Mag-log in“อาเธอร์” ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ตำแหน่งผู้นำตระกูล เฝ้ารอวันที่จะได้แก้แค้นให้คนที่ “ฆ่า” พ่อแม่ของเขา แต่โชคชะตากลับเล่นตลก เมื่อ “ความจริง” ที่ไม่คาดคิดดันปรากฏขึ้นมา
view moreตอนที่ 01
@เชียงใหม่ ประเทศไทย
ลมหายใจของเธอขาดเป็นห้วง ๆ อากาศที่สูดเข้าไปราวกับมีมีดทิ่มแทงอยู่ในอก ขาทั้งสองข้างแทบรับน้ำหนักตัวเองต่อไปไม่ไหว
แต่ถึงอย่างนั้น ไอรินก็ยังคงพาร่างกายที่สะบักสะบอมวิ่งต่อไปเรื่อย ๆ อย่างไม่นึกสนใจบาดแผลตามร่างกายเลยสักนิด เพราะสิ่งเดียวที่เธอสนใจในเวลานี้ นั่นก็คือหนทางหนีของตนเอง
แต่ไม่ว่าเธอจะพยายามดิ้นรนเพียงใด ก็เหมือนไม่อาจหนีรอดจากปีศาจร้ายที่กำลังไล่ตามมา ไอรินยังคงได้ยินเสียงฝีเท้าและเสียงคำรามดังตามหลังมาไม่ห่าง
“ไอริน! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
“ฉันสั่งให้หยุด... เธอได้ยินไหม!”
แต่ไม่ว่าปีศาจตนนั้นจะคำรามอย่างไร ก็ไม่อาจหยุดยั้งไอรินได้ กลับทำให้เธอยิ่งต้องเร่งฝีเท้ามากกว่าเดิม
ไอรินเหลียวกลับไปมองด้านหลัง หัวใจก็แทบหยุดเต้น เมื่อเห็นว่าพวกเขาใกล้จะไล่ตามทันเต็มที เธอจึงกัดฟันตัดสินใจพุ่งเข้าไปในป่าข้างทางทันที
เบื้องหน้าเป็นป่าดิบเขาที่ต้นไม้ขึ้นหนาทึบ ทั้งมืด ชื้น และลาดชัน พื้นดินเปียกลื่นเต็มไปด้วยรากไม้และเศษใบไม้ทับถม ไอรินหวังให้ความรกชัฏของป่าแห่งนี้ช่วยบดบังสายตา และทำให้กลุ่มชายฉกรรจ์ที่ไล่ตามมาเคลื่อนไหวได้ลำบากขึ้น
ซึ่งมันก็เป็นไปตามที่เธอคาดไว้ เสียงฝีเท้าหนักค่อย ๆ ห่างออกไปทีละน้อย ระยะระหว่างเธอกับพวกเขาเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้าจนแทบหมดแรง แต่ไอรินก็ยังฝืนวิ่งต่อไป ท่ามกลางความมืดและไอเย็นชื้นที่เกาะตามผิวกาย กระทั่งเธอมองเห็นเส้นทางข้างหน้าที่อยู่ไม่ไกลจากสายตา
ความหวังที่จะหลุดพ้นจากเงื้อมมือของคนพวกนั้นค่อย ๆ ตีตื้นขึ้นมาในอก ไอรินรีบเร่งฝีเท้า ทำให้ใช้เวลาไม่นานก็พาตัวเองออกมาจากป่าดิบเขาอันมืดครึ้มและชื้นแฉะได้สำเร็จ
ไอรินยืนหอบหายใจอยู่ริมทาง กวาดตามองเส้นทางตรงหน้าอย่างระแวดระวัง เพราะมันไม่ใช่ถนนลาดยาง แต่เป็นเพียงทางดินแคบ ๆ ที่มีรอยล้อรถบดทับเป็นแนวยาว สองข้างทางถูกขนาบด้วยต้นไม้สูงใหญ่จนแทบไม่เห็นปลายฟ้า
ไอรินเม้มริมฝีปากแน่น พลางครุ่นคิดว่าตนควรจะทำอย่างไรต่อ
ฉันยังออกไปตอนนี้ไม่ได้ ข้างหน้าอาจมีคนของเขารออยู่แล้วก็ได้
เมื่อไอรินคิดได้เช่นนั้น เธอจึงกัดฟันตัดสินใจเดินเลียบไปตามเส้นทางดินแคบ ๆ ที่ลึกเข้าไป โดยหวังเพียงว่าจะมีโอกาสรอดพ้นรออยู่ข้างหน้า
ไอรินเดินไปตามทางด้วยความหวังว่าจะสามารถขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านแถวนั้นได้ หรืออย่างน้อยก็อาจมีใครสักคนที่ยอมยื่นมือช่วยให้ที่หลบซ่อนแก่เธอ
ทว่า… สวรรค์มักชอบเล่นตลกกับชีวิตของคนเราเสมอ
เพราะไม่ว่าเธอจะเดินลึกเข้าไปเพียงใด ไม่ว่าเวลาจะล่วงเลยไปนานแค่ไหน สิ่งที่รายล้อมเธอก็ยังมีเพียงความเงียบของป่า เสียงลมหายใจของตนเอง และเงาต้นไม้สูงใหญ่ที่ทอดทับลงมาราวกับกำแพง
จนกระทั่ง การเดินทางของเธอมาถึงจุดสิ้นสุด ไม่ใช่เพราะเธอพบหมู่บ้านตามที่หวัง เพียงแต่... ไร้หนทางให้เดินต่อแล้ว
ไอรินยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น สายตาทอดมองทิวทัศน์เบื้องหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลายที่ประเดประดังเข้ามา
คล้ายกับความสิ้นหวัง… แต่ในเวลาเดียวกัน เธอกลับรู้สึกโล่งใจ
มันคือความเศร้าที่ถ่วงอยู่ในอก… ทว่าเธอกลับรู้สึกสงบลงอย่างน่าประหลาด
ความย้อนแย้งจนยากจะอธิบายนี้ ไม่ต่างจากใจที่เดือดพล่าน อัดแน่นไปด้วยความโกรธแค้นชิงชัง แต่เธอกลับลงมือฆ่าเขาไม่ลง ดังนั้นผลลัพธ์ที่ได้ จึงเป็นเหวลึกที่เฝ้ารออยู่
สถานการณ์ตรงหน้าทำให้ไอรินหลุดหัวเราะออกมาแผ่วเบา ราวกับกำลังเยาะเย้ยตนเอง
ไอรินค่อย ๆ ลากเท้าที่อ่อนแรงไปข้างหน้าทีละก้าว ๆ ก่อนจะหยุดฝีเท้าบนแนวหน้าผาลึก ซึ่งสิ่งแรกที่รอต้อนรับเธอก็คือ สายลมที่พัดผ่านขึ้นมาราวกับกำลังกระซิบเพรียกหาเธอ
ไอรินยืนนิ่งและกวาดสายตาชมความวิจิตรที่อยู่เบื้องหน้า ทั้งยอดเขาน้อยใหญ่ที่ทอดตัวสลับซับซ้อน ไกลออกไปสุดลูกหูลูกตา ท้องฟ้าสีส้มแดงที่ค่อย ๆ แผ่คลุมไปทั่วผืนฟ้า ราวกับถูกย้อมด้วยเปลวเพลิง
ป่าไม้กว้างใหญ่โอบล้อมทุกสิ่งไว้ในความสงบ เสียงใบไม้ไหวเบา ๆ ผสานกับเสียงนกที่บินกลับรัง ทำให้ช่วงเวลานี้ชวนฝันจนแทบอยากหยุดหายใจ
ความตระการตานี้ทำให้อดรู้สึกไม่ได้ว่าทุกอย่างช่างเป็นใจให้เธอ ราวกับรู้ว่าจะเป็น ‘ครั้งสุดท้าย’ และนี่ก็คงเป็นความเมตตาของสวรรค์ที่หลงเหลือไว้ให้เธอ
เมื่อปรับมุมมองได้ว่าสิ่งนี้ คือเมตตาจากสวรรค์ หัวใจของไอรินก็พลันเบาลงในทันที ความชิงชังและแรงขัดขืนที่เคยกดทับอยู่ในใจ ค่อย ๆ จางลงราวกับหมอกยามรุ่งสาง จนริมฝีปากของเธอสามารถคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน และยอมรับโชคชะตานี้ได้อย่างง่ายดาย
“ไอริน!”
แม้เสียงคุ้นหูจะสะท้อนดังใกล้เข้ามา ทว่าไอรินไม่คิดหันกลับไปมอง ไม่แม้แต่จะดิ้นรนหลบหนีหรือหาที่ซ่อน เพราะในเวลานี้ ความสนใจทั้งหมดของเธอถูกตรึงไว้กับของขวัญตรงหน้าแล้ว ราวกับเธอตั้งใจจะประทับภาพทั้งหมดนั้นไว้ในส่วนลึกของความทรงจำ
ขณะที่ไอรินกำลังดื่มด่ำกับทิวทัศน์ตรงหน้าอย่างละเมียดละไม เสียงฝีเท้าหนัก ๆ จากด้านหลังก็ดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท
ทว่าไม่นานนัก เสียงฝีเท้าเหล่านั้นก็หยุดลงอย่างพร้อมเพรียงกัน ก่อนที่ความเงียบงันอันหนักอึ้งจะแผ่ปกคลุมพื้นที่ด้านหลังของเธอ คล้ายกับไม่มีใครกล้าขยับ ไม่มีใครกล้าเปล่งเสียง หรือแม้แต่ลมหายใจของพวกเขาก็ดูเหมือนจะถูกกลืนหายไปกับสายลม
“ไอริน...” เสียงทุ้มนั้นทำให้ปลายนิ้วของเธอขยับเล็กน้อย
ไอรินค่อย ๆ หันกลับไปอย่างใจเย็น ก่อนสายตาจะหยุดลงที่ชายผู้หนึ่ง ‘อาเธอร์’ ชายผู้ทำลายโลกทั้งใบของเธออย่างเลือดเย็น
เขายืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มชายฉกรรจ์ที่เพิ่งมาถึง ใบหน้าคมคายยังคงดูสงบนิ่งเช่นเดิม ทว่าบางสิ่งในแววตาสีเทาคู่นั้นกลับต่างออกไปจากที่เธอคุ้นเคย
“คิดจะทำอะไร” อาเธอร์กัดฟันถามเสียงแข็ง
ไอรินเพียงมองเขาเงียบ ๆ เฝ้ามองนัยน์ตาสีเทาที่ไม่เคยยี่หระต่อสิ่งใดง่าย ๆ แต่บัดนี้กลับมีรอยสั่นไหวบางอย่างแทรกอยู่อย่างปิดไม่มิด
เขากำลังสับสนอยู่งั้นเหรอ...
ทั้งที่เขาเป็นคนผลักเธอให้มายืนอยู่ตรงปากเหวแห่งนี้ ทั้งที่เขาเป็นคนทำให้เธอไม่เหลือหนทางให้หวนกลับ ทำไมตอนนี้ถึงมองกลับมาประหนึ่งไม่พอใจกับผลลัพธ์นี้
“เด็กดี... มาทางนี้มา” เสียงของอาเธอร์อ่อนลงอย่างที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน ดวงตาสีเทาคู่นั้นจับจ้องมาที่เธอไม่วางตา ท่าทีของเขาดูคล้ายคนที่อยากก้าวเข้ามาหา แต่กลับต้องฝืนหยุดตัวเองเอาไว้ด้วยเหตุผลบางอย่าง
สุดท้ายจึงทำได้แค่ค่อย ๆ ผายมือยื่นออกมาหาเธอ ราวกับกำลังอ้อนวอนให้เธอจับมันไว้ แต่เธอกลับยืนนิ่ง ก่อนจะหลุบสายตาลงมองมือที่เคยปลอบโยนเธออย่างเฉยเมย
“เรากลับบ้านกันนะ หื้ม...?”
คำว่า ‘บ้าน’ แว่วเข้ามาในหูของเธอ ก่อนจะนึกสงสัยว่า สิ่งที่เคยเป็นบ้านของเธอ ถูกเขาทำลายไปหมดแล้วไม่ใช่เหรอ
ดังนั้นคำชวนของเขา จึงไร้ซึ่งคำตอบกลับจากริมฝีปากของไอริน ร่างของเธอยังคงยืนอยู่ริมหน้าผาอย่างสงบนิ่ง ราวกับไม่ได้ยินเสียงของเขาแม้แต่น้อย
“ได้โปรดเถอะ... ไอริน” เสียงของอาเธอร์สั่นเครือ
เธอเห็นดวงตาสีเทาคู่นั้นแดงก่ำ สายตาของเขายังคงตรึงอยู่ที่เธอแน่วแน่ ไม่ยอมละไปแม้เพียงเสี้ยววินาที
ใบหน้าที่เคยเย็นชาและสูงส่งจนดูเอื้อมไม่ถึง บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น อ้อนวอน และความสิ้นหวังอย่างที่เขาไม่อาจปกปิดได้อีกต่อไป
ไอรินมองใบหน้านั้นนิ่ง ๆ ก่อนมุมปากจะกระตุกขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองว่าเขาเองก็สามารถทำสีหน้าแบบนั้นเป็น จนหลุดเสียงหัวเราะเบา ๆ ออกมาจากลำคอ
ซึ่งมันไม่ใช่เสียงหัวเราะของความสุข แต่มันแตกพร่าและเจือไปด้วยความเย็นชา ราวกับเธอกำลังได้ชมเรื่องน่าขันที่สุดเรื่องหนึ่ง
“กลับบ้านเหรอ...” ไอรินเอ่ยเสียงแผ่ว ริมฝีปากยังคงมีรอยยิ้มจาง ๆ ประดับอยู่
“ฉันไม่มีบ้านให้กลับแล้ว”
“มีสิ...” อาเธอร์รีบพูดขึ้นทันที
“เธอมีฉัน ฉันจะเป็นบ้านให้เธอ ไม่ว่า…”
“หึ... ฮ่า ๆ ๆ”
เสียงหัวเราะของไอรินดังแทรกขึ้นมาก่อนที่เขาจะพูดจบ เป็นเสียงหัวเราะที่ทั้งเย็นเยียบและว่างเปล่า
“คนที่ลงมือทำลายบ้านของฉัน...” เธอมองเขาด้วยดวงตาแดงก่ำ
“จะเป็นบ้านให้ฉันได้ยังไง”
ทั้งที่เธอเพิ่งยอมรับผลจากการกระทำของตัวเองได้และเตรียมพร้อมจะจากไปได้แล้วแท้ ๆ แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้งและนึกถึงความโหดเหี้ยมที่เขาทำไว้กับเธอ ก็ทำให้ไฟแค้นในอกของไอรินลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
ความร้อนผ่าวแล่นขึ้นมาถึงขอบตา จนภาพของชายตรงหน้าพร่าเลือนอยู่หลังม่านน้ำตา
เธอเกลียดเขา… เกลียดจนแทบหายใจไม่ออก ทว่าความเกลียดชังนั้นไม่ได้ทำให้เธอเข้มแข็งขึ้นเลย ตรงกันข้าม มันกลับเหมือนปลายมีดแหลมคมที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยิ่งเธอแค้นเขามากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งเจ็บปวดมากเท่านั้น
นั่นเพราะเธอไม่อาจยอมรับได้ว่า สิ่งสวยงามที่เธอยึดมั่น ไม่ว่าจะทั้งความรัก ความดี ความซื่อสัตย์ ความเชื่อใจ สุดท้ายสิ่งเหล่านั้นกลับย้อนมาทำร้ายครอบครัวของเธออย่างเลือดเย็นและเธอไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่าเป็นเธอเองที่นำความตายมาสู่พวกเขา
ลมแรงพัดกรรโชกจนเส้นผมของเธอปลิวกระจัดกระจาย แต่ไอรินแทบไม่รู้สึกถึงความหนาวเย็นเลย ดวงตาของเธอสบกับอีกฝ่ายนิ่งงันและยาวนาน ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา มีเพียงน้ำตาสีใสที่ไหลอาบแก้มของเธอไม่ขาดสาย
จู่ ๆ ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าและเสียงเรียกที่คุ้นเคยก็ดังแทรกผ่านเสียงลมเข้ามา ทำให้สายตาที่พร่ามัวเพราะน้ำตาหันไปทางต้นเสียงโดยอัตโนมัติ
‘นที’
เพียงเห็นใบหน้าของเขา ความเจ็บปวดที่เธอพยายามกดไว้ก็เหมือนจะปริแตกออกมามากขึ้นกว่าเดิม
เขายืนอยู่ตรงนั้น สีหน้าเต็มไปด้วยความตกใจและความหวาดหวั่น
“ริน!... รินอย่าทำอะไรบ้า ๆ นะ”
“…”
ไอรินไม่ได้ตอบ เธอทำได้เพียงมองเขาผ่านม่านน้ำตา ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย แต่ไม่มีถ้อยคำใดออกมา
“ไอริน... มาหาพี่ นะ พี่อยู่นี่แล้ว” นทีส่งสายตาอ้อนวอนต่อเธอพร้อมน้ำเสียงขอร้อง เขาผายฝ่ามือออกหมายให้เธอเดินมาหา แต่ไม่สามารถโน้มน้าวหญิงสาวที่ใบหน้าท่วมไปด้วยน้ำตาได้
สิ่งที่นทีได้กลับมาคือความเงียบพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ ที่ไม่อาจตีความหมายได้
เขาจึงพยายามพูดต่อ แต่น้ำเสียงสั่นเครือจนแทบไม่เหลือเค้าความมั่นใจ
“พี่รักเธอไอริน มาหาพี่นะ พี่สัญญา... ครั้งนี้พี่จะไม่ปิดบังอะไรเธออีก จะรักแค่เธอ… จะไม่ให้ใครมาแทรกกลางพวกเราได้อีก นะ... ริน”
“พวกเราสัญญากันว่าจะไปเที่ยวรอบโลกด้วยกันไม่ใช่เหรอ เธอบอกว่าอยากมีบ้านหลังเล็ก ๆ และเราก็ปลูกผักทำสวนด้วยกัน วันหยุดก็มานั่งดูหนังด้วยกัน เธอบอกว่าอยากทำให้พี่ร้องไห้ให้ได้เพราะบทหนังของเธอนี่น่ะ จำได้ไหม”
จำได้… เธอจำได้ทุกอย่าง
สิ่งเหล่านั้นที่นทีเอ่ยถึง เคยเป็นสมบัติล้ำค่าที่ไอรินเก็บรักษาไว้อย่างทะนุถนอม และเคยเชื่ออย่างไร้เดียงสาว่า ขอเพียงมีเขาอยู่ในทุกภาพฝันเหล่านั้น ต่อให้เป็นเพียงชีวิตเรียบง่ายแสนธรรมดา ทุกอย่างสวยงามมากพอสำหรับเธอ
แต่ตอนนี้ เมื่อได้ยินเขาพูดถึงมันอีกครั้ง ภาพเหล่านั้นกลับฟังดูเย็นเยียบ เหมือนกับหยิบเศษแก้วจากความฝันที่แตกละเอียด กรีดซ้ำลงบนบาดแผลเดิมที่เขาเป็นคนทำ
“พวกเราลืมเรื่องในอดีตและเริ่มต้นกันใหม่ได้ หือ?”
ไอรินส่ายหัวปฏิเสธทั้งน้ำตาพร้อมเสียงสะอื้นที่ไม่อาจกลั้นไว้ได้อีกต่อไป ‘ไม่’ เธออยากบอกเขาอย่างนั้น แต่ริมฝีปากกลับสั่นจนเปล่งเสียงออกมาไม่ได้
การเริ่มต้นใหม่ไม่สามารถใช้ได้กับเธอและเขาอีกแล้ว
ไอรินรู้ดีว่าความฝันที่นทีพูดถึงนั้นอยู่ไกลเกินกว่าจะเอื้อมกลับไปหาได้อีก เธอเดินมาไกลเกินไปแล้ว ไกลจนเมื่อหันกลับไปมองเส้นทางด้านหลังที่เดิมมา เธอก็พบเพียงเศษซากของความรักและความเชื่อใจที่ถูกเหยียบย่ำจนจำรูปเดิมไม่ได้
“ไอริน... มาทางนี้” เสียงของอาเธอร์ดังขึ้น ทำลายความสนใจของเธอต่อนที
ไอรินหันกลับไปหาเขาอีกครั้ง ดวงตาที่ยังเปียกชื้นสบกับอาเธออยู่ชั่วขณะ ก่อนเธอจะค่อย ๆ หันกลับไปมองนทีอีกหน
นทียังยืนอยู่ตรงนั้น มือของพวกเขาทั้งสองคนยังค้างอยู่กลางอากาศ ราวกับรอให้เธอเดินกลับไปหา
ไอรินมองคนทั้งสองสลับกันไปมา ก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า สีแดงฉานของยามเย็นสะท้อนอยู่ในดวงตาเธอ ราวกับโลกทั้งใบกำลังลุกไหม้อยู่เหนือศีรษะ
แล้วในวินาทีถัดมา เสียงหัวเราะก็หลุดออกจากลำคอของเธอ แผ่วในตอนแรก ก่อนจะดังขึ้นเรื่อย ๆ ก้องไปทั่วบริเวณนั้น
ทุกอย่างดำเนินมาถึงจุดนี้แล้ว เธอจะโทษใครได้อีก ในเมื่อเป็นเธอเองที่ไม่รู้จักคิดแยกแยะให้ดี กว่าจะรู้ตัว เธอก็ไม่เหลืออะไรให้ยึดมั่นอีกต่อไปแล้ว
ไอรินก้มหน้าลงช้า ๆ เสียงหัวเราะที่เคยดังก้องค่อย ๆ แผ่วหายไป เหลือเพียงลมหายใจสั่นพร่า กับเสียงสะอื้นขาดห้วงที่แทบกลืนไปกับสายลมยามเย็น
รอยยิ้มยังคงค้างอยู่บนริมฝีปากบาง ทว่าในดวงตาของเธอกลับว่างเปล่าอย่างน่ากลัว
บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบลงอย่างผิดปกติ จนเสียงลมที่พัดผ่านใบหญ้ากลายเป็นสิ่งเดียวที่ยังเคลื่อนไหวอยู่ในโลกใบนี้ และแล้วความตึงเครียดก็พุ่งสูงขึ้นในชั่ววินาทีถัดมา เมื่อเท้าเล็กของไอรินเริ่มขยับ
เธอก้าวถอยออกไปอย่างเชื่องช้า ทีละก้าว ทีละก้าว ขณะที่สายตาของคนทั้งสองยังคงจับจ้องมาที่เธอ ไม่ต่างจากคนที่เพิ่งรู้ตัวว่าสิ่งสำคัญกำลังค่อย ๆ หลุดมือไปต่อหน้าต่อตา
ความร้อนรนในดวงตาของพวกเขาชัดเจนขึ้นทุกขณะ ปะปนไปกับความหวาดกลัวที่ปิดไม่มิด ทำให้ทำให้ไอรินอดสงสัยไม่ได้ว่า เหตุใด... ทำไมพวกเขาต้องมีท่าทีแบบนั้น
แต่ทันใดนั้น… เสียงบางอย่างกระแทกพื้นดัง ตุบ!
ไอรินชะงักเล็กน้อย ปลายเท้าหยุดนิ่งอยู่กับที่ ก่อนสายตาของเธอจะค่อย ๆ เลื่อนไปยังต้นเสียง สิ่งที่พบคืออาเธอร์ที่ทรุดตัวลงกับพื้น
ภาพนั้นทำให้ลมหายใจของเธอสะดุดไปชั่วขณะ
‘อาเธอร์’ ชายคนที่เคยยืนสูงเหนือทุกคน ชายที่แผ่นหลังตั้งตรงเสมอราวกับไม่มีสิ่งใดในโลกนี้กดเขาให้ต่ำลงได้ บัดนี้กลับคุกเข่าอยู่กับพื้น เข่าทั้งสองกระแทกลงอย่างไร้การป้องกัน แผ่นหลังที่เคยเต็มไปด้วยความหยิ่งยโสโน้มลง ราวกับเรี่ยวแรงทั้งหมดในร่างกายถูกดึงหายไปในพริบตา
ไอรินจ้องมองเขานิ่ง ๆ ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นเขาในสภาพนี้
“ฉันยอมแพ้แล้ว... ได้โปรดหยุดเถอะ ขอร้องละ...”
คำว่า ‘ยอมแพ้’ ที่ออกจากปากของเขาฟังแปลกประหลาดจนไอรินแทบไม่แน่ใจว่าตัวเองได้ยินถูกต้องหรือเปล่า
“ฉัน… จะปล่อยเธอไป... ให้เธอเป็นอิสระ”
คำว่า ‘อิสระ’ นั้นเบาเหลือเกินเมื่อหลุดออกมาจากปากของอาเธอร์
ไอรินจึงทำได้เพียงกะพริบตาช้า ๆ เธอไม่รู้ว่าเธอควรดีใจไหม ควรรู้สึกโล่งใจหรือเปล่า ควรวิ่งออกไปจากที่นี่ทันทีแล้วไม่หันกลับมามองอีกเลยไหม ในใจของไอรินตอนนี้ไม่มีความรู้สึกใดชัดเจนเลย นอกจากความว่างเปล่าที่แผ่กว้างขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนหัวใจของเธอเหนื่อยเกินกว่าจะมาสนใจต่อคำสัญญาปากเปล่าเหล่านั้นอีก
สายตาของเธอเลื่อนไปยังเหล่าลูกน้องที่ยืนอยู่รอบบริเวณ ใบหน้าของพวกเขาที่เห็นเจ้านายของตนคุกเข่าเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง โดยเฉพาะเจย์เลอร์
ไอรินเห็นเขามองอาเธอร์ด้วยแววตาสับสนปนตกใจ ราวกับภาพตรงหน้าขัดแย้งกับทุกสิ่งที่เขาเคยรู้จักเกี่ยวกับเจ้านายของตัวเอง และถึงแม้เธอจะรู้สึกตกใจกับการกระทำของอาเธอร์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่คิดเปลี่ยนความตั้งใจ เพราะตอนนี้เธอรู้สึกเหนื่อยมาก จนแม้แต่ความโกรธ เธอก็ยังรู้สึกว่ากินเรี่ยวแรงเธอมากเหลือเกิน
“อาเธอร์... พี่เห็นไหมว่า วันนี้ทุกอย่างเป็นใจมากจริง ๆ” เสียงของไอรินเรียบนิ่งจนน่าประหลาด ไม่เหมือนคนที่เพิ่งร้องไห้จนแทบยืนไม่ไหวอีกต่อไป สีหน้าของเธอสงบจนแม้แต่อาเธอร์ที่เคยอ่านผู้คนได้ทะลุปรุโปร่งก็ไม่อาจเข้าใจได้ว่า เธอกำลังรู้สึกอย่างไร หรือกำลังคิดอะไรอยู่
เธอมองชายที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า แววตาอ่อนโยนลงอย่างแปลกประหลาด ทว่าความอ่อนโยนนั้นกลับว่างเปล่าและเงียบเหงา ราวกับแสงสุดท้ายของวันที่กำลังจะลับหายไปหลังเส้นขอบฟ้า
“หมายความว่าอะไร” น้ำเสียงของอาเธอร์แผ่วลง จนไอรินได้ยินความระแวงแฝงอยู่ในนั้น จากนั้นเธอคลี่ยิ้มบาง ๆ แล้วเริ่มไขข้อสงสัยให้กับเขา
“อะไรที่ไม่เคยเห็น วันนี่ก็ได้เห็น สิ่งที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น วันนี้ก็เกิดขึ้น แถมท้องฟ้าวันนี้ก็ยังสวยมาก ๆ อีกด้วย พี่จำได้ไหมว่าฉันชอบท้องฟ้าแบบนี้ที่สุด” พูดจบ เธอก็เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีส้มแดงที่แผ่กระจายไปทั่วผืนฟ้า ราวกับมีใครสักคนละเลงสีของเปลวไฟลงบนเมฆทั้งหมด แสงอาทิตย์สะท้อนจากด้านหลังของเธอ ทำให้เงาร่างของไอรินทอดยาวไปบนพื้น ก่อนจะทับลงบนร่างของอาเธอร์ที่ยังคุกเข่าอยู่ตรงนั้น
ชั่วขณะหนึ่ง ไอรินรู้สึกราวกับโลกกลับหัวกลับหาง จากคนที่เคยเป็นปีศาจในชีวิตเธอกลับอยู่ต่ำลงไป ส่วนเธอ ผู้ซึ่งเคยเป็นเพียงเหยื่อของเขา กลับยืนอยู่เหนือเงานั้น ราวกับปีศาจผู้อ่อนโยนที่กำลังตัดสินโทษให้กับมนุษย์ผู้โง่เขลา
“จำได้สิ เธอเคยบอกให้ฉันฟัง ตอนนั้น… ที่พวกเราไปทะเลด้วยกันสองคน”
“ใช่... แม้ฉันจะเกลียดและเคียดแค้นพี่ แต่ฉันดีใจนะที่ได้มองท้องฟ้าแบบนี้กับพี่เป็นครั้งสุดท้าย” สิ้นเสียงของไอริน โลกทั้งใบก็คล้ายเงียบลง
เธอเห็นดวงตาที่แดงก่ำจากการพยายามสะกดกลั้นสิ่งต่าง ๆ แต่สุดท้ายความพยายามนั้นก็ไร้ความหมาย
หยาดน้ำใส ๆ ค่อย ๆ เอ่อคลอ ก่อนจะร่วงหล่นจากขอบตาของเขาอย่างเชื่องช้า ไหลผ่านใบหน้าที่ไม่เคยหวั่นไหวต่อสิ่งใด
ไอรินยืนมองนิ่ง ๆ ทั้งที่ภาพนี้เคยเป็นสิ่งที่เธอคิดว่าหากได้เห็นสักครั้ง หัวใจคงเบาลงบ้าง หรือบางครั้งอาจทำให้บาดแผลของเธอรู้สึกได้รับเศษเสี้ยวของความยุติธรรม แต่เมื่อมันเกิดขึ้นจริงตรงหน้าเธอ เธอไม่ได้รู้สึกสะใจเหมือนอย่างที่คิด ขณะเดียวกัน เธอกลับความเจ็บปวดอย่างอธิบายไม่ดู
อาเธอร์ยังคงคุกเข่าอยู่ตรงนั้น ดวงตาคู่นั้นไม่สามารถปกปิดความพังทลายได้อีกแล้ว ทุกความเข้มแข็งที่เคยใช้กดทับความรู้สึกของตัวเองคล้ายถูกฉีกออกทีละชั้น เหลือเพียงชายคนหนึ่งที่กำลังยื้อสิ่งสำคัญที่สุดไว้ด้วยมือที่สั่นเทา
เขากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ก่อนจะพยายามเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“ฉะ ฉันสัญญาจะปล่อยเธอไป ฉันจะ…”
“ไม่… อาเธอร์”
ไอรินเอ่ยแทรกอย่างแผ่วเบา ทว่าชัดเจนพอที่จะทำให้เขาเงียบ
“ฉันไม่มีหน้าที่จะมีชีวิตอยู่ทั้งที่เป็นคนผลักครอบครัวไปสู่ความตายหรอกนะ”
“ฉันจะไปหาพวกเขา… ไปบอกกับคุณพ่อว่าฉันผิดไปแล้ว ไปขอโทษคุณแม่ที่ฉันเป็นลูกสาวไม่ได้เรื่อง ไปขอให้ตรินทร์ให้อภัยพี่สาวที่โง่เขลาคนนี้” ทันทีที่ไอรินพูดจบ สีหน้าของอาเธอร์ก็เปลี่ยนไป
ความสิ้นหวังในดวงตาคู่นั้นบิดเบี้ยวกลายเป็นบางสิ่งที่รุนแรงกว่าเดิม ทั้งบ้าคลั่ง ทั้งยึดติด ราวกับเขาเพิ่งได้ยินคำพิพากษาที่ไม่มีวันอุทธรณ์ได้อีก มือทั้งสองข้างเกร็งแน่นกับพื้นจนเห็นเส้นเลือดนูนชัด ร่างกายสั่นไหวอย่างไม่อาจควบคุม
“ใครอนุญาต!” เสียงตะโกนนั้นฉีกผ่านอากาศ จนไอรินสะดุ้งเล็กน้อย
อาเธอร์เงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำ น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างไม่อาจห้ามไว้ได้ ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและความยึดติดที่น่าหวาดหวั่น
“ชีวิตของเธอเป็นของฉัน ถ้าฉันไม่อนุญาต เธอก็ตายไม่ได้! ฉันไม่อนุญาตให้เธอตาย! เธอเข้าใจไหม!” เขาตวาดเสียงดังลั่น ราวกับทุกคำพูดคือความพยายามสุดท้ายที่จะรั้งเธอไว้ด้วยพันธนาการที่มองไม่เห็น
“ถ้าเธอกล้าตาย… ฉันจะไล่ตามเธอไปจนถึงขุมนรก!” น้ำเสียงของเขาแตกพร่า สั่นระริกด้วยความหวาดกลัวที่ถูกกลบด้วยความบ้าคลั่ง
“แม้ตายแล้วเธอก็ยังต้องเป็นของฉัน! ให้เธอเป็นของฉันตลอดไป! ฉันจะไม่ให้เธอได้อยู่อย่างสงบ! ได้ยินไหม!?”
อาเธอร์หอบหายใจหนัก ดวงตาจับจ้องเธอราวกับคนเสียสติ ทุกถ้อยคำที่หลุดออกมาเต็มไปด้วยความเอาแต่ใจ ยึดติด และแตกสลาย จนแทบไม่เหลือเค้าของชายผู้เยือกเย็นคนเดิม
สิ้นเสียงของอาเธอร์ เสียงฮือฮาและความตื่นตกใจดังแผ่วอยู่รอบตัว แต่ไอรินไม่ได้สนใจนัก เธอเห็นเพียงปลายสายตาของเจย์เลอร์ที่เบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อ ราวกับเขาเพิ่งได้เห็นอีกด้านที่อยู่ในตัวอาเธอร์
“ทั้งฉันและพี่ล้วนเป็นคนบาป” ไอรินเอ่ยเสียงเบา
“พวกเราไม่ควรเจอกัน... ทั้งในอดีต ปัจจุบัน หรือแม้แต่ในอนาคต” คำพูดนั้นทำให้ใบหน้าของอาเธอร์ซีดลง
“ไม่! ฉันไม่ยอม!” เสียงปฏิเสธของเขาดื้อดึงเหมือนเด็กที่ไม่ยอมรับความจริง แต่ไอรินกลับเพียงมองเขานิ่ง ๆ
เธอหลุบตาลงช้า ๆ ก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้าเป็นครั้งสุดท้าย
“ใกล้ถึงเวลาของฉันแล้ว”
บนท้องฟ้าสีแดงฉาน เธอเห็นนกฝูงเล็ก ๆ กำลังทยอยบินกลับรัง พวกมันโฉบต่ำไปตามแนวต้นไม้ โดยมีจุดหมายเดียวก็คือ กลับสู่ความอบอุ่นที่คุ้นเคยที่เรียกว่า ‘บ้าน’ และเธอก็เช่นกัน
ถ้าหากเธอสามารถกลับไปยังสถานที่แสบอบอุ่นเหล่านั้นได้อีกครั้ง ต่อให้ต้องแลกด้วยวิญญาณ เธอย่อมจะยินดี
ทันใดนั้นสายตาของเธอนิ่งลง ก่อนน้ำตาหยดสุดท้ายไหลลงมาตามแก้มพร้อมกับรอยยิ้มของเธอที่ดูสงบเหลือเกิน
“พี่เป็นคนผลักฉันให้มายืนอยู่บนปากเหวนี้... ก็มองดูฉันร่วงลงไปกับตาตัวเองเถอะ”
คำพูดนั้นทำให้อาเธอร์เบิกตากว้าง ก่อนที่จะได้ยินเสียงกระแทกของลมดัง พรึ่บ! พร้อมกับร่างของไอรินที่ร่วงลงไป
“ไม่!” เสียงเรียกของอาเธอร์แตกพร่า ราวกับหัวใจถูกฉีกออกในพริบตา แต่สำหรับไอริน เสียงนั้นกลับค่อย ๆ ไกลห่างออกไป
ในห้วงเวลาที่ร่างกายร่วงหล่นลงมาและลอยอยู่กลางอากาศ ไอรินนึกว่าสิ่งที่เธอจะหวนนึกถึงได้ในวาระสุดท้ายจะเป็นเพียงแค่ฝ่ามืออุ่น ๆ ของคุณพ่อยามลูบหัวของเธอ เสียงปลุกในทุก ๆ เช้าของคุณแม่ หรือรอยยิ้มอบอุ่นราวกับแสงแดดแรกของตรินทร์
ทว่า... หัวใจเจ้ากรรม กลับยังคงนึกถึงใบหน้าอันอ่อนโยนของเขา เหมือนดั่งคำสาปที่แม้แต่ตายก็ไม่อาจสลัดหลุดออกได้
ในวินาทีที่เธอควรเป็นอิสระที่สุด เขาก็ยังคงอยู่ตรงนั้น ในความทรงจำ ในบาดแผล และในเศษเสี้ยวสุดท้ายของหัวใจที่พังทลาย ซึ่งก่อนที่ทุกความทรงจำจะจมหายไปพร้อมกับเธอ ไอรินก็ค่อย ๆ หลับตาลง โดยให้ท้องฟ้าสีแดงฉานอร่ามตาอาบไล้ร่างกาย เพื่อเป็นผู้บอกลาเธอคนสุดท้าย
To be continued...
ตอนที่ 68ไอรินลงจากรถ ตั้งใจจะตามหาเจ้านายที่พาเธอออกมาไกลถึงทะเล โดยไม่รู้เลยว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน เธอจึงเดินเลาะลงไปยังชายหาด เผื่อว่าอาเธอร์อาจอยู่แถวนั้น แต่เมื่อมองไปรอบ ๆ ก็ไม่พบแม้แต่เงาของเขาทว่าแทนที่เธอจะออกตามหาต่อ ความงดงามตรงหน้ากลับรั้งเธอเอาไว้ไม่ว่าจะเป็นดวงอาทิตย์ที่กำลังคล้อยต่ำใกล้ขอบฟ้า แสงสุดท้ายของวันทอดย้อมท้องฟ้าให้กลายเป็นสีส้มแดงงดงามจับตา เสียงคลื่นซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทั้งลมเย็นจากทะเลพัดกระทบใบหน้า จนเส้นผมของเธอปลิวไหวเบา ๆ กลิ่นเค็มจาง ๆ ของน้ำทะเล และไอชื้นที่สัมผัสผิวกายความงามตรงหน้าเติมเต็มช่วงเวลานี้ให้สมบูรณ์แบบ จนไอรินได้แต่ยืนนิ่ง ซึมซับทุกอย่างอยู่เงียบ ๆ ราวกับโลกภายนอกได้เลือนหายไปจากการรับรู้ของเธอ กระทั่งเสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นข้างกาย“ตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่”ไอรินไม่ได้ตอบคำถามนั้น แต่กลับเอ่ยถามขึ้นแทน ในขณะที่ดวงตายังคงทอดมองดวงอาทิตย์ตรงหน้า ราวกับกำลังเฝ้าส่งมันกลับบ้าน หลังจากทำหน้าที่ส่องแสงมาตลอดทั้งวัน“ท่านประธานชอบท้องฟ้าไหมคะ”
ตอนที่ 67หลังจากพาไอรินออกมาจากบรรยากาศที่ตึงเครียด อาเธอร์ก็ก้าวยาว ๆ ตรงไปยังรถซีดานคันหรูที่จอดอยู่ไม่ไกล เขาเปิดประตู ก่อนจะค่อย ๆ วางร่างของเธอลงบนเบาะข้างคนขับอย่างนุ่มนวลเขายืนมองคนตัวเล็กที่นั่งนิ่งไม่ไหวติงด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะโน้มตัวลงเล็กน้อย ลดระดับสายตาให้เสมอกับเธอเพื่อสำรวจอาการใกล้ ๆ“เงยหน้ามาให้ฉันดูหน่อย” มือใหญ่แตะที่ปลายคางของเธอเบา ๆ เพื่อให้หันมาหาเขาไอรินยอมทำตามโดยไม่ขัดขืน ใบหน้าหวานเงยขึ้นช้า ๆ จนเผยให้เห็นหยดน้ำตาที่ยังคงเอ่อคลออยู่ในดวงตา และรอยแดงจาง ๆ บนแก้มข้างซ้ายยิ่งมองหยดน้ำใส ๆ ที่รินไหลออกมาจากดวงตาที่เคยจ้องมองเขาอย่างสดใส รวมถึงรอยแดงบนแก้มที่เขาเคยดอมดมและจุมพิตมันอย่างถนุถนอม อารมณ์โกรธของอาเธอร์ก็ยิ่งพลุ่งพล่าน จนอยากจะเดินกลับไปบดขยี้ฝ่ามือที่กล้าแตะต้องของ ๆ เขาให้แหลกละเอียดแต่สุดท้ายเขาก็ทำได้เพียงหลับตาลงแล้วข่มอารมณ์รุนแรงนั้นไว้เพราะสำหรับเขาในตอนนี้…สิ่งสำคัญมีเพียงผู้หญิงตรงหน้าคนนี้เท่านั้นอาเธอร์ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยถามหญิงสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“เวียนหัวไหม” ขณะถาม อาเธอร์ไม่ละสายตาออกไปจากคนตรงหน้าเลยแม้แต่วินาทีเดียว ม
ตอนที่ 66หลังจากวันที่โต้เถียงกับนทีที่ลานจอดรถ ไอรินก็กลับมาอยู่ในสภาพซึมเงียบคล้ายช่วงแรกที่เธอเพิ่งรู้ความจริงเรื่องการนอกใจของเขาหลายครั้งเมื่ออยู่เพียงลำพัง เธอมักเผลอเหม่อลอย ย้อนนึกถึงช่วงเวลาที่เคยมีร่วมกันและภาพความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละช่วงเวลาแม้ภายนอกไอรินยังคงยิ้ม พูดคุย และใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ลึกลงไปในใจมันกลับรู้สึกหม่นเศร้าแปลก ๆน้ำตาไม่ไหลออกมาเลยสักหยด จนไอรินเองก็ไม่แน่ใจว่าความรู้สึกนี้เรียกว่าอะไร รู้เพียงแค่ว่า ในวันนั้นเหมือนสายสัมพันธ์ระหว่างเธอกับนทีได้ขาดสะบั้นลงอย่างสิ้นเชิง ราวกับสายสัมพันธ์นี้ไม่อาจเชื่อมต่อให้กลับมาเป็นดังเดิมได้อีกความว่างเปล่าที่เกิดขึ้นในใจ คล้ายกับเธอได้ทำของสำคัญตกลงไปในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ แม้จะรู้ว่ามันยังคงอยู่ใต้น้ำลึกไม่ไปไหน แต่ก็เกินกำลังจะไขว่คว้ามา ดังนั้นจึงทำได้เพียงยอมรับความจริงและปล่อยมือจากสิ่งที่จะไม่มีวันได้คืนกลับมาอย่างไรก็ตาม แม้ภายในใจจะเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ แต่เธอก็ยังคงไปดูแลอาเธอร์ตามคำขอของครามโดยไม่ขาดตกบกพร่อง จนกระทั่งอาเธอร์หายดี และสามารถกลับไปทำงานที่บริษัทได้ตามปกติอีกครั้งในช่ว
ตอนที่ 65หลังออกจากเพนต์เฮาส์ ไอรินขับรถตรงกลับคอนโดของตัวเองทันที พอจอดรถเรียบร้อยและกำลังจะเดินขึ้นห้อง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ซึ่งเป็นเสียงที่เธอคุ้นเคยอย่างดี“ไปไหนมา”ไอรินหันกลับไปมอง ก่อนจะเห็นนทีค่อย ๆ ก้าวออกมาจากมุมเสาในลานจอดรถ เขาเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าเธออย่างต้องการเอาคำตอบไอรินถอนหายใจยาวอย่างอดไม่อยู่ เนื่องจากความอึดอัดสะสมจากพฤติกรรมของเขาที่คอยตามดูเธอเริ่มปะทุขึ้น จนเกินจะต้านไหว ซึ่งที่เขามาปรากฏตัวที่นี่ คงเพราะวันนี้เธอไม่ได้เข้าออฟฟิศตามปกติเป็นแน่“พี่เอาเวลามาตามรินแบบนี้…ไม่ต้องทำงานเหรอคะ” ไอรินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นลงเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันที่นทีจะได้ตอบ ไอรินก็พูดต่อทันทีอย่างประชดประชัน“อ้อ...รินลืมไป พี่กำลังจะกลายเป็นลูกเขยตระกูลเรืองอัศวโชติแล้วนี่น่ะ จะทำงานไปทำไม”“อย่าประชดพี่ได้ไหม”“...”“ตกลงแล้วเธอหายไปไหนมาทั้งวัน” แม้จะถูกคำพูดของไอรินจิกกัด แต่นทีก็ยังใจเย็นแล้วเอ่ยถามเสียงอ
ตอนที่ 60นิวเยียร์จอดรถนิ่งอยู่หน้าโรงพยาบาลเนิ่นนาน มือที่วางบนพวงมาลัยสั่นไหวเล็กน้อย สายตาของเธอทอดมองชายที่นอนแน่นิ่งอยู่เบาะข้าง เลือดของเขายังคงซึมผ่านเสื้อผ้า บ่งบอกถึงอาการบาดเจ็บที่ไม่อาจมองข้ามได้หากมองเพียงผิวเผิน คำตอบก็ดูชัดเจนอยู่แล้วว่าเธอควรพาเขาเข
ตอนที่ 59“ยะ อย่าค่ะ! หยุดเดี๋ยวนี้นะ…คุณ…คุณเซดริก! หยุดนะ!”ทั้งสองยื้อกันไปมาอย่างวุ่นวาย แต่จังหวะหนึ่งนิวเยียร์ก็เสียหลัก ถูกดึงเข้าไปอยู่ในวงแขนของคนตัวสูงโดยไม่ทันตั้งตัว ท่อนแขนแกร่งโอบรอบเอวบางไว้แน่น จนเธอไม่อาจขยับหนีไปไหนได้
ตอนที่ 58ไอรินก้มหน้าลงเล็กน้อย สูดหายใจเข้าปอดลึก ๆ ก่อนจะเริ่มต้นเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น“คือ…เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว หลังจากที่รู้ความจริงฉันก็ไปนั่งดื่มย้อมใจคนเดียว แล้ว...”ไอรินหยุดไปชั่วครู่ คล้ายกำลังเรียบเรียงคำพูดข
ตอนที่ 57ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา พฤติกรรมแปลกประหลาดของอาเธอร์ได้ทิ้งร่องรอยแห่งความสับสนไว้ในใจของไอรินอย่างลึกซึ้งทั้งที่สถานะของพวกเขาเป็นเพียงเจ้านายกับลูกน้อง แต่กลับกอดจูบกันแทบทุกวัน ซ้ำร้าย เธอยังเป็นฝ่ายช่วยปลดปล่อยแรงปรารถนาของเขาด้วยมือตัวเองอีก ความใกล้ชิ





