ภาพนั้นทำให้อาเธอร์ชะงักไปชั่วขณะ ความรู้สึกห่วงใยแล่นผ่านแววตาคมอย่างที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่ทันตั้งตัว แต่สุดท้าย เขาก็ต้องกดมันลง
โนอาห์มองภาพตรงหน้าแล้วรู้สึกสะท้านในอก ยิ่งเห็นการกระทำของไอริน เขาก็ยิ่งเข้าใจว่าเธอกำลังปกป้องพวกเขาทั้งสองคนอยู่
“ไอริน…ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้เพื่อพวกพี่หรอกครับ” เขาหันไปเอ่ยเสียงหนัก
“พวกพี่ขัดคำสั่งจริง ก็ต้องรับโทษตามกฎ อีกอย่างร่างกายพวกพี่มันชินแล้ว ไม่เป็นอะไรหรอก แต่เธอรับไม่ไหวหรอก ลุกขึ้นเถอะ”
“ไม่ค่ะ” เธอตอบทันที เสียงชัดเจนกว่าที่เคย
“จะให้หนูยืนดูพวกพี่รับโทษ…โดยไม่ทำอะไรเลยได้ยังไง” เธอสูดลมหายใจลึก ก่อนจะเอ่ยต่อ
“ที่พวกพี่ปล่อยหนูกลับไป…ก็เพราะสงสารหนูไม่ใช่เหรอคะ ทั้งหมดมันเริ่มจากคำโกหกของหนูเอง”
“ไอริน…ไม่ต้องโกหกเพื่อพวกพี่หรอก” โคลเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงเข้ม
ไอรินถอนหายใจออกมาเบา ๆ อย่างจนปัญญา
“ทำไมกันนะ…พอหนูพูดความจริงพวกพี่กลับไม่มีใครเชื่อ แต่ตอนโกหก…กลับเชื่อกันง่าย ๆ”
“แล้วอีกอย่าง…เมื่อวานนี้ หนูก็ไม่ได้ถูกบังคับอะไรค่ะ หนูเต็มใจเอง!”
ด้วยความเหลืออด ไอรินจึงได้สารภาพทุกอย่างออกมาอย่างหมดเปลือกอย่างลืมตัว ซึ่งคำสารภาพที่ตรงไปตรงมาของไอรินทำให้อาเธอร์หลุดหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะยืนอมยิ้มอย่างพึงพอใจ เพราะในที่สุดลูกน้องทั้งสองของเขาก็คงเลิกเข้าใจผิดกันเสียที
ขณะที่โคลกับโนอาห์นิ่งงันไปทันที สีหน้าของทั้งคู่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ทั้งตกใจกับความจริงที่ไอรินพูด ทั้งรู้สึกผิดกับเจ้านายของตนที่พวกเขาไปเข้าใจเจ้านายผิด แถมยังล้ำเส้นเรื่องส่วนตัวอีกด้วย
ไอรินที่เพิ่งได้สติจากการเผลอพูดสิ่งที่อยู่ในหัวออกไป เธอจึงหันกลับมามองอาเธอร์ด้วยความอับอาย แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นเพียงรอยยิ้มบาง ๆ กับแววตาเจ้าเล่ห์ที่จ้องมองมาอย่างไม่นึกปิดบัง
ในวินาทีนั้นเอง เธอก็เข้าใจขึ้นมาทันที
ถูกเล่นเข้าแล้ว…
ทั้งหมดมันคือแผนของเขาอย่างแน่นอน เป็นแผนที่กดดันเธอจนต้องยอมเปิดปากพูดความจริงออกมาด้วยตัวเอง และเธอก็…ติดกับเข้าอย่างจัง
“จะฟาดก็รีบฟาดสิคะ!” เธอเอ่ยออกมาเสียงแข็ง พยายามใช้ความหงุดหงิดกลบเกลื่อนความอับอายที่เอ่อล้น เพราะในตอนนี้…ความอายมันรุนแรงยิ่งกว่าความกลัวเจ็บเสียอีก
“ฉันเปลี่ยนใจแล้ว”
เมื่อได้สิ่งที่ต้องการ อาเธอร์ก็เอ่ยขึ้นเรียบ ๆ ก่อนจะยื่นแส้คืนให้ลูกน้อง ราวกับเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่จบลงไปแล้ว
“หมายความว่าไงคะ”
“ฉันไม่อยากใช้แส้ฟาดแล้ว” อาเธอร์ตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก
“ฟาดไปก็ต้องรักษาแผลให้เธออีก ไม่คุ้ม แถมเสียเวลา…ในเมื่อเธออยากรับโทษนัก ฉันก็จะลงโทษเป็นอย่างอื่นแทน” พูดจบ เขาก็หันไปทางโคลกับโนอาห์
“ความผิดของพวกนายสองคน…ฉันจะติดบัญชีไว้ก่อน…ถึงเวลาเมื่อไหร่ ค่อยว่ากัน”
“ขอบคุณครับเจ้านาย” ทั้งสองเอ่ยพร้อมกัน ก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างนอบน้อม
“ทุกคน แยกย้ายไปทำงานของตัวเองได้แล้ว”
สิ้นคำสั่งของอาเธอร์ ลูกน้องรอบข้างก็ค่อย ๆ ทยอยสลายตัว ส่วนอาเธอร์ก็หมุนตัวเดินเข้าไปด้านในอย่างไม่รีบร้อน โดยที่มีไอรินรีบเดินตามไปติด ๆ ด้วยท่าทางการก้าวที่ดูประหลาดเล็กน้อย
“ท่านประธาน!” แม้บรรยากาศจะเริ่มคลี่คลาย ผู้คนต่างแยกย้ายไปตามหน้าที่ แต่เสียงของไอรินกลับยังคงเรียกความสนใจไว้ได้อย่างไม่ลดละ
“คุณรู้ตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหมคะ!” เธอถามเสียงแข็ง
อาเธอร์เลิกคิ้วเล็กน้อย สีหน้าเรียบเฉยแทบไร้อารมณ์
“แล้วฉันผิดตรงไหน…ในเมื่อคนที่เริ่มโกหกก่อนคือเธอ”
“ถึงอย่างนั้น แต่ท่านก็ยัง...!” ยังไม่ทันที่ไอรินจะพูดจบ อาเธอร์ก็เอ่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ทว่าแฝงไปด้วยความขี้เล่น
“เรื่องขืนใจอะไรนั่น…มันไม่จริงสักหน่อย”
ฝีเท้าของอาเธอร์ชะลอก่อนจะหยุด แล้วหันกลับมาพร้อมสายตาคมที่ฉายแววเจ้าเล่ห์ชัดเจน ราวกับตั้งใจจะทิ้งระเบิดใส่เธอโดยเฉพาะ
“เมื่อคืน...เป็นเธอไม่ใช่เหรอ ที่กอดรัดฉันแน่นจนไม่ยอมปล่อยเลยน่ะ” คำพูดตรงไปตรงมานั้นกระแทกเข้าใส่ไอรินเต็ม ๆ จนใบหน้าหวานเห่อร้อนขึ้นในพริบตา
“หยุดพูดเลยนะคะ!”
“ทำไมล่ะ” เขาย้อนกลับทันที น้ำเสียงยังคงนิ่งเหมือนเดิม
“ก็ความจริงนี่”
ทั้งสองโต้เถียงกันไปมา ไม่มีใครยอมลดราวาศอกให้กันแม้แต่น้อย แต่น่าแปลกที่แม้ถ้อยคำจะเหมือนการปะทะ แต่บรรยากาศกลับไม่ได้ตึงเครียดอย่างที่ควรจะเป็น
ตรงกันข้าม...มันกลับคล้ายการหยอกล้อของคนสองคนที่สนิทสนมกันอย่างลึกซึ้ง ราวกับสามีภรรยาที่กำลังเถียงกันเรื่องเล็กน้อย มากกว่าจะเป็นเจ้านายกับลูกน้อง
ถ้อยคำของอาเธอร์ที่เมื่อครู่ยังฟังดูกดดัน ค่อย ๆ ผ่อนคลาย กลายเป็นน้ำเสียงหยอกเย้าแฝงความขี้เล่นโดยไม่รู้ตัว
จนเหล่าลูกน้องอดไม่ได้ที่จะหันมองหน้ากัน แววตาเต็มไปด้วยความฉงนสงสัย…ปนไม่อยากเชื่อในสิ่งที่กำลังเห็น สายตาหลายคู่ยังคงจับจ้องแผ่นหลังของทั้งสองอย่างไม่วางตา ก่อนจะเริ่มซุบซิบกันแผ่วเบา
เป็นความรู้สึกบางอย่างที่พวกเขาอธิบายไม่ถูก เหมือนจะเข้าใจ…แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยออกมา เหมือนจะเดาได้…แต่ก็ไม่มีใครกล้ายืนยัน
เจ้านายของพวกเขา คนที่เคร่งครัด เย็นชา และไม่เคยเปิดเผยท่าทีเช่นนี้ให้ใครเห็น…แม้แต่กับคนสนิทที่สุด กลับแสดงมันออกมากับผู้หญิงเพียงคนเดียว
แต่ท่ามกลางสีหน้าสงสัยของทุกคน นิตยากลับยืนมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มที่แทบปิดไม่อยู่ ดวงตาเป็นประกาย ราวกับได้เห็นสิ่งหายากที่เฝ้ารอมาเนิ่นนาน
คุณชายของเธอ…ไม่ได้ยิ้มเช่นนั้นมานานแล้ว แม้จะเป็นเพียงเสี้ยววินาที แต่ก็เป็นรอยยิ้มที่ออกมาจากใจจริง ไม่ใช่รอยยิ้มที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อรักษาภาพลักษณ์
และสิ่งนี้ มีเพียงคนที่เฝ้ามองเขามาโดยตลอดเท่านั้น…ถึงจะรู้ว่ามันได้เลือนหายไปนานเพียงใด
เรื่องเหล่านี้ มีเพียงคนที่เฝ้ามองเขามานานเท่านั้น ถึงจะรู้ว่ามันหายไปนานแค่ไหน
และในวันนี้ ราวกับเธอได้เห็นคุณชายตัวน้อย ผู้แสนอ่อนโยนในวันวาน…กลับมาอีกครั้ง แม้จะถูกเติมแต่งด้วยความเจ้าเล่ห์ตามวัยที่เติบโตขึ้นก็ตาม
นอกเหนือจากความเปลี่ยนแปลงของคุณชายแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ชวนให้นิตยาประหลาดใจ นั่นก็คือหญิงสาวที่เดินออกมาจากห้องนอนของอาเธอร์
เพียงแค่เห็น…เธอก็เข้าใจได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างทั้งสอง ทว่าเรื่องนั้นกลับไม่ใช่สิ่งที่ทำให้นิตยาตกใจนัก
แต่สิ่งที่น่าพิศวงยิ่งกว่าคือ เหล่าลูกน้องที่ไม่เคยกล้าขัดคำสั่งบัดนี้กลับเลือกทำเพื่อหญิงสาวตัวเล็ก ๆ คนนี้ ถึงขั้นกล้าขัดคำสั่งของเจ้านายและเอ่ยปากปกป้องเธอ
หากเธอเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ได้มีความสำคัญใดเป็นพิเศษ เหตุใดโคลและโนอาห์จึงยืนข้างเธออย่างไม่ลังเลเช่นนั้น
นิตยาเก็บความสงสัยไว้ภายในใจ ทว่ามุมปากกลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างมีเลศนัย ราวกับกำลังสนุกกับความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ที่กำลังค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างน่าจับตามอง
To be continued...
ตอนที่ 68ไอรินลงจากรถ ตั้งใจจะตามหาเจ้านายที่พาเธอออกมาไกลถึงทะเล โดยไม่รู้เลยว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน เธอจึงเดินเลาะลงไปยังชายหาด เผื่อว่าอาเธอร์อาจอยู่แถวนั้น แต่เมื่อมองไปรอบ ๆ ก็ไม่พบแม้แต่เงาของเขาทว่าแทนที่เธอจะออกตามหาต่อ ความงดงามตรงหน้ากลับรั้งเธอเอาไว้ไม่ว่าจะเป็นดวงอาทิตย์ที่กำลังคล้อยต่ำใกล้ขอบฟ้า แสงสุดท้ายของวันทอดย้อมท้องฟ้าให้กลายเป็นสีส้มแดงงดงามจับตา เสียงคลื่นซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทั้งลมเย็นจากทะเลพัดกระทบใบหน้า จนเส้นผมของเธอปลิวไหวเบา ๆ กลิ่นเค็มจาง ๆ ของน้ำทะเล และไอชื้นที่สัมผัสผิวกายความงามตรงหน้าเติมเต็มช่วงเวลานี้ให้สมบูรณ์แบบ จนไอรินได้แต่ยืนนิ่ง ซึมซับทุกอย่างอยู่เงียบ ๆ ราวกับโลกภายนอกได้เลือนหายไปจากการรับรู้ของเธอ กระทั่งเสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นข้างกาย“ตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่”ไอรินไม่ได้ตอบคำถามนั้น แต่กลับเอ่ยถามขึ้นแทน ในขณะที่ดวงตายังคงทอดมองดวงอาทิตย์ตรงหน้า ราวกับกำลังเฝ้าส่งมันกลับบ้าน หลังจากทำหน้าที่ส่องแสงมาตลอดทั้งวัน“ท่านประธานชอบท้องฟ้าไหมคะ”
ตอนที่ 67หลังจากพาไอรินออกมาจากบรรยากาศที่ตึงเครียด อาเธอร์ก็ก้าวยาว ๆ ตรงไปยังรถซีดานคันหรูที่จอดอยู่ไม่ไกล เขาเปิดประตู ก่อนจะค่อย ๆ วางร่างของเธอลงบนเบาะข้างคนขับอย่างนุ่มนวลเขายืนมองคนตัวเล็กที่นั่งนิ่งไม่ไหวติงด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะโน้มตัวลงเล็กน้อย ลดระดับสายตาให้เสมอกับเธอเพื่อสำรวจอาการใกล้ ๆ“เงยหน้ามาให้ฉันดูหน่อย” มือใหญ่แตะที่ปลายคางของเธอเบา ๆ เพื่อให้หันมาหาเขาไอรินยอมทำตามโดยไม่ขัดขืน ใบหน้าหวานเงยขึ้นช้า ๆ จนเผยให้เห็นหยดน้ำตาที่ยังคงเอ่อคลออยู่ในดวงตา และรอยแดงจาง ๆ บนแก้มข้างซ้ายยิ่งมองหยดน้ำใส ๆ ที่รินไหลออกมาจากดวงตาที่เคยจ้องมองเขาอย่างสดใส รวมถึงรอยแดงบนแก้มที่เขาเคยดอมดมและจุมพิตมันอย่างถนุถนอม อารมณ์โกรธของอาเธอร์ก็ยิ่งพลุ่งพล่าน จนอยากจะเดินกลับไปบดขยี้ฝ่ามือที่กล้าแตะต้องของ ๆ เขาให้แหลกละเอียดแต่สุดท้ายเขาก็ทำได้เพียงหลับตาลงแล้วข่มอารมณ์รุนแรงนั้นไว้เพราะสำหรับเขาในตอนนี้…สิ่งสำคัญมีเพียงผู้หญิงตรงหน้าคนนี้เท่านั้นอาเธอร์ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยถามหญิงสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“เวียนหัวไหม” ขณะถาม อาเธอร์ไม่ละสายตาออกไปจากคนตรงหน้าเลยแม้แต่วินาทีเดียว ม
ตอนที่ 66หลังจากวันที่โต้เถียงกับนทีที่ลานจอดรถ ไอรินก็กลับมาอยู่ในสภาพซึมเงียบคล้ายช่วงแรกที่เธอเพิ่งรู้ความจริงเรื่องการนอกใจของเขาหลายครั้งเมื่ออยู่เพียงลำพัง เธอมักเผลอเหม่อลอย ย้อนนึกถึงช่วงเวลาที่เคยมีร่วมกันและภาพความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละช่วงเวลาแม้ภายนอกไอรินยังคงยิ้ม พูดคุย และใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ลึกลงไปในใจมันกลับรู้สึกหม่นเศร้าแปลก ๆน้ำตาไม่ไหลออกมาเลยสักหยด จนไอรินเองก็ไม่แน่ใจว่าความรู้สึกนี้เรียกว่าอะไร รู้เพียงแค่ว่า ในวันนั้นเหมือนสายสัมพันธ์ระหว่างเธอกับนทีได้ขาดสะบั้นลงอย่างสิ้นเชิง ราวกับสายสัมพันธ์นี้ไม่อาจเชื่อมต่อให้กลับมาเป็นดังเดิมได้อีกความว่างเปล่าที่เกิดขึ้นในใจ คล้ายกับเธอได้ทำของสำคัญตกลงไปในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ แม้จะรู้ว่ามันยังคงอยู่ใต้น้ำลึกไม่ไปไหน แต่ก็เกินกำลังจะไขว่คว้ามา ดังนั้นจึงทำได้เพียงยอมรับความจริงและปล่อยมือจากสิ่งที่จะไม่มีวันได้คืนกลับมาอย่างไรก็ตาม แม้ภายในใจจะเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ แต่เธอก็ยังคงไปดูแลอาเธอร์ตามคำขอของครามโดยไม่ขาดตกบกพร่อง จนกระทั่งอาเธอร์หายดี และสามารถกลับไปทำงานที่บริษัทได้ตามปกติอีกครั้งในช่ว
ตอนที่ 65หลังออกจากเพนต์เฮาส์ ไอรินขับรถตรงกลับคอนโดของตัวเองทันที พอจอดรถเรียบร้อยและกำลังจะเดินขึ้นห้อง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ซึ่งเป็นเสียงที่เธอคุ้นเคยอย่างดี“ไปไหนมา”ไอรินหันกลับไปมอง ก่อนจะเห็นนทีค่อย ๆ ก้าวออกมาจากมุมเสาในลานจอดรถ เขาเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าเธออย่างต้องการเอาคำตอบไอรินถอนหายใจยาวอย่างอดไม่อยู่ เนื่องจากความอึดอัดสะสมจากพฤติกรรมของเขาที่คอยตามดูเธอเริ่มปะทุขึ้น จนเกินจะต้านไหว ซึ่งที่เขามาปรากฏตัวที่นี่ คงเพราะวันนี้เธอไม่ได้เข้าออฟฟิศตามปกติเป็นแน่“พี่เอาเวลามาตามรินแบบนี้…ไม่ต้องทำงานเหรอคะ” ไอรินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นลงเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันที่นทีจะได้ตอบ ไอรินก็พูดต่อทันทีอย่างประชดประชัน“อ้อ...รินลืมไป พี่กำลังจะกลายเป็นลูกเขยตระกูลเรืองอัศวโชติแล้วนี่น่ะ จะทำงานไปทำไม”“อย่าประชดพี่ได้ไหม”“...”“ตกลงแล้วเธอหายไปไหนมาทั้งวัน” แม้จะถูกคำพูดของไอรินจิกกัด แต่นทีก็ยังใจเย็นแล้วเอ่ยถามเสียงอ
ตอนที่ 64การแกล้งบาดเจ็บของอาเธอร์ ทำให้เขาได้รับการดูแลเอาใจใส่จากไอรินอย่างที่เคยแอบได้ยินมาไม่มีผิด เธอคอยอยู่ข้างเขาไม่ห่าง คอยถามไถ่ ดูแลทุกอย่างอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าเขาจะขออะไร เธอก็มักใจอ่อนยอมให้แทบทุกครั้งเช้าวันนี้ เขาเริ่มต้นวันทำงานโดยลืมกาแฟรสเข้มที่เคยขาดไม่ได้ไปเสียสนิท ราวกับว่าการมีเธออยู่ใกล้ ๆ ก็เพียงพอจะทำให้เขาตื่นได้อย่างเต็มตาความรู้สึกว่างเปล่าจากหลายวันที่ไม่ได้พบกัน ค่อย ๆ ถูกเยียวยาจนจางหายไป แม้บางช่วงจะรู้สึกไม่สะดวกบ้าง เพราะไอรินคอยห้ามปรามและเป็นห่วงเขาในหลายเรื่องแต่สิ่งที่เขาได้ตักตวงจากเธอ ไม่ว่าจะเป็นการได้หอมแก้มนุ่ม ๆ หลังจากแต่งตัวเสร็จรสจูบที่เต็มไปด้วยความโหยหา ที่เขาได้จากเธอหลังประชุมเสร็จหรือจะเป็นซอกคอขาว ๆ ที่เขาได้ฝากรอยรักไว้ด้วยความหมั่นเขี้ยว หลังจากใช้สายตากับเอกสารกองโตจนล้าทุกอย่างมันคุ้มค่า เว้นเพียงเรื่องเดียวที่เขาอดรู้สึกกระดากใจไม่ได้ ก็คือตอนที่ต้องนั่งให้เธอป้อนอาหารราวกับเด็กเล็ก ต่อหน้าลูกน้องหลายคนในเพนต์เฮาส์ด้วยความหวังดีต่อเจ้านายที่กำลังบา
ตอนที่ 63“ตามมา” อาเธอร์เอ่ยสั้น ๆ ก่อนจะเดินนำขึ้นไปชั้นบน ไอรินจำต้องก้าวตามไปติด ๆ จนทั้งคู่มาหยุดอยู่ที่ห้องแต่งตัวยังไม่ทันที่เธอจะได้ตั้งตัว อาเธอร์ก็หันกลับมาออกคำสั่งตรง ๆ“ถอดเสื้อให้ฉันสิ”“ว่าไงนะ!?” ไอรินสะดุ้งทันที เสียงที่หลุดออกมาสูงกว่าปกติ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน สีหน้าเต็มไปด้วยความตกใจและไม่พอใจความคิดมากมายแล่นเข้ามาในหัวไอรินอย่างรวดเร็ว เธอจ้องมองเขาเขม็ง พยายามหาคำอธิบายให้กับคำสั่งนั้น อดคิดไม่ได้ว่าเขาเรียกเธอมาที่นี่ก็เพื่อทำเรื่องแบบนี้งั้นเหรอทั้งที่เธอตั้งใจจะเว้นระยะห่างจากเขาให้มากที่สุด เพื่อต้องการพิสูจน์ความรู้สึกของตัวเองให้ชัดเจน แต่พอมาเจอกันจริง ๆ เขากลับออกคำสั่งในลักษณะนั้นทันที ยิ่งไปกว่านั้น คือแขนของเขาก็ยังบาดเจ็บอยู่แท้ ๆความโกรธของไอรินปะทุขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เธอเองก็ยังไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน ว่าสิ่งที่กำลังรู้สึกอยู่นี้ เป็นเพราะอะไรแน่ ระหว่างไม่พอใจที่เขาไม่คิดถนอมตัวเองทั้งที่ยังเจ็บอยู่หรือเพราะท่าทีของเขา ที่ดูเหมือนจะให้
ตอนที่ 62วันรุ่งขึ้น ไอรินเดินทางไปยังเพนต์เฮาส์ของอาเธอร์ตามคำขอร้องของคราม ทว่าเธอยังไม่ทันได้พบเจ้าของสถานที่ หญิงคนหนึ่งก็เอ่ยทักขึ้นมา ทำให้เธอหันกลับไปมอง และพบว่าเป็นแม่บ้านคนเดียวกับที่เคยเจอเมื่อคราวก่อน ซึ่งหญิงชราคนนี้ให้ความรู้สึกแตกต่างจากคนอื่นอย่างชัดเจน
ตอนที่ 61หลังเหตุลอบโจมตีในค่ำคืนวันศุกร์ เจย์เลอร์ก็รีบรุดมายังเพนต์เฮาส์ทันทีที่ทราบข่าว เมื่อเห็นว่าเจ้านายไม่ได้รับบาดเจ็บร้ายแรง เขาจึงคลายความกังวลลง ก่อนเอ่ยขอให้อีกฝ่ายงดออกไปภายนอกชั่วคราว ซึ่งอาเธอร์ก็ยอมรับโดยไม่คัดค้าน ทำให้ช่วงเวลานี้งานทั้งหมดต้องถูกย้ายมาดำเนินการภายในเพนต์เฮาส์แทนว
ตอนที่ 60นิวเยียร์จอดรถนิ่งอยู่หน้าโรงพยาบาลเนิ่นนาน มือที่วางบนพวงมาลัยสั่นไหวเล็กน้อย สายตาของเธอทอดมองชายที่นอนแน่นิ่งอยู่เบาะข้าง เลือดของเขายังคงซึมผ่านเสื้อผ้า บ่งบอกถึงอาการบาดเจ็บที่ไม่อาจมองข้ามได้หากมองเพียงผิวเผิน คำตอบก็ดูชัดเจนอยู่แล้วว่าเธอควรพาเขาเข
ตอนที่ 59“ยะ อย่าค่ะ! หยุดเดี๋ยวนี้นะ…คุณ…คุณเซดริก! หยุดนะ!”ทั้งสองยื้อกันไปมาอย่างวุ่นวาย แต่จังหวะหนึ่งนิวเยียร์ก็เสียหลัก ถูกดึงเข้าไปอยู่ในวงแขนของคนตัวสูงโดยไม่ทันตั้งตัว ท่อนแขนแกร่งโอบรอบเอวบางไว้แน่น จนเธอไม่อาจขยับหนีไปไหนได้







