ANMELDEN“อาเธอร์” ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ตำแหน่งผู้นำตระกูล เฝ้ารอวันที่จะได้แก้แค้นให้คนที่ “ฆ่า” พ่อแม่ของเขา แต่โชคชะตากลับเล่นตลก เมื่อ “ความจริง” ที่ไม่คาดคิดดันปรากฏขึ้นมา
Mehr anzeigenตอนที่ 01
@เชียงใหม่ ประเทศไทย
ลมหายใจขาดเป็นห้วง ๆ ทุกครั้งที่สูดอากาศเข้าไปเหมือนมีมีดทิ่มแทงอยู่ในอก ขาทั้งสองข้างแทบรับน้ำหนักไม่ไหว แต่เธอก็ยังวิ่ง...วิ่งทั้งที่ร่างกายสะบักสะบอม
แม้ใบไม้กิ่งไม้จะบาดใบหน้าของไอรินจนเลือดสีแดงสดซึมออก แต่ไม่อาจบดบังความงดงามของเธอได้
เสียงฝีเท้าหลายคู่ดังตามหลังมาไม่ห่าง เสียงตะโกนแหลมต่ำปะปนกันลอยมาเป็นระยะ ๆ
“คุณไอริน!”
“วิ่งหนีพวกเราทำไมครับ!”
“หยุดหนีเถอะครับ!”
คำพูดเหล่านั้นไม่อาจหยุดยั้งเธอได้ กลับทำให้ร่างเล็กยิ่งเร่งฝีเท้าต่อไป
เส้นทางแคบลงเรื่อย ๆ ต้นไม้เริ่มเบาบาง ลมเย็นแปลก ๆ พัดปะทะใบหน้าขาวนวล หญิงสาววิ่งออกจากแนวป่า...แล้วก็หยุดกึก
ตรงหน้าของเธอ…คือพื้นดินที่สิ้นสุดลงไร้หนทางไปต่อ เบื้องล่างคือความลึกที่มองไม่เห็นทางสิ้นสุด เสียงลมพัดขึ้นมาจากเบื้องล่างราวกับเสียงกระซิบเย็นยะเยือกที่กำลังเรียกชื่อเธอ ท้องฟ้าในยามเย็นถูกย้อมด้วยเฉดสีส้มแดงของเปลวเพลิง ทุกอย่างสงบนิ่งราวกับโลกทั้งใบหยุดเคลื่อนไหวเพื่อเฝ้ามองวาระสุดท้ายของแสงตะวัน
ไอรินยืนนิ่งงัน กวาดสายตาชมความงดงามของธรรมชาติที่อยู่เบื้องหน้าอย่างตั้งใจ
‘ได้เห็นทิวทัศน์สวยงามแบบนี้เป็นครั้งสุดท้าย...ก็ถือว่าไม่เลว’
ริมฝีปากค่อย ๆ คลี่ยิ้มอ่อนโยน
“ไอริน!”
แม้จะได้ยินเสียงที่ตะโกนที่ใกล้เข้ามา แต่หญิงสาวก็ไม่นึกสนใจ กลับกันแล้วภาพของแผ่นหลังเล็กที่กำลังยืนชมแสงตะวันก่อนลับขอบฟ้าอยู่ริมหน้าผาอย่างไม่นึกกลัว กลับทำให้พวกเขาที่เข้ามาใหม่ขวัญเสียจนพูดไม่ออก
เหล่าชายหนุ่มทุกคนที่เพิ่งมาใหม่หยุดชะงักงัน ไม่มีใครกล้าขยับหรือส่งเสียงดังแม้แต่น้อย ราวกับกำลังกลัวว่าเสียงของพวกเขาจะทำให้หญิงสาวตกใจจนพลัดตกลงไป
“ไอริน...”
หญิงสาวหันกลับไปอย่างไม่รีบร้อน สายลมอ่อน ๆ พัดผ่านอย่างแผ่วเบา จนเส้นผมของเธอพลิ้วไหวตามแรง สายตาของเธอหยุดอยู่ที่ชายตัวสูง ผู้ที่ลงมือทำร้ายเธออย่างเลือดเย็น
“คิดจะทำอะไร” อาเธอร์กัดฟันถามเสียงแข็ง นัยน์ตาสีเทาเย็นชาที่เคยนิ่งเฉยไม่ยี่หระต่อสิ่งใดเบิกกว้างด้วยความตกใจปนกลัว
ภาพของหญิงสาวที่กำลังยืนส่งยิ้มบาง ๆ ริมหน้าผาทำให้เขารู้สึกเหมือนบางสิ่งหลุดออกจากอกร่วงลงไปจนแทบสัมผัสพื้น
อาเธอร์ขบฟันแน่นจนเห็นเป็นสันกราม เส้นเลือดตรงข้างขากรรไกรนูนเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจนตามแรงกลั้นอารมณ์ที่ไหลพล่านอยู่ภายใน
“ไอริน...มาทางนี้มา” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงนุ่มและใจเย็นอย่างอดทนอดกลั้น แม้ในใจเขาอยากจะเข้าไปคว้าหญิงสาวไว้ในอ้อมกอดทันทีทันใดก็ตาม แต่กลัวว่าการขยับผิดจังหวะของเขาจะผลักเธอให้ไกลออกไปกว่าเดิม
ไอรินยังคงยืนนิ่งประจันหน้ากับชายตัวสูงพร้อมกับกลุ่มลูกน้องของเขาอยู่ที่เดิมไม่ยอมขยับ ราวกับไม่ได้ยินเสียงของอีกฝ่าย
“เด็กดี...เรากลับบ้านกันนะ”
ฝ่ามือเปิดออกอย่างขอร้อง ลมหายใจของเขาขาดเป็นห้วง ๆ อกกระเพื่อมแรงราวกับต้องต่อสู้กับความตื่นตระหนกที่กำลังกัดกินเขาจากข้างใน
“ได้โปรดเถอะ...ไอริน” ดวงตาชายหนุ่มแดงก่ำ แต่สายตานั้นไม่ละไปจากเธอแม้แต่น้อย มันเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและการอ้อนวอน เสียงที่เปล่งออกมาทั้งทุ้มและสั่นเครือ
เมื่อไอรินเห็นสีหน้าท่าทางของเขาก็อดขำไม่ได้
‘พี่เองก็ทำสีหน้าแบบนั้นเป็นเหมือนกันสินะ’
มุมปากของเธอกระตุกขึ้นเล็กน้อยพร้อมเสียงหัวเราะเบา ๆ ที่เล็ดลอดออกมาจากลำคอราวกับกำลังชมเรื่องน่าขัน
“กลับบ้านเหรอ...ฉันไม่มีบ้านให้กลับแล้ว”
“มีสิ...เธอมีฉัน ฉันจะเป็นบ้านให้เธอ ไม่ว่า...”
“หึ! ฮ่า ๆ ๆ คนที่ลงมือทำลายบ้านของฉัน จะเป็นบ้านให้ฉันได้ยังไง”
“...”
ดวงตาของเธอแดงก่ำ ไฟแค้นในอกแผดเผามาถึงขอบตา ทุกความรู้สึกที่เธอมีต่อเขาไม่เพียงทำให้เธอเกลียดเขา แต่มันเผาไหม้ทำลายหัวใจของเธอจนแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อแม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียว
ยิ่งเธอโกรธแค้นเขามากเพียงใด กลับเหมือนปลายมีดแหลมคมย้อนกลับทิ่มแทงตัวเอง เธอไม่อาจยอมรับได้ว่าสิ่งที่เธอเฝ้าฝันตามหามาตั้งแต่เด็ก สิ่งที่เรียกว่ารักที่เธอเชื่อมั่นจะย้อนกลับมาทำร้ายครอบครัวของเธออย่างเลือดเย็น
เธอไม่อยากยอมรับว่าเป็นตัวเธอเองที่นำความตายมาสู่พวกเขา
ลมแรงพัดกรรโชก ดวงตาทั้งสองสบกันนิ่งและยาวนาน ไม่มีคำพูด ไม่มีการขยับเขยื้อนใด ๆ มีเพียงหยดน้ำตาสีใสของไอรินที่ไหลอาบแก้มไม่ขาดสาย
ทันใดนั้น บุคคลที่มาใหม่ก็ปรากฏขึ้น ทำให้สายตาที่คลอไปด้วยน้ำตาหันไปทางต้นเสียงอย่างอัตโนมัติ
“ริน!...อย่าทำอะไรบ้า ๆ นะ”
“…”
“ไอริน...มาหาพี่ นะ พี่อยู่นี่แล้ว” นทีส่งสายตาอ้อนวอนต่อเธอพร้อมน้ำเสียงขอร้อง ผายฝ่ามือออกหมายให้เธอเดินมาหาเขา แต่ไม่สามารถโน้มน้าวหญิงสาวที่ใบหน้าท่วมไปด้วยน้ำตาได้
สิ่งที่นทีได้กลับมาคือความเงียบและรอยยิ้มจาง ๆ ที่ไม่อาจตีความหมายได้
“พี่รักเธอไอริน มาหาพี่นะ เธออยากมีบ้านสักหลังไว้ปลูกดอกไม้ไม่ใช่เหรอ เรามาสร้างบ้านหลังเล็ก ๆ แบบที่เธอชอบกัน จัดงานแต่งที่ทะเลและมีลูก พี่สัญญา...ครั้งนี้จะไม่มีใครมาแทรกกลางพวกเราได้อีก...”
“…พวกเราลืมเรื่องในอดีตและเริ่มต้นกันใหม่ได้ หือ?”
‘ฝันของเราสองคน แต่พี่เป็นคนทำลายมันด้วยมือของตัวเอง แล้วตอนนี้จะมาพูดอะไร...พอมองย้อนกลับไปถึงได้เข้าใจว่าตัวเองโง่เง่าและไร้เดียงสาแค่ไหน’
ไอรินส่ายหัวปฏิเสธทั้งน้ำตาพร้อมเสียงสะอื้นที่ไม่อาจกลั้นไว้ได้อีกต่อไป เธอรู้ว่าการเริ่มต้นใหม่นั้นไม่สามารถใช้ได้กับพวกเขา เพราะกว่าเธอจะตื่นจากฝันกลางวันก็เดินมาถึงจุดนี้แล้ว
“ไอริน...มาทางนี้” อาเธอร์เอ่ยทำลายความสนใจของอีกฝ่าย ไอรินหันกลับไปหาเขาอีกครั้ง ก่อนจะหันกลับไปมองนทีอีกหน
เธอเงยหน้ามองท้องฟ้าสีแดงฉานพร้อมกับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาทั้งน้ำตาราวกับคนเสียสติ
เสียงหัวเราะดังไปทั่วบริเวณนั้น เป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยการเยาะเย้ยและดูถูกดูแคลนตัวเอง
ไอรินสมเพชตัวเองที่เป็นคนไม่มีแววในการมองคน ทุกอย่างดำเนินมาถึงจุดนี้จะไปโทษใครได้ ในเมื่อเธอไม่รู้จักคิดแยกแยะให้ดี จนต้องตกเป็นเหยื่อของ นักล่าในคราบคนอบอุ่น และ นักเชิดที่ใช้คำว่ารักเป็นด้ายควบคุม
เสียงหัวเราะเงียบลง แต่ความกดดันไม่ได้ลดลง เท้าเล็กเริ่มเคลื่อนไหวห่างออกไป
เธอค่อย ๆ ถอยหลังออกไปทีละก้าว ๆ อย่างเชื่องช้าและใจเย็น ต่างกับปีศาจร้ายทั้งสองคนที่กำลังร้อนใจ แต่ก็ไม่อาจหยุดหญิงสาวได้ และทันใดนั้น...
ตุบ!
อาเธอร์ทรุดตัวลงราวกับเรี่ยวแรงทั้งหมดในร่างกายหายไปในพริบตา เข่าทั้งสองกระแทกพื้น ไม่หลงเหลือศักดิ์ศรีของความหยิ่งยโส แผ่นหลังที่เคยตั้งตรงตลอดเวลาโน้มลงเหมือนคนที่ถูกถ่วงด้วยแรงของทุกสิ่ง
“ฉันยอมแพ้เธอแล้วไอริน...ขอร้องละ หยุดเถอะ...”
“...ฉันจะปล่อยเธอไป...ให้เธอเป็นอิสระ”
สถานการณ์ตรงหน้าทำเอาเหล่าลูกน้องต่างพากันตกใจ โดยเฉพาะกับเจย์เลอร์ เขาที่เป็นเพื่อนเล่นและทำงานกับอาเธอร์มานาน ไม่คิดว่าคนเป็นเจ้านายจะยอมลดศักดิ์ศรีและความต้องการของตัวเองเพียงเพื่อขอร้องให้ผู้หญิงคนหนึ่งมีชีวิตอยู่ต่อ แม้ว่าผู้หญิงคนนั้นจะเป็นแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวของเขาก็ตาม
‘หากการอยู่เคียงข้างฉันทำให้เธอทุกข์ทรมานจนต้องสละชีวิต ฉันจะยอมปล่อยเธอไปให้เธอเป็นอิสระ เป็นดั่งนกน้อยบนท้องฟ้า...ไม่ถูกกักขังด้วยกรงของฉันอีกต่อไป’
“อาเธอร์...พี่เห็นไหมว่าวันนี้ทุกอย่างเป็นใจมากจริง ๆ” ไอรินพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งพร้อมกับสีหน้าสงบ ไม่อาจเข้าใจถึงความคิดและความรู้สึกของเธอได้อีก แววตาของเธออ่อนโยนทว่ากลับดูเงียบเหงา
“หมายความว่ายังไง”
“อะไรที่ไม่เคยเห็นก็ได้เห็น สิ่งที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นก็ได้เกิด แถมท้องฟ้าวันนี้ก็ยังสวยมาก ๆ พี่จำได้ไหมว่าฉันชอบท้องฟ้าสีนี้ที่สุด”
แสงอาทิตย์สะท้อนร่างของหญิงสาวจากด้านหลังจนกลายเป็นเงาทับร่างของอาเธอร์ที่กำลังคุกเข่าอยู่ ราวกับปีศาจผู้อ่อนโยนที่กำลังตัดสินโทษให้กับมนุษย์ผู้โง่เขลา
“จำได้สิ เธอมักจะบอกกับฉันเสมอในวันที่มีท้องฟ้าเป็นสีส้มแดงแบบนี้”
“ใช่...”
“…แม้ฉันจะเกลียดและเคียดแค้นพี่ แต่ฉันดีใจที่ได้มองท้องฟ้าแบบนี้กับพี่เป็นครั้งสุดท้าย” สิ้นเสียงของไอริน ดวงตาแดงก่ำที่พยายามกลั้นไม่ให้มีน้ำตาหยดใดไหลออกมา แต่สุดท้าย…น้ำใส ๆ ก็ร่วงลงจากดวงตาสีเทาอย่างช้า ๆ
อาเธอร์ยังไม่พูดอะไร เขายังคงคุกเข่านิ่งเหมือนเดิม แต่ดวงตาคู่นั้นไม่สามารถปิดบังความพังทลายข้างในได้อีกต่อไป
“ฉะ ฉันสัญญาจะปล่อยเธอไป ฉันจะ...”
“ไม่...อาเธอร์ ฉันไม่มีหน้ามีชีวิตอยู่ในขณะที่เป็นคนผลักครอบครัวไปสู่ความตายหรอก ฉันจะไปหาพวกเขา...ไปบอกกับคุณพ่อว่าฉันผิดไปแล้ว ไปขอโทษที่ฉันเป็นลูกสาวไม่ได้เรื่อง ขอให้พวกเขาให้อภัยฉันที่โง่เขลา”
“เธอตายไม่ได้! ชีวิตของเธอเป็นของฉัน! ฉันไม่อนุญาตให้เธอตายเธอเข้าใจไหมไอริน! ถ้าเธอตายหนีฉัน...ฉันจะไล่ตามเธอไปจนถึงขุมนรก! แม้ตายแล้วเธอก็ยังต้องเป็นของฉัน! ให้เธอเป็นของฉันตลอดไป! ฉันจะไม่ให้เธอได้อยู่อย่างสงบ! เข้าใจไหม!?” เสียงของเขาสั่นเครือ น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างห้ามไม่อยู่
ทุกถ้อยคำของเขาที่เอ่ยออกมาราวกับคนที่เสียสติไปแล้ว จนเจย์เลอร์ต้องตกใจ ไม่คิดว่าเจ้านายของเขาจะมีความรู้สึกลึกซึ้งกับเด็กสาวมากขนาดนี้
หากจะโทษก็คงต้องโทษโชคชะตาที่เล่นตลกกับพวกเขาทั้งสองคน
“ทั้งฉันและพี่ล้วนเป็นคนบาป พวกเราไม่ควรเจอกัน...ไม่ว่าจะในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต”
“ไม่! ฉันไม่ยอม!”
“ใกล้ถึงเวลาของฉันแล้ว” ไอรินแหงนหน้ามองท้องฟ้า นกฝูงเล็ก ๆ กำลังทยอยบินกลับรัง พวกมันโฉบต่ำไปตามแนวต้นไม้ จุดหมายเดียวของพวกมันคือ...กลับสู่ความอบอุ่นที่คุ้นเคย
สายตาของเธอนิ่งลงอย่างประหลาด ไอรินสูดหายใจเข้าลึก ๆ เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะยกมุมปากขึ้นอย่างจาง ๆ
“พี่เป็นคนผลักฉันให้มายืนอยู่บนปากเหวนี้...”
“…ก็มองดูฉันร่วงลงไปกับตาตัวเองเถอะ”
พรึ่บ!
“ไม่!!” เสียงตะโกนดังสนั่น
อาเธอร์พุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างสุดแรงเกิด ราวกับจะตามเธอลงไปด้วย แต่ปลายนิ้วแตะได้เพียงอากาศว่างเปล่า แววตาเหมือนคนที่เพิ่งถูกฉีกทึ้งหัวใจออกจากอก
“ปล่อย!! ปล่อยฉัน!!” ใครบางคนกระชากร่างเขาไว้ก่อนที่ขาจะพ้นขอบผา เสียงตะโกนเต็มไปด้วยความเจ็บปวดราวกับคนที่กำลังจมอยู่ในนรก เขาดิ้นรนอย่างคนคลั่งแต่ก็ทำได้เพียงมองร่างของคนรักที่ค่อย ๆ ร่วงหล่นลงจากขอบสูง
ไอรินถูกลมพัดกระแทกร่างอย่างรุนแรง เสียงทุกอย่างหายไป เหลือเพียงความว่างเปล่าและความรู้สึกไร้น้ำหนัก ร่างบนขอบผาค่อย ๆ เล็กลง โลกด้านบนห่างออกไปเรื่อย ๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกกลืนหายไปในความมืด
‘ความรัก…เคยคิดอย่างไร้เดียงสาว่ามันคือสิ่งสวยงาม แต่วันนี้ได้รู้แล้วว่า ความรักก็ฆ่าคนได้เช่นกัน ฆ่าความไว้ใจ ฆ่าความฝัน ฆ่าความเชื่อทั้งหมดที่เคยมี ฉันยอมรับว่าแพ้แล้ว แพ้ให้กับแผนของพี่ที่ตั้งอยู่บนเลือดคนในครอบครัวฉัน แพ้ให้กับหัวใจตัวเองที่ไม่รู้จักระวัง’
‘ฉันทั้งน่าขันและน่าสมเพช...แม้แต่ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตสิ่งที่อยู่ในใจฉันกลับเป็นใบหน้าที่อ่อนโยนของพี่’
‘อาเธอร์...ฉันเกลียดพี่มากจริง ๆ แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือฉันเกลียดหัวใจตัวเองที่รักพี่ หากฉันรู้แต่แรกว่าความรักจะเจ็บปวดขนาดนี้ ฉันขอไม่รู้จักมันซะยังดีกว่า’
เธอยิ้มก่อนจะค่อย ๆ หลับตาลง ปล่อยให้ร่างของตัวเองตกลงไป…
To be continued...
ตอนที่ 68ไอรินลงจากรถ ตั้งใจจะตามหาเจ้านายที่พาเธอออกมาไกลถึงทะเล โดยไม่รู้เลยว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน เธอจึงเดินเลาะลงไปยังชายหาด เผื่อว่าอาเธอร์อาจอยู่แถวนั้น แต่เมื่อมองไปรอบ ๆ ก็ไม่พบแม้แต่เงาของเขาทว่าแทนที่เธอจะออกตามหาต่อ ความงดงามตรงหน้ากลับรั้งเธอเอาไว้ไม่ว่าจะเป็นดวงอาทิตย์ที่กำลังคล้อยต่ำใกล้ขอบฟ้า แสงสุดท้ายของวันทอดย้อมท้องฟ้าให้กลายเป็นสีส้มแดงงดงามจับตา เสียงคลื่นซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทั้งลมเย็นจากทะเลพัดกระทบใบหน้า จนเส้นผมของเธอปลิวไหวเบา ๆ กลิ่นเค็มจาง ๆ ของน้ำทะเล และไอชื้นที่สัมผัสผิวกายความงามตรงหน้าเติมเต็มช่วงเวลานี้ให้สมบูรณ์แบบ จนไอรินได้แต่ยืนนิ่ง ซึมซับทุกอย่างอยู่เงียบ ๆ ราวกับโลกภายนอกได้เลือนหายไปจากการรับรู้ของเธอ กระทั่งเสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นข้างกาย“ตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่”ไอรินไม่ได้ตอบคำถามนั้น แต่กลับเอ่ยถามขึ้นแทน ในขณะที่ดวงตายังคงทอดมองดวงอาทิตย์ตรงหน้า ราวกับกำลังเฝ้าส่งมันกลับบ้าน หลังจากทำหน้าที่ส่องแสงมาตลอดทั้งวัน“ท่านประธานชอบท้องฟ้าไหมคะ”
ตอนที่ 67หลังจากพาไอรินออกมาจากบรรยากาศที่ตึงเครียด อาเธอร์ก็ก้าวยาว ๆ ตรงไปยังรถซีดานคันหรูที่จอดอยู่ไม่ไกล เขาเปิดประตู ก่อนจะค่อย ๆ วางร่างของเธอลงบนเบาะข้างคนขับอย่างนุ่มนวลเขายืนมองคนตัวเล็กที่นั่งนิ่งไม่ไหวติงด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะโน้มตัวลงเล็กน้อย ลดระดับสายตาให้เสมอกับเธอเพื่อสำรวจอาการใกล้ ๆ“เงยหน้ามาให้ฉันดูหน่อย” มือใหญ่แตะที่ปลายคางของเธอเบา ๆ เพื่อให้หันมาหาเขาไอรินยอมทำตามโดยไม่ขัดขืน ใบหน้าหวานเงยขึ้นช้า ๆ จนเผยให้เห็นหยดน้ำตาที่ยังคงเอ่อคลออยู่ในดวงตา และรอยแดงจาง ๆ บนแก้มข้างซ้ายยิ่งมองหยดน้ำใส ๆ ที่รินไหลออกมาจากดวงตาที่เคยจ้องมองเขาอย่างสดใส รวมถึงรอยแดงบนแก้มที่เขาเคยดอมดมและจุมพิตมันอย่างถนุถนอม อารมณ์โกรธของอาเธอร์ก็ยิ่งพลุ่งพล่าน จนอยากจะเดินกลับไปบดขยี้ฝ่ามือที่กล้าแตะต้องของ ๆ เขาให้แหลกละเอียดแต่สุดท้ายเขาก็ทำได้เพียงหลับตาลงแล้วข่มอารมณ์รุนแรงนั้นไว้เพราะสำหรับเขาในตอนนี้…สิ่งสำคัญมีเพียงผู้หญิงตรงหน้าคนนี้เท่านั้นอาเธอร์ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยถามหญิงสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“เวียนหัวไหม” ขณะถาม อาเธอร์ไม่ละสายตาออกไปจากคนตรงหน้าเลยแม้แต่วินาทีเดียว ม
ตอนที่ 66หลังจากวันที่โต้เถียงกับนทีที่ลานจอดรถ ไอรินก็กลับมาอยู่ในสภาพซึมเงียบคล้ายช่วงแรกที่เธอเพิ่งรู้ความจริงเรื่องการนอกใจของเขาหลายครั้งเมื่ออยู่เพียงลำพัง เธอมักเผลอเหม่อลอย ย้อนนึกถึงช่วงเวลาที่เคยมีร่วมกันและภาพความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละช่วงเวลาแม้ภายนอกไอรินยังคงยิ้ม พูดคุย และใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ลึกลงไปในใจมันกลับรู้สึกหม่นเศร้าแปลก ๆน้ำตาไม่ไหลออกมาเลยสักหยด จนไอรินเองก็ไม่แน่ใจว่าความรู้สึกนี้เรียกว่าอะไร รู้เพียงแค่ว่า ในวันนั้นเหมือนสายสัมพันธ์ระหว่างเธอกับนทีได้ขาดสะบั้นลงอย่างสิ้นเชิง ราวกับสายสัมพันธ์นี้ไม่อาจเชื่อมต่อให้กลับมาเป็นดังเดิมได้อีกความว่างเปล่าที่เกิดขึ้นในใจ คล้ายกับเธอได้ทำของสำคัญตกลงไปในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ แม้จะรู้ว่ามันยังคงอยู่ใต้น้ำลึกไม่ไปไหน แต่ก็เกินกำลังจะไขว่คว้ามา ดังนั้นจึงทำได้เพียงยอมรับความจริงและปล่อยมือจากสิ่งที่จะไม่มีวันได้คืนกลับมาอย่างไรก็ตาม แม้ภายในใจจะเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ แต่เธอก็ยังคงไปดูแลอาเธอร์ตามคำขอของครามโดยไม่ขาดตกบกพร่อง จนกระทั่งอาเธอร์หายดี และสามารถกลับไปทำงานที่บริษัทได้ตามปกติอีกครั้งในช่ว
ตอนที่ 65หลังออกจากเพนต์เฮาส์ ไอรินขับรถตรงกลับคอนโดของตัวเองทันที พอจอดรถเรียบร้อยและกำลังจะเดินขึ้นห้อง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ซึ่งเป็นเสียงที่เธอคุ้นเคยอย่างดี“ไปไหนมา”ไอรินหันกลับไปมอง ก่อนจะเห็นนทีค่อย ๆ ก้าวออกมาจากมุมเสาในลานจอดรถ เขาเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าเธออย่างต้องการเอาคำตอบไอรินถอนหายใจยาวอย่างอดไม่อยู่ เนื่องจากความอึดอัดสะสมจากพฤติกรรมของเขาที่คอยตามดูเธอเริ่มปะทุขึ้น จนเกินจะต้านไหว ซึ่งที่เขามาปรากฏตัวที่นี่ คงเพราะวันนี้เธอไม่ได้เข้าออฟฟิศตามปกติเป็นแน่“พี่เอาเวลามาตามรินแบบนี้…ไม่ต้องทำงานเหรอคะ” ไอรินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นลงเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันที่นทีจะได้ตอบ ไอรินก็พูดต่อทันทีอย่างประชดประชัน“อ้อ...รินลืมไป พี่กำลังจะกลายเป็นลูกเขยตระกูลเรืองอัศวโชติแล้วนี่น่ะ จะทำงานไปทำไม”“อย่าประชดพี่ได้ไหม”“...”“ตกลงแล้วเธอหายไปไหนมาทั้งวัน” แม้จะถูกคำพูดของไอรินจิกกัด แต่นทีก็ยังใจเย็นแล้วเอ่ยถามเสียงอ





